Post on 08/07/2019

สัมภาษณ์ “แร็พเตอร์” มิตรภาพ ความสนุก รอยยิ้ม ที่มากกว่า ‘คำว่าเพื่อน’ เพราะมันคือ “ความทรงจำ” ที่มีค่า

       ย้อนกลับไปในปี 1994 อันเป็นยุคของความเฟื่องฟูในอุตสาหกรรมดนตรีโลก ดนตรีป๊อปแดนซ์ที่มีกลิ่นอายของฮิปฮอปอาร์แอนบีในรูปแบบของวงบอยแบนด์ได้ถือกำเนิดขึ้นและเข้ายึดครองความหลงใหลจากนักฟังเพลงทั่วทุกมุมโลก

รูปแบบและแนวเพลงที่อิงมาจากความสำเร็จในครั้งนี้กลายเป็นอิทธิพลที่ถูกส่งต่อไปสู่ค่ายเพลงต่าง ๆ จากหลายประเทศ ในตอนนั้นหลายค่ายเพลงตัดสินใจหันมาปั้นศิลปินฮิปฮอปอาร์แอนบีแทนแนวเพลงแบบเก่า ๆ เพื่อสอดรับกับกระแสของดนตรีโลกที่กำลังจะมาถึง และจากปรากฏการณ์นี้เอง เด็กหนุ่มสองคนที่ชื่อ จอนนี่ อันวา และ หลุยส์ สก๊อตต์ ก็ได้มีโอกาสก้าวเท้าเข้าสู่เส้นทางดนตรีอันกว้างใหญ่ และใช้ชื่อตัวแทนความฝันของพวกเขาว่าแร็พเตอร์

แร็พเตอร์ ถือเป็นคู่นักร้องดูโอ้ที่ประสบความสำเร็จมากที่คู่หนึ่งในวงการเพลงไทย การันตีความสำเร็จด้วยผลงานยอดขายล้านตลับและมีเพลงฮิตที่ยังคงติดอยู่ในความทรงจำของใครหลายคนจนถึงทุกวันนี้อย่างอย่าพูดเลย’, ‘คิดถึงเธอ’, ‘คำว่าเพื่อน’, ‘อย่าคิดว่าเธอไม่มีใคร’ และเพลงที่มาพร้อมท่าโหนรถเมล์อย่างเกรงใจ

จอนนี่ และ หลุยส์

       หลังจากความสำเร็จในอัลบั้มชุดที่สามอย่าง Dayshock ในปี 1998 สองหนุ่ม จอนนี่ และ หลุยส์ ก็อิ่มตัวกับบทบาทของตัวเองในฐานะแร็พเตอร์ และต้องการจะไปศึกษาต่อ จนสุดท้ายทั้งคู่ตัดสินใจประกาศยุบวง ท่ามกลางเสียงโอดครวญจากแฟน ๆ ที่ว่าทำไมพวกเขาถึงทำแบบนั้น?” ซึ่งนับตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ แร็พเตอร์ ก็ไม่เคยมีผลงานสตูดิโออัลบั้มออกมาอีกเลย แม้จะมีคนตั้งหน้าตั้งตารอพวกเขามากขนาดไหน

แต่ล่าสุดทั้งสองกลับมารวมตัวกันอีกครั้งพร้อมกับคอนเสิร์ตใหญ่เต็มรูปแบบในโอกาสครบรอบ 25 ปีของวง ซึ่ง The People มีโอกาสพูดคุยกับทั้งคู่ เกี่ยวกับวันที่พวกเขาเจอกันครั้งแรก จนไปถึงคำถามที่ยังติดอยู่ในใจของใครหลายคนที่ว่าทำไมพวกเขาไม่กลับมาทำเพลงด้วยกันอีกรวมถึงมิตรภาพและความหมายที่แท้จริงที่พวกเขาได้รับจากการทำแร็พเตอร์

The People : วันเเรกที่เจอกันเป็นอย่างไร

หลุยส์ : ไม่ค่อยถูกหน้ากัน (หัวเราะ) ตอนเเรกที่เจอกันเราไม่ได้เป็นเพื่อนกัน เพราะว่าเราไปโรงเรียนเดียวกัน เราเจอกัน เห็นหน้ากันเเต่เราไม่ได้คุยกันครับ 

