Post on 28/02/2020

สัมภาษณ์ โจนาธาน ไครสเบิร์ก กีตาร์เกาหลีตัวแรกในวันคริสต์มาสกับวันนี้ที่แจ๊สกลายเป็นเรื่องของคณิตศาสตร์มากกว่าดนตรี

       ในปี 2002 ขณะที่ผู้ฟังทั้งหลายกำลังตั้งตารอผลงานใหม่ของ แพท เมธินี (Pat Metheney) หรือตื่นเต้นกับอัลบั้ม This Is What I Do ที่ทำให้ ซอนนี โรลลิง (Sonny Rollins) ยอดนักแซกโซโฟนคว้ารางวัลแกรมมี่ อวอร์ดส สมัยแรก ระหว่างนั้นมีเด็กหนุ่มนิวยอร์เกอร์ที่หลงใหลในดนตรีแจ๊สและศึกษาท่วงทำนองเหล่านั้นผ่านสุ้มเสียงของ ธีโลเนียส มังค์ (Thelonious Monk) ไมล์ส เดวิส (Miles Davis) หรือ จอห์น โคลเทรน (John Coltrane)

เขามาพร้อมกับอัลบั้มชุดแรกที่ชื่อTrioing” ซาวนด์กีตาร์ที่สะอาดเป็นประกาย แต่งแต้มด้วยเสียงดีเลย์เพราะ ๆ การเล่นเมโลดิกไลน์แบบ straight-eighth ที่ประกอบกันเป็นไลน์โซโล่อันเป็นเอกลักษณ์ ทำให้ชื่อของ โจนาธาน ไครสเบิร์ก (Jonathan Kreisberg) เป็นที่โจษจันในวงการฐานะนักกีตาร์รุ่นใหม่ไฟโคตรแรง

ไครสเบิร์ก เป็นนิวยอร์เกอร์ที่ฟังดนตรีแจ๊สตั้งแต่อายุเพียง 6 ขวบ ด้วยเหตุผลที่ว่านี่คือดนตรีที่เรียกร้องความสามารถและความคิดสร้างสรรค์ของผู้เล่น เขาจึงตกหลุมรักดนตรีแนวนี้เข้าอย่างจัง ก่อนที่พรสวรรค์ในการเล่นกีตาร์จะทำให้เขาได้รับทุนจากมหาวิทยาลัยแห่งไมอามี และได้รับโอกาสร่วมเล่นกับนักดนตรีแจ๊สระดับตำนานอย่าง โจ เฮนเดอร์สัน (Joe Henderson), ไมเคิล เบรคเกอร์ (Micheal Brecker), เรด ร็อดนีย์ (Red Rodney) และ ดร.ลอนนี สมิธ (Dr. Lonnie Smith)

“timeless melodicism with forward–thinking lines and textures” คือแนวทางการโซโล่ตามคอร์ดแบบไม่ต้องกังวลเรื่องจังหวะหรือฟอร์ม ขณะที่คิดถึงจุดหมายของคอร์ดถัดไปด้วย นี่คือไอเดียที่ไครสเบิร์กพัฒนามาจากแนวคิดขั้นพื้นฐานในการสร้างโซโล่ของดนตรีบีบ็อพ ที่กลายมาเป็นสุ้มเสียงที่บ่งบอกถึงอัตลักษณ์ที่ชัดเจนของเขา

เดือนกุมภาพันธ์ ปีนี้ ไครสเบิร์กและเพื่อนร่วมวงของเขาอีกสามคน นำโดย มาร์โก เชินเชทซ์ (เปียโน), แมตต์ โคลสซี (เบส) และ โคลิน สตรานาฮาน (กลอง) กลับมาเยือนประเทศไทยอีกครั้ง พร้อมกับคอนเสิร์ตเต็มรูปแบบครั้งที่สองในไทย เพื่อโปรโมทอัลบั้ม Capturing Spirits – JKQ Live! ผลงานบันทึกการแสดงสดของเขาที่เมืองดุสเซลดอร์ฟ ประเทศเยอรมนี

The People มีโอกาสคุยกับนักกีตาร์คนนี้หลากหลายประเด็นทางดนตรี โดยเฉพาะเรื่องที่ว่าดนตรีแจ๊สในยุคนี้กลายเป็นดนตรีที่ผลักคนดูออกจากความนิยมแล้วจริงหรือไม่? รวมถึงจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาชอบแจ๊ส และเขาคิดเห็นอย่างไรในวันที่แจ๊สฟังยากขึ้น จนเริ่มกลายเป็นคณิตศาสตร์มากกว่าจะเป็นดนตรี

