Post on 11/11/2019

สัมภาษณ์ Mumford & Sons วงร็อกเจ้าของรางวัลแกรมมี่ กับวันที่ดนตรีเปลี่ยนชีวิต

“เราก็เสี่ยงนะถ้าจะทำอะไรแบบเดิมซ้ำ ๆ นิ่งอยู่กับที่โดยไม่มีความตั้งใจจะเสาะหาสิ่งใหม่ ๆ ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ แน่นอนล่ะคนชอบฟังอะไรที่พวกเขาเคยฟังมา แต่มันไม่มีความก้าวหน้านะแบบนั้น”

       การที่คุณจะคว้ารางวัลอัลบั้มยอดเยี่ยมแห่งปี คงจะเป็นเรื่องที่ไม่ได้เกิดขึ้นง่าย สำหรับทุกคนในโลกปัจจุบัน ยุคสมัยที่ผ่านพร้อมกับพฤติกรรมการฟังเพลงที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภค การเสพเพลงแบบซิงเกิลได้เข้ามาแย่งพื้นที่ผลงานแบบเดิม และกลายเป็นบีบคั้นให้ศิลปินต้องฉีกกฏและธรรมชาติของตัวเองในการนำเสนอผลงานเพื่อความอยู่รอด หันมาทำเพลงเดี่ยว เพื่อการตลาดมากขึ้น

แม้การผลิตอัลบั้มออกมาท่ามกลางยุคเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมดนตรี อาจจะเป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่ง แต่ย้อนกลับไปในปี 2012 ยังมีหนึ่งวงร็อกจากเกาะอังกฤษ ที่เชื่อว่าการสร้างสรรค์ผลงานแบบเป็นอัลบั้ม คือการเล่าเรื่องที่จะบ่งบอกถึงตัวตนของศิลปินในช่วงเวลานั้น ได้ดีที่สุด พวกเขามาพร้อมกับอัลบั้มชุดที่สองของตัวเองที่ชื่อว่า Babel ผลงานที่นำเอาเครื่องดนตรีอะคูสติกอย่างแบนโจ หรืออัพไรท์เบส มาผสมผสานเข้ากับดนตรีร็อกร่วมสมัยอย่างลงตัว

       แม้ภาพรวมมันอาจจะเป็นสุ้มเสียงที่ดูเชย สำหรับโลกที่กำลังหมุนเข้าหาเทคโนโลยี แต่ผลงานชุดดังกล่าวของพวกเขาก็แสดงให้โลกเห็นว่า การทำให้เพลง 10 เพลง ออกมาลงตัวเป็นหนึ่ง คือคุณค่าและความท้าทายที่วงการเพลงต้องการ สุดท้ายอัลบั้มชุดดังกล่าวกระโดดขึ้นไปคว้าอัลบั้มยอดเยี่ยมของเวทีแกรมมี่ อวอร์ดส ในปี 2013 และทำให้ชื่อของ “Mumford & Sons” กลายเป็นที่รู้จักในวงกว้าง

Mumford & Sons ที่นำโดยนักร้องนำของวง มาร์คัส มัมฟอร์ด (Marcus Mumford) เบน โลเว็ตต์ (Ben Lovett) วินสตัน มาร์แชล (Winston Marshall) และเท็ด ดเวน (Ted Dwane) ก่อตั้งวงขึ้นมาตั้งแต่ปี 2007 และถูกจับตามองในฐานะศิลปินที่ฟื้นฟูแนวเพลงโฟล์กอังกฤษ ให้ผสมผสานเข้ากับแนวดนตรีบลูกราส โฟล์ก คันทรี และร็อก

จากซ้าย เบน โลเว็ตต์, มาร์คัส มัมฟอร์ด, วินสตัน มาร์แชล และเท็ด ดเวน

       The People มีโอกาสคุยกับ มาร์คัส มัมฟอร์ด และเท็ด ดเวน ตัวแทนของวงในหลากหลายประเด็น ทั้งความสำคัญของมิตรภาพในวันแรกที่พวกเขาได้เจอกัน และวันที่ต้องทิ้งภาพลักษณ์เดิม เปลี่ยนแนวเพลงทั้งหมด เพื่อความก้าวหน้าของวง

