Post on 08/07/2019

สัมภาษณ์ “แร็พเตอร์” มิตรภาพ ความสนุก รอยยิ้ม ที่มากกว่า ‘คำว่าเพื่อน’ เพราะมันคือ “ความทรงจำ” ที่มีค่า

       ย้อนกลับไปในปี 1994 อันเป็นยุคของความเฟื่องฟูในอุตสาหกรรมดนตรีโลก ดนตรีป๊อปแดนซ์ที่มีกลิ่นอายของฮิปฮอปอาร์แอนบีในรูปแบบของวงบอยแบนด์ได้ถือกำเนิดขึ้นและเข้ายึดครองความหลงใหลจากนักฟังเพลงทั่วทุกมุมโลก

รูปแบบและแนวเพลงที่อิงมาจากความสำเร็จในครั้งนี้กลายเป็นอิทธิพลที่ถูกส่งต่อไปสู่ค่ายเพลงต่าง ๆ จากหลายประเทศ ในตอนนั้นหลายค่ายเพลงตัดสินใจหันมาปั้นศิลปินฮิปฮอปอาร์แอนบีแทนแนวเพลงแบบเก่า ๆ เพื่อสอดรับกับกระแสของดนตรีโลกที่กำลังจะมาถึง และจากปรากฏการณ์นี้เอง เด็กหนุ่มสองคนที่ชื่อ จอนนี่ อันวา และ หลุยส์ สก๊อตต์ ก็ได้มีโอกาสก้าวเท้าเข้าสู่เส้นทางดนตรีอันกว้างใหญ่ และใช้ชื่อตัวแทนความฝันของพวกเขาว่าแร็พเตอร์

แร็พเตอร์ ถือเป็นคู่นักร้องดูโอ้ที่ประสบความสำเร็จมากที่คู่หนึ่งในวงการเพลงไทย การันตีความสำเร็จด้วยผลงานยอดขายล้านตลับและมีเพลงฮิตที่ยังคงติดอยู่ในความทรงจำของใครหลายคนจนถึงทุกวันนี้อย่างอย่าพูดเลย’, ‘คิดถึงเธอ’, ‘คำว่าเพื่อน’, ‘อย่าคิดว่าเธอไม่มีใคร’ และเพลงที่มาพร้อมท่าโหนรถเมล์อย่างเกรงใจ

จอนนี่ และ หลุยส์

       หลังจากความสำเร็จในอัลบั้มชุดที่สามอย่าง Dayshock ในปี 1998 สองหนุ่ม จอนนี่ และ หลุยส์ ก็อิ่มตัวกับบทบาทของตัวเองในฐานะแร็พเตอร์ และต้องการจะไปศึกษาต่อ จนสุดท้ายทั้งคู่ตัดสินใจประกาศยุบวง ท่ามกลางเสียงโอดครวญจากแฟน ๆ ที่ว่าทำไมพวกเขาถึงทำแบบนั้น?” ซึ่งนับตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ แร็พเตอร์ ก็ไม่เคยมีผลงานสตูดิโออัลบั้มออกมาอีกเลย แม้จะมีคนตั้งหน้าตั้งตารอพวกเขามากขนาดไหน

แต่ล่าสุดทั้งสองกลับมารวมตัวกันอีกครั้งพร้อมกับคอนเสิร์ตใหญ่เต็มรูปแบบในโอกาสครบรอบ 25 ปีของวง ซึ่ง The People มีโอกาสพูดคุยกับทั้งคู่ เกี่ยวกับวันที่พวกเขาเจอกันครั้งแรก จนไปถึงคำถามที่ยังติดอยู่ในใจของใครหลายคนที่ว่าทำไมพวกเขาไม่กลับมาทำเพลงด้วยกันอีกรวมถึงมิตรภาพและความหมายที่แท้จริงที่พวกเขาได้รับจากการทำแร็พเตอร์

The People : วันเเรกที่เจอกันเป็นอย่างไร

หลุยส์ : ไม่ค่อยถูกหน้ากัน (หัวเราะ) ตอนเเรกที่เจอกันเราไม่ได้เป็นเพื่อนกัน เพราะว่าเราไปโรงเรียนเดียวกัน เราเจอกัน เห็นหน้ากันเเต่เราไม่ได้คุยกันครับ 