The People: รู้สึกอย่างไรบ้างที่ได้กลับมาเล่นที่ไทยอีกครั้ง

ไครสเบิร์ก: ผมไปมาทั่วโลกแล้ว รวมถึงหลาย ๆ ประเทศในเอเชียด้วย แต่ประเทศไทยเป็นประเทศที่แตกต่างจากที่อื่น ผมชอบคนที่นี่ ชอบอากาศ ชอบอาหาร และบรรยากาศก็อบอุ่นมาก ๆ ด้วย ผู้คนที่นี่ให้ความสนใจกับสิ่งที่เป็นศิลปะจริง ๆ การได้เล่นดนตรีให้คนเหล่านั้นฟังถือเป็นประสบการณ์พิเศษ เพราะคุณรู้ว่าถึงคุณจะเล่นดนตรีไปในแนวทางไหน จะซ้ายหรือขวา คนก็จะติดตามคุณไปเสมอ พวกเรารู้สึกอย่างนั้นจริง ๆ สิ่งนี้ทำให้เราเล่นดีขึ้นด้วย

The People: โจนาธาน ไครสเบิร์ก พบกับดนตรีได้อย่างไร

ไครสเบิร์ก: ตอนที่ผมยังเด็กมาก ๆ น่าจะอายุ 5-6 ขวบได้ ผมได้ยินเพลงแจ๊สจากคอลเลคชันของคุณพ่อ เสียงเหล่านั้นเป็นอะไรที่ติดอยู่ในหัวผมตลอดเวลา อย่างเช่นเสียงแซกโซโฟนของ จอห์น โคลเทรน หรือ ไมล์ส เดวิส พอผมอายุ 10 ขวบ ผมได้ยิน เอ็ดดี้ แวน เฮเลน (Eddie Van Halen) เล่นเพลง ‘Eruption’ มันทำให้ผมตกหลุมรักการเล่นกีตาร์และอยากจะได้เป็นเจ้าของสิ่งนี้เลย

พอผมเรียนรู้ที่จะเล่น ผมก็ตกหลุมในความสร้างสรรค์ที่หลากหลายในดนตรี การอิมโพรไวซ์และการประพันธ์เพลง นี่คือจุดที่ทำให้ผมไปเจอแจ๊ส และช่วยให้ผมเจอสไตล์ของตัวเอง

The People: เคยได้ยินมาว่ากีตาร์ตัวแรกของคุณคือกีตาร์ Vantage ที่ผลิตจากเกาหลี กีตาร์ตัวนั้นสำคัญกับคุณอย่างไร หรือคุณมีความทรงจำอย่างไรกับมันบ้าง

ไครสเบิร์ก: ใช่เลย!! คุณรู้ได้ยังไง? ทุกวันนี้ผมยังจำเช้าวันคริสต์มาสปีนั้นได้อยู่เลย เป็นช่วงเวลาที่ได้มันเป็นของขวัญ มันเป็นกีตาร์ที่ดีมากตัวหนึ่ง

The People: เราแทบไม่เคยเห็นคุณใช้กีตาร์ตัวอื่นนอกจาก Gibson 175 สีซันเบิร์สต์ คุณเคยคิดที่จะเปลี่ยนเสียงกีตาร์ในสไตล์ที่แตกต่างบ้างไหม

ไครสเบิร์ก: ความจริงแล้วผมทดลองด้วยเทคนิคต่าง ๆ เพื่อเปลี่ยนเสียงมาหลายแบบนะ ทั้งแบบอิเล็กโทรนิกส์ อะคูสติก การวางไมค์ แต่ถ้าพูดถึงตัวกีตาร์ มันกลายเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายผมไปแล้ว เหมือนแขนข้างที่สาม ผมเคยลองกีตาร์ตัวอื่นแต่ผมไม่ค่อยชอบกีตาร์ใหม่ ๆ เท่าไหร่ ผมชอบกีตาร์เก่าเพราะมันให้เสียงเหมือนคนที่เคยใช้ชีวิตอยู่ในโลกนี้มาแล้ว

อนาคตผมอาจจะลองเปลี่ยนไปใช้กีตาร์ Gibson เก่า ๆ ตัวอื่น แต่ผมยังไม่เจอตัวที่ใช่สักที อาจจะเพราะผมไม่ค่อยได้ลองตัวใหม่ ๆ ด้วย เพราะว่าเสียงมันคลีนเกินไป ผมชอบเสียงที่ออกมาดูมีชีวิตมากกว่า ครั้งหนึ่งตอนผมต้องขึ้นเครื่องบินไปเล่นคอนเสิร์ต เครื่องบินเล็กมากจนผมเอากีตาร์ตัวเองไปด้วยไม่ได้ วันนั้นมีคนให้ยืมกีตาร์ Gibson 175 ที่เก่ากว่าของผมอีก กีตาร์ตัวนั้นเป็นตัวเดียวที่ผมชอบมากกว่าของตัวเอง ผมขอร้องให้เจ้าของขายให้ผม แต่เขาบอกว่าไม่

