Post on 05/11/2019

สัมภาษณ์ หมาก-ปริญ ไสยศาสตร์ ความเชื่อ และการเปลี่ยนแปลงสังคม 

เคยมีคนบอกว่า “ความเชื่อเป็นพลังที่แข็งแกร่งที่สุด” หากเราเชื่อในสิ่งใดมากพอ ก็จะเกิดชุดความคิดที่สร้างการเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ได้ ไสยศาสตร์ก็เป็นหนึ่งในความเชื่อที่แข็งแกร่งและอยู่คู่กับเมืองไทยมานาน ซึ่งมันได้สร้างการเปลี่ยนแปลงมากมายในสังคมไทย

เช่นเดียวกับวงการบันเทิงที่มีการหยิบไสยศาสตร์มาเป็นส่วนหนึ่งในองค์ประกอบบ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นละคร นิยาย หรือภาพยนตร์ อย่าง “จอมขมังเวทย์” ภาพยนตร์ดังเมื่อปี 2548 ที่พูดเรื่องการใช้ไสยศาสตร์มาแลกตัวตน เพื่อการมีพลังวิเศษคนเหนือคน โดยในปี 2562 นี้กำลังจะมีภาคต่อ “จอมขมังเวทย์ 2020” ที่มี หมาก-ปริญ สุภารัตน์ นักแสดงคุณภาพมารับบทนำ 

The People จึงชวนเขาคุยเกี่ยวกับไสยศาสตร์ ความเชื่อ และการมีพลังวิเศษ ซึ่งเขาบอกกับเราว่า “ผมอยากมีพลังเปลี่ยนแปลงสังคม”

 

หมาก-ปริญ สุภารัตน์

 

The People: ได้ชม “จอมขมังเวทย์” ภาคแรกไหม

ปริญ: ได้ดูครับ ชอบมากนะ ดูแล้วเชื่อเลยว่ามีของแบบนั้นมีอยู่จริง รวมไปถึงมุมกล้อง ซาวนด์ และการแสดงของพี่กอล์ฟ (อัครา อมาตยกุล) และพี่นก (ฉัตรชัย เปล่งพานิช) ที่เล่นไว้แบบ… โห สุดมากเลย ใครดูก็ต้องอึ้ง เพราะว่ามุมกล้องแปลกใหม่ดีครับ 

 

The People: คิดว่าเสน่ห์ของภาคแรกคืออะไร

ปริญ: ความดิบและความเรียลมาก ๆ เลย แล้วก็ความน่ากลัวของการเล่นของ ผมชอบซีนนั้นมาก ๆ ซีนที่พี่กอล์ฟตื่นมาบนเตียง แล้วกล้องเลื่อนลงมาใต้เตียงเห็นเป็นรอยเลือดที่เขียนอักขระเอาไว้ โห… ซีนนั้นดูแล้วขนลุก

 

The People: “จอมขมังเวทย์ 2020” สานต่อเรื่องราวจากภาคแรกอย่างไร

ปริญ: หนังจะมีจอมขมังเวทย์รุ่นเก่ากับรุ่นใหม่มาเจอกัน แอ็กชันเดือดมาก เรียลมาก มีความล้ำทันสมัยของสเปเชียลเอฟเฟกต์ และทำให้เห็นถึงความเป็นปัจจุบันว่า ยังมีคนเล่นของอยู่ แม้เราจะอยู่ในความเป็นเมืองสมัยใหม่ แต่เวทมนตร์ของขลังยังมีอยู่ ของมันก็ต้องมี

ภาคนี้ผมรับบทเป็น “วิน” เป็นวัยรุ่นที่ชอบการต่อสู้ ใช้ชีวิตอยู่กับคุณพ่อ แล้ววันหนึ่งเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้เขาตัดสินใจก้าวเท้าเข้าไปสู่ในโลกไสยศาสตร์เพื่อล้างแค้นแทนคุณพ่อ ทำให้เขาเจอองค์กรใหม่ที่รับบทโดยพี่นก-สินจัย (เปล่งพานิช) แล้วก็มีพี่ก๊อต (จิรายุ ตันตระกูล) ปรากฏตัว ภาคนี้จะมีตัวละครใหม่เพิ่มขึ้นมา แล้วเชื่อมเรื่องราวบางส่วนจากภาคเดิมตรงที่พี่นก (ฉัตรชัย เปล่งพานิช) เข้ามาด้วย เรื่องราวอื่น ๆ ผมยังไม่อยากบอก ต้องรอชมกันเอง โดยคาแรกเตอร์วินจะเป็นวัยรุ่นใจร้อน และไม่เชื่อในไสยศาสตร์ แต่ก็ต้องก้าวเข้าไปสู่สังคมไสยศาสตร์เต็มตัว