จอนนี่ : ที่ผมจำได้ก็สนามบอลเเล้วก็ระหว่างพักกลางวันบ้าง เพราะทุกครั้งเตะบอลเสร็จเเล้วก็จะเเยกกัน ตอนนั้นเราอยู่กันคนละชั้นเรียนด้วย 

The People : แล้วกลายเป็นเพื่อนกันตอนไหน

หลุยส์ : ตอนเขา (ค่ายอาร์เอส) ชวนเราเข้ามา เพราะก่อนหน้านี้จอนนี่กับผมก็มีผลงานโฆษณาบ้าง ทางค่ายก็น่าจะเห็นจากโฆษณาอะไรพวกนั้น หลังจากนั้นพวกเราก็ถูกเรียกมาให้ถ่ายมิวสิควิดีโอ เราก็ขึ้นไปเเคสติ้งเเละก็มาเจอจอนนี่ ทีนี้ก็คุยกันว่ามางานเดียวกันเหรอ ซึ่งหลังจากนั้นเราก็รอผล ประมาณหนึ่งชั่วโมง เขาก็บอกว่า จริง ๆ ไม่ได้ให้มาเเสดงมิวสิควิดีโอนะ คุณเคยเห็นวงเมืองนอกอย่างคริส ครอส (Kris Kross) ไหม เราอยากให้พวกคุณเป็นอย่างนั้น เป็นนักร้องเเทน ซึ่งมันเป็นอะไรที่ใหญ่กว่าที่เราคิดมาก

จอนนี่ : ใช่เลย 

จอนนี่ อันวา

The People : เคยมีความคิดไหมว่าการที่ต้องทำงานตั้งแต่อายุยังน้อยมันเป็นการพรากชีวิตในวัยเด็กไป

หลุยส์ : สำหรับผมช่วงเเรก ๆ ไม่ได้รู้สึกอะไร ผมแค่คิดว่าเราเเค่ก้าวเข้ามาทำในสิ่งใหม่เฉย ๆ ไม่ได้รู้สึกเหงา เพราะยังมีพี่ ๆ ทีมงานคอยเล่นกับเรา มันเลยไม่ได้รู้สึกเหมือนขาดอะไรไป ตอนนั้นรู้สึกเหมือนได้อะไรกลับมาด้วยซ้ำ ทำอะไรก็ไม่โดนด่า มีคนคอยดูเเลเเละเตรียมอาหารให้ แถมฟรีด้วย 

จอนนี่ : แต่การโดนด่านี่สำคัญเลย 

หลุยส์ : โดนด่ามาทีหลัง ตอนเเรก ๆ เรายังอายุน้อยเขายังปล่อยให้เราเป็นเด็กอยู่ เเละกลิ่นของเเร็พเตอร์คือความซน ความดื้อตั้งเเต่เด็ก พอโตเรื่อย ๆ ประมาณอัลบั้มที่สาม Day shock ตอนนั้นงานเริ่มเยอะเเล้ว ทำให้เราเริ่มอิ่มตัวกับการทำงาน อยากกลับไปใช้ชีวิตเป็นเด็ก ทำอะไรก็ได้ไปเที่ยวกับเพื่อน ไม่ต้องมีข้อจำกัด เพราะตอนนั้นเวลาเราจะทำอะไรก็จะมีเเบบว่า ถ้าจะไปดูหนังกับเพื่อนห้ามกลับดึกนะเพราะพรุ่งนี้ต้องไปทำงานเช้า มันมีอะไรบังคับเราตลอด ทำให้เรารู้สึกว่าไม่อิสระ 

จอนนี่ : อย่างที่หลุยส์ว่า ตอนเริ่มมันก็สนุกสนาน เฮฮา มันเป็นโลกใหม่ที่ได้ตังค์ด้วย (หัวเราะ) เเต่ว่าพอมาอัลบั้มที่สอง เราเริ่มเป็นวัยรุ่นเต็มตัว ฮอร์โมนหลั่งฟู่ ก็มีอยากไปเจอเพื่อน อยากเจอสาวที่โรงเรียนอะไรเเบบนี้ เเต่ว่ามันก็ไปไม่ได้ มากสุดอาจจะทำได้เเค่ไปวันเกิดเพื่อนหนึ่งคนต่อปี ซึ่งถ้ามาดูคิวจะเห็นเลยว่าเช้าถึงเย็น พักแค่ 10 นาทีเเละทำงานต่อเลย ตอนนั้นมันเริ่มเป็นหน้าที่หลักเเล้วเเละเราไม่สามารถเลือกได้ด้วยตัวเอง จนสุดท้ายเราเริ่มเกิดความกดดัน 