The People: คุณเคยพูดว่าอัลบั้ม My Favorite Things ของ จอห์น โคลเทรน หรือ Concierto de Aranjuez ของ จอห์น วิลเลียม มีอิทธิพลต่องานเพลงของคุณอย่างมาก แต่อัลบั้มชุดไหนที่เปลี่ยนชีวิตนักดนตรีของคุณ

ไครสเบิร์ก: (นิ่งคิด) ตอนผมเด็ก ๆ อายุประมาณ 15 ปี ผมได้ฟังอัลบั้ม Nefertiti ของ ไมล์ส เดวิส แล้วผมประทับใจมาก เพราะว่าเป็นดนตรีแจ๊สที่มีกลิ่นอายของอดีต ขณะเดียวกันก็ให้ความรู้สึกเหมือนมาจากอีกโลกหนึ่งเลย อัลบั้มนั้นมีผลต่อชีวิตผมมาก อีกอัลบั้มหนึ่งคือ Sand ของ อลัน โฮลด์สเวิร์ธ (Allan Holdsworth) สองอัลบั้มนี้คือที่สุดแล้ว

The People: ให้เลือกเล่นกับฮีโร่ของคุณสักคน คนคนนั้นจะเป็นใคร

ไครสเบิร์ก: ผมก็อาจจะเหมือนนักดนตรีแจ๊สทุกคนถ้าเลือกได้คงเป็นไมล์สเดวิส

The People: ตอนคุณเล่นคอนเสิร์ต เราจะสังเกตว่าคุณฮึมฮัมกับตัวเอง เหมือนคุณนับ phrasing ตลอดเวลา คุณคิดเยอะไหมตอนคุณเล่นคอนเสิร์ต

ไครสเบิร์ก: ผมคิดเยอะตอนผมซ้อมมากกว่า ตอนผมเล่นคอนเสิร์ตผมพยายามเล่นสิ่งที่ผมได้ยินในหัว เพราะนั่นจะเป็นธรรมชาติมากกว่า ตอนผมซ้อมจะใช้ความคิดเยอะกว่าเพราะว่าต้องมาดูว่าแบบนี้ดีไหม ถ้าเพิ่มจังหวะจะเป็นยังไง แต่ช่วงเวลาที่ดีที่สุดของการเล่นโซโล่หรือเล่นแจ๊สคือตอนที่คุณปล่อยให้ตัวเองล่องลอยไปในอวกาศ ไม่ต้องคิดอะไรมาก จนเล่นจบแล้วคุณถึงจะรู้สึกว่าเกิดอะไรขึ้นเนี่ยมันเป็นเรื่องของการรู้สึกถึงดนตรีมากกว่าความคิด

The People: ครั้งหนึ่งคุณเคยพูดว่านักดนตรีแจ๊สทุกคนควรจะเป็นนักร้องด้วย เพราะอะไรทุกคนถึงต้องร้องเพลงเป็น

ไครสเบิร์ก: ผมคิดว่านักดนตรีทุกคนควรเรียนรู้การร้องเพลง ไม่ได้หมายความว่าจะต้องร้องเพราะแบบนักร้อง แต่เพื่อให้ร้องสิ่งที่พวกเขาได้ยินในหัวของตัวเองได้ เพื่อถ่ายทอดเสียงดนตรีในความคิดของเราไปสู่เครื่องดนตรีที่เรามีอยู่ในมือ

The People: คุณเคยพูดว่าแจ๊สคล้ายกับวิทยาศาสตร์ ช่วยอธิบายหน่อยได้ไหมว่าหมายความว่าอย่างไร

ไครสเบิร์ก: ผมคิดว่าแจ๊สไม่ได้เป็นแค่วิทยาศาสตร์อย่างเดียวผมมักจะใช้วิธีนี้ในการอธิบายเกี่ยวกับแจ๊สให้คนนักเรียนหรือคนที่ไม่ได้เล่นแจ๊สฟัง

สมมติว่ามีต้นไม้อยู่ต้นหนึ่งในสวน คนแรกที่ได้ไปเห็นต้นไม้นั้นคือนักพฤกษศาสตร์ เขามองต้นไม้ว่ามันมีใบไม้ที่มีคลอโรฟิลล์ เมื่อแสงแดดส่องกระทบมัน ใบไม้จะสามารถนำพลังงานจากแสงอาทิตย์นั้นไปใช้ได้ และยังมีรากที่คอยนำน้ำมาหล่อเลี้ยงชีวิต อีกคนหนึ่งผ่านมาเห็นต้นไม้เหมือนกัน แต่เขาเป็นกวี เขามองต้นไม้แล้วคิดว่านี่ช่างเหมือนผมของแม่ฉันเหลือเกิน ฉันอยากนอนอยู่ใต้ร่มเงาของต้นไม้ต้นนั้นอีกคนหนึ่งที่ผ่านมาเป็นนักคณิตศาสตร์ เขามองต้นไม้ว่ามีใบไม้ 5,000,636 ใบ

