Post on 21/11/2019

สัมภาษณ์ พงศ์นรินทร์ จงห่อกลาง นักออกแบบงานสร้างผู้เนรมิตถ้ำหลวงใน The Cave นางนอน ให้สมจริง

“The Cave นางนอน” เป็นภาพยนตร์ที่สร้างจากเหตุการณ์จริงสุดระทึกเกี่ยวกับภารกิจช่วย 13 ชีวิตที่ติดอยู่ในถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอน ผลงานการกำกับโดย ทอม วอลเลอร์ ที่ต้องการเล่าเรื่องราวผ่านความเสียสละและความมุ่งมั่นของอาสาสมัครทุกคน โดยอาสาสมัครตัวจริงได้รับเกียรติมาร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วยเช่นกัน

แต่ด้วยข้อจำกัดในการถ่ายทำที่ถ้ำหลวงของจริง ทีมงานจึงเลือกถ่ายทำที่ถ้ำน้ำเขาศิวะ จังหวัดสระแก้ว และสร้างถ้ำใหม่จากสระว่ายน้ำร้างแห่งหนึ่งแทน โดยนักออกแบบงานสร้าง พงศ์นรินทร์ จงห่อกลาง ชายผู้เนรมิตถ้ำหลวงในหนังให้สมจริงที่สุด นักออกแบบงานสร้างคู่ใจที่เคยร่วมงานกับทอมมาแล้วใน ศพไม่เงียบ (2554) และ เพชฌฆาต (2557)

The People จึงชวนเขาคุยถึงหน้าที่ของนักออกแบบงานสร้าง วิธีการสร้างถ้ำในภาพยนตร์ และประสบการณ์ทำงานที่เปลี่ยนความคิดของเขาต่อเหตุการณ์นี้

พงศ์นรินทร์ จงห่อกลาง

 

The People: จำวันแรกที่เริ่มเหตุการณ์ถ้ำหลวงได้ไหม

พงศ์นรินทร์: ผมไม่มีทีวีอยู่บ้านมา 20-30 ปีแล้วฮะ (หัวเราะ) จึงไม่ค่อยได้เสพข่าวอะไรมากมาย แต่ข่าวนี้เป็นข่าวใหญ่ ทุกวันที่ออกไปกินข้าวนอกบ้านจะได้ยินชาวบ้านคุยกัน วันแรกก็ยังคิดว่าเป็นข่าวปกติที่เด็กหายในถ้ำ ไม่ได้คิดอะไร พอล่วงเข้าไปวันที่ 2-3 ข่าวก็เริ่มใหญ่ขึ้น เราก็เริ่มสนใจ ในใจลึก ๆ ถึงขั้นคิดว่านานขนาดนั้นคงไม่รอดแล้ว แต่วันหนึ่งกำลังนั่งดูฟุตบอลโลกอยู่ดี ๆ คนก็เฮดังลั่นว่าเจอเด็กแล้ว เราก็แบบ… โอ้โห เป็นเรื่องมหัศจรรย์ ก็ประทับใจที่ได้ยินแบบนั้น

 

The People: ผู้กำกับ ทอม วอลเลอร์ ติดต่อมาว่าเขาอยากทำหนังเรื่องนี้ตั้งแต่ตอนไหน

พงศ์นรินทร์: ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นเดือนกันยายน ปี 2561 หลังจากเหตุการณ์นั้นสัก 2-3 เดือน พอดีคุณทอมกลับบ้านที่ไอร์แลนด์ แล้วอยู่ดี ๆ ก็บอกว่า “ผมสนใจอยากจะทำหนังเรื่องนี้” ผมก็ถามว่าคุณทำจริงเหรอ รู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้บ้าง เขาก็บอกว่ารู้จักกับนักดำน้ำ จิม วาร์นี (Jim Warny) เพราะเจอกันที่บ้านไอร์แลนด์ ผมก็เริ่มน่าสนใจละ เพราะเขารู้ข้อมูลจริง ๆ ไม่ใช่แค่อยากจะทำ 

 

