Post on 20/02/2020

สัมภาษณ์ Pause ที่กำลังจะ Play ไปข้างหน้า “นี่คือโอกาสสำหรับวันต่อไป” ในวันที่ไม่มี “โจ้”

วันที่เวียนเปลี่ยน วันที่เลยผ่าน รักคงมั่น เราไม่เคยห่าง เคียงคู่ชิดใกล้ ทุกเวลา ยอมทิ้งความฝัน ยอมทุก ๆ อย่าง ให้กันและกัน เพียงได้เคียงข้าง เพียงได้ร่วมทาง โอ้รักนิรันดร์

       นี่คือท่อนแรก ๆ ในเพลงขึ้นหิ้งของวง Pause อย่างที่ว่างเนื้อร้องที่เปี่ยมไปด้วยศิลปะงการถ่ายทอดของ เอพลกฤษณ์ วิริยานุภาพ มือกีตาร์ของวงที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากกวีบทหนึ่งของ คาลิล ยิบราน ในหนังสือ The Prophet ที่ถูกนำมากลั่นกรองจนกลายเป็นหนึ่งในเพลงสุดอมตะของวงการ และแน่นอนด้วยเสียงอันทรงเสน่ห์ของ โจ้อัมรินทร์ เหลืองบริบูรณ์ นักร้องนำ ก็ยิ่งทำให้ Pause ได้รับการจดจำยิ่งขึ้น

ทว่าหลังออกอัลบั้มชุดที่สาม Mild ในปี 2542 ได้ไม่นาน โจ้ผู้เป็นกระบอกเสียงของวงก็เสียชีวิตลง สถานการณ์ที่ Pause ต้องสูญเสียนักร้องนำไปอย่างไม่มีทางกลับ ทำให้สมาชิกที่เหลืออีก 3 คนต้องแยกย้ายเดินหน้าไปตามทางของตัวเอง เอ มือกีตาร์ของวงมีโอกาสไปโปรดิวซ์และร่วมเป็นหนึ่งในวงเพื่อชีวิตของ ฮิวโก้จุลจักร จักรพงษ์ ส่วน นอนรเทพ มาแสง มือเบส ก็ประสบความสำเร็จและมีช่วงเวลาที่ดีกับวง Crescendo ส่วน บอสนิรุจ เดชบุญ แม้จะหันหลังให้วงการเพลง แต่ก็กลับมาจับไม้กลองอีกครั้ง และร่วมแจมกับนอในช่วงท้าย ๆ ของ Crescendo

คงยากที่ใครจะมาแทนที่เสียงของโจ้คือคำพูดที่ติดอยู่ในใจของทุกคน โดยเฉพาะ สมาชิกทั้ง 3 ที่ได้รับผลกระทบเต็ม ๆ จากการสูญเสียครั้งนั้น แม้ Pause อยากจะกลับมาสร้างสรรค์เพลงอีกครั้ง แต่ก็เป็นเรื่องยากที่จะนำความรู้สึกเก่า ๆ เหล่านั้นกลับมาภายใต้ความคาดหวังมหาศาล แต่แล้วในปี 2559 พวกเขาก็ได้ค้นพบเสียงที่จะเป็นตัวแทนของ Pause อีกครั้ง จากชายที่ชื่อ เฟ้นท์ประภาพ ตันเจริญ

The People คุยกับ Pause หลากหลายประเด็น เช่น การเดินหน้าต่อไปในวันที่ไร้โจ้อีกทั้งเรื่องผลกระทบที่ได้รับจากแรงเสียดทานต่าง ๆ รวมถึงผลงานเพลงยุคใหม่ภายใต้เสียงร้องของเฟ้นท์ แต่ทั้งหลายทั้งปวงพวกเขายืนยันว่านี่คือโอกาสสำหรับวันต่อไปของพวกเขา

The People: ย้อนกลับไปในช่วงที่ Pause และ  เบเกอรี่ มิวสิค ได้จุดประกาย, ปฏิวัติวงการเพลงไทย บรรยากาศตอนนั้นเป็นอย่างไรบ้าง

