Post on 06/03/2019

สัมภาษณ์ พรภัสร์ชนก มิตรชัย ทายาทตระกูลมิตรชัย กับมนตราแห่งศาสตร์ลิเก

“ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น” เป็นสุภาษิตที่เปรียบเปรยลักษณะของลูกที่ไม่แตกต่างอะไรกับพ่อแม่ ว่ากันตามตรงสำหรับ แป้ง พรภัสร์ชนก มิตรชัย ลูกสาวแท้ ๆ ของพระเอกลิเกขวัญใจมหาชน ไชยา มิตรชัย สามารถใช้สุภาษิตนี้ในการนิยามเธอได้เช่นกัน เพราะด้วยหน้าตาที่ละม้ายคล้ายคลึง รวมถึงความสามารถทางการแสดง ร้อง รำลิเก ใครที่ได้พบเธอกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า เธอคือ “เหมือน” พ่อของตัวเองมาก

แต่กว่าลูกไม้ต้นนี้จะได้เปิดเผยตัวตนสู่สาธารณะ พรภัสร์ชนกเองต้องปิดบังความเป็นลูกมิให้ใครคนอื่นรับรู้ เพราะอาจทำให้ชื่อเสียงของคุณพ่อเสียหาย ทว่าเมื่อความจริงปรากฏ กลับกลายเป็นว่าความเป็นลูกนั้น ส่งเสริมให้เธอและครอบครัวมิตรชัยได้รับความรักมากขึ้นไปอีก

วันนี้ The People มีโอกาสได้คุยกับเธอ ในประเด็นความภาคภูมิในศาสตร์ลิเก ช่วงเวลาชีวิตที่ต้องบิดบังสถานะลูก และการก้าวสู่การแสดงละครเวที “บ้านเรือนเคียงกัน” สุนทราภรณ์ เดอะมิวสิคัล ที่มีกำหนดการแสดง 2 – 31 มีนาคม 2562 นี้

เพื่อทำความรู้จักลูกไม้ของต้นตระกูลมิตรชัย

The People: คุณเติบโตมาในครอบครัวลิเก รู้สึกผูกพันกับบรรยากาศลิเกมากน้อยขนาดไหน

พรภัสร์ชนก: ถ้าพูดกันจริง ๆ คือไม่ได้เจอหน้าพ่อเลยค่ะ จำได้ว่าตอนเด็ก ๆ ทำได้แค่นอนดูวิดีโอลิเกของพ่อแค่นั้น และไม่เคยฝึกไม่เคยหัดลิเกมาก่อน คุณแม่มักจะเปิดให้ดูแล้วบอกว่า “นี่พ่อเล่นลิเกอยู่นะ เขาเลยไม่มีเวลาให้เรา” ซึ่งหนูรู้สึกอินมาก ทำไมสนุกจัง

ตอนเด็กหนูชอบแอบดูการซ้อมลิเก จนกระทั่งครูลิเกมาเห็นก็ดึงเราไปถามว่าสนใจหัดลิเกไหม ทั้ง ๆ ที่เขายังไม่รู้นะว่าเราเป็นลูกใคร จำได้ว่าหัดแสดงลิเกเรื่องแรกคือ “พระอภัยมณี” หัดไปหัดมา เขาคงเห็นแววก็จับมาเป็นนางเอกรุ่นเล็ก เล่นคู่กับคุณอา มิตร มิตรชัย เล่นไปเรื่อย ๆ ก็รู้สึกว่ามันไม่ได้สนุกแบบที่คิด ไม่ใช่ทางแล้ว ก็เลยหยุดและหายไปทำกิจกรรมอื่นที่หนูชอบดีกว่า

พอเข้าช่วงปีหนึ่ง คุณพ่อก็โทรศัพท์มาอ้อนให้กลับมาเล่นกับพ่อหน่อย ขาดนางเอกเพราะพี่แอน (มิตรชัย) โกอินเตอร์ไปบอลลีวูดแล้ว สุดท้ายก็กลับมาเล่นลิเกกับพ่อจนถึงปัจจุบัน

 

The People: ตั้งแต่เด็กจนถึงตอนนี้ เราสังเกตเห็นบรรยากาศลิเกเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมบ้างไหม