 

The People: ส่วนตัวคุณเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ไหม

ปริญ: 50-50 เพราะวันก่อนเพิ่งไปขับรถของคุณแม่ที่มีพระมาเจิมเพื่อขอให้โชคดี ขอให้ปลอดภัย แล้วเราก็เคยเห็นรถบางคันมีสายสิญจน์คล้องอยู่ตรงพวงมาลัย หรือขับรถผ่านศาลเจ้า ขับผ่านอะไรต่าง ๆ แล้วเห็นคนถือธูปไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไหว้สิ่งที่เขาเชื่อ สิ่งเหล่านี้เป็นความเชื่อที่อยู่มานานแล้ว ทุกวันนี้ก็ยังมีอยู่ครับ แล้วก็อยู่ใกล้ตัวเรามาก ๆ เลย ในที่นี้มีใครห้อยพระไหม? ผมว่ามีเกือบทุกคน 

 

The People: แสดงว่าไสยศาสตร์อยู่รอบตัวเราอยู่แล้ว?

ปริญ: ใช่ครับ เช่น เวลาเราทำอะไรก็ตามก็จะมีพิธีกรรม หรือว่าการทำบุญอะไรต่าง ๆ มันก็ถือเป็นเรื่องเดียวกันอยู่แล้ว ก่อนถ่ายหนังก็ยังต้องมีการบวงสรวงเลย 

 

หมาก-ปริญ สุภารัตน์

 

The People: ทราบมาว่าคุณชอบนวนิยาย “เพชรพระอุมา” ซึ่งเป็นเรื่องที่มีไสยศาสตร์แฝงอยู่ในนั้นด้วย?

ปริญ: ใช่ครับ ตัว “รพินทร์ (ไพรวัลย์)” เขาก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งนะ เขาจะบอกตลอดเวลาว่า ทุกคนมีของหมดแหละ อยู่ที่ว่าคุณจะปฏิบัติกับมันยังไง คุณจะห้อยพระหรือไม่ห้อย บางคนห้อยเพราะว่ามีของ แต่บางคนไม่ห้อยแล้วบอกว่าของอยู่ที่ใจ อย่างเวลารพินทร์จะทำอะไร เขายังเพ่งจิตเลย

 

The People: มองไสยศาสตร์เป็นเรื่องแฟนตาซีไหม

ปริญ: ก็เป็นนะ แล้วแต่จินตนาการของคน แต่ถ้าพูดถึงความเป็นแฟนตาซี “จอมขมังเวทย์ 2020” คุณจะเห็นเป็นแฟนตาซีมาก เพราะหนังจะมีสัตว์เวทย์แบบที่คุณไม่เคยเห็นมาก่อน เวลาเกิดเหตุคับขัน ตัวละครวินจะมีสัตว์เวทย์อยู่ตัวหนึ่งคือ “มอม” (ราชสีห์ผสมมังกร) ถ้าใครสังเกตทางเข้าประตูวัดหรือวิหารจะเห็นตัวมอมคาบครึ่งหนึ่งของตัวพญานาคอยู่ นั่นเป็นสัตว์เวทย์ของตัวละครเรา ขณะที่พี่ก๊อตก็จะมีสัตว์เวทย์อีกตัว ทำให้หนังภาคนี้มีความแฟนตาซีมาก มีเอฟเฟกต์ต่าง ๆ ทำให้หนังสนุก

 

The People: คิดว่าอะไรคือเส้นกั้นระหว่าง “ความเชื่อ” กับ “ความงมงาย”

ปริญ: อย่างที่บอก มันคือจินตนาการ มันคือความคิด เราไปบังคับให้คนอื่นเชื่อไม่ได้ แต่หนังเรื่องนี้จะพยายามทำให้สิ่งที่ทีมงานจินตนาการ กลายเป็นภาพให้ทุกคนได้เห็น