นอ: ผมยกความดีความชอบให้เบเกอรี่ มิวสิค เราคงไม่ได้ปฏิวัติดนตรีอะไรหรอก เราก็เป็นแค่วงนักศึกษา 4 คนทำเพลงในแบบที่เราอยากทำ มันขึ้นอยู่ที่ค่ายเพลงมากกว่า มีคนทำได้ดีกว่าเรา ไม่ว่าจะเป็น โมเดิร์นด็อก, โจอี้บอย หรือใคร ๆ ที่อยู่ในค่ายเพลง เราเป็นแค่ศิลปินเล็ก ๆ ที่อยู่ในค่ายนั้น ผมว่ามันเป็นเรื่องสนุก เพราะตอนนั้นพวกเราก็ยังอายุ 20 ต้น ๆ กันเอง แถมได้ทำตามวิชาชีพที่ได้เรียนมา เพราะถ้านับดูเปอร์เซ็นต์ ตั้งแต่สมัยก่อนจนถึงปัจจุบัน จะมีนักศึกษาดนตรีสักกี่คนที่ได้ทำอาชีพดนตรีจริง ๆ ตอนนั้นเราถือว่าสังคมให้โอกาสเราได้ทำดนตรีแบบที่เราอยากทำจริง ๆ แค่นั้นก็มีความสุขมาก ๆ แล้ว

นอ

The People: สมัยนั้นอาชีพศิลปินถือเป็นอาชีพไส้แห้งเทียบกับสมัยนี้แล้วเป็นอย่างไร

นอ: โหสมัยนั้นก็ต้องต่อสู้อย่างนี้แหละแต่ว่าเราก็ต้องดื้อด้วยส่วนหนึ่งคือเราเอาจริงเอาจังครับแต่เราก็รู้ว่าเราทำอะไรได้ดีที่สุดในชีวิตส่วนหนึ่งผมก็ห่วงตัวเองมากกว่าที่จะไปเละเทะคือพ่อแม่เองก็คงจะสังเกตเห็นว่าเราทำได้ดีด้วยแล้วก็ไม่ได้เละเทะจริงๆส่วนเรื่องผลตอบแทนผมว่าณตอนนั้นเราเด็กเกินกว่าจะมาคิดเรื่องพรรค์นี้เราทำได้ดีที่สุดสังคมให้โอกาสเราก็ทำไปตามหน้าที่ซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพแล้วมันก็มีผลตอบแทนให้เราเราก็ทำได้ดีในระดับหนึ่ง

ณปัจจุบันผมไปทำงานกับเด็กๆหลายคนได้เห็นมุมมองที่เปลี่ยนไปในสังคมคนรุ่นใหม่สามารถทำเป็นอาชีพได้จริงๆเป็นช่องทางในการทำมาหากินได้ช่องทางหนึ่งถ้าทำได้ดีหรือว่ามีโอกาสจริงๆก็ร่ำรวยได้ไม่แพ้อาชีพอื่นแต่ท้ายสุดผมมองว่าความมั่นคงในอาชีพขึ้นอยู่ที่คนทำอาชีพนั้นมากกว่าไม่ว่าจะอาชีพอะไรก็แล้วแต่

The People: Pause หยุดวงไปประมาณ 14 ปี นับตั้งแต่โจ้เสียชีวิต เคยคิดไหมว่าจะได้กลับมาทำเพลงอีกครั้ง

นอ: ไม่เลย คือมันคอนโทรลไม่ได้ครับ ณ ปัจจุบันก็คอนโทรลไม่ได้ ก็รู้สึกว่าโอกาสนี่แหละสำคัญ อยู่ดี ๆ เราจะบอกว่าวง Pause กลับมาแล้ว ถึงแม้เราสามคนจะกลับมาจริง ๆ ก็เถอะ จะมีคนฟังหรือเปล่า เราไม่มีพรีเซนเตอร์ เราเป็นแค่นักดนตรีสามคน เราก็รู้ตัว คือทุกคนชื่นชอบเสียงพี่โจ้ สามคนนี้ไม่เกี่ยว