The People: โจทย์ของภาพยนตร์เรื่องนี้คืออะไร

พงศ์นรินทร์: คุณทอมอยากเสนอเรื่องราวที่ไม่ใช่เรื่องกระแสหลัก ไม่ใช่เรื่องที่เรารับรู้อยู่แล้วจากหนังสือพิมพ์ เพราะนี่เป็นข่าวที่ทุกคนติดตาม รู้กระบวนการทุกอย่างหมดแล้ว แต่เขาสนใจเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ  ซึ่งบางคนอาจจะยังไม่รู้ เช่น เรื่องอาสาสมัครที่เข้าถ้ำ หรือกระบวนการช่วยเหลือภายในถ้ำ เราก็เลยมาคุยกันแล้วเขาก็บอกว่า “ผมไม่อยากทำเป็น mainstream อยากให้มันดูสมจริงมาก ๆ เป็น documentary style” แล้วเราก็ได้คุยกับผู้กำกับภาพ เวด มุลเลอร์ (Wade Muller) ว่าเราจะพยายามทำให้สมจริงที่สุด เพราะวิธีการเดินกล้องของเวดโดยปกติจะใช้ขาตั้ง ดอลลี หรือเครน แต่เรื่องนี้แทบจะไม่มีอะไรอย่างนั้นเลยครับ เป็น handheld เพียบเลย

พงศ์นรินทร์ จงห่อกลาง

 

The People: คุณเริ่มหาข้อมูลสำหรับสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้อย่างไรบ้าง

พงศ์นรินทร์: เริ่มจากน้องคนหนึ่งในทีมเป็นคนขับรถของทีมอาร์ตฯ แล้วน้องคนนี้เป็นอาสาสมัครของกู้ภัยที่ไปถ้ำหลวงด้วย ผมก็เลยไปคุยกับเขา แล้วข้อมูลก็ค่อย ๆ ออกมา เขาก็แนะนำอาสาสมัครคนอื่นต่อ จากหนึ่งไปสอง ไปสาม ไปจนเป็นสิบ ๆ ทำให้รู้ว่าข้อมูลที่ได้จากคนแรกก็มีบางอย่างที่ผิดพลาดเหมือนกัน เพราะเหตุการณ์นี้มีคนเข้าไปมีส่วนร่วมเยอะมาก บางคนเข้าไปนิดเดียว เห็นแค่ปลายเหตุ ฉะนั้นเรื่องนี้จึงยากตรงที่เราต้องมาคัดกรองข้อมูลว่าข้อมูลไหนที่น่านำมาใช้ ซึ่งผมก็ไม่ได้บอกว่าหนังถูกต้องหมด 100% แต่เราใช้ข้อมูลที่มีคนยืนยันมากที่สุด ผมคิดว่าเราถูกต้องมากกว่า 90% เลยครับ ผิดเพี้ยนน้อยมาก เพราะเราหาข้อมูลกันหนักมากจริง ๆ  

 

The People: หน้าที่ของนักออกแบบงานสร้างในภาพยนตร์สักเรื่องหนึ่งคืออะไร

พงศ์นรินทร์: Production Design หรือภาษาไทยเรียกว่า การออกแบบงานสร้าง คือสิ่งที่เราเห็นในหนังทั้งหมด เราต้องออกแบบว่าหนังจะมีรูปลักษณ์หน้าตาเป็นยังไง คุมคอนเซปต์ว่าอยากให้เห็นเป็นยังไง ยกตัวอย่างที่เข้าใจง่าย ๆ การทำหนังมาเฟีย เราจะทำอย่างไรให้บ่งบอกว่าพระเอกคนนี้เป็นมาเฟีย ต้องอยู่บ้านยังไง นักออกแบบงานสร้างก็จะออกแบบบ้านว่าให้มีหน้าตาใหญ่โตประมาณไหน สไตล์ของบ้านเป็นยังไง นั่งรถอะไร ซึ่งสไตล์ของมันจะเป็นอย่างที่ผู้กำกับอยากจะนำเสนอ จึงต้องมีการคุยกันเยอะระหว่างนักออกแบบงานสร้างกับผู้กำกับแล้วก็ช่างภาพ 