The People: อัลบั้มใหม่ของคุณมีดนตรีหลายรูปแบบ และค่อนข้างแตกต่างจากอัลบั้มที่ผ่าน มา คุณมีแรงบันดาลใจมาจากอะไร

มาร์คัส: พวกเราไม่ได้อยากทำอัลบั้มที่เป็นดนตรีแบบเดิมไปเรื่อย ๆ พวกเราเบื่อ เหมือนพวกสมาธิสั้นที่ต้องลองอะไรใหม่ ๆ อยู่ตลอด ไม่ได้หยุดอยู่ที่สิ่งเดียว อย่างดนตรีพวกเราสนใจทั้ง เฮฟวี่ เมทัล แจ๊ส ป๊อป อาร์แอนด์บี ฮิปฮอป และดนตรีโฟล์ก ตอนพวกเราตั้งวงกันใหม่ ๆ พวกเรามีเครื่องดนตรีหลายประเภท จากนั้นก็สะสมเครื่องดนตรีมากขึ้นและเริ่มทำงานกับผู้คนที่ใช้เครื่องดนตรีหลากหลาย รวมถึงคนที่ใช้เครื่องสังเคราะห์เสียง (Synthesizer) ด้วย ส่งผลให้หลังจากนั้น หลายครั้งตอนพวกเราไปที่สตูดิโอ เราจะไปนั่งอยู่กับเครื่องสังเคราะห์เสียงเพื่อลองหาดนตรีแบบใหม่ ๆ กลายเป็นแรงบันดาลใจในการทำดนตรีของพวกเรา สรุปแล้ว ผมคิดว่าคงเป็นความอยากรู้อยากลองสิ่งใหม่ ๆ และความตั้งใจที่จะทำดนตรีที่แตกต่างออกไป โดยที่ไม่ได้มีกรอบตั้งแต่แรกว่าอยากให้ไปในทิศทางไหน ขึ้นอยู่กับว่าในขณะนั้นเราชอบดนตรีแบบไหนมากกว่า

The People: การทำงานร่วมกับโปรดิวเซอร์ระดับท็อปอย่าง พอล เอ็พเวิร์ธ เป็นอย่างไรบ้าง พวกคุณได้อะไรกลับมาจากการผนึกกำลังครั้งนี้

ดเวน: พวกเราเป็นแฟนตัวยงของเขา ที่อังกฤษเขาเป็นสมบัติของชาติเลย เขาร่วมงานกับอเดล (Adele) และวงอินดี้ที่เป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้กับพวกเราตอนตั้งวงใหม่ ๆ ด้วย เขาเป็นคนที่สามารถสร้างสรรค์ผลงานในแบบที่สนุก เป็นธรรมชาติ และเป็นคนที่น่าทำงานด้วยเพราะเขาเป็นคนที่มีพลังงานบวกสูงมาก การทำงานในสตูดิโอหลายชั่วโมงติดกัน คุณต้องการคนที่มีพลังงานแบบนั้น ทำให้เรารู้สึกสนุกกับการทำงานกับเขา พอล เป็นเพื่อนร่วมงานที่ดีมากเลย มันไม่มีคำตอบที่ผิดอะไรทั้งนั้นกับพอลน่ะ มีแค่การค้นคว้าค้นหาไปด้วยกัน เราทำอัลบั้ม Delta เสร็จ เพราะพลังและความคิดสร้างสรรค์ของเขาล้วน

The People: ครั้งแรกที่พวกคุณได้เจอกันเป็นอย่างไร และมิตรภาพสำคัญอย่างไรต่อดนตรีของพวกคุณ

ดเวน: เราเป็นเพื่อนกันมาก่อนจะมาเป็นเพื่อนร่วมวงกันอีก เราให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์เป็นอย่างแรก เราเล่นกับหลายวงมาก่อนที่จะมารวมกันเป็นวงนี้ เรากระตือรือร้นที่จะทำซาวนด์ที่ไม่เคยได้ยินที่ไหนมาก่อน แล้วด้วยความสนใจดนตรีไปในทิศทางเดียวกัน ทำให้คุณได้ยินซาวนด์ในแบบของ Mumford & Sons

