Post on 13/02/2020

สัมภาษณ์ พลอยไพลิน ตั้งประภาพร คำถามที่ไม่มีคำตอบของ “พลอยจบแล้วทำไรต่อ?”

“เราเชื่อว่าถ้าเขามีความฝันและความตั้งใจจริง ๆ สักวันเขาต้องทำมันอยู่ดี”

นี่คือความเชื่อของ พลอย-พลอยไพลิน ตั้งประภาพร เจ้าของเพจ “พลอยจบแล้วทำไรต่อ?” ที่ปัจจุบันยังคงตั้งคำถามกับตัวเองอยู่เรื่อย ๆ เพื่อหาโอกาสในการทำงานหลากหลายรูปแบบ ทั้งการเขียนหนังสือ แสดงละคร ถ่ายแบบ และล่าสุดกับการแสดงภาพยนตร์เรื่องแรกของชีวิต “Low Season สุขสันต์วันโสด”

สำหรับพลอยแล้ว การเดินทางของคำถามที่ว่า “พลอยจบแล้วทำไรต่อ?” ยังคงไม่มีคำตอบ เพราะยังมีความสุขกับที่ทำ และจะตามหาคำตอบต่อไป

The People: ประสบการณ์แสดงภาพยนตร์เรื่องแรกเป็นอย่างไรบ้าง

พลอยไพลิน: ตื่นเต้นค่ะ เพราะว่าเราไม่เคยถ่ายทำภาพยนตร์มาก่อน แล้วก็รู้สึกค่อนข้างจะกดดันมากเลย แต่ก็ดีใจ เพราะเราเรียนภาพยนตร์มาก่อน จบด้านนิเทศศาสตร์ สาขาภาพยนตร์ (มหาวิทยาลัยรังสิต) เป็นความฝันของเด็กที่เรียนภาพยนตร์ว่าอยากจะออกกองภาพยนตร์ของจริงดูสักครั้ง พอมีโอกาสมาเล่นภาพยนตร์ด้วยจริง ๆ ก็รู้สึกดีใจและตื่นเต้น ในที่สุดเราก็ได้ทำงานเหมือนที่เคยเรียนมา เป็นงานที่เราฝันว่าอยากจะลองทำครั้งหนึ่งเหมือนกัน

 

The People: ชีวิตในกองถ่ายจริง ๆ ต่างจากที่คิดหรือที่เคยเรียนไหม

พลอยไพลิน: ต่างเยอะนะคะ เพราะกองถ่ายในชั้นเรียนจะเป็นเพื่อน ๆ ทำกัน เป็นนักศึกษาที่พูดคุยอย่างเป็นกันเอง แต่ว่าพอเป็นการทำงานจริง ๆ ผลลัพธ์ไม่ใช่คะแนนที่อาจารย์จะมาให้ แต่คือคะแนนจากคนดูที่เขาจะชอบหรือไม่ชอบ แล้วทีมงานก็มีความมืออาชีพมากกว่างานนักศึกษา ได้เล่นคู่กับพี่ ๆ นักแสดงที่เป็นมืออาชีพมาก ๆ เลยมีความกดดันมากกว่า

 

The People: เคยแสดงละครมาก่อนทำให้มีพื้นฐานการแสดงมาบ้าง พอมาแสดงภาพยนตร์แล้วเป็นอย่างไร

พลอยไพลิน: ค่อนข้างแตกต่างค่ะ เพราะละครแสดงบนจอขนาดเล็ก เราต้องเล่นใหญ่ขึ้นเพื่อดึงดูดให้คนหันมาดูละคร แต่ภาพยนตร์จอมันใหญ่ คนจะตั้งใจเข้ามาดูเรา เขาก็จะสังเกตความจอใหญ่นั้น ถ้าเล่นมากเกินไปก็จะดูเกินจริง ต้องเล่นให้พอดีและเหมือนจริงที่สุด เพราะการแสดงภาพยนตร์มันสมจริงกว่าค่ะ 