ทั้งหมดนี่เป็นวิธีการมองสิ่งเดียวกันจากหลายๆมุมมองและนักดนตรีแจ๊สควรจะทำได้แบบนี้ต้องสามารถมองแบบวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์ศิลปะและอาจจะอีกหลายแบบด้วยซ้ำไปคนคงไม่ได้อยากดูดนตรีที่คนเล่นใช้แต่ความคิดหรอกมันน่าเบื่อเกินไปดนตรียังต้องมีความสวยงามเหมือนบทกวีด้วยเพราะฉะนั้นแจ๊สไม่ใช่แค่วิทยาศาสตร์อย่างเดียว

The People: ดนตรีแจ๊สเป็นสิ่งที่มีแบบแผน และคนดูต้องอาศัยความเข้าใจสูง จนปัจจุบันแจ๊สกลายเป็นเหมือนกระบวนการทางคณิตศาสตร์ ที่ต้องผ่านการคำนวณ ใช้ความคิด ซึ่งแตกต่างจากแจ๊สในอดีตที่คนเรียนรู้จากการฟัง คุณคิดอย่างไรบ้าง ที่แจ๊สในปัจจุบันกลายเป็นเรื่องของการคิดมากกว่าดนตรีไปแล้ว

ไครสเบิร์ก: เป็นคำถามที่ดีมาก ๆ ผมไม่คิดว่าคนต้องเข้าใจแจ๊สถึงจะสนุกกับมันได้ บางครั้งตอนผมเล่นคอนเสิร์ต ผมเห็นเด็ก ๆ ในกลุ่มคนดู พวกเขาไม่ได้เข้าใจแจ๊สหรอก แต่พวกเขาสนใจมัน เหมือนกับเสียงดนตรีกำลังพูดกับพวกเขาอยู่ ผมคิดว่าเด็กเปิดรับอะไรง่ายกว่าผู้ใหญ่ ทุกวันนี้ดนตรีที่อยู่คู่กับสังคมของเราคงเป็นดนตรีป๊อบ แต่ผมก็ยังคิดว่ามนุษย์สามารถฟังและสนุกกับทุกสิ่งโดยที่ไม่จำเป็นต้องเข้าใจมันก็ได้ คนที่ต้องเข้าใจแจ๊สและสามารถถ่ายทอดมันออกมาได้คือนักดนตรีต่างหาก

ตอนผมเล่นเพลงที่จังหวะ 21/8 ผมก็ยังอยากให้คนดูรู้สึกถึงดนตรีของผมและชอบมัน ผมไม่ได้สนใจว่าเขาจะเข้าใจจังหวะนั้นไหม แต่นักดนตรีหลายคนในปัจจุบันไม่เป็นอย่างนั้น กลายเป็นมุ่งศึกษาทฤษฎี เทคนิคต่าง ๆ จนแจ๊สกลายเป็นคณิตหรือวิทยาศาสตร์ไป ส่วนตัวผมชอบหาพื้นที่ตรงกลางที่เป็นทั้งสองอย่าง เป็นดนตรีที่คุณสามารถสนุกกับมัน เข้าถึงเมโลดี้ อารมณ์ และจังหวะได้ หรือแม้กระทั่งเข้าใจรูปแบบที่น่าสนใจของมันได้ด้วย ผมว่านักดนตรีอย่างเราต้องทำทั้งสองอย่าง

The People: การเรียนการสอนดนตรีแจ๊สเป็นระบบมากขึ้น ทุกคนเรียนเหมือน กัน เพลงเดียวกัน แบบฝึกหัดเดียวกัน เราจะสามารถสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวให้กับนักดนตรีแจ๊สแต่ละคนได้อย่างไร

ไครสเบิร์ก: ผมเห็นด้วยว่านี่เป็นปัญหา สิ่งที่ผมได้ยินตอนนี้คือทุกคนเล่นเหมือน ๆ กันหมด ต่างจากตอนที่ผมเป็นเด็กที่สไตล์การเล่นของแต่ละคนต่างกันมาก ตอนนั้นเรามีทั้ง แพท เมธินี, อลัน โฮลด์สเวิร์ธ, จอห์น สโคฟิลด์ (John Scofield) หรือ จอร์จ เบนสัน (George Benson) นั่นเป็นเพราะว่าเราเรียนมาแบบเดียวกันหมดขณะที่สมัยก่อนแต่ละคนเรียนรู้จากการฟังและศึกษาทำความเข้าใจกับมันด้วยตัวเอง