The People: มาร์คัส คุณเรียนวรรณกรรมมา เป็นเรื่องยากไหมที่จะนำสิ่งที่คุณเรียนมา มาใช้กับการแต่งเพลง

มาร์คัส: ผมว่าง่ายนะ เพราะว่าผมมักจะใช้แรงบันดาลใจสิ่งที่ผมอ่าน บทสนทนาในชีวิต หรือแม้กระทั่งใช้ความฝันมาใส่ในเพลงของผมอยู่แล้ว และผมว่าไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราจะได้แรงบันดาลใจจากวรรณกรรมดี ๆ การอ่านทำให้คุณเขียนได้ดีขึ้น และผมไม่เคยอายกับสิ่งนั้นเลย เรากลับรณรงค์เรื่องนี้ด้วยซ้ำไป

The People:  พวกคุณคิดว่ากุญแจสำคัญในการทำเพลงที่ดีอยู่ที่ตรงไหน เนื้อร้อง ทำนอง เมโลดี้ หรือจังหวะ และพวกคุณให้ความสำคัญกับการทำเพลงที่สอดรับกับตลาดดนตรีโลกขนาดไหน

มาร์คัส: ผมคิดว่าแต่ละเพลงก็มีจุดสำคัญต่างกันไป ไม่มีเพลงไหนสมบูรณ์แบบที่สุด แต่การแต่งเพลงแล้วคำนึงถึงทำนองเพลง เนื้อเพลง จังหวะ และความรู้สึกไปด้วย สามารถทำให้เกิดเพลงดี ๆ ขึ้นมาได้ ผมคิดว่าเนื้อเพลงที่ดีที่ถ่ายทอดผ่านทำนองที่ไพเราะเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดเป็นเพลงที่ตราตรึงใจคนอยู่เสมอ ส่วนเพลงที่ทำนองดีแต่เนื้อเพลงไม่ดี ผมไม่ค่อยกลับไปฟังเท่าไหร่

ไม่ใช่ว่าทำนองไม่สำคัญนะ แต่ยกตัวอย่างอเดล ที่เพลงของเธอประสบความสำเร็จขนาดนี้ไม่ใช่เพราะว่าทำนองดีอย่างเดียว แต่เพราะเนื้อเพลงของเธอด้วย ผมคิดว่านั่นเป็นสิ่งที่เราตามหาในเพลงของเรา ความรักและทำนองที่เข้ากันกับเนื้อเพลง

ดเวน: พวกเรามองว่าองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดของเพลงคือ ความตั้งใจ การทำงานเพื่อให้ได้เพลงมาก็เพื่อสนองความตั้งใจของเรา และถ่ายทอดให้ผู้คนอย่างที่เราหวังไว้มากที่สุด เพลงคือความสำเร็จสำหรับพวกเรา ถ้าอารมณ์ความรู้สึกนั้นมันสามารถแบ่งปันได้ เราไม่คิดเรื่องการค้าอะไรในสตูดิโอหรอก

The People: เอกลักษณ์เฉพาะตัวของวงทำให้พวกคุณประสบความสำเร็จมาก แต่ก็มีช่วงหนึ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงจุดยืนของวง ซึ่งในขณะนั้นนับว่าเป็นเรื่องที่เสี่ยงพอสมควร ทำไมพวกคุณถึงตัดสินใจอย่างนั้น

ดเวน: ตอนนั้นพวกเราไม่ได้รู้สึกอย่างนั้น เราอัดเพลงไป 2 อัลบั้มและหลังจากที่พวกเราเสร็จจากทัวร์ของอัลบั้มที่สอง พวกเราไม่ได้คิดว่าควรจะเป็นอย่างไรต่อไป พวกเราแค่อยากจะทดลองสิ่งใหม่ ๆ พวกเราไม่อยากทำอะไรเดิม ๆ ไม่มีประโยชน์ที่จะทำอะไรซ้ำเดิม และยิ่งเรามีโปรดิวเซอร์เก่ง ๆ อย่างเจมส์ ฟอร์ด (James Ford) พวกเรายิ่งต้องไม่พลาดโอกาสนี้ ตอนนี้พวกเรามีอิสระที่จะสร้างสรรค์ผลงานในแบบที่เราต้องการ ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับเรา สิ่งที่เราทำในตอนนั้นอาจจะดูบ้าในสายตาของคนอื่น แต่สำหรับพวกเราแล้ว นั่นเป็นเพียงสิ่งเดียวที่พวกเราควรทำ

