Post on 31/12/2018

สัมภาษณ์ประวิทย์ มาลีนนท์ และทีมสร้างนาคี 2 หนังไทยทำรายได้สูงสุด 2561

“การถ่ายทำใหม่เพียงแค่ไม่กี่วินาที แต่ต้องจ่ายเพิ่มถึงสามแสน เพื่องานที่ดี เราก็ต้องทุ่ม”-ทีมอำนวยการสร้างภาพยนตร์ นาคี 2

เป็นอีกหนึ่งปีที่น่าสนใจของภาพยนตร์ไทย ตรงที่ว่า พลังของภูมิภาคผลักดันหนังไทยหลายเรื่องไปได้ไกลมากๆ โดยเฉพาะทางฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือ หนังที่มีกลิ่นสำเนียงอีสานดูจะโดดเด่นเป็นพิเศษในในจอเงิน อย่างเช่น ชุดภาพยนตร์ไทยบ้าน เดอะซีรีส์(ภาค 2.1 และ 2.2 ทำรายได้รวมประมาณ 55 ล้านบาท), น้องพี่ที่รัก 146.45 ล้านบาท

และ นาคี2 ซึ่งเป็นหนังไทยที่ทำรายได้สูงสุดในปีนี้ 161.19 ล้านบาท(หมายเหตุ : รายได้เฉพาะกรุงเทพฯ ปริมณฑล และเชียงใหม่ – ข้อมูลจากเพจ ENTNOW)

และนี่คือบทสัมภาษณ์พิเศษของทีมอำนวยการสร้างภาพยนตร์ ประวิทย์ มาลีนนท์ วิบูลย์ ลีรัตนขจร และธัญญา โสภณ ว่าด้วยเบื้องหลังความสำเร็จของภาพยนตร์นาคี2 กับการต่อยอดละครดังสู่หนังทำเงินสูงสุดแห่งปี

The People: มองว่าผลตอบรับหนัง “นาคี 2” ถือว่าเกินคาดไหม
ประวิทย์: ละครนาคีก็ประสบความสำเร็จมากมาย ในส่วนตัวของผมก็คิดอยู่ตลอดเวลาว่า พี่แดง (ธัญญา โสภณ) พี่อ๊อฟ (พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง-ผู้กำกับนาคี 2) ลองพัฒนาละครเป็นภาค 2 ของละคร ก็มีความคิดอยู่แค่นั้น อยู่มาวันหนึ่งอาร์ม (วิบูลย์ ลีรัตนขจร) เขาก็เดินเข้ามาหาผมบอกว่า เอ๊ะ น่าจะให้พี่อ๊อฟกับพี่แดงเอานาคีมาทำเป็นหนัง ผมก็บอกว่าดี ๆ แวบแรกเลย นึกถึงพี่มาก เลยบอกอาร์มว่า ไปชวนพี่อ๊อฟ พี่แดงออกไปหยิบเงินร้อยล้านกัน ตอนนั้นเราก็กะว่าจะใช้เวลาสั้น ๆ เอาละครเรื่องนาคี 1 มาย่อทำเป็นหนังแล้วทำให้อลังการขึ้น พอคุยกันมันก็เปลี่ยนไปอีกรูปแบบหนึ่ง คราวนี้ต้องลองไปถามคนนี้ (วิบูลย์) ว่าอยู่ดี ๆ ทำไมถึงคิดว่าเอานาคีมาทำเป็นหนัง