จริงๆเราก็ทำมาด้วยกันนั่นแหละรู้ดีว่าคนที่จะมาร้องแทนโจ้ต้องทนแรงเสียดทานคนมองในทางลบก่อนแน่นอนไม่ว่าจะอะไรดีไม่ดีก็แล้วแต่เฟ้นท์มาตอนแรกก็เหมือนกันเขามาปรึกษาผมก็บอกว่าคนก็พูดไปแต่คนที่ทำงานกับนายคือพวกพี่สามคนเพราะฉะนั้นเราอยู่ด้วยกันเรื่องเก่าผ่านไปแล้วเราต้องมองถึงเรื่องที่จะเกิดขึ้นในวันข้างหน้าซึ่งแน่นอนว่าก็ไม่ใช่เรื่องง่าย

เอาเข้าจริงต้องขอบคุณโอกาสมากกว่า เราไม่สามารถจะบอกเองได้ว่าฉันจะกลับมาแล้ว หรือฉันจะทำอะไร เป็นเรื่องของการอยู่ดี ๆ ก็มีคนสนใจจะทำคอนเสิร์ตให้เรา แล้วเราก็เอาเพื่อน ๆ มาร้องแทนก่อน เป็นวง Pause สามคนที่มีเพื่อน ๆ ศิลปินมาร้องให้ หลังจากนั้นเริ่มมีกระแสว่าอยากเห็นวง Pause อีกครั้งหนึ่ง จนกระทั่งมีคุณฟองเบียร์ (ปฏิเวธ อุทัยเฉลิม) เข้ามา เขาเซ็นสัญญากับเราทั้ง ๆ ที่เรามีกันแค่สามคน เรายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะไปยังไงต่อ จนกระทั่งเฟ้นท์เดินเข้ามา ซึ่งกว่าเฟ้นท์จะมาถึงตรงนี้ก็ฝ่าฟันแรงเสียดทานอะไรมากมายเหมือนกัน ดังนั้นการกลับมาของ Pause ส่วนหนึ่งคือโชคชะตา อีกส่วนคือความพยายาม เพราะเราไม่สามารถคอนโทรลทุกอย่างได้อย่างที่อยากทำ

The People: ด้วยน้ำเสียงที่คล้ายกัน สำหรับเฟ้นท์แล้วตอนนั้นต้องรับแรงเสียดทานเยอะขนาดไหน

เฟ้นท์: ตอนแรกๆผมไม่ชินกับการที่อยู่ดีๆมีคนมาเขียนคอมเมนต์ว่าเราซึ่งผมอ่านบ้างไม่อ่านบ้างแต่ก็ไม่ได้สนใจอะไรผมโชคดีที่มีพี่ๆทั้งสามคนคอยอยู่ข้างๆเรื่องที่มีแรงเสียดทานหรือว่าเรื่องที่มีคนมากดดันจึงไม่ได้ทำให้ผมท้อเลย

The People: ทำอย่างไรให้คนมองข้ามประเด็นข้อเปรียบเทียบต่าง

เฟ้นท์: ช่วงเวลาเป็นตัวพิสูจน์ น่าจะทำให้เห็นครับ เพราะว่าผมก็เป็นของผมแบบนี้

เฟ้นท์

นอ: ผมก็บอกเขา (เฟ้นท์) แล้วและอธิบายทุกคนด้วยว่าเฟ้นท์เกิดไม่ทันหรอกตอนออกชุดแรกมันสี่ขวบเองคือไกลเกินกว่าที่เฟ้นท์จะซึมซับหรือว่าเลียนแบบ

เฟ้นท์: บางคนพูดว่าไว้ผมยาวเพราะว่าพี่โจ้หรือเปล่า ผมก็บอกเลยว่าเปล่า แต่เป็นเพราะผมชอบไว้ พอเรียนจบ ม.6 ผมก็ไว้ผมยาวเลย แล้วก็ประจวบเหมาะกับการมาอยู่วง Pause เลยจะโดนบ้างนิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้ซีเรียสอะไร