หลุยส์ สก๊อตต์

The People : มันเป็นสาเหตุที่หยุดทำ เเร็พเตอร์ หรือเปล่า

หลุยส์ : จอนนี่ นายอยากหยุดก่อน 

จอนนี่ : ใช่ครับ ตอนนั้นอยากกลับไปเรียน ค่าเทอมเเพงมาก ตกวันละหนึ่งพันบาทเเต่ไม่ได้ไปโรงเรียนเลย เพราะว่านอนไม่พอหรือขี้เกียจ (หัวเราะ) เราทำสองอย่างพร้อมกันไม่ได้จริง ๆ ซึ่งเรารู้สึกเหมือนเสียไป

หลุยส์ : พอเขาเริ่มรู้สึก เขาเลยกลับไปเรียน เเต่สำหรับผมก็ออกอัลบั้มเดี่ยวอีกสองอัลบั้มคือ Louis Scott และ Hacker พอผมถึงช่วงอิ่มตัวก็เลยมีความคิดกลับไปเรียนเหมือนกัน ซึ่งหลังจากนั้นจอนนี่ก็กลับมาสวนทางกัน เขาก็กลับมาทำอัลบั้ม Outtaspace เเละ Bad boy สลับไปสลับมา คือมันเหมือนทุกอย่างเกิดขึ้นตามขั้นตอนของเวลา เพราะเขาอายุมากกว่าผม 

จอนนี่ : ย้ำจัง (หัวเราะ

หลุยส์: พยายามจะให้เห็นภาพ เขา (จอนนี่) มักจะถึงจุดนั้นก่อน เพราะฉะนั้นมันเลยเป็นการสลับไปสลับมาด้วยจังหวะชีวิตที่ไม่ตรงกัน 

The People : เคยคิดอยากจะมีอัลบั้มด้วยกันอีกไหม

จอนนี่ : เคยพูดคุยกันนะ เเต่มันเป็นอะไรที่ตัดสินใจยาก เรานั่งคิดตลอด เราจะทำอีกเพื่อต่อยอดเหรอ อยากร้องเพลงเหรอ ซึ่งก็เฉย ๆ อยากได้ตังค์ไหม ก็ใช่ (หัวเราะ) แต่มันก็เป็นเหตุผลไม่พอ สุดท้ายเราอยากให้เก็บเเร็พเตอร์เป็นสิ่งที่พิเศษดีกว่า ไม่ต้องไปทำอะไรกับมันเพราะมันก็สวยอยู่เเล้ว 

The People : เสือ-ธนพล อินทฤทธิ์ คือส่วนสำคัญในความสำเร็จของเเร็พเตอร์หรือเปล่า

หลุยส์ : ใช่ครับ 70-80 เปอร์เซ็นต์เลย  สำหรับพี่เสือเเล้วคงจะใช้คำว่าสอนอย่างเดียวไม่ได้ เรียกว่าเลี้ยงดูพวกเราเลยดีกว่า เราอยู่กับเขาตอนเวลาซ้อม ซึ่งพอวันเสาร์ อาทิตย์ หรือวันปกติเราก็จะว่างไม่ตรงกับเพื่อน ๆ ที่โรงเรียน เพราะฉะนั้นพี่เสือจะชวนพวกเราไปนอนที่บ้าน ชวนไปขับโกคาร์ท

จอนนี่ : กางเกงในไม่มี ก็พาไปซื้อกางเกงในกระดาษ 

หลุยส์ : อันนั้นไม่ต้องเล่าก็ได้ (หัวเราะ) ความรู้สึกเหมือนพี่เสือเป็นเหมือนพ่อในวงการของเรา เเร็พเตอร์ไม่มีเขาไม่ได้ 