พรภัสร์ชนก: เปลี่ยนแปลงมากนะ สมัยก่อนลิเกแท้ ๆ ถ้าเด็กมานั่งดูเด็กอาจจะไม่ชอบ และรู้สึกทำไมร้องนาน รำนาน กว่าจะเข้าเรื่อง แต่ว่าปัจจุบันลิเกเปลี่ยนแปลงตามยุคตามสมัยมากขึ้น ถ้าอะไรดังก็สามารถเอามาสอดแทรกได้ เพลงไหนฮิตก็สามารถเอามาร้องในลิเกได้ เป็นการเพิ่มอรรถรสให้คนดูค่ะ

ทุกวันนี้คณะลิเกปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัยขึ้นอยู่กับกลุ่มเป้าหมายแต่ละคณะ เพราะกลุ่มคนดูเขาก็ชอบไม่เหมือนกัน เช่น คนที่ชอบดูคุณ กุ้ง สุธิราช และชอบดูคุณ ศรราม น้ำเพชร ก็จะแตกต่างกัน หรือของคุณ โน่ สุดที่รัก ก็จะใส่ชุดซูเปอร์ฮีโรเพราะกลุ่มเป้าหมายเขาเป็นวัยรุ่น มันเป็นสีสันที่น่าติดตาม แล้วแต่ความชอบส่วนบุคคลมากกว่า

 

The People: ที่บอกว่าลิเกสมัยก่อนเด็กดูแล้วจะไม่ชอบ แต่ทำไมเด็กหญิงแป้งตอนนั้นถึงชอบลิเก

พรภัสร์ชนก: ลิเกเป็นศาสตร์ที่ยากมาก เรารู้สึกว่าแปลกจัง ทำไมดูแล้วเหมือนต้องมนต์ ตอนเด็กก็สงสัยว่าทำไมคนเขาถึงชอบดูลิเกกัน มันสนุกตรงไหน จนกระทั่งได้ดูคุณพ่อแสดงทางวิดีโอจึงรู้ว่ามันสนุก เหมือนละครแต่มีการร้องรำเพิ่มขึ้น ทำให้เรารู้สึกว่า ถ้ามีความสามารถลิเก เราจะเหนือกว่าคนอื่นตรงที่ลิเกเป็นศาสตร์ที่ยากมากจริง ๆ ค่ะ

 

The People: แล้วอะไรเป็นปัจจัยให้คณะลิเกสักคณะได้ใจพ่อยกแม่ยก

พรภัสร์ชนก: พระเอก-นางเอกแต่ละคณะก็แตกต่างกัน สไตล์การเล่นก็แตกต่างกัน อย่างคุณพ่อจะเป็นพระเอกสายหวาน เวลาเล่นบทเศร้าคนดูจะอินมาก ส่วนคณะของอามิตรจะเป็นสายบู๊ มีการฟันดาบด้วย สุดท้ายก็แล้วแต่คนดูว่าจะชอบแบบไหน เพราะแต่ละคณะก็มีคาแรกเตอร์ไม่เหมือนกัน

The People: หลายครั้งเรามักเห็นคำดูถูกวัฒนธรรมลิเก คุณเคยเจอประสบการณ์นี้ไหม

พรภัสร์ชนก: เคยนะ แต่เรื่องนี้แล้วแต่มุมมองความคิดนะคะ จะบอกว่าดูถูกได้แหละ แต่ลิเกเป็นศาสตร์ที่ยากมากเลย คุณกำลังดูถูกของยากอยู่นะ แต่หนูกล้าพูดแบบไม่อายใครว่า เรามีเงินมีทองใช้ทุกอย่าง มีชื่อเสียงได้ก็เพราะเรามีลิเก เราเล่นละครได้ก็เพราะลิเก เรามีความสามารถตรงนี้ก็เพราะลิเก หนูว่ามันดีแล้วที่หนูทำอาชีพนี้”

 

The People: ทราบมาว่าสมัยก่อนวิ่งแคสงานบ่อยมาก แสดงว่าเป็นเด็กกิจกรรมมาตั้งแต่เด็กเลย

พรภัสร์ชนก: เป็นคนที่ชอบทำกิจกรรม ไม่ชอบเรียนหนังสืออย่างเดียว อาจเป็นสายเลือดด้วยมั้งก็เลยชอบตรงนี้มาตั้งแต่เด็ก แต่เราแคสงานโดยปิดบังไม่บอกว่าเป็นลูกของพ่อ เราไม่อยากกลายเป็นตัวเต็งทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้แข่ง ก็เลยลองแคสโดยไม่มีอะไรที่เป็น “มิตรชัย” แต่ก็พลาดหลายงานจนท้อ