นอ: สมัยโจ้ออกชุดแรกก็ไม่ใช่มีแต่คนชอบ จนกระทั่งชุดสุดท้ายก็ไม่ใช่มีแต่คนชอบ ยังมีคนไม่ชอบ วิจารณ์เข้ามา แต่ว่าเขาก็ไม่ได้เปรียบเทียบกับใครเท่านั้นเอง ยังจำได้ว่าเราอยู่กันสี่คนสมัยยังมีโจ้ ก็มีแรงเสียดทานทุกเวทีเหมือนกัน จนกระทั่งถึงวันสุดท้ายเลยด้วยซ้ำ คือจะบอกว่าโจ้ก็เคยโดนมาก่อน คนไม่ชอบก็เป็นเรื่องปกติ

The People: คนยังคิดถึงอดีตของเราอยู่ ทั้งที่เรากำลังเดินหน้าต่อไป?

นอ: ผมต้องขอบคุณนะครับอย่างน้อยเขาก็อยู่กับเราถึงแม้เขาจะชอบวงไหนก็แล้วแต่มันก็เป็นสิ่งที่เราทำไว้เราก็ขอขอบคุณว่าโอ้โหยังอุตส่าห์จำเพลงของพวกเราได้ยังจำพวกเราได้

ผมเองก็เปลี่ยนไป ทุกวันนี้ผมไม่ใช่คนที่อายุ 20 กว่า ผม 40 กลาง ๆ แล้ว ผมไม่ใช่นอคนเดิม ผมบอกทุกคนว่าผมก็จนใจเหมือนกัน ผมไม่สามารถเอาของเก่ากลับมาได้ เราจนปัญญาเรื่องนี้แหละ ตอนนี้เรากลับมาทำด้วยกันอีกครั้ง มีเฟ้นท์เข้ามาเพื่อที่จะทำให้วง Pause ไม่หยุดอยู่แค่นั้น แล้วคราวนี้มันเกิดผล คือมีน้องรุ่นใหม่ ๆ ที่ไม่ทันพี่โจ้มาตามวง  Pause มาเห็นวง Pause ตอนเป็นรุ่นเฟ้นท์แล้วมันทำให้เราไม่หยุดอยู่แค่นั้นทำให้เรามีโอกาสสำหรับวันต่อไป

เราก็เหมือนวงดนตรีวงใหม่ครับ มันไม่ต่อเนื่องเพราะช่วงที่เราหยุด เราหยุดนานกว่าช่วงที่เราทำงานด้วยกันเสียอีก ในช่วงโจ้เราอาจจะได้อยู่ร่วมกันแค่ 4-5 ปีเท่านั้นเอง แต่เราหยุดไปตั้งสิบกว่าปี จริง ๆ แล้วไม่ต่างอะไรกับวงใหม่เลย

The People: ช่วงที่หยุดกันไปให้อะไรเราบ้าง

เอ: พอโจ้ไม่อยู่แล้ว ผมก็ไปอยู่กับเพื่อน ๆ วงสิบล้อ ฮิวโก้, ใหม่, ปอนด์ ผมเป็นโปรดิวเซอร์ให้เขาอยู่ชุดหนึ่ง ก่อนจะอยู่เป็นเมมเบอร์ต่อไป ก็ได้ประสบการณ์เยอะ สนุกมาก เหมือนผม crossover ไปอีกตลาดหนึ่งของวงการดนตรีเลยไปเจอร้านไม้ๆนั่งรถทัวร์ทั่วประเทศพวกผับสาดแสงเดือนแสงจันทร์ทำนองนี้

สมัยก่อนเราอยู่วง Pause ก็อยู่แต่แถวทองหล่อ สุขุมวิท หรืออะไรที่ไฮโซ พอมาอยู่กับกลุ่มนี้ก็สนุกไปอีกแบบ มีครั้งหนึ่งมีงานที่เซ็นทรัลเวิลด์ เราก็นึกว่าวันนี้ได้เล่นแบบไฮโซแล้วเว้ย แต่เปล่าหรอกครับ เข้าไปข้างหลังเล่นให้คนงานก่อสร้าง เข้าไปเอนเตอร์เทนให้คนกลุ่มนั้นครับ ทั้งหมดเราได้ attitude ได้ความคิด และได้ประสบการณ์มาก ๆ