วิบูลย์: ผมเป็นแฟนละครนาคีมาก ๆ แล้วจริง ๆ ก็เป็นแฟนพี่อ๊อฟมาทั้งเพลง ทั้งภาพยนตร์ ทั้งละครทุกเรื่องเลย ผมเป็นแฟนของค่าย แอคอาร์ต เป็นแฟนพันธุ์แท้เลยดีกว่า พอจบจากละครนาคีเมื่อ 2559 จริง ๆ ด้วยความเป็นคนอ่านหนังสือด้วยก็ทราบว่า ละครเรื่องนาคีจริงๆ ลุงตรี อภิรุม เขียนไว้ตั้งแต่ปี 2520 จะรอให้ลุงตรีเขียนอีกในวัยเกือบ 80 ปี คงไม่รู้เมื่อไรเสร็จ เลยคิดว่าจริง ๆ แฟนก็ให้การตอบรับดีมาก และพี่อ๊อฟเป็นผู้กำกับภาพยนตร์อยู่แล้ว ถ้ากำกับภาพยนตร์ด้วย คนดูน่าจะให้ความสนใจ อีกอย่างเห็น CG ที่พี่แดงทำในละครก็ถือว่ายกระดับละครไปอีกระดับหนึ่งแล้ว ถ้าเกิดทำมาอยู่ในเรื่องของภาพยนตร์น่าจะอลังการไปกว่านี้อีก ถ้าเป็นศักยภาพคนไทยทำทั้งหมดได้ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจ จุดเริ่มต้นมาจากตรงนั้น หลังจากได้คุยกับทางพี่อ๊อฟ พี่แดง แล้วพี่อ๊อฟ พี่แดงก็จะมีวิธีคิดอีกแบบหนึ่ง ซึ่งก็มาถึงนาคี 2 ในปัจจุบันนี้

The People: ทำไมถึงต่อยอดมาเป็นภาพยนตร์นาคี 2
ธัญญา: ตอนนั้นถ้าย้อนกลับไปยังจำน้ำเสียงนายประวิทย์ได้ รับโทรศัพท์นายแล้วนายบอกว่า แดง มีเวลามาหาเราหน่อยเราจะคุยธุระด้วย คุยเรื่องงานด้วย แดงก็ไปหานาย นายก็พูดให้ฟังว่า ไอเดียของคุณวิบูลย์อยากให้เอานาคีมาเป็นภาพยนตร์ แดงจำได้ว่าน้ำเสียงนายตื่นเต้นมาก ว่าแบบตื่นเต้นมาก เราก็…เอ๊ะ มันต้องมีอะไรสิ เพราะว่าถ้าจะบอกกันจริง ๆ เราเป็นคนไม่ได้คิดอะไรในแง่ธุรกิจมากนัก งานเราทำเต็มที่ ทำให้ดีที่สุด สิ่งที่เราทำเราต้องรักเขาก่อน เราถึงจะไปได้

ประวิทย์ มาลีนนท์

 

พอเราได้รับคำสั่งแบบนี้ เราก็อึ้งนิดหนึ่งว่าเราจะทำอย่างไร กลับไปบ้านไปนั่งคิด ทำการบ้านประมาณ 2 เดือน ในการที่จะบอกว่า ใช่ไม่ใช่ ได้ไม่ได้ เราต้องตกลงอย่างไร แต่พอเป็นคำสั่งของนาย อย่างไรก็ต้องคิดให้มันแตก ให้มันไปได้ ตอนนั้นถ่ายรากนครากันอยู่ที่เชียงใหม่ คิดอย่างไรก็ไปไม่ได้กับนาคี 1 หมายถึงนาคีเวอร์ชันละคร เพราะเราไม่สามารถที่จะบีบความยาว 24 ชั่วโมงเข้ามาเป็นหนัง 1 เรื่องเพียงชั่วโมงกว่า ๆ นี่มันทำไม่ได้ แล้วรายละเอียดของละครมันเยอะเกินไป มันรุงรังเกินไปที่จะเอาตัวละครทั้งหมดเข้ามา ก็เลยบอกว่า อ๊อฟ เราทำนาคี 2 ไปเลยไหม ที่เป็นเวอร์ชั่นและมุมมองของอ๊อฟ ที่เป็นลายเซ็นของเขาจริง ๆ ซึ่งจริง ๆ ตอนนั้นคุณตรี อภิรุมเขียนนาคี 2 ไว้แล้ว ซึ่งแดงก็ไปซื้อไว้แล้ว แต่เนื้อหามันพร้อมเป็นละคร ไม่ได้พร้อมเป็นหนัง ตรงนั้นก็เลยถูกคิดขึ้นใหม่โดยที่ตกลงกันว่า จะเป็นมุมของหนังจริง ๆ พี่อ๊อฟก็เลยคิดดีไซน์ทั้งหมด เรื่องทั้งหมด คิดมาใหม่ เขียนบทใหม่