ทุกวันนี้ผมได้ยินไลน์ของตัวเองตามเด็กรุ่นใหม่ ผมภูมิใจนะ แต่รู้สึกไม่ดีที่เป็นแบบนั้น มันคงจะดีกว่าถ้าผมได้ยินสิ่งที่แปลกจากเดิม ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเราจะสามารถแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร เราอาจจะต้องเริ่มจากการเรียนรู้จากคนที่คุณชอบ แล้วพัฒนาตัวเองไปให้ไกลกว่านั้นอีก ลองมองหาสิ่งที่แตกต่างที่คุณชอบ คนอื่นจะไม่ชอบก็ช่างเขา เป็นตัวของตัวเอง ไม่ใช่แค่ว่าเรียนตามที่คนอื่นบอกอย่างเดียว แต่ต้องรู้จักหาสไตล์อื่น ๆ ลองดนตรีร็อกบ้าง คลาสสิกบ้าง อิเล็กโทรนิกส์บ้าง หาสิ่งที่คุณชอบให้เจอ

The People: คุณเคยฟังเด็กไทยเล่นแจ๊สไหม

ไครสเบิร์ก: เคยที่มหิดล แต่ผมไม่ได้มีโอกาสฟังจนถึงขั้นที่จะรู้ได้ว่าเขาเก่งไหม แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญหรอก สิ่งสำคัญคือการที่คนสองสามคนมีความตั้งใจและเป้าหมายร่วมกันที่จะฝึกซ้อม เพื่อเล่นให้ได้เสียงดนตรีในแบบที่พวกเขาต้องการต่างหาก

The People: คุณคิดว่าสิ่งแวดล้อมที่คุณเติบโตมาส่งผลต่อตัวตนของคุณขนาดไหน

ไครสเบิร์ก: เรื่องนี้ตอบยากเหมือนกันเพราะว่าบางคนก็ถือว่าเกิดผิดที่ผมเลยไม่คิดว่าสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งสำคัญขนาดนั้นอย่างผมเองเกิดที่นิวยอร์กแต่ไปโตที่ไมอามี่ผมรู้สึกว่าชีวิตผมไม่เข้ากับไมอามี่เลยแต่ผมก็ยังซึมซับความเป็นไมอามี่ที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนของผม

คนบางคนเกิดอีกฟากหนึ่งของโลก อย่างคนไทยบางคนรักแจ๊สมาก ผมคิดว่าถ้าผมช่วยสอนพวกเขาและได้ให้พวกเขาออกไปเรียนรู้ด้วย เขาก็สามารถเป็นนักดนตรีแจ๊สได้ ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นคนอเมริกันอย่างเดียว เพราะฉะนั้นจะเกิดที่ไหน ไม่ได้ทำให้คนคนนั้นด้อยไปกว่าใครเลย แจ๊สเป็นดนตรีที่เปิดรับทุกคน

The People: การเล่นบนจังหวะ odd time กับ polyrhythm ดูเหมือนจะเป็นส่วนผสมที่ลงตัวในสไตล์ของคุณ?

ไครสเบิร์ก: สไตล์ของผมมาจากการผสมผสานระหว่างดนตรีของหลาย ๆ วัฒนธรรมกับการคำนวณ ที่พยายามทำให้ทุกอย่างลงตัวและทำให้ฟังแล้วรู้สึกดี นอกจากผมจะเรียนแจ๊สแล้ว ผมยังชอบดนตรีบอลข่าน, breeze, และดนตรีแอฟริกันด้วย ผมชอบนำสิ่งเหล่านั้นมารวมกันให้เกิดเสียงดนตรีแบบใหม่ขึ้นมา

The People: แจ๊สเหมือนเป็นดนตรีที่ผลักคนดูออกจากความนิยม ส่วนตัวคุณให้น้ำหนักกับสิ่งที่อยากเล่น กับสิ่งที่คนดูอยากจะฟังอย่างไร

ไครสเบิร์ก: นี่เป็นคำถามที่ดีเลย! แต่คำตอบของเรื่องนี้อาจจะซับซ้อน มันเป็นอย่างนี้เมื่อนักดนตรีป๊อปร้องเพลง การร้องเพลงของพวกเขาจะเหมือนกับการแสดงในภาพยนตร์สักเรื่อง มันมีเนื้อเพลงและอารมณ์ที่รู้อยู่แล้วว่าจะแสดงออกมายังไง แน่นอนว่ามันได้ผลที่ยอดเยี่ยมกับคนจำนวนเยอะ ๆ แต่มันก็ไม่ได้ซื่อตรงขนาดนั้น คุณเข้าใจสิ่งที่ผมหมายถึงไหม

