Post on 13/02/2020

สัมภาษณ์ มาริโอ้ เมาเร่อ การอกหักคือความสุขแบบหนึ่ง

“ผมว่าการอกหักคือความสุขแบบหนึ่ง”

มาริโอ้ เมาเร่อ กำลังพูดถึงมุมมองความรักในวัย 30 ที่มีความเป็นผู้ใหญ่และจริงจังมากขึ้น ไม่ต่างจากตัวละคร “พุธ” ในผลงานภาพยนตร์โรแมนติก-คอเมดี เรื่องใหม่ของเขาในรอบ 6 ปี “Low Season สุขสันต์วันโสด” กับบทบาทนักเขียนบทไอเดียตัน ที่ทั้งรักคุด-งานสะดุด จนต้องออกมาหาแรงบันดาลใจ และเปลี่ยนความโสดให้เป็นความสุขกับการเดินทาง

การเดินทางช่วยเยียวยาอาการอกหักได้จริงหรือไม่? คือคำถามที่ The People อยากชวนคุยกับเขาในวันนี้

The People: เรียนรู้อะไรจากปี 2019 บ้าง

มาริโอ้: 2019 เป็นปีแห่งการเดินทาง เพราะว่าเดินทางเยอะมาก โดยเฉพาะทุกงานเลยครับ งานที่ทำไม่เคยอยู่ใกล้ ๆ เลย ไปไกลตลอด ปีที่ผ่านมาเหมือนชีพจรลงเท้า เดินทางทั้งทำงานด้วยและเที่ยวด้วย ขนาดถ่ายรายการของตัวเองยังไปไกลเลย (หัวเราะ) ผมก็ไม่รู้ว่าทำไมเขาไม่ไปใกล้ ๆ กัน ปีที่ผ่านมาพาผมไปไกลเหลือเกิน แต่ก็สนุกครับ แล้วก็ได้ประสบการณ์ดี ๆ เยอะเลย

 

The People: ปีที่ผ่านมาได้บทเรียนอะไรบ้าง

มาริโอ้: ถ้าไม่ไหวก็อย่าไป ถ้าท้อก็อย่าไปฝืน

ผมอยากพัฒนาตัวเองขึ้นไปอีก อยากให้ตัวเองดีขึ้นในหลาย ๆ ด้าน โดยเฉพาะการดูแลตัวเอง พอเราเดินทางเยอะ ๆ จากที่คิดว่าเราแข็งแรง แต่พอไปเจออะไรที่โหด ๆ ก็รู้สึกว่า ถ้าเราพร้อมกว่านี้อาจจะดีกว่า อย่างปีที่ผ่านมาผมถ่ายหนัง “Low Season (สุขสันต์วันโสด)” โลเคชันโหดมาก แต่ก็รู้สึกว่าคุ้มค่านะครับ สถานที่สวยด้วย แล้วก็ได้ประสบการณ์เยอะแยะมากมาย

 

The People: การเที่ยวระหว่าง low season กับ high season แตกต่างกันอย่างไร

มาริโอ้: ผมไม่เคยรู้ครับ เพราะว่าปกติไม่ค่อยจะไปเที่ยวช่วง low season เท่าไหร่ จะเที่ยว high season เป็นหลัก ซึ่งช่วง high มันเหมือนแย่งกันเที่ยว ทุกคนแย่งกันดูพระอาทิตย์ขึ้น แย่งกันดูพระอาทิตย์ตกกัน รุม ๆ กันเต็มไปหมดเลย อาหารก็ต้องแย่งกัน ที่พักก็ต้องแย่ง แต่ช่วง low เราไม่ต้องไปแข่งกับใคร กลายเป็นว่าเราเห็นเสน่ห์ของช่วง low ที่คนบางคนไม่เห็น อย่างโลเคชันที่ผมไปถ่ายหนังก็จะมีบางช่วงดูเหงา ๆ ฝนตกบ้าง อากาศไม่ดีบ้าง แต่อยู่ดี ๆ แดดก็ออก สักพัก 10 นาทีฝนตกอีก แล้วอีก 15 นาทีแดดออก มันจะมีความวาไรตี้เยอะแยะไปหมด