The People: ตอนแรกคิดไหมว่ากระแสจะมาไกลขนาดนี้
ธัญญา: ทำงานไม่เคยคิดว่าจะต้องมีกระแสหรือได้มหาศาลอะไร ไม่เคย ไม่เคยคิดตรงนั้นเลยจริง ๆ คือทำดีที่สุดในเวลานี้เวลานั้น แล้วผลจะออกมาเป็นอย่างไร อันนั้นก็ต้องเป็นคนดูตัดสิน ไม่ใช่เราตัดสิน

วิบูลย์: ในแง่ของมาร์เก็ตติ้งต้องมีการวางเป้า ผมในส่วนโซนงานต้องวางเป้าหมาย จากลงทุนถือว่าสูงกว่าภาพยนตร์ไทยเรื่องอื่น ๆ เพราะฉะนั้นจากต้นทุนในการทำ เราต้องทำรายได้จำนวนหนึ่งเพื่อไม่ให้โปรเจกต์ขาดทุนได้ แต่ผมชอบใจที่พี่แดงบอกตั้งแต่ตอนแรกว่า หนังเรื่องนี้เราตั้งใจทำเต็มที่ที่สุดแล้ว ผมเจอพี่อ๊อฟตอนก่อนหนังฉายพูดว่า ผมหมดหน้าที่แล้ว ต่อไปเป็นหน้าที่คนดูว่าเขาจะพิสูจน์ว่าผลงานดีไม่ดี การตอบรับเป็นอย่างไรอยู่ที่คนดู นายประวิทย์ก็บอก ทำให้กลุ่มการตลาดทำหน้าที่ได้อย่างสะดวกใจที่สุด นายประวิทย์บอกว่า อย่าไปคาดหวัง ได้เท่าไรเอาเท่านั้น ทำให้ดีที่สุด

มันก็เป็นกำลังสำคัญที่ทำให้ทีมงานหลังภาพยนตร์ออกฉาย ทีมการตลาด ซึ่งไม่ใช่มีแค่ผมทำคนเดียว มีทั้งเมเจอร์ มีทั้งเอสเอฟ มีทั้งสายหนัง ในการทำงานร่วมมือพร้อม ๆ กัน รวมถึงความร่วมมือที่มีในช่อง 3 นี้ด้วย ในรายการข่าว ในครอบครัวข่าวต่าง ๆ ผมว่าทุกคนก็เป็นแฟนนาคีอยู่แล้ว ทุกคนอยากจะช่วยเหลืออุตสาหกรรมหนังไทยให้ดีขึ้น รวมถึงคนรักพี่อ๊อฟ พี่แดง คนเคารพนาย ทำงานร่วมกัน เลยทำให้งานที่ออกมา ผมว่าออกมาแล้วไม่มีแรงกดดัน พอไม่มีแรงกดดันมันก็เป็นธรรมชาติ

The People: การที่นาคี 2 ประสบความสำเร็จส่วนหนึ่งมาจากการตลาดที่ดี รวมถึงช่วงนี้กระแสอีสานมาแรง มีหนังเกี่ยวกับภาคอีสานค่อนข้างเยอะ เลยอยากรู้ว่าหัวใจสำคัญของการตลาดครั้งนี้คืออะไร