The People: แฟน ๆ หลายคนยังติดภาพพวกคุณในฐานะวงโฟล์กร็อก ที่มีสุ้มเสียงของดนตรีอะคูสติกเป็นส่วนประกอบสำคัญ แม้ปัจจุบันพวกคุณกำลังก้าวเดินต่อไปในทางใหม่ ๆ แต่ก็ต้องยอมรับว่ามีแฟนเพลงบางส่วนไม่เห็นด้วยกับสไตล์ใหม่ของพวกคุณเท่าไหร่

ดเวน: ผมว่ามันเป็นเรื่องธรรมชาติอยู่แล้วที่อัลบั้มส่วนใหญ่ก็มักจะได้ความเห็น ความรู้สึกต่าง ๆ ปน ๆ กันไปจากแฟน ๆ แต่สุดท้ายแล้วผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น พวกเขาก็ดูจะโอเคกับมัน ซึ่งส่วนมากจะเกิดขึ้นหลังจากได้ดูโชว์แล้ว ในอีกมุมหนึ่งเราก็เสี่ยงนะถ้าจะทำอะไรแบบเดิมซ้ำ ๆ นิ่งอยู่กับที่โดยไม่มีความตั้งใจจะเสาะหาสิ่งใหม่ ๆ ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ แน่นอนล่ะคนชอบฟังอะไรที่พวกเขาเคยฟังมา แต่มันไม่มีความก้าวหน้านะแบบนั้น

Babel

The People: มีแอบคิดถึงมันบ้างไหม

มาร์คัส: เราเล่นเพลงนั้นทุกคืน เราเลยไม่รู้สึกว่ามันหายไปจากชีวิตเรา ตอนนี้เราแค่เพิ่มเพลงเข้าไปในลิสต์ของเรามากกว่า กลายเป็นลิสต์เท่ ๆ ที่มีความหลากหลาย ทำให้โชว์มีความแตกต่าง ดีกว่าเล่นเพลงเดิมตลอด

The People: เพลงของคุณทำให้คนฟังรู้สึกถึงความรัก ความหวัง หรือแม้กระทั่งการสูญเสีย ในฐานะนักแต่งเพลง คุณคิดว่าดนตรีมีความหมายกับคุณอย่างไร

มาร์คัส: ผมคิดว่าดนตรีให้โอกาสคุณได้พูดในสิ่งที่ปกติคุณไม่ได้พูดถึง หลายครั้งคุณรู้สึกสบายใจที่จะร้องออกมามากกว่า มันน่าแปลกเหมือนกันว่าไหม ดนตรีจึงกลายเป็นที่ที่คุณได้ปลดปล่อยความรู้สึกที่คุณไม่เคยนึกถึงมาก่อน นั่นเป็นเหตุผลที่พวกเรารักดนตรีมาก ดนตรียังเป็นเหมือนเพลงประกอบชีวิตด้วยนะ ถ้าคุณนึกถึงช่วงเวลาแห่งความยินดีอย่าง วันเกิด วันแต่งงาน วันที่ได้งานใหม่ เรามักจะนึกถึงดนตรีหรือเพลงบางเพลงไปด้วย ตอนที่ผมไปเที่ยวกับครอบครัว ผมจำได้ดีเลยว่าตอนนั้นเราฟังเพลงอะไรกัน การได้ทำดนตรีก็เหมือนการได้มีอภิสิทธิ์ที่จะสร้างเพลงประกอบชีวิตของใครหลายคน พวกเราไม่อยากจะมองข้ามจุดนั้น แต่ก็ไม่อยากจะซีเรียสกับตรงนั้นมากเกินไป กำลังพยายามหาจุดตรงกลางอยู่

ดเวน: ความหวังสูงสุดของเรา คือการทำให้คนได้รับข้อความของเราผ่านเพลงเหล่านี้ ได้รับความรู้สึกที่พวกเราส่งต่อไปให้ เรารักการทำเพลงมาก และการที่เห็นแฟน ได้รับผลกระทบจากเพลงของเรา มันเป็นอะไรที่เราดีใจมากจริง