อีกด้านหนึ่ง เมื่อนักดนตรีแจ๊สที่ยอดเยี่ยมแสดงในช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยม มันมักจะไม่มีเรื่องของการแสดงทั้งหมดจะมีแต่เรื่องการเล่นให้ออกมาเป็นตัวเองในช่วงเวลานั้นสิ่งที่เกิดขึ้นจะมีแค่ดีหรือร้ายเท่านั้น ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับนิสัยส่วนตัวของผู้เล่นคนนั้น นั่นจึงเป็นหนึ่งในเหตุผลที่แจ๊สมักจะผลักผู้คนออกจากดนตรีเสมอ ถ้าคนคนนั้นเป็นคนที่เห็นแก่ตัว ขี้อาย หรือเป็นพวกขี้โมโห ผลก็จะออกมาแตกต่างจากนักดนตรีแจ๊สที่เปิดกว้างและมีความบันเทิงในการอิมโพรไวซ์ และยังสนุกกับการได้สื่อสารทางจิตวิญญาณกับคนดู

สำหรับผมนั่นคือสิ่งที่แจ๊สเป็นและเป็นสิ่งที่ผมพยายามจะทำให้สำเร็จอยู่สำหรับผมแจ๊สคือดนตรีที่แสดงถึงความรู้สึกเปิดรับและไม่ใช่ดนตรีที่ผลักไสผู้คนออกไปแน่นอนว่าแจ๊สเป็นดนตรีที่จริงจังและซับซ้อนแต่อีกมุมหนึ่งแจ๊สก็เป็นดนตรีที่น่าตื่นเต้นและบ้าคลั่งมันยังสามารถเป็นความน่าเห็นอกเห็นใจและเต็มไปด้วยความเป็นมนุษย์แจ๊สเป็นเหมือนดนตรีที่มาพร้อมกับการโอบกอดใหญ่ๆเลยล่ะ

The People: แน่นอนดนตรีแจ๊สเปรียบเสมือนวงสนทนาภายใต้หัวข้อต่าง call and response จึงเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าใครได้ชมคอนเสิร์ตของคุณ จะสังเกตว่าคุณมักจะฟังเพื่อนร่วมวงของคุณเสมอเวลาคุณเล่นดนตรี การฟังสำคัญขนาดไหนสำหรับคุณ

ไครสเบิร์ก: การฟังเป็นเหมือนการคุยปรึกษากัน คุณไม่อยากจะละเลยใครคนใดคนหนึ่งไป ถ้าเป็นวงร็อก นักดนตรีอาจเป็นเหมือนนักแสดงที่เล่นบทของตัวเองฉันเศร้านะ” “ฉันมีความสุขนะแต่แจ๊สมีความพิเศษตรงที่ว่ามันขึ้นอยู่กับอารมณ์ของพวกคุณเองวันนั้น เช่นคนหนึ่งรู้สึกแบบนี้ เล่นมาแบบนี้ อีกคนหนึ่งก็เล่นตอบกลับไปเหมือนบทสนทนา ดังนั้นผู้ชมที่ดูการแสดงสดจะได้เห็นสิ่งพิเศษที่เกิดขึ้นแค่ในช่วงเวลานั้นเท่านั้น

The People: ตอนนี้แจ๊สที่นิวยอร์กเป็นอย่างไรบ้าง

ไครสเบิร์ก: แจ๊สยังเป็นอะไรที่คนให้ความสนใจและสร้างสรรค์มากในหลายที่ ไม่ใช่แค่ในนิวยอร์ก ปัจจุบันยังมีนักดนตรีแจ๊สดี ๆ อยู่มากที่เล่นโดยรู้สึกถึงดนตรีจริง ๆ เราไม่ใช้ชีวิตอยู่ในกรอบแม้ว่าเราจะถูกบีบด้วยบริษัทใหญ่ ๆ ในทางกลับกันผมรู้สึกว่าดนตรีป๊อปกับร็อกกำลังสูญเสียเอกลักษณ์ของมันไป เพราะคนเริ่มทำเพลงจากคอมพิวเตอร์มากขึ้นเรื่อย ๆ เริ่มกลายเป็นแค่ธุรกิจไป ผมเลยคิดว่าสถานการณ์ของแจ๊สตอนนี้ดีกว่าดนตรีแบบอื่น ๆ

The People: คุณคิดว่าเทคโนโลยีจะเข้ามาแทนที่นักดนตรีจริง ได้ไหมในอนาคต

ไครสเบิร์ก: ผมว่าตอนนี้เทคโนโลยีเข้ามาแทนที่มนุษย์แล้วในหลาย ๆ แนวดนตรี และสำหรับมุมมองของผม ดนตรีกลายเป็นอะไรแล้วก็ไม่รู้ คุณภาพของเพลงป๊อป ร็อก และเพลงแดนซ์ มันไม่ดีเหมือนแต่ก่อน มันเริ่มไม่มีวิญญาณและองค์ประกอบของมนุษย์ แต่แจ๊สยังคงอยู่ได้ท่ามกลางสถานการณ์นี้ และเรายังมีแฟนที่มากขึ้นเรื่อย ๆ แฟนเพลงที่หิวกระหายในการสัมผัสดนตรีจากผู้เล่นที่รักในเครื่องดนตรี และฝึกซ้อมอย่างหนักเพื่อที่จะได้เป็นนายของเครื่องดนตรีเหล่านั้น ด้วยวิธีนี้ ช่วงเวลาที่เราอยู่ในยุคเกิดใหม่ของดนตรีแจ๊สที่สร้างสรรค์แบบนี้ ผมเชื่อว่าความคิดสร้างสรรค์เหล่านี้ไม่สามารถถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีได้