วิบูลย์: คนอื่นการตลาดอาจจะหมายถึงกุญแจสู่ความสำเร็จ แต่มันจะเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จได้เมื่อคุณภาพของสินค้ามันดี ถ้าเกิดว่าสินค้าไม่ดีอย่างไรคุณก็ไม่สามารถสำเร็จได้โดยง่าย การตลาดก็เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในการทำให้ทุกอย่างราบรื่นไปสู่ความสำเร็จได้

ทุกอย่างถ้าคุณเรียกว่า มันเป็นการตลาดก็เป็นการตลาด ส่วนตัวผมมองว่าที่หนังประสบความสำเร็จได้ อย่างแรกคือ เป็นเรื่องที่เหลือเชื่อ เป็นเรื่องที่เหนือธรรมชาติ อย่างเช่น พี่แดงที่อย่างไรก็ต้องเข้าวันที่ 18 ตุลาคม ให้ได้ เพราะวันที่ 18 เป็นวันที่ดีที่สุดของการเข้าฉายภาพยนตร์เรื่องนี้ ผมก็ไม่ทราบว่าเป็นเพราะอะไร เดินเข้าเดินออกห้องนี้ประมาณสัก 10 รอบได้ เพื่อจะเคลียร์ให้ได้ว่าเป็นวันที่ 18 ตุลาคม เพราะตอนนั้นเราคุยกันประมาณเดือนสิงหาคม ซึ่งยังไม่รู้เลยหนังจะเข้าวันไหน วันหนึ่งพี่แดงมีประชุมกันที่นี่พร้อมกับผู้ร่วมงานทั้งหมดรวมทั้งค่ายหนังด้วย พี่แดงยืนยันว่าไม่รู้ล่ะ อย่างไรก็ต้องเข้า 18 ก็กลายเป็นวันที่มหัศจรรย์ที่สุดของภาพยนตร์ไทยนี้

สอง ผมคิดว่า มีแฟนละครนาคีจำนวนมากที่รอชมผลงานพี่อ๊อฟพี่แดงในเรื่องนี้ สาม ผมว่า คุณภาพหนังในเรื่องนี้ คนไปดูมาเสร็จแล้วก็อยากเชียร์ให้ไปดูอีก ต่อมาผมว่า อยู่ในช่วงที่คนอยากให้กำลังใจพี่อ๊อฟ เพราะว่าพี่อ๊อฟเองก็ตั้งใจมากกับเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นคนก็เลยเข้ามาดูหนังเรื่องนี้ในสัปดาห์แรกอย่างมากมาย

ธัญญา โสภณ

 

The People: ฝั่งโปรดักชันแล้วเหมือนรวมทีม Avengers ที่มีชื่อเสียงระดับประเทศและนานาชาติมาร่วมทีมมากมาย เช่น ก้องเกียรติ โขมศิริ (เขียนบท) สยมภู มุกดีพร้อม (ถ่ายภาพ) ชาติชาย พงษ์ประภาพันธ์ (เพลงประกอบ) ลี ชาตะเมธีกุล (ตัดต่อ) เรารวมทีมงานระดับนี้มาได้อย่างไร

ธัญญา: มันเหมือนคอนเนกชั่น พอเราทำงานดี ๆ จะมีเครดิตที่คุยกับเขาได้ บางคนเขาก็ไม่ได้รับงานทั่ว ๆ ไป เขาต้องดูว่าคนทำ ‘จริง’ หรือเปล่า เพราะถ้าเรายกหนังไทยไปด้วยกันเขาก็ยินดี แล้วแดงไปพูดคุยเองกับทุกคน เพราะฉะนั้นทุกคนเต็มใจที่จะมาร่วมมือกับพี่อ๊อฟ แล้วพี่อ๊อฟก็รู้สึกว่าคนเหล่านี้เขารู้สึกเหมือนศรัทธาแล้วก็เป็นคนที่คุยกันรู้เรื่อง เขาเป็นศิลปินหมดเลยพวกนี้ แล้วค่าตัวแรงมาก (หัวเราะ) แต่ละคนนี่ยกมือไหว้กันเลยว่าช่วยกันหน่อย เขาก็ยินดี แล้วทำงานเต็มที่กันจริง ๆ เขายอมรับ เปิดใจที่จะแก้ไขถ้าเรามีข้อคอมเมนต์หรืออะไร เขาก็เปิดใจ ซึ่งเป็นการทำงานที่มีความสุขมาก