The People: เทคโนโลยีที่กำลังเจริญเติบโตมากขึ้นเรื่อย ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงหลายสิ่งในวงการดนตรี หลากหลายทฤษฎีเกิดขึ้น โดยเฉพาะคำถามที่ว่าเทคโนโลยีจะเข้ามาแทนที่มนุษย์ได้จริงหรือ

ดเวน: ผมคิดว่าเพลงก็สามารถแต่งโดยเครื่องจักรกลได้ แต่ที่สำคัญที่สุดคือพลังของความรู้สึกที่ส่งผ่านดนตรีมันคือเวทมนตร์ มันเป็นอะไรที่ไม่สามารถประดิษฐ์ขึ้นมาได้แน่นอน

The People: หนึ่งในหลักฐานชิ้นสำคัญคือการให้บริการสตรีมมิ่ง ที่เข้ามาปฏิวัติพฤติกรรมการฟังเพลงของทุกคนอย่างสิ้นเชิง ส่วนตัวในฐานะศิลปินที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญจาก physical สู่ดิจิทัล พวกคุณมองเรื่องนี้อย่างไร

ดเวน: นิสัยของมนุษย์เรามักจะชอบความสะดวกสบาย ตอนนี้ใคร ๆ ก็ใช้สตรีมมิ่ง และมันก็โอเค แต่แค่คนที่ทำสตรีมมิ่งต้องให้ความสำคัญกับนักดนตรีอยู่เสมอ เมื่อก่อตั้งธุรกิจแบบนี้ขึ้นมา ซึ่งถ้าหากไม่มีนักดนตรีก็คงไม่มีสตรีมมิ่งหรอก ส่วนตัวผมชอบการได้สะสมแผ่นเสียง แผ่นซีดี และผมยังซื้อสิ่งเหล่านั้นอยู่ แต่ขณะเดียวกันผมก็ใช้ Spotify เพราะความสะดวกสบายยังคงเป็นสิ่งสำคัญในสังคมเรา เราสามารถฟังเพลงและหาเพลงทุกรูปแบบได้อย่างง่าย ๆ จาก Spotify ดนตรีที่ผมเคยต้องจ่ายแพง ๆ สมัยเด็ก ตอนนี้สามารถหาได้ง่ายหมดแล้ว ถือว่าเป็นเรื่องดี แต่ในด้านธุรกิจอาจจะยังถือว่าเป็นเส้นทางใหม่ที่ผมหวังว่าเขาจะสามารถหาทางช่วยสนับสนุนศิลปินใหม่ ๆ ได้ในอนาคต

มาร์คัส: ผมคิดว่าถ้าไม่มีสตรีมมิ่ง วงการดนตรีของไม่เป็นอย่างที่เป็นทุกวันนี้ ผมคิดว่ามันเกิดมาจากความต้องการของคนนี่แหละ แต่ผมก็ยังสะสมแผ่นเสียงอยู่เพราะว่าผมชอบการที่ได้หยิบเพลงที่ผมชอบออกมาจากชั้น ใส่เครื่อง แล้วกด play ด้วยตัวเอง

The People: คุณจำได้ไหมว่าอัลบั้มไหนเป็นแรงบันดาลใจที่เปลี่ยนชีวิตคุณ

มาร์คัส: อัลบั้มของไมลส์ เดวิส (Miles Davis) อัลบั้ม Kind of Blue, The Miseducation of Lauryn Hill ของ ลอรีน ฮิลล์ (Lauryn Hill) และอัลบั้ม Hell to the Thief ของ Radiohead เป็นสามอัลบั้มที่เปลี่ยนชีวิตผมตอนวัยรุ่น

ดเวน: สำหรับผมคงเป็นอัลบั้ม One Hot Minute ของ Red Hot Chili Peppers และเพลงของจิมี่ เฮนดริกซ์ (Jimi Hendrix) ก็เจ๋งเหมือนกัน ผมไล่ฟังทุกเพลงของเขาเลยตอนผมเพิ่งรู้จักเขาใหม่ ๆ ตอนผมยังเด็ก ๆ ผมตื่นเต้นมากตอนฟังครั้งแรก