งานของเราคือต้องพยายามให้โอกาสผู้กำกับและช่างภาพได้เลือกวิธีในการถ่ายทำด้วย เช่น เราออกแบบบ้านที่มีประตูปกติ แต่การถ่ายทำจริงในห้องแคบ ๆ เราต้องสร้างห้องที่ผนังเปิดออกได้ให้กล้องเคลื่อนที่ เป็นต้น 

 

The People: ทราบมาว่าถ้ำในหนัง คือการถ่ายทำในถ้ำจริง ๆ และถ้ำที่สร้างขึ้นมาใหม่ด้วย?

พงศ์นรินทร์: การถ่ายทำในถ้ำจริงเพื่อให้ได้ความสมจริง ส่วนถ้ำที่เซ็ตขึ้นยังไงก็ไม่เหมือนจริง 100% หรอก (หัวเราะ) แต่เราก็สร้างให้ใกล้เคียงมากที่สุด 

การถ่ายทำในถ้ำจริง ๆ ต้องใช้เวลานาน และลำบากในการถ่ายทำมาก เราเดินทางเข้าไปในถ้ำซึ่งมีน้ำจริง ๆ ที่ถ้ำน้ำเขาศิวะ จังหวัดสระแก้ว การเดินทางเข้าไปในถ้ำกว่าจะแบกกล้อง กว่าจะนำคนเข้าไป กว่าจะขนไฟอุปกรณ์ทั้งหลายเข้าไปมันลำบากมาก แถมถ่าย ๆ อยู่แบตฯ หมด ต้องเดินทางออกไปเปลี่ยนแบตฯ ก้อนใหม่ ฉะนั้นทีมงานต้องอยู่ในน้ำ หนาวกันอยู่เป็นชั่วโมง แต่เราก็พยายามทำงานให้ดีที่สุด

The Cave นางนอน

 

The People: ทำไมถึงเลือกถ้ำน้ำเขาศิวะในการถ่ายทำ แทนถ้ำหลวงของจริง

พงศ์นรินทร์: แน่นอนเรื่องความปลอดภัยในการถ่ายทำ และผมก็เชื่อว่ารัฐบาลคงไม่อยากให้ใครเข้าไปถ่ายในนั้นจริง ๆ เพราะอันตรายมาก คุมไม่ได้ ด้วยความใหญ่และความซับซ้อนของถ้ำ แต่แปลนของถ้ำน้ำเขาศิวะมันง่ายมาก เข้าไปตรง ๆ เลย ไม่ซับซ้อน มีทางเข้าออกชัดเจน การหลงเข้าไปในนั้นเป็นไปได้ยาก 

 

The People: แล้วถ้ำที่สร้างขึ้นมาใหม่ คุณทำอย่างไรให้เหมือนสถานที่จริงที่สุด

พงศ์นรินทร์: ขั้นแรกเลย ปกติเวลาทำพื้นผิวพวกนี้ หลายครั้งผมจะเลือกใช้การฉีดโฟมแล้วก็ทำสี แต่ว่าในงานนี้ผมบอกกับคุณทอมว่า ถ้าอยากให้สมจริง ผมจะใช้ปูนซีเมนต์ทำ ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ค่อยมีใครอยากจะใช้ปูนซีเมนต์ทำ เพราะเวลาถ่ายทำเราต้องเผื่อพื้นที่สำหรับตากล้อง แถมผมยังแอบซ่อนพวกหินเล็กหินน้อยไว้ใต้น้ำอีกด้วย เพราะว่าจะได้ให้นักแสดงสะดุด (หัวเราะ) แผลเต็มขาตากล้องกันหมดทุกคนครับ ทั้งหมดเพื่อให้ได้ความรู้สึกจริง จะไม่รู้สึกว่าแกล้งเจ็บ เพราะเขาเจ็บจริง เขาชนหินจริง ๆ 