แร็พเตอร์

The People : เสน่ห์ของเพลงยุค 90s คืออะไรที่ยังทำให้คนหวนมาคิดถึงจนถึงตอนนี้

จอนนี่ : ไม่รู้นะครับ เเต่ผมเคยคุยกับพี่สุกี้ (กมล สุโกศล แคลปป์)  ถึงดนตรีสมัยนั้น ช่วงที่เราทำงานกันคือช่วงเวลาทองสำหรับดนตรีจริง ๆ ถ้าดูดนตรีรอบโลกมันจะพีคมากเวลานั้น หลังจากนั้นมันจะเปลี่ยนไปเลย เราเเค่โชคดี เราทำอยู่ในวงการช่วงนั้นพอดี มันเลยทำให้มันติดอยู่ในความทรงจำทุกคนเเต่ก็ไม่รู้ว่าทำไม การเขียนเพลงสมัยนั้นมันติดหูมากเลย 25 ปีเเล้วยังมีคนเปิดฟังอยู่เลย 

หลุยส์ : จริง เเปลกดี 25 ปีเเล้วคนยังฟังอยู่เลย น่าประทับใจ 

The People : เเร็พเตอร์อายุครบ 25 ปีเเล้วคิดว่าอะไรคือสิ่งที่ยังทำให้คนนึกถึงตลอด

หลุยส์ : สำหรับผม มันเป็นการเห็นการเติบโตของเรา เพราะตอนนี้เเฟนเพลงของเรามีทั้งรุ่นเเม่เเละรุ่นลูก บางคนจำได้ว่าเคยพาลูกไปดู เขาก็เห็นเราตลอด เขาเลยสนใจว่าตอนนี้หลุยส์ทำอะไร ตอนนี้จอนนี่ทำอะไร เเละเราทำให้เขานึกถึงความทรงจำเก่า ๆ อย่างตอนที่เขาไปคอนเสิร์ตที่นั่นที่นี่ หรือตอนนั้นโดดเรียนมาดูคอนเสิร์ตกับเพื่อน  มันเหมือนเราโตมาด้วยกัน 

The People : ในฐานะที่เเร็พเตอร์เป็นตัวแทนของความสำเร็จในยุคอนาล็อก เช่น เทป ซีดี เเผ่นเสียง จนมาถึงตอนนี้ที่เป็นดิจิทัล ตอนนี้พวกคุณมองวงการเพลงอย่างไร

หลุยส์ : ดีอย่างหนึ่ง คือเข้าถึงโอกาสได้ง่าย มันเผยเเพร่ได้เร็วเพราะโซเชียลมีเดียเลย เเต่สิ่งที่ไม่ดีคือมันจะมีเยอะมาก จนไม่มีเเฟนคลับที่เเน่นอนเพราะตัวเลือกมันเยอะมาก 

จอนนี่ : ตอนนั้นเวลาจะทำเพลงต้องใช้ทีมงานเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็น โปรดิวเซอร์ คนเขียนเพลง จะทำเพลงทีหนึ่ง คนในห้องอัดจะเยอะมาก ตอนนี้แค่คอมพ์หนึ่งเครื่องกับไมโครโฟนหนึ่งตัวคือทำเพลงได้ ทำได้จากบ้านเลย เเละการจัดจำหน่ายเมื่อก่อนก็ต้องไปส่งขายตามสยามอะไรเเบบนี้ 

หลุยส์ : สมัยก่อนขั้นตอนเยอะมากเเละต้นทุนสูง มันจึงยากมากสำหรับคนธรรมดา ตอนนี้มีอินสตาเเกรมอันเดียวได้เลย 

จอนนี่ : มีช่วงหนึ่ง คนทำงานในวงการเพลงเจอปัญหาหนักมาก ทำงานไม่ได้ ไม่มีรายได้ ต้องไปหางานอื่นทำ เเต่ว่าตอนนี้ดิจิทัลมันเริ่มเสถียรเเล้ว วงการเพลงน่าจะกลับมาดีอีกครั้งหนึ่ง ถ้าใครชอบเขียนเพลงหรือว่าอยากเป็นนักร้องนักดนตรี ตอนนี้คือเวลาของคุณเเล้ว อย่ารอ 

The People : เพลงของเเร็พเตอร์ที่ตรงกับตัวเรามากที่สุดคือเพลงอะไร

จอนนี่/หลุยส์ : My heart go sha la la la la (ปรบมือ

จอนนี่ : นั่นไม่ใช่เพลงเเร็พเตอร์ (หัวเราะ

หลุยส์ : ถ้าไม่ใช่เพลงที่ตรงกับตัวเรา เเต่เราชอบมากที่สุดน่าจะเป็นเพลงคิดถึงเธอเพราะทุกคนร้องได้คิดเอาไว้ว่าใช่ ต้องใช่เเน่ ๆมันเป็นอะไรที่ทุกคนยังร้องถึงทุกวันนี้ เลยรู้สึกมีความประทับใจกับเพลงนี้มากที่สุด 