The People: ถ้าถามว่าช่วงเวลาสำคัญที่สุดของพวกคุณคือตอนไหน หลายคนอาจจะเดากันว่ามันคือตอนที่พวกคุณได้รางวัลอัลบั้มยอดเยี่ยมจากเวทีแกรมมี่ อวอร์ดส แต่สำหรับพวกคุณมันคือช่วงเวลาไหน

ดเวน: ในฐานะที่เรามาจากอังกฤษ และเป็นวงอังกฤษ การได้ไปเล่นที่งานเทศกาลดนตรีแกลสตันบูรี เป็นช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่สุด ๆ สำหรับพวกเรา เราได้รับเกียรตินั้นตอนปี 2013 และจะไม่มีวันลืมเลย

The People: คุณได้ลองชิมอาหารไทยหรือยัง

มาร์คัส: พวกเราไปทานร้านเจ๊ไฝมา ผัดขี้เมา แกงเผ็ด บล็อคโคลี่ ทุกอย่างอร่อยมาก ผมชอบอาหารไทยมาก ที่ลอนดอนมีคนไทยเยอะและมีร้านอาหารไทยอร่อย ๆ อยู่บ้าง แต่การได้มากินที่เจ๊ไฝเป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจมาก

The People: นี่คือโชว์แรกของพวกคุณในประเทศไทย อยากให้พวกคุณทิ้งท้ายอะไรถึงแฟนเพลงชาวไทยสักเล็กน้อย

ดเวน: เราอยากมาเล่นคอนเสิร์ตที่ไทยมานานมากแล้ว และเราตื่นเต้นกันมาก ที่จะได้เห็นกรุงเทพฯ และเจอผู้คน ต้องขอโทษที่ให้รอนานนะ

มาร์คัส: ขอบคุณแฟน ๆ ทุกคนที่ทำให้เราได้มาที่นี่ ขอโทษด้วยที่ทำให้ทุกคนต้องรอนาน ครั้งนี้เราได้มาเจอแฟนคลับชาวไทยแล้ว และพวกเราหวังว่าจะได้กลับมาอีก นี่จะเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น พวกเราดีใจและตื่นเต้นมาก

 

Mumford & Sons เปิดคอนเสิร์ตในประเทศไทยครั้งแรกเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน ปี 2019 


นักดนตรี, นักวิจารณ์ดนตรี บัณฑิตดนตรีจากรั้วศิลปากร หลังฝึกปรือกีตาร์แจ๊สอยู่หลายปี ปัจจุบันเขาหันมาสนุกกับงานเขียนด้านดนตรี, กีฬา และ กินเที่ยว

Related

สัมภาษณ์ อภิสิทธิ์ สุนทรชูเกียรติ MD หนุ่มแห่ง ‘The Origin’ ผู้รักการท้าทายตัวเอง

สัมภาษณ์แบบเจาะเวลาหาอดีต กับ POLYCAT วงที่ขุดดนตรียุค 80s ให้กลับมา “ดูดี” อีกครั้ง

สัมภาษณ์ แจ็คกี้-อดิสรณ์ พึ่งยา เด็กหงส์ผู้อยู่กับการรอคอยมาทั้งชีวิต “ลิเวอร์พูล” เครื่องยึดเหนี่ยวทางใจเติมเต็มชีวิตที่ขาด

สัมภาษณ์ Sir Poppa แรปเปอร์ผู้ศรัทธาในความ “จริง” ของเพลงฮิปฮอป

ศุภลักษณ์ จันทร์พิทักษ์ แม่ทัพหญิงแห่งบ้านจัดสรร ‘Britania’ ผู้เชื่อว่าไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้

สัมภาษณ์ พงศ์นรินทร์ จงห่อกลาง นักออกแบบงานสร้างผู้เนรมิตถ้ำหลวงใน The Cave นางนอน ให้สมจริง

สัมภาษณ์ พีระพงศ์ จรูญเอก ทิ้งชีวิตมนุษย์เงินเดือนออกตามหาฝัน ปั้น “ออริจิ้น” จุดกำเนิดอสังหาฯ หมื่นล้าน

สัมภาษณ์ Two Door Cinema Club มิตรภาพจากกีตาร์ร็อค, Nirvana และเกาะสมุย