ผมว่าช่วง low มันสวยนะ สวยในแบบของเขาซึ่งมีเสน่ห์มาก ๆ แต่คนไม่ค่อยให้ความสำคัญแล้วมองข้ามตรงนี้ไป ซึ่งผู้กำกับเรื่องนี้เขาเป็นคนเที่ยวสาย low season อย่างเดียวเลย ซึ่งเขาบอกว่ามันมีเสน่ห์ครับ ตอนแรกผมก็ไม่รู้ จนได้มาถ่ายก็เข้าใจแล้วก็เห็นถึงเสน่ห์ที่พี่ เป้ (นฤบดี เวชกรรม-ผู้กำกับ) เห็น

ปกติผมไปช่วง high ก็จริง แต่ผมมักอยู่กับเพื่อน ๆ ไม่ค่อยได้ออกไปอยู่ข้างนอกคนเยอะ ๆ เท่าไหร่ คือไปกับคนรู้ใจ กับเพื่อนสนิท ไปกับครอบครัว ถ้าเราได้เที่ยวกับคนที่เราแฮปปี้ อยู่ตรงไหนก็มีความสุข

The People: การท่องเที่ยวเติมเต็มอะไรให้คุณบ้าง

มาริโอ้: ทุกคนชอบบอกว่าไปเที่ยวเหมือนชาร์จแบต ผมว่าจริงนะครับ บางทีเราทำงานเยอะ ๆ ไม่ค่อยได้ไปเห็นธรรมชาติ มันไม่เหมือนเราดูผ่านจอคอมพิวเตอร์หรือดูรีวิวหรอกครับ ต้องไปเห็นเอง รู้สึกเอง แล้วก็เป็นอย่างที่เขาบอกว่าเงินซื้อไม่ได้ เช่น ก๋วยเตี๋ยว 10 บาท วิวล้านหนึ่ง ผมก็เคยไปเจอมาแล้ว ผมรู้สึกว่าจริง ๆ นะ บางทีเราไปกินก๋วยเตี๋ยวชาม 10 กว่าบาท แต่รู้สึกว่า โอ้โห วิวเป็นล้านจริง ๆ แต่เราต้องเอาตัวเองไปอยู่ตรงจุดนั้นให้ได้ ใช้พลังเราทุ่มลงไป แล้วระหว่างทางก็มีเรื่องราวเยอะแยะมากมาย อย่างผมชอบเดินทางด้วยมอเตอร์ไซค์หรือขับรถ มันได้อารมณ์อีกแบบหนึ่ง บางครั้งรถเสียก็เจอคนดี ๆ ข้างทางที่เข้ามาช่วยเรา เคยเจอลุงคนหนึ่งรู้เรื่องเกี่ยวกับรถเก่า ๆ เยอะแยะเลย ทำให้เราได้เพื่อนระหว่างทาง ได้มิตรภาพดี ๆ เต็มไปหมดเลย

 

The People: ความสุขของการท่องเที่ยว คือ เรื่องราวระหว่างทาง?

มาริโอ้: ใช่ครับ ผมคิดแบบนั้นเหมือนกัน เพราะทุกครั้งที่ท่องเที่ยวมันจะมีเรื่องราวให้เราจดจำอะไรดี ๆ เจอเรื่องราวที่ไม่คาดคิดว่าเราจะเจอตลอดเลย

 

The People: การท่องเที่ยวช่วยเยียวยาคนอกหักได้จริงไหม

มาริโอ้: ผมมี 2 แบบครับ อยู่ที่เราไปเจอใครด้วย แล้วแวดล้อมเราเป็นยังไง สถานที่พาเราไปในทางไหน เช่น เราไปเจอสถานที่ที่เหงามาก ๆ แต่ว่ามันทำให้เราได้ความคิดใหม่ ๆ เปิดมุมมองใหม่ ๆ หรือบางทีเราเซ็ง เราเศร้า โสดแล้วไม่ได้มีความสุข แต่บางทีเราอาจไปเจอคนใหม่ก็ได้ หรือเจอคนที่พูดให้เราคิดได้ พาเราออกมาจากจุดเศร้า จุดที่เราพัง ๆ อกหัก มันเป็นเรื่องธรรมชาติที่ทุกคนต้องเจอครับ อยู่ที่ว่าเราจะ move on ยังไง