จุดที่ท้อมาก ๆ สอนหลายอย่างมาก นั่นคือความพยายามและการฝึกฝน ฝึกจนกว่าจะมายืนตรงจุดนี้ มีคนมากมายอยากมายืนในจุดที่หนูอยาก แต่ว่ามีพรสวรรค์อย่างเดียวคงไม่พอ มันต้องมีพรแสวงด้วย ดังนั้นหนูโชคดีที่เรามีประสบการณ์ตรงนั้น ไม่มีใครรู้ว่าเราเป็นลูกไชยา หนูคิดว่ามันคุ้มค่านะ ได้รู้ว่าสังคมจะปฏิบัติกับเราอย่างไรเวลามีและไม่มีมิตรชัยห้อยท้าย

 

The People: ณ ตอนนั้น คุณพ่อสนับสนุนอะไรเราบ้างเวลาไปแคสงานต่าง ๆ

พรภัสร์ชนก: พ่อสนับสนุนมาก แต่ก็สงสารหนูว่าพยายามเท่าไหร่ก็ไม่ได้สักที เวลาท้อ คุณพ่อก็ให้กำลังใจตลอด

 

The People: พอมาถึงวันนี้ วันที่มีนามสกุลมิตรชัยต่อท้ายแล้ว คุณภาคภูมิใจอะไรบ้าง

พรภัสร์ชนก: ภูมิใจมากแต่ก็กดดันมากเช่นกัน เพราะคนจะคาดหวังว่าเราต้องเก่งเหมือนตระกูลมิตรชัย ความกดดันมีค่อนข้างมาก แถมเรายังเป็นลูกสาวของพ่อไชยาอีกด้วย หนูก็เลยกดดันนะ แต่หนูมองคุณพ่อเป็นไอดอลเสมอ เพราะเขาผ่านประสบการณ์อะไรมากมาย เคนเล่นลิเกมีคนดูคนเดียวมาแล้ว พ่อเลยเป็นกำลังใจเวลาที่ท้อ ยิ่งเวลาเหนื่อยหนูจะคิดถึงพ่อเสมอ เราจึงต้องแกร่งเหมือนพ่อให้ได้

 

The People: ช่วงเวลาที่ความจริงเปิดเผยออกมา เคยคิดไหมว่า “ไม่มีความลับในโลกโซเชียลเน็ตเวิร์ก”

พรภัสร์ชนก: คิด แต่ไม่คิดว่าจะมาเกิดขึ้นกับหนู พอเกิดขึ้นจริงเราก็รู้สึกว่าโซเชียลมันแรงเนาะ มีอะไรนิดเดียวแชร์กันต่อเร็วมาก และกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตเลย แต่สำหรับหนูมันเกิดความคาดหมายมาก ที่พอความลับเปิดออกมาทุกคนกลับให้กำลังใจเรา หนูไม่คิดว่าจะมีผลลัพธ์แบบนี้ ส่วนใหญ่ที่แชร์กันก็พูดแต่เรื่องดี ๆ ก็ต้องขอบคุณนะคะ มันดีมากสำหรับหนู

The People: ทำกิจกรรมเยอะมาก ทำไมถึงสนใจงานด้านการแสดง

พรภัสร์ชนก: หนูโตมากับการแสดงของพ่อและอา พอเห็นทุกคนแสดงก็เลยเป็นเด็กคนหนึ่งที่ติดละคร แล้วเราก็อยากแสดงแบบนั้นบ้าง ความรู้สึกที่ได้เป็นคนอื่นก็สนุกดีนะ

ทุกคนจะมองว่าหนูเป็นเรียบร้อย เหมาะกับบทใส ๆ แต่เริ่มแสดงหนูได้บทที่แตกต่างกันมาก ทุกบทสำคัญหมด เพราะเราต้องเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่ตัวเรา โดยเฉพาะนางร้าย สนุกมาก เวลาเห็นผลตอบรับที่คนด่าหนู ตอนแรกก็เครียดนะ แต่อีกมุมมองก็คือเราแสดงสมบทบาท เขาถึงด่าเราขนาดนี้ ตอนนี้รู้สึกว่า ด่ามาเลยค่ะ (หัวเราะ)