ส่วนเรื่องงาน CG ในเรื่องการพูดคุยจะต้องมีรื้อกันตลอดเวลา งานที่ไม่ผ่านก็คือไม่ผ่าน ไม่จริงก็ต้องทำจนกว่ามันจะจริง ทั้งความรู้สึกในตา ความรู้สึกทางผิวหนัง การหายใจ หรือว่าอารมณ์ร่วม เพราะถ้าตรงนี้มันไม่มีอารมณ์มันไปไม่ได้ มันไม่สามารถนำไปสู่จุดพีคได้ ก็เลยมีการพูดคุยกันทั้งเรื่องทุน เรื่องของการทำงาน ระยะการทำงาน ซึ่งจริง ๆ หนังเราจะเข้าก่อนหน้านี้หลายเดือน แต่ว่าติดที่ทำ CG ไม่เสร็จ เราไม่ต้องการมักง่ายที่จะทำแค่ออกไป เราก็ขอประวิงเวลาอีกนิดหนึ่ง ซึ่งมันอาจจะช้าไปนิดหนึ่ง แต่ให้มันสมบูรณ์ดีกว่า แล้วนายก็จะบอกเสมอว่าต้องไม่ขี้เหนียว ห้ามประหยัดกับสิ่งที่ต้องทำ อะไรที่เราทำให้กับคนดูอย่างเต็มที่ ให้เขาก่อนแล้วสิ่งที่เราได้จะกลับมาเอง

ในเรื่องรายละเอียดงาน แดงอยากเสริมนิดหนึ่ง มันมีอยู่ซีนหนึ่งซึ่งคัตเดียวจริง ๆ คัตเดียวซึ่งเจ้าแม่จะต้องโกรธมาก ตอนแรกที่คนรักของตัวเองโดนฆ่า แล้วก็เหมือนมองจ้องว่าจะไปฆ่าลูกแล้ว จากตรงนั้นเขาไม่มีสติแล้ว เขาจะไปแล้ว จะพุ่งออกไปเพื่อไปสู้ เพื่อปกป้องลูกของตัวเอง ตรงนั้นพี่อาร์มเข้าไปดูแล้วก็รู้สึกว่ามันไม่ถึง จริง ๆ พี่แดงก็รู้สึกว่ามันไม่ถึงเหมือนกัน แต่พี่อ๊อฟบอกว่า เห้ย…แค่นี้ได้ แต่พอถึงเวลาจะ reshoot ไม่ reshoot ไรเฟิล (ลูกชายของธัญญาและพงษ์พัฒน์) มาบอกว่า แม่ต้องทำคัตนี้มันสำคัญมาก แดงถามพี่อาร์มคำเดียวว่า พี่อาร์มต้องลงทุนเกือบ 300,000 เพื่อคัตนี้คัตเดียว มันเป็นวินาที คือเวลาแดงคำนวณอะไรจะคำนวณจากตัวเงินกับเวลา ถ้าแดงมองว่าได้เวลาน้อยแดงไม่ลงทุน แต่พี่อาร์มบอกพี่แดงครับ ผมสู้ แดงเลยเดินหน้า แล้วคัตนั้นเป็นคัตสำคัญ ซึ่งคนดูประทับใจมาก แล้วแต้ว (ณฐพร เตมีรักษ์-นางเอก) เล่นเต็มที่มาก