The People: สตรีมมิงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของมนุษย์เรา แทนที่ซีดีที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงเจเนอเรชันของคุณ การเปลี่ยนผ่านของสิ่งนี้เป็นเรื่องที่ดีหรือไม่ และมันส่งผลต่ออุตสาหกรรมดนตรีมากน้อยขนาดไหนในมุมมองของคุณ

ไครสเบิร์ก: แน่นอนสตรีมมิงเป็นอะไรที่ซับซ้อนที่จะพูดถึง จริง ๆ ผมเป็นคนรักซีดี แต่ผมก็มองเห็นความสะดวกสบายที่เกิดขึ้นจากการใช้สตรีมมิง และผมคิดว่ารูปแบบการเสพแบบนี้สมควรจะมีบนโลก อย่างไรก็ตาม อัตราการจ่ายส่วนแบ่งลิขสิทธิ์ที่ศิลปินและนักแต่งเพลงควรได้จากสตรีมมิงยังเป็นอะไรที่แย่และไม่ยุติธรรม ในอนาคตมันจะถึงจุดที่เรา (นักดนตรีทั้งหมด) จะต้องร่วมกันสู้เพื่อสิทธิที่เราควรได้ในเรื่องนี้

The People: เพลงสแตนดาร์ดแจ๊สเพลงไหนที่คุณชอบเล่นมากที่สุด

ไครสเบิร์ก: ตอบยากเหมือนกัน เพราะผมมีเพลงที่ชอบหลายเพลง บางเพลงอาจจะดูไม่ได้มีอะไรมาก แต่เป็นเพลงที่ลึกซึ้ง เล่นแล้วเรารู้สึกไปกับมันได้ อย่างฮาร์โมนีของ ‘Fly Me the Moon’ สำหรับผมอาจจะน่าเบื่อไปหน่อย ความจริงแล้วเพลงสแตนดาร์ดดี ๆ มีหลายเพลงอย่าง ‘Body and Soul’, ‘All the Things You Are’ หรือ ‘Stella by Starlight’ แต่ก็ยังมีเพลงที่ดีอื่น ๆ อีกที่คนอาจจะไม่ได้เล่นบ่อย

The People: “Capturing Spirits” อัลบั้มใหม่ของคุณมีสุ้มเสียงที่แตกต่างออกไปจากอัลบั้มชุดก่อนหน้า อะไรคือแรงบันดาลใจที่ทำให้คุณสร้างสรรค์งานชุดนี้ออกมา

ไครสเบิร์ก: ความพิเศษอย่างแรกเลย Capturing Spirits คือผลงานบันทึกการแสดงสด ผมกล้าพูดได้เลยว่านี่คืออัลบั้มที่ตรงไปตรงมาที่สุดแล้วตั้งแต่ผมเคยทำมา เชื่อหรือไม่ว่าสิ่งที่ดีที่สุดคือเราลืมไปด้วยซ้ำว่ากำลังอัดโชว์อยู่ มันเลยได้ช่วงเวลาที่สุดยอดของพลังงานและการแสดงออก เพราะที่สุดของแจ๊สคือการแสดงสดเสมอ

The People: (คำถามยอดฮิตที่ใครมาเราก็ถาม) ได้ลองอาหารไทยแล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง

ไครสเบิร์ก: คุณล้อเล่นหรือเปล่า? อาหารไทยยอดเยี่ยมที่สุดในโลกแล้ว ผมรักทุกเมนูเลย คงจะเป็นไปไม่ได้หรอกถ้าจะให้ผมเลือกเมนูที่ชอบที่สุด แต่ต้มยำกุ้งอร่อย ๆ สักถ้วย หรือผัดซีอิ๊วร้อน ๆ สักจานน่าจะเป็นอะไรที่ยอดเยี่ยมมาก บ้าจริง ตอนนี้ผมหิวเลย! ฮ่า ๆ

The People: คุณคิดว่าความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในฐานะนักดนตรีแจ๊สคืออะไร