บอส: ช่วงที่หยุดพักไปคือตอนนั้นตัดใจแล้ว บอกทุกคนว่าคงออกจากวงการไปทำอะไรที่สร้างความมั่นคงให้ชีวิต ไปทำงานประจำ ไปเป็นครู ไปรับจ็อบ แต่ระหว่างนั้นคือทุกคนก็เจอเรา ยังจำเราได้ว่าพี่บอสวง Pause คือคำว่าวง Pause อยู่ติดตัวเราตลอดเวลา ไม่ได้จางหายไป แม้กระทั่งเจอเด็กรุ่นใหม่ที่เป็นนักเรียนเรา เด็กเล็ก ๆ ที่เป็นเด็กประถม เด็กมัธยม ก็ยังจำว่าเราคือพี่บอสวง Pause ซึ่งเราไม่คาดคิดว่าเด็กรุ่นนี้ยังรู้จักเราในนามของวง Pause อยู่เลย กลายเป็นว่าไอ้คำว่าวง Pause ตามเราตลอดเวลา สุดท้ายก็ต้องกลับมาทำงานของวง Pause อย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

บอส

The People: “โจ้มีส่วนทำให้วงกลับมาเดินหน้าต่อไปไหม

เอ: มีส่วนครับ เหมือนเวลาที่หายไป บางทีเพื่อน ๆ ในวงการบางวงก็เอาเพลงของวง Pause ไป cover หรือไปใส่ในภาพยนตร์ ก็กลายเป็นกระแสใหญ่โตขึ้นมา ทำให้คนคิดถึงนักร้องคนหนึ่งซึ่งมีนามสกุลว่า Pause เป็นส่วนที่ทำให้คนไม่ลืมชื่อยังอยู่ในใจของคนครับ

The People: ตัวตนของ Pause ในยุคใหม่เป็นอย่างไร

บอส: แม้เราจะเกิดมาในวงการอินดี้ก็จริงแต่สุดท้ายแล้วมันก็อยู่ในระบบของวงการดนตรีเหมือนเดิมซึ่งวันนี้ตลาดวงการดนตรีก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนจากทำอัลบั้มมาทำซิงเกิลแทนที่จะขายเทปขายซีดีก็ขายเป็นระบบดิจิทัลเราก็ต้องปรับตัวเองให้อยู่กับปัจจุบันให้ได้แต่วิธีการทำงานของเรายังเหมือนเดิมเพราะว่าเราเกิดจากวงที่ทำเพลงกันเองทำดนตรีกันเองเพราะฉะนั้นตรงนี้ก็จะถูกเก็บไว้แต่ว่าก็ปรับไปได้ตามยุคตามสมัยเหมือนว่าในสมัยก่อนเป็นอะนาล็อกตอนนี้เป็นดิจิทัลหมดแล้วเราก็ต้องปรับตัว

The People: กลิ่นอายของ Pause ในยุคของเฟ้นท์?

บอส: ถ้านับตั้งแต่เพลงแรกที่เฟ้นท์เข้ามา เราก็พยายามเชื่อมกับ Pause ในเวอร์ชันที่เป็น Mild แล้วเพลงที่ทยอยออกมาก็เริ่มเป็น Pause ยุคปัจจุบัน มีการปรับเปลี่ยนไป ตั้งแต่เพลง  รักจริงจังหรือคนที่แสนธรรมดาซึ่งคนที่ติดตามเราอยู่ก็จะเห็นความแตกต่างว่าเพลงของเราเริ่มไปในทิศทางใหม่แล้ว

นอ: แก่ขึ้น (หัวเราะ)

The People: เพลงของ Pause ที่มีความหมายต่อตัวเอง?