จอนนี่ : ถ้าเพลงที่ผมชอบที่สุด คืออย่าพูดว่าเลิก

หลุยส์ : ต้องอธิบายด้วย 

จอนนี่ : ไม่มี (หัวเราะ) งั้นเอาคำว่าเพื่อนเเล้วกัน เพราะว่าทำกับเพื่อน

The People : เเร็พเตอร์คือความต่างที่ลงตัวของทั้งคู่หรือเปล่า

หลุยส์ : เเร็พเตอร์ ทำให้เรามาอยู่ด้วยกัน แม้ความคิดหรืออายุเราจะใกล้เคียงกัน เเต่สุดท้ายมันก็มีอะไรที่ไม่เหมือนกัน จอนนี่สนใจอีกอย่างหนึ่ง งานอดิเรกคือกีฬา ซึ่งเราทั้งคู่ก็สนใจคนละอย่างกันเลย เเต่พอมาเป็นเเร็พเตอร์ความคิดเราจะใกล้กัน เวลามาคิดว่าเเร็พเตอร์ควรเป็นยังไงมักจะตรงกัน อาจจะเป็นเพราะเราโตมาด้วยกัน เวลาเราเเยกกันเราก็จะไม่ได้เป็นเหมือนตอนที่เราอยู่ด้วยกัน ผมคิดว่าเป็นเเร็พเตอร์ นายว่าไหมเพื่อน

จอนนี่ : ใช่เราต่างกัน 

The People : “เเร็พเตอร์มีความหมายสำหรับพวกคุณอย่างไร 

หลุยส์ : สำหรับผม อยากให้เเร็พเตอร์เป็นอะไรก็ได้ที่อยากจะให้เป็น สำหรับคนที่ไม่มีจุดยึด เพราะตั้งเเต่เด็กมาเราอยากทำอะไรก็ทำ แม้มันจะมีกฏเกณฑ์ก็จริงเเต่เราพยายามที่จะผลักมันตลอดเวลา เพราะฉะนั้น เเร็พเตอร์ มันเป็นการเเสดงออกอะไรก็ได้ที่เรารู้สึก อย่างตอนนั้นเราดื้อ เราก็ไม่ได้สนอะไร เพราะนั่นคือตัวเราเอง

จอนนี่ : เมื่อก่อนคิดว่าเป็นโปรเจกต์อันหนึ่ง เป็นเพียงบทหนึ่งของชีวิตที่จบไปเเล้ว ตอนนี้ความคิดก็เริ่มเปลี่ยน เเร็พเตอร์ไม่ใช่เเค่หลุยส์ จอนนี่ เเต่เป็นเเฟนเพลง ความทรงจำหรือทีมงานทุกคนเเละอยู่ได้มาจนมาถึงตอนนี้ มันมีความหมายมากกว่าเเค่เราสองคน

The People : แฟนเพลงจะได้เห็นอะไรในคอนเสิร์ต “25 ปี Raptor ไม่มีเกรงใจ

หลุยส์ : ผมว่า 2019 เรามีส่วนร่วมมากขึ้น ประชุมมากขึ้นจากเมื่อก่อน ตอนนั้นพอมีคอนเสิร์ตเราก็ไปเเสดงเเค่นั้น เเต่รอบนี้เราใส่ความคิดในสิ่งที่เราอยากให้เป็น อย่างปี 2011 ตอนนั้นเหมือนยังเป็นช่วงปลายของเเร็พเตอร์ เเต่ตอนนี้คือตั้งเเต่ต้นเลย เราพยายามจะทำไปถึงว่าคนรักเเร็พเตอร์เพราะอะไรเเละเราจะเอาสิ่งเหล่านั้นกลับมา เป็นอะไรที่จะให้คนรู้สึกถึงความรู้สึกเก่า ๆ เเต่ใหม่ 

จอนนี่ : จะมีคำถามว่าทำยังไงให้มันดีขึ้น เเต่รอบนี้เรามั่นใจเเล้ว เราคิดเเล้วว่าเราทำได้