 

The People: ล่าสุดมีผลงานการแสดงละครเวที บ้านเรือนเคียงกัน” สุนทราภรณ์ เดอะมิวสิคัล แล้ว

พรภัสร์ชนก: เล่นละครเวทีให้ความรู้สึกเหมือนตอนแรกที่หนูเล่นลิเกเลย คือยากมาก โชคดีที่หนูผ่านงานลิเกมาบ้าง เลยรู้ว่า on stage เล่นสด ๆ เป็นอย่างไร  แต่ละครเวทีเรื่องนี้หนูต้องร้องเพลงสุนทราภรณ์ด้วย ซึ่งหนูฟังมาตั้งแต่เด็กเพราะคุณพ่อชอบเปิดเพลงเก่า ๆ แต่ความที่เราเป็นลิเกไง พอเอาสุนทราภรณ์มาร้องมันจะร้องในแบบฉบับลิเก ซึ่งละครเวทีเราต้องร้องเป็นสุนทราภรณ์แท้ ๆ เลยรู้สึกว่ายากมาก ๆ

 

The People: เสน่ห์ของสุนทราภรณ์คืออะไร

พรภัสร์ชนก: เนื้อเพลงสุนทราภรณ์เหมือนบทกลอน แค่พูดเนื้อเพลงยังซึ้งเลย ยิ่งถ้าได้คนร้องระดับครูมาร้องนะ มันเพราะแบบกินใจมาก นี่แหละคือความยากที่หนูว่า เสน่ห์ของสุนทราภรณ์คือคำร้องที่เพราะมากค่ะ

สำหรับละครเวที “บ้านเรือนเคียงกัน” สุนทราภรณ์ เดอะมิวสิคัล เริ่มแสดงตั้งแต่วันที่ 2 ถึงวันที่ 31 มีนาคม ทุกเสาร์-อาทิตย์ เล่นเพียงวันละรอบเท่านั้นนะคะ ตั้งแต่เวลาบ่าย 2 ที่โรงละคร เอ็ม เธียเตอร์ ฃซื้อบัตรได้แล้วที่ ThaiTicketMajor ทุกสาขา อยากให้มาชมกัน เพราะมีศิลปินมากมายที่ professional มาก มั่นใจว่าทุกคนที่ได้ชมต้องอยากดูซ้ำ เพราะเป็นละครเวทีที่อารมณ์ดี สนุกมาก นักแสดงแต่ละคนปล่อยมุกตลกกันแบบคาดไม่ถึง อยากให้มาติดตามชมกันค่ะ


Writer

ผู้เขียนเนื้อหาศิลปวัฒนธรรม และอะไรก็ตามที่เป็นความบันเทิง

Related

สัมภาษณ์ Slot Machine การเดินทาง ‘ผ่าน’ ศาสนา มนุษย์ต่างดาว และเพลงสากลที่ ‘รอ’ วันสำเร็จ

สัมภาษณ์ ฉันทนา ทิพย์ประชาติ “การทำหนังเป็นพื้นที่ระบาย และเป็นพื้นที่หายใจของเรา”

สัมภาษณ์ อภิสิทธิ์ สุนทรชูเกียรติ MD หนุ่มแห่ง ‘The Origin’ ผู้รักการท้าทายตัวเอง

สัมภาษณ์ โต๋ ศักดิ์สิทธิ์: เปียโน ดนตรี โรแมนติก กับชีวิตใหม่ที่ปล่อยวางจากความสมบูรณ์แบบ

สัมภาษณ์ ซาร่า – นลิน โฮเลอร์ กับเส้นทางสู่การเป็น “เจ้าแม่มุกแป้ก”

สัมภาษณ์ หมาก-ปริญ ไสยศาสตร์ ความเชื่อ และการเปลี่ยนแปลงสังคม 

สัมภาษณ์ “โอม ค็อกเทล” การบวชครั้งที่สอง กับพุทธศาสนาในสายตาของร็อคสตาร์

สัมภาษณ์ พงษ์สิทธิ์ คำภีร์ กับชีวิตรักเดียว “เพื่อชีวิต” ดนตรี การเมือง สตรีมมิ่ง เด็กตีกัน และ ฟุตบอลไทยไปบอลโลก