The People: มีละครอะไรของช่อง 3 ที่พอมาทำเป็นหนังได้บ้างไหม อย่างเช่น บุพเพสันนิวาส
ประวิทย์: มีครับ ๆ ก็คุย ๆ กัน แต่ว่าเนื่องจากความไม่พร้อมแล้วก็แต่ละคนที่มีส่วนร่วมคิดแตกต่างกัน อย่างคนเขียนบทก็บอกต้องว่าใช้เวลา 3 ปี 5 ปี ในการเขียนบท ผมก็เลยเลิกเลย (หัวเราะ) ฉะนั้นถ้าพูดถึงเรื่องภาพยนตร์ เราจะอาศัยกระแสจากละคร ผมว่าต้องสร้างได้เร็ว ต้องดีด้วย กับอีกส่วนหนึ่งเราพัฒนาเอง เพราะงั้นมันจะเป็นธุรกิจ 2 ด้าน ก็คือด้านหนึ่งเป็นภาพยนตร์ เอาเวลาที่พวกเราที่เป็นผู้ผลิตละคร เอาเวลาที่ว่างจากงานละครมาพัฒนาเรื่องหนัง ส่วนละครก็ไปของมัน ถ้าเรื่องไหนดังเราก็หยิบมาทำก็ได้ มีอย่างน้อยก็ 2 เรื่อง

วิบูลย์ ลีรัตนขจร

 

The People: พี่อ๊อฟพูดถึงหนังเรื่องนาคี 2 อย่างไรบ้าง
ธัญญา: เขาไม่พูดอะไร เขาคิดอย่างเดียวว่าฉันจะไม่ได้ทำให้เจ้านายขาดทุน (หัวเราะ) เขาคิดตรงนั้นอย่างเดียว คือวันที่หนังเข้าวันแรก เขาเครียดมากเลย กระสับกระส่าย เขาจะถามแดงตลอดเวลา ถ้าพี่อาร์มส่งยอดช้านะ ทำอะไรอยู่นั่น

มีอยู่วันหนึ่งตี 1 ยังลุกขึ้นมาถามเลยว่ายอดเป็นอย่างไร คือกลัวมากว่าจะทำให้เจ้านายขาดทุน (หัวเราะ) เขาคิดแค่นั้น เวลาทำงานเขาทำเต็มที่แล้วก็จะหยุดแค่ตรงนั้น ฉันเต็มที่ ฉันสุดหน้าที่ของฉันแล้ว หลังจากนี้คือ หนึ่ง โยนให้การตลาดแล้ว สองคือคนดูจะคิดอย่างไร หมดหน้าที่เขาไปแล้วเขาก็จะนั่งดูว่ามันจะตอบรับอย่างไรเท่านั้นเอง

ประวิทย์: พวกเราคิดกันคนละอย่าง แต่เป้าหมายเหมือนกัน คือต้องทำให้ดีที่สุด ผมเริ่มสิ่งนี้ขึ้นมา อารมณ์หนึ่งอยากให้พี่อ๊อฟ พี่แดงได้เงินก้อนใหญ่ เพราะว่าเหนื่อยมาทั้งชีวิต ทำละครออกมา สร้างคนขึ้น สร้างผลงานขึ้นมา สร้างชื่อเสียงให้ช่อง 3 มากมายเลย แต่ว่าตัวเองไม่ค่อยได้อะไร พออาร์มมาบอก ผมเลยเห็นว่าเป็นโอกาสที่ให้พี่อ๊อฟ พี่แดงไปหยิบเงินก้อนโตสักครั้งหนึ่งเถอะ เพื่อมาเป็นฐานการที่จะมาทำงานใหญ่ ๆ ต่อไป ในขณะเดียวกันพี่อ๊อฟ พี่แดงคิดอีกอย่างหนึ่ง ไกลกว่าพวกผมอีก ทำให้พี่อ๊อฟเครียดหรือเปล่า วันนี้มานั่งคิดว่าพี่อ๊อฟที่ Stroke (อาการของโรคหลอดเลือดสมอง) เป็นเพราะเราหรือเปล่า (หัวเราะ) เพราะแกกลัวผมขาดทุน