ส่วนการทำงานมีความสนุกแตกต่างกัน อย่างละครเราใส่เต็มที่ โกรธก็คือโกรธ แต่ภาพยนตร์ถ้าโกรธ ก็ไม่ต้องโกรธยิ่งใหญ่ขนาดนั้น จะมีมิติในการแสดงที่แตกต่างกัน แต่ถามว่าสนุกไหม ก็สนุกคนละแบบ แต่สนุกเหมือนกันค่ะ

หลังจากแสดงเรื่องนี้ เราต้องเข้าใจเบื้องลึกเบื้องหลังของตัวละครมาก ๆ รู้สึกว่าเริ่มหลงเสน่ห์การเล่นภาพยนตร์ เพราะมันมีความจริงในการเล่นและในการแสดง ทำให้อยากเข้าใจในศาสตร์นี้มากขึ้น 

 

The People: ทราบมาว่าเป็นติ่ง มาริโอ้ เมาเร่อ

พลอยไพลิน: (หัวเราะ) ไม่ได้เชิงติ่งค่ะ แต่ว่าเราดูหนังเขาเรื่อง “สิ่งเล็ก ๆ ที่เรียกว่ารัก” (2553) ที่เป็น “พี่โชน” (มาริโอ้ เมาเร่อ) กับ “น้องน้ำ” (พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์) แล้วเราก็เคยจินตนาการว่า เฮ้ย! อยากจะมีพี่โชนแบบนี้ของจริง (หัวเราะ) แล้วพอเรามาเล่นกับพี่เขาก็จะ… เฮ้ย นี่มันพี่โชนที่เราเคยดูนี่หน่า

พอมาเล่นด้วยกันก็ตื่นเต้นค่ะ แล้วก็กดดัน เพราะเราเห็นพี่เขามานานมากในวงการบันเทิง เรารู้สึกว่าเขาเป็นพระเอกระดับประเทศ เลยกดดันที่ว่าเราต้องมาเล่นคู่กับพี่เขา เราจะทำได้ไหม จะทำดีไหม จะทำให้ทุก ๆ คนผิดหวังหรือเปล่า ก็อยากจะทำให้เต็มที่ที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ (หัวเราะ)

 

The People: ในภาพยนตร์ “Low Season สุขสันต์วันโสด” รับบทเป็นใคร

พลอยไพลิน: รับบทเป็น “หลิน” ค่ะ เป็นพนักงานออฟฟิศธรรมดาคนหนึ่งที่เพิ่งเรียนจบแล้วทำงานไปเรื่อย ๆ หลินจะมีความแปลกอยู่อย่างหนึ่งคือเห็นผีมาตั้งแต่เด็ก แต่แฟนของหลินไม่เชื่อว่าหลินเห็นผี คิดว่าบ้า เพ้อเจ้อ จนสุดท้ายก็เลิกกัน หลินก็เลยผิดหวัง อกหัก แล้วก็กลายเป็นคนโสดในที่สุด หลินก็เลยตัดสินใจเดินทางออกไป เพราะคิดว่าการเดินทางท่องเที่ยวจะเยียวยาจิตใจคนอกหัก เพื่อเยียวยาตัวเอง เพื่อจะ move on หลินก็เลยเดินทางไปเชียงใหม่ 

 

The People: ตัวจริงคุณกลัวผีไหม

พลอยไพลิน: ค่อนข้างกลัว (หัวเราะ) คือเราอยู่คนเดียวได้ ไม่ได้กลัวความมืดถึงขั้นอยู่คนเดียวไม่ได้ แต่ถ้าอยู่ในที่ที่น่ากลัวก็จะกลัว อย่างบ้านร้างหรือผ่านโซนป่าช้า เราก็กลัว

 

The People: เคยเจอผีไหม

พลอยไพลิน: เคยเจอตอนเด็ก ๆ ค่ะ จำได้แบบ… โห เห็นชัดมาก แล้วทุกคนไม่มีใครเชื่อเลยว่าเราเห็น คือเราเห็นว่าเป็นมือขาว ๆ มาเคาะประตูกระจกเรียก กวักให้เราไปหาเขา เราบอกแม่ว่าเห็น แต่ไม่มีใครเชื่อเรา แต่โตมาก็ไม่เห็นอะไรแล้วค่ะ

 