เล่าให้ฟังเรื่องหนึ่ง วันก่อนผมนั่งกินข้าวกับพี่คนหนึ่ง แล้วอยู่ดี ๆ เขาก็พูดขึ้นมาว่า เพิ่งไปหาพระอาจารย์คนหนึ่งแล้วบอกว่าเขาโดนทำของใส่ ตอนแรกผมก็ทำหน้าแบบนี้ (ทำหน้าสงสัยแล้วหัวเราะ) เพราะพี่คนนี้ไม่ใช่คนขี้โม้ไง อยู่ดี ๆ เขาก็มาเล่าให้เราฟัง เขาเล่าว่าตอนพระอาจารย์รูดของออก ร่างกายเขาผิดปกติไป เนี่ย! มันเป็นเรื่องที่บอกไม่ถูก บางคนอาจไม่เคยเจอ บางคนก็เคยเจอแต่เขาไม่พูดก็มี

 

The People: เคยผ่านการบวชมาแล้ว ได้คุยเรื่องนี้กับพระอาจารย์ถึงเรื่องนี้ไหม

ปริญ: ไม่ได้คุยครับเพราะกลัว (หัวเราะ) 

 

The People: ทำไมไสยศาสตร์ถึงผูกกับความกลัวจังเลย

ปริญ: (หัวเราะ) มันมีให้เลือกอยู่ไม่กี่ทาง (หัวเราะ) แต่มันก็เป็นเรื่องที่พูดยากเหมือนกันเนอะ

 

หมาก-ปริญ สุภารัตน์

 

The People: ถ้าคุณมีพลังวิเศษ อยากมีพลังแบบไหน

ปริญ: ผมไม่ชอบความไม่ยุติธรรมครับ ผมอยากให้พลังที่เกิดผลดีต่อคนที่ไม่ได้รับความยุติธรรม (หัวเราะ) ผมไม่รู้เหมือนกันว่าจะเรียกพลังนั้นว่าอะไรหรือทำยังไง แต่อยากมีไว้เพื่อแก้ไขสังคม อยากจะให้คนที่คิดไม่ดีกลับกลายเป็นคนที่มีความคิดที่ดี 

 

The People: หนังพูดถึงเรื่องไสยศาสตร์อาคมในยุคดิจิทัลด้วย ส่วนตัวมองปรากฏการณ์กลุ่มลัทธิต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในยุคนี้อย่างไรบ้าง

ปริญ: หนังเรื่องนี้จะพูดถึงความเชื่อใหม่ ว่าเป็นเรื่องของกลุ่มคนหนึ่งที่สร้างความเชื่อนี้ขึ้นมา เช่น ถ้าคิดว่าเราดีก็จะดี ถ้าคิดว่าเรารวยก็จะรวย หรือถ้าคิดว่าเราจะประสบความสำเร็จก็จะประสบความสำเร็จ ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่ผิด แต่ว่าเราต้องซื่อสัตย์กับคนที่เข้ามาในองค์กรนั้นด้วย แล้วลัทธินั้นมีเจตนาดีจริงไหม ซึ่งในหนังเรื่องนี้มีเบื้องหลังของลัทธิที่ทำธุรกิจมืดอยู่ครับ

 

The People: ทำไมคนเราต้องมีความเชื่อด้วย

ปริญ: มันเป็นการยึดเหนี่ยวจิตใจ แล้วความเชื่อต่าง ๆ จะสร้างพลังให้เราไปถึงจุดจุดหนึ่งที่เป็นเป้าหมายได้ ผมเชื่อว่าทุกความเชื่อมีพลัง ถ้าคุณเชื่อว่ามีก็จะมี ถ้าเชื่อว่าไม่มีก็จะไม่มี

 

The People: คิดว่าการเป็นดารานักแสดงเหมือนมีพลังวิเศษที่สร้างความเชื่อให้กับแฟนคลับไหม

ปริญ: อาจไม่ได้เรียกว่าพลัง มันไม่ใช่สิ่งวิเศษอะไรเลย แต่มันอาจเป็นความสามารถที่ทำให้คนเชื่อได้ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันคืออะไร (หัวเราะ) แต่ไม่ใช่พลังหรอกครับ ทุกวันนี้ผมทำเรื่องทั่ว ๆ ไป อย่างการพูดเรื่องออกกำลังกาย การดูแลสุขภาพ แฟนคลับก็เชื่อเพราะเราทำให้เห็น เป็นตัวอย่างที่ถูกต้องครับ

 

หมาก-ปริญ สุภารัตน์

 