ก่อนสร้างถ้ำ ผมได้ไปคุยกับอาสาสมัครหลาย ๆ คน ผมขอบคุณพวกเขามาก ๆ โดยเฉพาะคุณต่อ-นพดล อุปคำ ทีมกู้ภัยจากเชียงใหม่ ซึ่งให้ข้อมูลที่มีประโยชน์หลายอย่างเลยครับ  

ผมสเก็ตช์ภาพถ้ำคร่าว ๆ แต่สุดท้ายผมเลือกสเก็ตช์ด้วยดินน้ำมันเป็นสามมิติ แถมเราต้องทำงานแข่งกับเวลามากเลยครับ เพราะในเมืองไทยไม่มีสตูดิโอมีน้ำขนาดใหญ่ เรามีแต่ขนาดเล็กมาก ใช้สำหรับถ่ายโฆษณาอะไรพวกนี้ ซึ่งถ้าเป็นเมืองนอกจะมีแหล่งน้ำอยู่ในสตูดิโอ เช่น สตูดิโอที่ใช้ถ่าย Pirates of the Caribbean พอเราคุยกันว่าจะหาวิธีที่ประหยัดเงิน ก็เลยหาสระว่ายน้ำร้าง ซึ่งสามารถทำเลอะเทอะได้ ก็เลยสร้างถ้ำขึ้นมาในสระว่ายน้ำนั้น

 

The People: ได้ไปสำรวจถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอน ของจริงไหม

พงศ์นรินทร์: ไปครับ แต่เขาให้ไปได้แค่ปากถ้ำ เพราะว่าข้างล่างน้ำยังเยอะอยู่ แถมเจ้าหน้าที่บอกว่ามีน้ำเยอะกว่าตอนที่เด็กอยู่ข้างในด้วยซ้ำ ทำให้เราได้เห็นความอันตรายของมันจริง ๆ

 

The People: คิดอยากเข้าไปถ่ายทำในสถานที่จริงไหม

พงศ์นรินทร์: อยากแน่นอนครับ ปกติหนังหลาย ๆ เรื่องเขาจะเอาเครื่องสแกนเข้าไปสแกนข้างในด้วยซ้ำ เพื่อถอดแบบมาสร้างถ้ำ นั่นคือกระบวนการทำหนังที่เป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับงาน Production Design ผมคิดว่าการที่เราจะดึงคนดูให้เชื่อในหนังของเราเป็นเรื่องจริง เราต้องทำให้เขารู้สึกเหมือนจริง เพราะถ้าเขาไม่เชื่อ เขาก็จะไม่อินกับหนังเราเลย

ทอม วอลเลอร์ และ พงศ์นรินทร์ จงห่อกลาง

 

The People: แสดงว่าศาสตร์ของการออกแบบงานสร้างคือการทำให้คนเชื่อในภาพที่เห็น?

พงศ์นรินทร์: ใช่ครับ แล้วก็มีเรื่องของความสวยงาม ซึ่งไม่ใช่แค่เฉพาะสวยแบบวิจิตรอลังการอย่างเดียว ถ้าต้องทำให้ฉากขยะแขยง เราก็ต้องทำให้ดูน่าขยะแขยงแบบมีความสวยด้วย ไม่รู้จะอธิบายยังไง (หัวเราะ)

คือภาษาหนังบอกเล่าได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นแสง สี สไตล์ของเสื้อผ้า หรือว่าฉากต่าง ๆ เพราะบางทีบทสนทนามันแค่การสื่อสารระหว่างตัวละคร แต่บรรยากาศรอบ ๆ เป็นสิ่งที่เราจะต้องสื่อสารออกมาให้ได้สมจริง เป็นภาษาที่ต้องสื่อสารให้คนดูเชื่อ

 