เฟ้นท์: ที่ผมชอบมากที่สุดคือเพลงมีเพียงเราเป็นเพลงที่พี่เอแต่ง ผมชอบคำในเพลงนี้มาก ๆ รวมถึงดนตรีของพี่ ๆ ที่เล่น อาจไม่ได้ตรงจุดที่เราเคยประสบ แต่เป็นการฟังที่ทำให้ผมรู้สึกว่าเพลงนี้เป็นเพลงที่เพราะเหลือเกิน

บอส: ของผมชอบรวม ๆ ถ้าเกิดเอามาเทียบสามชุดที่ผ่านมา ผมชอบชุด Mild ที่สุดเพราะรู้สึกว่ากลมกล่อมแล้วก็เข้ากับเสียงร้องพี่โจ้ได้ดี

นอ: พูดยาก คือแต่ละเพลงเราดันมีภาพความทรงจำของเพลงนั้นอยู่ตลอดเวลา ชุดแรกก็จะเห็นภาพของนักศึกษาทำงานด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นเพลงยื้อที่นั่งแต่งเพลงด้วยกันที่บ้านพี่บอย (โกสิยพงษ์) เลยพูดยากที่จะให้เลือกมาสักเพลง เพราะผมดันไม่เหมือนคนฟังเพลงทั่วไป เพราะผมดันเป็นคนผลิตมันด้วย ชุด Evo & Nova ก็เป็นเรื่องที่ดีมีความสุขผมจำได้ว่าห้องอัดอยู่ตรงนี้มีเรื่องอะไรที่เกิดขึ้นบ้างตอนทำเพลงนู้นเพลงนี้เพราะฉะนั้นก็ยากหากจะให้เลือกสักเพลงเลือกไม่ถูก

เอ: ผมขอเลือกเป็นหมา (นิทานหมาหางกุด)’ เป็นเพลงแรกที่ทำให้ผมนึกถึงหลายๆอย่างหลายๆฉากเป็นเพลงแรกที่ผมนั่งเขียนแดดร้อนๆแล้วนอกับบอสเขาซ้อมอยู่ที่บ้านที่ห้องซ้อมเล็กๆตอนนั้นไม่มีไมโครโฟนด้วยแล้วเราอยู่ได้แค่นักดนตรีสามคนพอโจ้จะร้องต้องไปเช่าห้องข้างนอกแล้วเป็นเพลงที่ดนตรีเป็นฟังก์กี้ด้วย

ย้อนไปตอนต้นที่พูดถึงว่า Pause เป็นอะไรที่เหมือนกับมีส่วนปฏิวัติวงการ ผมคิดว่าเวลาที่เราเลิกวง Pause ไปสักพักหนึ่ง แล้วผมไปอยู่อีกวงหนึ่ง ช่วงเวลานั้นผมมองย้อนกลับมา ผมรู้สึกว่า groove หรือกลอง เบส ที่วงเราทำมันเป็นอะไรที่ใหม่ เป็นฟังก์กี้ที่ไม่เคยมีในเพลงไทย แม้กระทั่งผมเองก็ยังต้องเล่นตามบอสกับนอ ฝึกเพื่อที่จะเข้ากับเขา เพราะเราเป็นอีกแบบหนึ่ง เป็นร็อกที่นิ่ง ๆ ตรง ๆ พอนอกับบอสเขานำเสนอหรือผลิต feel นี้ขึ้นมาในวง Pause แล้วก็สร้างวง Pause ขึ้นมาจากตรงนั้น มันมีหลายฉากมากที่เราไปเล่นช่วงนั้น แล้วแปลก เรารู้สึกว่าคนดูเขาไม่เคยได้ยินเพลงแบบนี้ในไทย

เอ

The People: อัลบั้มใหม่ที่จะมาถึง คือ “Play” ที่ต่อจาก “Pause” หรือเปล่า

นอ: เป็นการทำงานในยุคของเฟ้นท์นะครับ อาจจะเปิดฉากด้วยเสียงพี่โจ้จากรักอยู่รอบกายแล้วเฟ้นท์ก็เข้ามา ก่อนหน้านี้เราก็เก็บเพลงมาแหละ หัวปีท้ายปีใช้เวลาประมาณสามปีจนรวมเป็นอัลบั้มได้แล้ว