The People: การออกไปเที่ยวจะช่วยเยียวยาคนอกหักได้จริงไหม

พลอยไพลิน: ช่วยนะ ช่วยเยอะมาก ๆ เลยแหละ เพราะมันเหมือนการทำอะไรใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นได้พบคนใหม่ ๆ กิจกรรมใหม่ ๆ ไหนจะต้องแก้ไขปัญหาระหว่างทาง หลงทางเอย อะไรเอย มันทำให้เราไม่มีเวลาไปฟุ้งซ่านถึงเขา ถึงคนอื่น ๆ ถึงคนคนหนึ่งที่ทิ้งเราไป แต่เรากลับเอาเวลานั้นมาคิดว่าจะเดินทางยังไงต่อ ทำอะไรต่อ จะได้ไม่คิดมากถึงคนคนนั้นแล้ว 

อีกอย่างเรายังได้ไปเจอคนใหม่ ๆ ได้พูดคุย ได้แลกเปลี่ยนทัศนคติกัน พลอยเชื่อว่ามีคนโสดหลายคนที่ไปเที่ยวคนเดียวตอนโดนบอกเลิกเพื่อที่จะเยียวยาตัวเอง ยิ่งถ้าเราเสียใจมาก ๆ แล้วไปเจอใครสักคนที่เป็นคนแปลกหน้า แน่นอนว่าเราต้องระบาย ตู้ม! เพราะเขาคือใครก็ไม่รู้ เราก็อยากจะระบายกับเขา อันนี้มันค่อนข้างช่วย

 

The People: มีสถานที่ท่องเที่ยวแนะนำสำหรับคนโสดบ้างไหม

พลอยไพลิน: สำหรับเรา เราชอบภูเขา เพราะอากาศเย็น พื้นที่เขียว ๆ เย็น ๆ มันนั่งได้เรื่อย ๆ  เลย เราสามารถตะโกนอะไรแล้วไม่มีเสียงคลื่นกลบ (หัวเราะ) แบบว่า “ไอ้บ้าเอ๊ย” ตะโกนตรงหน้าผาดัง ๆ ตะโกนไปให้สุดเสียงโดยที่ไม่ต้องมีเสียงคลื่นมาฟู่ ๆ กลบเสียงเรา (หัวเราะ)

 

The People: คุณรับมือกับอาการอกหักอย่างไร

พลอยไพลิน: อย่างแรกคือต้องเสียใจให้สุด แล้วพอสุดมันจะคิดได้เองค่ะ คิดได้เมื่อไหร่เราก็ไปเที่ยว ใช้การเที่ยวเป็นการเยียวยาเราเวลาเสียใจอะไรมาก ๆ เพราะรู้สึกว่าเราได้ไปเจออะไรใหม่ ๆ ไปเห็นมุมมองโลกที่ไม่ได้อยู่ที่เดิม ๆ สมมติเราเสียใจมาก ๆ เรานอนอยู่ห้องเดิมก็จะนอนร้องไห้อยู่บนเตียง แต่ถ้าเราไปเปลี่ยนที่นอน เปลี่ยนบรรยากาศ มันรู้สึกว่า เฮ้ย! บนโลกนี้มีอะไรที่เราต้องเรียนรู้ ต้องทำอีกเยอะเลย ไม่ใช่มานอนร้องไห้

 

The People: เราจะ move on กับความรู้สึกนั้นได้อย่างไร

พลอยไพลิน: ต้องยอมรับความจริงให้ได้ว่าเลิกกันแล้ว (หัวเราะ) เพราะว่าบางคนอาจจะยังรอเขาอยู่ ยังมีความคาดหวังที่เขาจะกลับมา ซึ่งเราก็จะ move on ไม่ได้สักที แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เรารู้สึกว่ายอมรับความจริงได้แล้ว เราเข้าใจแล้วว่าต้องกลับมาอยู่คนเดียว แล้วเมื่อไหร่ที่เรามีความสุขได้ด้วยตัวเองโดยที่ไม่มีเขา ตอนนั้นเราจะ move on ได้ โดยที่ไม่สนใจเขาอีกแล้ว

ทุกคนเกิดมาอยู่คนเดียวตั้งแต่แรก เราไม่ได้มีแฟนตั้งแต่เกิด เราเคยมีความสุขได้ด้วยตัวเราเองตั้งแต่แรก เราก็ควรจะกลับไปเป็นคนอย่างนั้น แล้วข้อดีของคนโสดคือเรามีอิสระมากขึ้น จะไปไหนก็ได้ ไม่ต้องเผื่อเวลาวันว่างให้ใคร แล้วก็อยากจะไปไหนก็ไป 

 

The People: แล้วข้อดีของการมีแฟนล่ะ?