แต่ว่าเรามีเป้าหมายว่าเราต้องไม่ทำให้คนดูผิดหวัง อันนี้ไม่ผิดหวังแน่ แล้วเราก็ตั้งเป้าหมายอีกอย่างหนึ่งว่า อย่างน้อยที่สุด CG ที่เราทำและยังมีเด็กรุ่นใหม่มาช่วยดูแล ต้องพัฒนาให้ใกล้เคียงกับฝรั่งให้ได้ ว่าแรกที่เราเข้ามาดูเราบอกอันนี้แฮปปี้นะ ไม่มีใครด่าเรานะ เท่านั้นเราก็พอใจ

มีประเด็นหนึ่งที่ผมไม่ได้พูดถึง แต่ก็อยากจะพูดตรงนี้ มันจะเป็นกำลังใจให้พวกเราที่อยู่ในอุตสาหกรรม หรือสำหรับคนไทยทั่ว ๆ ไปคือ พวกเรารูปร่างอาจจะเล็กกว่า มันสมองก้อนนี้อาจจะเล็กกว่าของต่างประเทศเขา โดยเฉพาะพวกฝรั่ง แต่คุณภาพผมเชื่อว่าไม่แพ้ใคร เราจะดูเสียเปรียบมี 2 เรื่องด้วยกัน หนึ่งคือโอกาส สองก็คือเรื่องทุน เพราะฉะนั้นที่เราทำงานนี้ เราพยายามที่จะเติมเต็ม 2 เรื่องนี้ เรื่องทุนดูเหมือนว่าจะง่ายหน่อยถ้าเราทำงานดี ๆ ได้ตามเป้าหมาย ผมเชื่อว่าอีกหน่อยมีคนที่อยากจะมาร่วมงานกับเรา ถ้าได้ตรงนี้โอกาสก็จะตามมา อันนี้เป็นเป้าหมายของพวกเราทั้งนั้น เราอยากให้กำลังใจว่าคนไทยเนี่ยสมองจะเล็กกว่า แต่ว่าไม่แพ้ต่างชาติ


บรรณาธิการ at The People

บรรณาธิการ The People ผู้สนใจเรื่องราวชีวิตของผู้คน สนใจหนังสือและภาพยนตร์แนวประวัติชีวิตบุคคล

Related

สัมภาษณ์ ฉันทนา ทิพย์ประชาติ “การทำหนังเป็นพื้นที่ระบาย และเป็นพื้นที่หายใจของเรา”

สัมภาษณ์ จิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์ แห่ง KBank Private Banking ผู้บริหารความมั่งคั่ง 7.6 แสนล้านบาท

อชิรัชญ์ ไชยพจน์พานิช : นิทรรศการจิ๋นซี วัดพุทธ ศาลเจ้า ในมุมนักประวัติศาสตร์ศิลปะจีน

สัมภาษณ์ปราปต์ บุนปาน: ความทรงจำแฟนบอลสเปอร์ส จากยุคลินิเกอร์ถึงชิง UCL

สัมภาษณ์แบบเจาะเวลาหาอดีต กับ POLYCAT วงที่ขุดดนตรียุค 80s ให้กลับมา “ดูดี” อีกครั้ง

สัมภาษณ์ ชาติชาย เกษนัส ความแตกต่างทางวัฒนธรรมหนังไทย-พม่า และการไม่พัฒนาของหนังไทย

สัมภาษณ์ แทมมารีน ธนสุกาญจน์ ตำนานนักเทนนิสเมืองไทย กับความท้าทายครั้งใหม่ในสนามเดิม

“เราคนเดียวเปลี่ยนโลกไม่ได้” สัมภาษณ์ นรีกุล ธูปพุทธา ศิลปะ ธรรมชาติ และการดำรงอยู่