หลุยส์: ทุกคนจะจำได้เเต่ไม่เคยเห็นอะไรเเบบนี้ ถึงเเม้ทุกอย่างจะเปลี่ยนไปแล้ว เเต่เรายังอยากให้ความรู้สึกเก่า ๆ ที่เกี่ยวกับเเร็พเตอร์มาอยู่ในปัจจุบันให้มากสุด เช่นเดียวกับเเขกรับเชิญของเราก็ไปด้วยกันกับพวกเราได้

จอนนี่ : สนุกครับ มันจะเหมือนอเวนเจอร์ เอนเกม เลย ที่นักเเสดงบอกว่าหนังเรื่องนี้ดีมาก ทั้ง ๆ ที่ยังไม่เคยดูนะ เเต่มันมีความสุขอะไรประมาณนั้น ซึ่งตอนนี้เราก็ตื่นเต้นกันเองเเล้ว 

The People : อยากจะฝากอะไรถึงเเฟน ๆ ที่ติดตามเรามาจนถึงวันนี้

หลุยส์ : พวกเราสองคนโชคดีมากที่ได้เป็นเเร็พเตอร์ มันยาวนานมาก ตั้งเเต่ต้นจนถึงทุกวันนี้ คำพูดอาจจะไม่มีเเต่มันมีเป็นภาพความทรงจำ ไม่ว่าจะเป็นภาพเเฟน ๆ พี่ ๆ ทีมงาน ที่เราทำงานกันมาตั้งเเต่เด็ก เราเเค่อยากขอบคุณทุกคนอย่างจริงจัง เพราะฉะนั้นคอนเสิร์ตนี้เราก็อยากมอบให้ทุกคนจริง ๆ 

จอนนี่ : เตรียมพร้อมกันให้ดี วันนั้นเราจะมีเวลาที่ดีร่วมกันอย่างมาก 

หลุยส์ : อยากจะเสริมว่าคอนเสิร์ตนี้ไม่เหมือนคอนเสิร์ตไหนเเน่ ๆ พวกเราตั้งใจจริง ๆ สนุกจริง ๆ 

 

ร่วมสัมภาษณ์ : อนัญญา นิลสำริด (The People Junior)

ถ่ายภาพ : สกีฟา วิถีกุล (The People Junior), นัชชา สุวรรณเพราเพริศ

 


นักดนตรี, นักวิจารณ์ดนตรี บัณฑิตดนตรีจากรั้วศิลปากร หลังฝึกปรือกีตาร์แจ๊สอยู่หลายปี ปัจจุบันเขาหันมาสนุกกับงานเขียนด้านดนตรี, กีฬา และ กินเที่ยว

The People Junior

เด็กฝึกงานผู้มีใจรักในการสร้างสรรค์คอนเทนต์

Related

สัมภาษณ์ โอ – อนุชิต สพันธุ์พงษ์ นักแสดงผู้ถูกหล่อหลอมด้วยความเป็นเหตุเป็นผล

พิษณุ ศัตรูลี้ CEO สยามบอร์ดเกม ผู้นำเข้าและแปลบอร์ดเกมมากที่สุดในเมืองไทย

สัมภาษณ์ ธนา ต่อสหะกุล ปั้น ‘พรีโม เซอร์วิส โซลูชั่น’ บริการหลังการขายอสังหาฯ ครบวงจร

“ดนตรีไม่ใช่ภาษาสากล” ณรงค์ฤทธิ์ ธรรมบุตร นักแต่งเพลงคลาสสิก ดีเอ็นเอไทย

จำลองโลกใหม่ หลีกหนีความจริง ยึดเหนี่ยวจิตใจ สัมภาษณ์ ปรัชญ์ภูมิ บุณยทัต เมื่อมวยปล้ำเป็นมากกว่ากีฬาเพื่อความบันเทิง

สัมภาษณ์ จันจิรา สมบัติพูนศิริ: การเมือง ความเป็นไทย อยู่ตรงไหนบนแผนที่โลก

สัมภาษณ์ สุธิราช วงศ์เทวัญ เส้นทางชีวิตลิเกกว่าจะเป็นพระเอกในหัวใจทุกคน

สัมภาษณ์สุวจนา พินิจชัชวาล: แอดมินเพจ “ฉัน หนัง สือ” หญิงสาว ความรัก การอ่าน