 

The People: มีสถานที่ท่องเที่ยวแนะนำสำหรับคนอกหักไหม

มาริโอ้: ป่าสนวัดจันทร์เลยครับ กาแฟอร่อย คนอกหักไม่จำเป็นต้องไปทะเลก็ได้ ทะเลเป็นสถานที่ที่สวยงาม แต่ส่วนตัวผมกลัวทะเลนิดหนึ่ง เพราะรู้สึกว่าทะเลยิ่งใหญ่ พื้นที่ในโลกมีทะเลตั้ง 3 ส่วน อาจไปทะเลแต่อยู่ในพื้นที่เล็ก ๆ ก็พอ แต่ส่วนตัวผมชอบเที่ยวบนเขามากกว่า  เพราะมันไม่เหมือนกันสักที่เลย ต่อให้เป็นทิวเขาหรือว่าเป็นเทือกเขาอะไรก็ตาม มันมีอะไรหลายอย่างให้เราดู ผมชอบแบบนั้น

 

The People: ถ้าคุณอกหักจะเยียวยาตัวเองอย่างไร

มาริโอ้: ถ้าผมอกหักจะอยู่กับเพื่อนครับ คือเวลาอกหักหรือเป็นโสดจะหวิว ๆ หน่อย ยิ่งถ้าเราคบกับคนนั้นมานาน หรือมีความสัมพันธ์ที่นาน อาจจะมีฟีลแปลก ๆ ซึ่งสำหรับผม ผมเยียวยาอยู่กับเพื่อน เพราะอยู่กับเพื่อนเราจะไม่คิดอะไร จะสบายตัว มีความสุข หรืออยู่กับครอบครัวอย่างนี้ อยู่กับพวกของนอกกายทั้งหลาย (มาริโอ้สะสมของเล่นเป็นจำนวนมาก-ผู้สัมภาษณ์)

The People: ตัวตนในวัย 30 มีมุมมองความรักแตกต่างไปจากเดิมอย่างไร

มาริโอ้: อาจจะคิดเยอะขึ้นครับ มองอนาคตไกลขึ้น ไม่เหมือนแต่ก่อน เวลาเรามีความรักหรือเจอเรื่องราวดี ๆ ผมรู้สึกทำให้เราเป็นเด็กอีกครั้ง ตอนนี้เราจะมีความคิดลึกซึ้งมากขึ้น แล้วก็จริงจังกับมันมากขึ้น

 

The People: คนโสดจะมีความสุขกับตัวเองอย่างไร

มาริโอ้: ผมว่าเป็นเรื่องปกติที่เวลาโสดแล้วเหมือนโหยหาความรัก รู้สึกเหมือนเพิ่งเสียไป บางทีความรักก็คล้าย ๆ สิ่งที่เรายึดเหนี่ยว เป็นสิ่งที่ทำให้เรามีพลังในการสู้ชีวิตหรือทำอะไรต่อไป แต่พอวันหนึ่งความรักพังลงหรือไม่เหมือนเดิม ผมรู้สึกว่ามันทำให้เรา… (นิ่งคิดและเงียบไป)

ผมว่าพออกหักก็มีความสุขอีกแบบหนึ่ง ไม่ได้แปลว่าเวลาโสด เราจะพังหรือใช้ชีวิตไม่ได้เลย ใจหนึ่งรู้สึกว่า โห แล้วเราจะอยู่ยังไง เราจะเดินหน้าต่อไปยังไง แต่กลับกัน ผมรู้สึกว่าพอเราโสด จะมีความรู้สึกว่า เฮ้ย! โสดอีกครั้งหนึ่ง เราจะมีความสุขที่ได้อยู่กับตัวเองด้วย บางคนอาจจะดูแลคนอื่นหรือคนรอบข้างมากกว่าดูแลตัวเองด้วย แต่พอโสดนะ ไม่แน่เราอาจหันกลับมาดูแลตัวเองด้วย

 

The People: เชื่อไหมว่า “เวลาจะช่วยเยียวยาความรู้สึก”