The People: มีความเชื่ออะไรที่เปลี่ยนชีวิตคุณบ้าง

ปริญ: มีครับ เมื่อก่อนผมไม่เชื่อว่าจะเล่นละครได้ วันหนึ่งอยู่ดี ๆ ผมอยากทำได้ อยากเล่นละครให้ดี ก็ตั้งใจทำผลงานให้ออกมาดีที่สุด เพราะฉะนั้นผมจะต้องมีความเชื่อว่า “ผมทำได้” แล้วหลังจากนั้นผมก็ไปอ่านหนังสือ ดูหนัง ทำการบ้านที่เกี่ยวกับบทที่ได้รับมากขึ้น แต่สุดท้ายมันก็เป็นวิธีธรรมชาติอยู่แล้วที่เวลาคนเราอยากทำอะไรก็ตาม ก็ต้องมุ่งเน้นทำสิ่งนั้นให้ได้ ก็เหมือนเป็นความเชื่อที่ต้องบอกตัวเองว่า เฮ้ย! เราต้องทำได้ 

 

The People: แสดงว่าคุณก็เชื่อว่า “พลังความเชื่อเปลี่ยนแปลงความคิดคนได้”

ปริญ: ใช่ครับ ทุกอย่างอยู่ที่นี่ (ชี้ที่ศีรษะ) อยู่ที่มายด์เซ็ต อยู่ที่ความเชื่อว่าเราจะมุ่งไปทางไหน มันเป็นเรื่องธรรมชาติมาก ๆ ถ้าเราจะมุ่งไปในทางที่ดี หรือบางคนอาจมุ่งไปทางที่มันไม่ดี อยู่ที่ว่าเราจะเลือกไปทางไหนแค่นั้นเอง น่าเสียดายที่บางคนไม่ได้เลือกเอง แต่สิ่งแวดล้อมมันพาไป ฉะนั้นถ้าอะไรที่มันไม่ดี ก็อย่าไปทำ (ยิ้ม)

 

The People: คนดูจะได้เห็นอะไรใน “จอมขมังเวทย์ 2020” บ้าง

ปริญ: ภาคนี้จะเน้นแอ็กชันครับ ได้เห็นความเชื่อที่ยังอยู่รอบตัวคุณ และได้เห็นความแฟนตาซี ซึ่งผมภูมิใจและดีใจมากที่ได้มาอยู่ในภาคต่อหนังในตำนานเรื่องนี้ ต้องฟิตร่างกายมาก ๆ เพราะเรื่องนี้บู๊หนักมาก ส่วนเรื่องการแสดงหนังจะเรียลกว่า ได้ทำอะไรเยอะกว่า และสนุกมาก ๆ ที่ได้เปลี่ยนลุค ต้องสักทั้งตัวเลยครับ แถมทุกคิวรอยสักต้องเหมือนกันอีก เรียกว่าความเนี้ยบที่มีหายไปหมดเลยครับ ทั้งความหน้าใส ทรงผม คาแรคเตอร์ สายตา เปลี่ยนไปหมดเลย อยากให้มาดูการแสดงเรื่องนี้กันด้วยนะครับ

หมาก-ปริญ สุภารัตน์ 

ขอบคุณสถานที่ถ่ายทำ: The Bazaar Hotel Bangkok ถนนรัชดาภิเษก


Writer

ผู้เขียนเนื้อหาศิลปวัฒนธรรม และอะไรก็ตามที่เป็นความบันเทิง

Related

สัมภาษณ์ กฤตเมธ สีถาน (Bunny Be Fly) การสร้างสรรค์งานศิลปะที่เรียกว่า Drag Artist

สัมภาษณ์ “โอม ค็อกเทล” การบวชครั้งที่สอง กับพุทธศาสนาในสายตาของร็อคสตาร์

เจ Penguin Villa หนุ่มเพนกวินที่ไม่กลัวความสูงอีกต่อไป กับอีกบทบาทในฐานะ “เจ้าพ่อเพลงโฆษณา”

สัมภาษณ์ อาภาพัชร์ ใจอินทร์ กลินน์ ภัณฑารักษ์ผู้เปลี่ยนความเสียดายเป็นงานศิลปะ

มนัสวี ศุระศรางค์-อมิตา ยาดาฟ ตัวแทนผู้นำรุ่นใหม่ “One Young World” ปี 2018 ที่เชื่อว่าเราทุกคนเปลี่ยนโลกได้

สัมภาษณ์ จิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์ แห่ง KBank Private Banking ผู้บริหารความมั่งคั่ง 7.6 แสนล้านบาท

สัมภาษณ์ Jeremyville เพราะทุกอย่างคือศิลปะ

สัมภาษณ์ จตุพร ผิวขาว บริหารแบรนด์โรงแรม ‘One Origin’ ให้เป็นบ้านหลังที่ 2 ของทุกคน