เฟ้นท์: ตอนนี้ที่จะรวบรวมอัลบั้มก็มีตั้งแต่รักอยู่รอบกาย’, ‘แค่ได้เป็นคนสุดท้าย’, ‘รักจริงจัง’, ‘คนที่แสนธรรมดา’, ‘ประโยคสุดท้าย’, ‘อกหักอย่างเบิกบานและเพลงล่าสุดของเราหน้าที่ของความรักรวมถึงจะมีอีกหนึ่งหรือสองซิงเกิลนี่แหละที่เอามารวบรวมเป็นอัลบั้ม ผมไม่เคยมีอัลบั้มที่เป็นของตัวเอง นี่ก็น่าจะเป็นอัลบั้มแรกในชีวิตของผม

บอส: แล้วมันเปลี่ยนรูปแบบการจำหน่าย สมัยก่อนเราจะมีแผ่นซีดีเพื่อวางจำหน่าย แต่ยุคนี้เราผลิตตามจำนวนที่ออเดอร์ สั่งจากการพรีออเดอร์แทน เฉพาะคนที่เป็นแฟนหรือเฉพาะคนที่อยากได้ เก็บสะสมไว้จริง ๆ เราก็ผลิตจำกัดจำนวน

เฟ้นท์: ที่สำคัญก็จะมีแผ่นไวนิลด้วย

The People: มองภาพต่อไปของ Pause เป็นอย่างไร

เฟ้นท์: สำหรับผม ผมยังคาดหวังแล้วก็อยากให้วง Pause อยู่ไปอีกนานแสนนาน

เอ: ผมก็คิดเหมือนเฟ้นท์คืออยากให้อยู่ไปเรื่อย ๆ เราอาจจะต่างคนต่างมารถตู้คนละคัน แล้วไปเจอกันในงานอย่างนั้นก็ได้ เพราะมีวง Pause เป็นบ้านที่ให้เราได้เจอกันผูกพันกันเล่นดนตรีด้วยกันส่งเสียงโวยวายเอะอะด้วยกัน


นักดนตรี, นักวิจารณ์ดนตรี บัณฑิตดนตรีจากรั้วศิลปากร หลังฝึกปรือกีตาร์แจ๊สอยู่หลายปี ปัจจุบันเขาหันมาสนุกกับงานเขียนด้านดนตรี, กีฬา และ กินเที่ยว

Senior Photographer

หัวหน้าช่างภาพ The People

Related

สัมภาษณ์ ปอย PORTRAIT 15 ปี บนเส้นทางสายดนตรีที่มีความเศร้านำทาง

สัมภาษณ์ จิรายุ ตันตระกูล “ลิขิตฟ้าหรือจะสู้มานะตน”

พิษณุ ศัตรูลี้ CEO สยามบอร์ดเกม ผู้นำเข้าและแปลบอร์ดเกมมากที่สุดในเมืองไทย

สัมภาษณ์ กวาง AB Normal เปิดตัวตนร็อกเกอร์กับอดีตที่หยิ่งหนัก ไม่เคยชอบ ‘พูดไม่ค่อยเก่ง’

สัมภาษณ์ วีรยา จาง สาวน้อยผู้อยากเป็นนักกีฬา eSports และอยากพัฒนาตัวเองใน BNK48

ไพลิน วีเดล: ผู้กำกับหญิงที่อยากให้วงการหนังเต็มไปด้วยความหลากหลาย

สัมภาษณ์ สุภัตรา ภูมิประภาส ประสบการณ์ ‘6 ตุลา’ ที่หล่อหลอมสู่การ ‘ผ่าพม่า’ ผ่านงานแปล

คุยกับ ‘แม่น’ กวิน ศิรินาวิน จาก Bedroom Audio ในวันที่ “โควิดทำชีวิตผมเงียบมาก”