มาริโอ้: เชื่อครับ เพราะว่าเวลาอกหักใหม่ ๆ ก็เหมือนเราเพิ่งล้ม แผลมันก็สด ใหม่ ๆ ก็เจ็บ ใส่กางเกงก็โอ๊ย (หัวเราะ) แต่พอสักพักแผลเริ่ม heal เริ่ม recover ก็ค่อย ๆ ดีขึ้น อาจไม่ได้ดีขึ้น 100 เปอร์เซ็นต์หรอก แต่อาจจะขึ้นมาสัก 10 เปอร์เซ็นต์ 20 เปอร์เซ็นต์ มันทำให้เรามองเห็นภาพที่กว้างขึ้น แล้วก็มองเห็นว่าเราจะไปยังไงต่อ

 

The People: ห่างหายไปจากภาพยนตร์โรแมนติกคอเมดี มานาน รู้สึกอย่างไรที่ได้กลับมาแสดงภาพยนตร์แนวนี้อีกครั้ง

มาริโอ้: ผมไม่ได้เล่นหนังรักโรแมนติก-คอเมดี มานานแล้วครับ ถ้านับน่าจะประมาณ 30 กว่าปีได้แล้ว (หัวเราะ) อ๋อ! ประมาณ 6 ปี (หัวเราะ) ก็ตื่นเต้นครับ แล้วก็ดีใจด้วยที่ได้มาร่วมงานกับพี่เป้ผู้กำกับอีกครั้งหนึ่ง เพราะไม่ได้ร่วมงานกับพี่เป้มาประมาณ 10 ปีแล้วตั้งแต่ “สาระแนสิบล้อ” (2553) ก็กลัว ๆ ตั้งแต่รับงานเลย หวั่นว่าจะเจออะไร

 

The People: กลับมาแสดงครั้งนี้ประทับใจอะไรบ้าง

มาริโอ้: นอกจากสถานที่ที่สวยงามมาก ๆ แล้ว ผมยังประทับใจคนรอบข้างผมทั้งหมดเลยครับ ทีมนักแสดงทั้งหมดเหมือนรวมตัวรั่วมาเจอกัน รั่วแต่ก็น่ารัก แล้วยังมีทีมงาน ทีมกล้อง ทีมเสียง ทีมเสื้อผ้า ฯลฯ พอถ่ายหนังเสร็จ ทุกคนคิดถึงเรื่องราวและเสียงหัวเราะที่เจอกัน เป็นประสบการณ์ที่ลืมไม่ได้เลย

The People: บรรยากาศตอนถ่าย Low Season สุขสันต์วันโสด” เป็นอย่างไรบ้าง

มาริโอ้: วันแรกไปกิ่วแม่ปานก่อน ซึ่งกิ่วแม่ปานเป็นสถานที่ท่องเที่ยวหลัก ๆ ที่คนรู้จักอยู่แล้ว แต่ว่าหนังบอกอยู่ว่าเป็น low season เราจึงไปวันที่ไม่มีคน หนาวมาก เขาบอกทางชันมากนะ เราก็คิดว่าสบาย ยังวัยรุ่นอยู่ ไม่น่าจะเหนื่อย แต่ไปก็แฮ่กตลอดทาง พักตลอดเลยครับ

ผมประทับใจหลายโลเคชันเลยครับ อย่างกิ่วแม่ปานก็ไปนาขั้นบันได เราไปกันในช่วงไม่มีคน ฝนตกแล้วพื้นก็ลื่นมาก นั่งรถไปก็ลำบาก นั่งเข้าไปไม่พอยังต้องเดินเท้าต่ออีก ซึ่งรองเท้าที่ทุกคนเตรียมไปไม่พอ ทีมงานต้องไปซื้อสตั๊ดดอยมา เรียกว่าเหมาทั้งบ้านวัดจันทร์เลย ตอนนั้นสตั๊ดดอยขาดตลาด เพราะว่าคนทั้งกองซื้อหมดเลย แต่ผมไม่ซื้อครับ เพราะว่าผมต้องใส่รองเท้าในเรื่อง ผมก็ลื่นสิครับ (หัวเราะ)

 