The People: กลัวเจอกระแสดรามาหลังจากหนังเรื่องนี้ฉายไหม

พงศ์นรินทร์: แน่นอน มันมีอยู่แล้ว (หัวเราะ) แต่เราแค่ทำในสิ่งที่เราคิดว่าดีที่สุด แล้วผมก็เชื่อว่าเหตุการณ์อย่างนี้มีทั้งแง่บวกและแง่ลบ สิ่งที่ผมรู้สึกว่าเป็นแง่บวกมาก ๆ โดยเฉพาะเมื่อผมได้ลงมาสัมผัส ได้เจอผู้คนที่เกี่ยวข้องกับงานนี้ บางครั้งผมเข่าอ่อนเลยเวลาได้ฟังเรื่องของเขา เราไม่อยากเชื่อเลยว่าจะมีคนที่คิดดีขนาดนี้อยู่บนโลกใบนี้

มีหลายคนที่เขาเข้าไปช่วยเหลือ เราไม่อยากเชื่อเลยว่าเขาจะทิ้งภาระหน้าที่อะไรต่าง ๆ แล้วไปโดยไม่ได้หวังเงินทอง ไม่ได้หวังชื่อเสียง จังหวะนั้นเขาคิดแค่ว่าอยากช่วยเด็กกลุ่มนี้ออกมา แค่นั้นเอง เขาไม่ได้คิดถึงความยากลำบากหรือความเหนื่อยอะไรเลย หลายคนที่ผมไปสัมภาษณ์ เขากลับยกย่องสรรเสริญคนอื่นต่อ ๆ กัน แล้วมันก็สร้างกำลังใจในการทำความดีครับ 

 

The People: อะไรคือหัวใจสำคัญที่ “The Cave นางนอน” ต้องการจะเล่า

พงศ์นรินทร์: คือการช่วยเหลือคนอื่นโดยที่ไม่คิดถึงตัวเอง ผมชอบที่ท่านอดีตผู้ว่าฯ ณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร กล่าวครับ ท่านเคยไปพูดตอนรับรางวัลที่นิวยอร์กว่า หวังว่าเหตุการณ์นี้จะสร้างแรงบันดาลใจให้คนอยู่เพื่อคนอื่น ใช้ชีวิตเพื่อคนอื่น ผมว่ามันเป็นประเด็นที่ผู้กำกับอยากจะพูดตรงนี้

พงศ์นรินทร์ จงห่อกลาง

Writer

ผู้เขียนเนื้อหาศิลปวัฒนธรรม และอะไรก็ตามที่เป็นความบันเทิง

Photographer

ช่างภาพนิ่งและเคลื่อนไหว

Related

สัมภาษณ์ ภาณุ อารี ชายผู้ตามหาหนังดีมาฉายในไทย ผู้อำนวยการฝ่ายจัดซื้อภาพยนตร์ต่างประเทศ สหมงคลฟิล์ม

ความต่างที่ “เข้ากันดี” อดีตที่เคยโดนปฏิเสธตัวตน จุดเริ่มต้นของ Scrubb ที่ยังคง “คู่กัน” เสมอ

สัมภาษณ์ “โอม ค็อกเทล” การบวชครั้งที่สอง กับพุทธศาสนาในสายตาของร็อคสตาร์

“ดนตรี” เรื่อง “เล็ก” สัมภาษณ์ ฮิวโก้-จุลจักร กับตัวตน 100 เปอร์เซ็นต์

เจ Penguin Villa หนุ่มเพนกวินที่ไม่กลัวความสูงอีกต่อไป กับอีกบทบาทในฐานะ “เจ้าพ่อเพลงโฆษณา”

มาลินดา เฮอร์แมน คุณย่า 70 เจ้าของเพจ “หญิงชรา กะ หมาน้อย” ที่อัดคลิปร้องเพลงกับหมาน้อยเพื่อส่งต่อความสุขไปยังผู้คน

สัมภาษณ์ เดวิด ยัง แห่ง Green Monday ที่ชวนทุกคนกู้โลกอย่างง่าย ๆ ด้วยการบริโภคอาหารที่ทำจากพืช

“เพศไม่ใช่แค่จู๋ – จิ๋ม” สัมภาษณ์ พญ.จิราภรณ์ อรุณากูร ผู้ก่อตั้งคลินิกเพศหลากหลายแห่งแรกในเอเชีย