พลอยไพลิน: ข้อดีของการมีแฟนคือทำให้เรารู้สึกว่ามีคนคอยอยู่ข้าง ๆ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เราไม่มีคนคนนั้น เราก็ต้องอยู่ข้างตัวเองให้ได้ รักตัวเองให้เป็น อย่างแรกต้องเห็นคุณค่าของตัวเอง ต้องอยู่ได้ด้วยตัวเองโดยไม่พึ่งพาเขาคนนั้น และมองกลับไปว่า เรามีใครพึ่งพาได้บ้าง เช่น ครอบครัว แน่นอนอยู่แล้วครอบครัวเขาซัพพอร์ตเราเสมอ และยังมีเพื่อนเราที่อยู่ข้าง ๆ เรามาตลอด เราต้องมองกลับไปที่คนใกล้ตัวที่รักเรา อย่าเอาคุณค่าและความสุขทุกอย่างไปลงที่คนคนหนึ่งที่เขาไม่ได้รักเราแล้วนะคะ (หัวเราะ) เราต้องเอาความสุขและเอาความคาดหวังกลับมาที่ตัวเราเอง

 

The People: อะไรเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้คุณกล้าออกเดินทางเที่ยวคนเดียว

พลอยไพลิน: อยากรู้อยากลองว่าเราจะทำได้ไหม กับการที่เราต้องไปฝ่าฟันอะไรข้างนอกคนเดียว แล้วก็ความสับสนด้วย เพราะตอนนั้นอยู่ในช่วงเรียนจบแล้วเป็นของขวัญของเราที่จะได้ไปเที่ยวเป็นเดือน แล้วเราจะได้ไปเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ ข้างนอก ก็เลยเป็นตัวตัดสินใจที่อยากจะไปเที่ยว

การเที่ยวครั้งนั้นค่อนข้างเปลี่ยนตัวเองเลยค่ะ เปลี่ยนแนวคิด เปลี่ยนทุกอย่าง เปลี่ยนการมองโลก มันทำให้เรารู้สึกภูมิใจกับตัวเองมากขึ้นมาก ๆ (เน้นเสียง) ว่าครั้งหนึ่งเราเคยไปถึงครึ่งโลกด้วยตัวเราเองจริง ๆ

 

The People: แสดงว่าการเที่ยวช่วยให้คุณเติบโต?

พลอยไพลิน: ใช่ เราค่อนข้างเห็นด้วยว่าเดินทางแล้วจะเติบโตขึ้น เพราะเรารู้สึกว่าการซื้อตั๋วเครื่องบินไปเที่ยว มันเหมือนการซื้อคอร์สเรียนคอร์สหนึ่งที่ไม่รู้ว่าจะได้หลักสูตรอะไรมา เหมือนว่าเราไปครั้งนี้เราอาจจะได้หลักสูตรในการใช้ชีวิต ไปครั้งนี้เราอาจจะได้หลักสูตรในการเรียนรู้คน เหมือนเป็นประสบการณ์การเรียนรู้อย่างหนึ่งที่อยู่นอกห้องเรียน

 

The People: มีหลักสูตรไหนที่ประทับใจมากที่สุด

พลอยไพลิน: น่าจะเป็นมุมมองการใช้ชีวิตของคนต่างวัย เราได้คุยกับทั้งวัยรุ่น ทั้งคนแก่ ทั้งคนที่เป็นมะเร็งระยะสุดท้าย หรือคนที่มีความสุขมาก ๆ ก็เคยเจอ หรือต่างชาติทั้งคนอเมริกัน คนรัสเซีย คนมองโกเลีย เราได้เห็นหลาย ๆ มุมมอง หลาย ๆ ชนชาติ หลาย ๆ ศาสนา และหลาย ๆ ช่วงอายุคน มันทำให้เราเข้าใจอะไรมากขึ้น แล้วนำมาปรับมาใช้กับตัวเองว่า อ๋อ… จริง ๆ แล้วการที่เราเครียดหรือล้มเหลวอะไรก็ตาม มันไม่ใช่แค่เราคนเดียว ยังมีอีกหลายคนที่เป็นเหมือนเรา แล้วเขาผ่านมันมาแล้ว