The People: บทบาทในเรื่องนี้รับบทเป็นใคร

มาริโอ้: คาแรคเตอร์ในเรื่องชื่อ “พุธ” ครับ พุธเป็นคนเขียนบทหนังอินดี้ เพิ่งเลิกกับแฟนหมาด ๆ เขามีโจทย์ว่าต้องเขียนบทหนังใหม่ แต่ว่าเป็นหนังผีแมสซึ่งเขาไม่ถนัด แล้วไม่ได้มีความรู้อะไรเกี่ยวกับการเห็นผีหรือว่าวิญญาณเลย ความที่เขาเองก็โสด แผลเพิ่งสด เขาก็เลยเดินทางไปในโฮมสเตย์ซึ่งเป็นที่ลับของเขา เพื่อเป็นการหา inspiration ในการเขียนบท

แต่ระหว่างทางเขาก็ไปเจอผู้หญิงคนหนึ่งชื่อน้อง “หลิน” เขานั่งรถมาด้วยกัน คาแรคเตอร์ของน้องจะเป็นคนเนิร์ด ๆ ใส่แว่น แต่สักพักก็โวยวายผิดกับลุคเขาเลย สุดท้ายเราก็แอบมารู้ว่าเขาเห็นผี ก็เลยอยากจะรู้จักมากขึ้น เพราะเราก็อยากได้ inspiration ในการเขียนบท 

 

The People: การรับบทนักเขียนบท ได้เรียนรู้อะไรจากนักเขียนบทจริง ๆ ไหม

มาริโอ้: ผมสังเกตได้ว่า คนเขียนบทเป็นคนช่างสังเกตคล้าย ๆ นักแสดงเหมือนกัน แต่คนเขียนบทต้องเป็นคนที่จดจำดี แล้วก็ดูคาแรคเตอร์ของแต่ละคนเวลามีแรงบันดาลใจในการเขียนบท เพราะเราไม่ใช่เขียนบทส่ง ๆ ทุกอย่างต้องมีที่มาที่ไป ซึ่งพี่เป้ผู้กำกับ เป็นคนเขียนบทด้วย เขาจะมีคาแรคเตอร์ที่ไม่เหมือนคนอื่น เป็นคนช่างสังเกต คนเขียนบททุกคนจะมีความติสท์อยู่ในตัว ทั้งเรื่องความคิด การสังเกต รวมถึงเรื่องการแต่งตัว ตัวละครพุธในเรื่องจึงเป็นคนที่ค่อนข้างเก็บรายละเอียด พอเจอหลิน เขาจึงรู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้มีคาแรคเตอร์น่าสนใจ ส่วนพุธจะเงียบ ๆ ไม่ค่อยพูด แต่พูดน้อยต่อยหนัก เขาจะคิดเยอะ ไม่เหมือนคนทั่วไปที่คิดชั้นหนึ่ง อันนี้อาจคิดไปอีก 2-3 ชั้น แล้วพุธก็มีแผลในใจด้วยครับ

 

The People: ร่วมงานกับนางเอกหน้าใหม่ พลอย-พลอยไพลิน ตั้งประภาพร เป็นอย่างไรบ้าง

มาริโอ้: โอ้โห… น้องพลอยเป็นคนที่ทำให้เราเซอร์ไพรส์อยู่ตลอด เซอร์ไพรส์ตั้งแต่เขาจับกีต้าร์แล้ว เป็นผู้หญิงที่ร้องเพลงได้ เล่นกีต้าร์ได้ ทำอะไรได้หลายอย่าง ความสามารถเขาเยอะ ผมรู้สึกว่าน้องเขาทุ่มเทมาก แถมนี่เป็นหนังเรื่องแรกของเขาด้วย ถ้าเป็นผมคงร้องไห้ไปแล้ว ทำไมต้องมาเจอหนังอะไรโหดขนาดนี้ 

The People: ทราบมาว่าคุณชอบสะสมของเล่นมากมาย ทำไมถึงสะสมของเหล่านั้น

มาริโอ้: อยู่ที่ว่าเราเห็นคุณค่าของของนั้นยังไง ถ้าเรามองแค่มันเป็นสิ่งของ มันก็เป็นแค่สิ่งของ แต่ถ้ามองมากกว่านั้น มองเห็นเรื่องราวและประวัติของมัน อย่างผมจะชอบของเก่า ๆ ที่มีประวัติ ผมก็จะชอบเรื่องราว story ที่มาที่ไป เป็นคนชอบของเก่าที่มีประวัติ 