ไครสเบิร์ก: ผมไม่รู้เหมือนกันว่าผมจะตอบคำถามนี้ได้ไหม อาจจะต้องให้คนอื่นมาตอบแทนผม เพราะว่าสำหรับผมแล้วสิ่งที่นักดนตรีแจ๊สอย่างพวกเราทำคือการไล่ตามความฝัน ตามหาดนตรีในแบบที่เราชอบ ซึ่งวันหนึ่งคุณอาจจะชอบสิ่งหนึ่ง แต่อีกวันหนึ่งคุณอาจต้องการอะไรที่ต่างออกไป ดังนั้นคุณจะไม่มีวันที่คุณรู้สึกว่าคุณประสบความสำเร็จที่สุด ยกตัวอย่าง เช่น นักสำรวจตอนพวกเขาเจออเมริกา เขาก็ดีใจ แต่เขาไม่ได้หยุดสำรวจพื้นที่อื่น ๆ แจ๊สก็เหมือนกัน เพราะฉะนั้นคุณก็ต้องรู้จักอยู่กับการสำรวจแบบไม่มีที่สิ้นสุดนี้ให้ได้ ไม่อย่างนั้นคุณจะไม่มีความสุขเลย คำว่าความสำเร็จก็เหมือนกับคำว่าความสุขเป็นเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ ที่เรารู้สึกถึงมันได้ แต่หลังจากนั้นคุณก็เริ่มตามหามันอีกครั้ง

The People: มีอะไรอยากจะบอกแฟน ชาวไทยไหม

ไครสเบิร์ก: ขอบคุณมากนะครับที่ติดตามกันมา ผมหวังว่าคุณจะไม่ลืมศิลปะและดนตรีที่มีความหมายกับคุณ ถ้าคุณชอบอะไร ออกไปเรียนรู้มัน เรียนรู้ประวัติศาสตร์ ไปคอนเสิร์ต เรียนรู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร เปิดใจให้กับดนตรีในหลาย ๆ แบบ อย่าปล่อยให้ดนตรีจากบริษัทใหญ่ ๆ มาควบคุมว่าคุณควรจะชอบอะไร เราต้องเป็นคนตัดสินด้วยตัวเองว่าเราชอบอะไรและสิ่งไหนน่าสนใจสำหรับเรา

The People: แจ๊สคืออะไรสำหรับคุณ

ไครสเบิร์ก: แจ๊สก็คือคำคำหนึ่ง ซึ่งโดยปกติแล้วคำหนึ่งคำมีความหมายได้หลากหลาย แต่ถ้าจะพูดง่าย ๆ แจ๊สคือความรู้สึก แน่นอนว่าแจ๊สเกิดที่นิวออร์ลีนส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา แต่เมื่อเวลาผ่านไป แจ๊สมีความหมายมากขึ้นเรื่อย ๆ สิ่งที่สำคัญคือเราจะสามารถใส่อะไรใหม่ ๆ เข้าไป แต่ยังคงส่วนที่ดีของมันอยู่ได้อย่างไร นี่คือการเรียนรู้ที่จะเคารพประเพณีในอดีต ขณะเดียวกันก็เรียนรู้โลกในปัจจุบันของเรา และกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง นี่คือแจ๊สสำหรับผม


นักดนตรี, นักวิจารณ์ดนตรี บัณฑิตดนตรีจากรั้วศิลปากร หลังฝึกปรือกีตาร์แจ๊สอยู่หลายปี ปัจจุบันเขาหันมาสนุกกับงานเขียนด้านดนตรี, กีฬา และ กินเที่ยว

Senior Photographer

หัวหน้าช่างภาพ The People

Related

สัมภาษณ์ จตุพร ผิวขาว บริหารแบรนด์โรงแรม ‘One Origin’ ให้เป็นบ้านหลังที่ 2 ของทุกคน

สัมภาษณ์ อิมเมจ-สุธิตา กับภาพรวมของชีวิต ดนตรี, ฟุตบอล, ความรัก และเรื่อง sexual harassment    

สัมภาษณ์ ฉันทนา ทิพย์ประชาติ “การทำหนังเป็นพื้นที่ระบาย และเป็นพื้นที่หายใจของเรา”

พิษณุ ศัตรูลี้ CEO สยามบอร์ดเกม ผู้นำเข้าและแปลบอร์ดเกมมากที่สุดในเมืองไทย

สัมภาษณ์ “แด๊ก” เอกรัตน์ วงศ์ฉลาด เสียงพัง แต่ ฝันไม่เคยพัง

“ผมไม่ใช่ผู้ชุบชีวิตลิโด้ แต่คือพวกคุณทุกคน” สัมภาษณ์ เทพอาจ กวินอนันต์ กับแนวคิดการบริหารธุรกิจเฉพาะตัว

สัมภาษณ์ ชัญญา แม็คคลอรี่ย์ Enjoy Your Life นี่แหละคือชีวิต

สัมภาษณ์ “zbing z.” แป้ง-นัยรัตน์ ธนไวทย์โกเศส เกมแคสเตอร์หญิงอันดับหนึ่ง กับโอกาสสุดท้ายที่ขอเดิมพันไว้กับ ‘เกม’