 

The People: มีข้อแนะนำสำหรับคนที่อยากเดินทาง แต่ไม่กล้าสักทีไหม

พลอยไพลิน: ถ้าเขามีความฝันและความตั้งใจจริง ยังไงสักวันเขาต้องทำมันอยู่ดี แต่ว่าถ้ายังไม่กล้าคือต้องตัดความกลัวออก แล้วก็ลองทำดู ถึงแม้ว่าอาจจะไม่ประสบความสำเร็จ หรือไม่ได้ออกมาอย่างที่เราหวัง อย่างน้อยเราก็เคยได้ลองทำ แล้วเราก็รู้ว่าเคยทำมันมาแล้ว

การเที่ยวช่วยเปิดโอกาสให้เราได้ลองทำอะไรใหม่ ๆ อย่างการที่เราได้เขียนหนังสือก็เพราะว่าเราไปเที่ยวคนเดียวเหมือนกัน หรือการที่เราได้ไปบรรยายตามมหาวิทยาลัย (หัวเราะ) ก็เป็นเพราะเรากล้าไปทำคนเดียวมา เหมือนมันเป็นแรงบันดาลใจหรือเป็นตัวอย่างให้คนหลาย ๆ คน พลอยรู้สึกว่ามันมีประโยชน์มาก ๆ กับการที่เราเที่ยวแล้วกลับมาได้เล่าอะไรให้ใครฟัง

 

The People: ทราบมาว่า ก่อนออกเดินทางคนเดียว คุณเป็นคนขี้กลัว?

พลอยไพลิน: ใช่ ๆ เราเป็นคนแบบ… เฮ้ย เราจะทำได้ไหม เราจะทำดีหรือเปล่า เราจะทำได้เหรอ แต่พอได้ลองทำ อย่างน้อยก็ได้เรียนรู้  แต่การลองครั้งนั้นต้องไม่ใช่แค่ลองแบบขำ ๆ นะ แต่ต้องเป็นการลองด้วยความตั้งใจจริง ๆ ว่าเราอยากจะเรียนรู้กับมัน 

 

The People: หลายคนที่ไม่ยอมออกเดินทางเพราะมีข้ออ้างคลาสสิกอย่าง “ไม่มีเงิน” กับ “ไม่มีเวลา” ?

พลอยไพลิน: ไม่ใช่แค่เฉพาะเที่ยว แต่ถ้าเรามีความฝันและความตั้งใจจริง ๆ ยังไงสักวันเราก็ต้องหาทางที่จะทำมันให้ได้จนได้อยู่ดี  ถึงแม้ว่าชีวิตคนเราจะมีโจทย์ไม่เหมือนกัน อย่างน้อยสักวันถ้าเรามีความตั้งใจ ยังไงเราก็ต้องหาทางทำให้ได้จนได้ 

 

The People: ตอนนี้มีที่ไหนที่อยากเดินทางไปบ้าง

พลอยไพลิน: หูย เยอะมากเลย (หัวเราะ) เลือกไม่ถูกเลย แต่อยากไปอเมริกาใต้ค่ะ ไม่เคยไปฝั่งนู้นเลย เราไปแค่โซนยุโรป เราก็อยากไปเรียนรู้วัฒนธรรมของคนอเมริกาใต้ว่าเป็นยังไง อยากจะไป trekking ที่ปาตาโกเนีย (Patagonia) ค่ะ 

 

The People: จากชื่อเพจ “พลอยจบแล้วทำไรต่อ?” แล้วตอนนี้คิดได้หรือยังว่าจะทำอะไรต่อ