ส่วนตัวชอบสะสมของที่เกี่ยวกับโฆษณาต่าง ๆ เพราะว่าเราโตมาในยุค 80s-90s สิ่งเหล่านี้ยุค 2020 ไม่มีแล้ว แต่พอเราเห็นของสะสมเหล่านั้น ก็เหมือนเป็นไทม์แมชีนดึงเรากลับไปตอนเด็ก ๆ 

 

The People: มีความคิดเห็นอย่างไรกับคำพูดที่ว่า “เงินซื้อความสุขไม่ได้”

มาริโอ้: เงินซื้อความสุขได้นะ เพราะความสุขบางอย่างถ้าไม่มีเงิน เราก็ทำไม่ได้ แต่ผมว่าอยู่ที่เราจะเห็นคุณค่ามันหรือเปล่ามากกว่า เพราะบางคนมีเงินเยอะมาก แต่เขาไม่มีความสุข เพราะเขาไม่เห็นคุณค่าของสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ บางทีการที่เราเห็นค่าของเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ทำให้เรามีความสุขได้เหมือนกัน 

 

The People: ตอนนี้คุณอยากสะสมอะไรเพิ่มเติม

มาริโอ้: ตอนนี้ผมได้สิ่งที่อยากได้เยอะมากแล้ว กลายเป็นว่าเรามองหาสิ่งปลูกสร้างที่จะเก็บมากกว่า เพราะว่าตอนนี้ไม่มีที่เก็บแล้วครับ (หัวเราะ) อาจจะสร้างที่เก็บของ เพราะว่าของสะสมเราเยอะมาก เก็บเพราะมันมีคุณค่าทางจิตใจ ผมก็เลยไม่อยากวางกองไว้กับพื้น อยากจะให้อยู่ในที่ที่ควรจะอยู่ แล้วก็อยากให้คนเห็นค่าของมันแล้วชื่นชมไปกับเรา เลยอยากให้อยู่ในที่ที่สวย อยากสร้างพิพิธภัณฑ์ครับ

 


Writer

ผู้เขียนเนื้อหาศิลปวัฒนธรรม และอะไรก็ตามที่เป็นความบันเทิง

Senior Photographer

หัวหน้าช่างภาพ The People

Related

สัมภาษณ์ ไผท ผดุงถิ่น: เทคสตาร์ทอัพสายก่อสร้าง เทรนด์ของโลกและการเลี้ยงลูก

ศุภลักษณ์ จันทร์พิทักษ์ แม่ทัพหญิงแห่งบ้านจัดสรร ‘Britania’ ผู้เชื่อว่าไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้

ชีวิตที่ต้องคว้าดาวอีกครั้งของ เอ็ม-อรรถพล หลังวันที่ออกไปตามหาตัวตนบนเส้นทางดนตรีและความเร็ว

สัมภาษณ์ พวงสร้อย อักษรสว่าง เรื่องราว เกิด-แก่-เจ็บ-ตาย ที่ นคร-สวรรค์

สัมภาษณ์ แจ็คกี้-อดิสรณ์ พึ่งยา เด็กหงส์ผู้อยู่กับการรอคอยมาทั้งชีวิต “ลิเวอร์พูล” เครื่องยึดเหนี่ยวทางใจเติมเต็มชีวิตที่ขาด

แทน โฆษิตพิพัฒน์ ลูกไม้ใต้ต้นไม้ใหญ่ที่ชื่อ ‘เฉลิมชัย’ ผู้ขอสร้างนิยามศิลปินในแบบตัวเอง

สัมภาษณ์ กวาง AB Normal เปิดตัวตนร็อกเกอร์กับอดีตที่หยิ่งหนัก ไม่เคยชอบ ‘พูดไม่ค่อยเก่ง’

เนวิน ชิดชอบ คนพันธุ์บุรีรัมย์ที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ เปลี่ยนตัวเองจากอดีตนักการเมืองที่ถูกยี้ สู่นักพัฒนาเมืองที่ถูกรัก