พลอยไพลิน: (หัวเราะ) เอาจริง ๆ ยังคิดไม่ได้ว่าจะทำอะไรต่อ แต่ว่าตอนนี้มีความสุขกับที่ทำอยู่ตอนนี้มาก ๆ  คือการได้เป็นนักแสดง แล้วก็ได้เขียนหนังสือ ได้ทำอะไรหลาย ๆ อย่างที่เราอยากทำ ที่ทำอยู่ตอนนี้ก็มีความสุขมาก ๆ แล้วค่ะ เรามีความสุขกับทุกอย่างที่ทำ คือก่อนทำเพจ เราเครียดมาก รู้สึกไม่พอใจกับตัวเอง ไม่พอใจเลยที่เป็นคนแบบนี้ แต่พอกลับมาแค่ปีเดียวเอง เราคิดว่าที่ทำอยู่ตอนนี้โอเคแล้ว มีความสุขแล้ว 

 

The People: ที่ว่าไม่พอใจ คือไม่พอใจอะไรในตัวเอง

พลอยไพลิน: เราทำหลายอย่างตั้งแต่แรกแล้วค่ะ แต่รู้สึกไม่เคยภูมิใจกับตัวเองที่ทำอะไรหลาย ๆ อย่าง เรารู้สึกว่าจะต้องมีอย่างเดียวสิที่ทำสุดโต่ง แต่พอวันหนึ่งเราเข้าใจว่า จริง ๆ คนเราไม่จำเป็นต้องทำอย่างเดียวก็ได้ สามารถทำหลาย ๆ อย่างแล้วมีความสุขได้ มันไม่มีใครมาจำกัดว่าคนคนนี้เกิดมาจะต้องเป็นอันนี้ ๆ เท่านั้น ปัจจุบันทุกคนทำได้หลายอย่างมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องทำอย่างเดียว แล้วพอเข้าใจ เราก็รู้สึกว่าเราโอเคกับตรงนี้แล้ว

 

The People: สุดท้ายคำตอบของคำถามที่ว่า “พลอยจบแล้วทำไรต่อ?” คืออะไร

พลอยไพลิน: ไม่มีคำตอบค่ะ คำตอบที่เราตามหาคือไม่มีคำตอบ จนกว่าสักวันที่เรารู้สึกว่าเราอยากจะหาอะไรได้จริง ๆ หรือเรามี passion จริง ๆ ตอนนั้นก็คงจะทำสิ่งเดียว แต่ว่าตอนนี้คือเรามีความสุข ก็จะตามหามันต่อไป (ยิ้ม)


Writer

ผู้เขียนเนื้อหาศิลปวัฒนธรรม และอะไรก็ตามที่เป็นความบันเทิง

Senior Photographer

หัวหน้าช่างภาพ The People

Related

‘เนวิน ชิดชอบ’ คนพันธุ์บุรีรัมย์ที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ เปลี่ยนตัวเองจากอดีตนักการเมืองที่ถูกยี้ สู่นักพัฒนาเมืองที่ถูกรัก

สัมภาษณ์วงสุดฮอต “LANY” คุยเรื่องเบา ๆ ป๊อป ๆ กับตัวตนเอกลักษณ์และ “สาวไทย”

เอิบเปรม วัชรางกูร ผู้อยู่กับ โบราณคดีใต้น้ำไทย ตั้งแต่กำเนิด ถึงปัจจุบัน

สัมภาษณ์ อาทิมา สุรพงษ์ชัย Country Manager iflix Thailand ในวันที่ video streaming กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตทุกคน

สัมภาษณ์ วีรยา จาง สาวน้อยผู้อยากเป็นนักกีฬา eSports และอยากพัฒนาตัวเองใน BNK48

สัมภาษณ์ โรแม็ง กาฟรัส ผู้กำกับนิวเวฟยุคใหม่ของฝรั่งเศส ลูกแหง่ อิลลูมินาติ เสื้อบอลไทย และแฟนหนังอภิชาติพงศ์

แทน โฆษิตพิพัฒน์ ลูกไม้ใต้ต้นไม้ใหญ่ที่ชื่อ ‘เฉลิมชัย’ ผู้ขอสร้างนิยามศิลปินในแบบตัวเอง

สัมภาษณ์ จิรายุ ตันตระกูล “ลิขิตฟ้าหรือจะสู้มานะตน”