จอนนี่ : ที่ผมจำได้ก็สนามบอลเเล้วก็ระหว่างพักกลางวันบ้าง เพราะทุกครั้งเตะบอลเสร็จเเล้วก็จะเเยกกัน ตอนนั้นเราอยู่กันคนละชั้นเรียนด้วย 

The People : แล้วกลายเป็นเพื่อนกันตอนไหน

หลุยส์ : ตอนเขา (ค่ายอาร์เอส) ชวนเราเข้ามา เพราะก่อนหน้านี้จอนนี่กับผมก็มีผลงานโฆษณาบ้าง ทางค่ายก็น่าจะเห็นจากโฆษณาอะไรพวกนั้น หลังจากนั้นพวกเราก็ถูกเรียกมาให้ถ่ายมิวสิควิดีโอ เราก็ขึ้นไปเเคสติ้งเเละก็มาเจอจอนนี่ ทีนี้ก็คุยกันว่ามางานเดียวกันเหรอ ซึ่งหลังจากนั้นเราก็รอผล ประมาณหนึ่งชั่วโมง เขาก็บอกว่า จริง ๆ ไม่ได้ให้มาเเสดงมิวสิควิดีโอนะ คุณเคยเห็นวงเมืองนอกอย่างคริส ครอส (Kris Kross) ไหม เราอยากให้พวกคุณเป็นอย่างนั้น เป็นนักร้องเเทน ซึ่งมันเป็นอะไรที่ใหญ่กว่าที่เราคิดมาก

จอนนี่ : ใช่เลย 

จอนนี่ อันวา

The People : เคยมีความคิดไหมว่าการที่ต้องทำงานตั้งแต่อายุยังน้อยมันเป็นการพรากชีวิตในวัยเด็กไป

หลุยส์ : สำหรับผมช่วงเเรก ๆ ไม่ได้รู้สึกอะไร ผมแค่คิดว่าเราเเค่ก้าวเข้ามาทำในสิ่งใหม่เฉย ๆ ไม่ได้รู้สึกเหงา เพราะยังมีพี่ ๆ ทีมงานคอยเล่นกับเรา มันเลยไม่ได้รู้สึกเหมือนขาดอะไรไป ตอนนั้นรู้สึกเหมือนได้อะไรกลับมาด้วยซ้ำ ทำอะไรก็ไม่โดนด่า มีคนคอยดูเเลเเละเตรียมอาหารให้ แถมฟรีด้วย 

จอนนี่ : แต่การโดนด่านี่สำคัญเลย 

หลุยส์ : โดนด่ามาทีหลัง ตอนเเรก ๆ เรายังอายุน้อยเขายังปล่อยให้เราเป็นเด็กอยู่ เเละกลิ่นของเเร็พเตอร์คือความซน ความดื้อตั้งเเต่เด็ก พอโตเรื่อย ๆ ประมาณอัลบั้มที่สาม Day shock ตอนนั้นงานเริ่มเยอะเเล้ว ทำให้เราเริ่มอิ่มตัวกับการทำงาน อยากกลับไปใช้ชีวิตเป็นเด็ก ทำอะไรก็ได้ไปเที่ยวกับเพื่อน ไม่ต้องมีข้อจำกัด เพราะตอนนั้นเวลาเราจะทำอะไรก็จะมีเเบบว่า ถ้าจะไปดูหนังกับเพื่อนห้ามกลับดึกนะเพราะพรุ่งนี้ต้องไปทำงานเช้า มันมีอะไรบังคับเราตลอด ทำให้เรารู้สึกว่าไม่อิสระ 

จอนนี่ : อย่างที่หลุยส์ว่า ตอนเริ่มมันก็สนุกสนาน เฮฮา มันเป็นโลกใหม่ที่ได้ตังค์ด้วย (หัวเราะ) เเต่ว่าพอมาอัลบั้มที่สอง เราเริ่มเป็นวัยรุ่นเต็มตัว ฮอร์โมนหลั่งฟู่ ก็มีอยากไปเจอเพื่อน อยากเจอสาวที่โรงเรียนอะไรเเบบนี้ เเต่ว่ามันก็ไปไม่ได้ มากสุดอาจจะทำได้เเค่ไปวันเกิดเพื่อนหนึ่งคนต่อปี ซึ่งถ้ามาดูคิวจะเห็นเลยว่าเช้าถึงเย็น พักแค่ 10 นาทีเเละทำงานต่อเลย ตอนนั้นมันเริ่มเป็นหน้าที่หลักเเล้วเเละเราไม่สามารถเลือกได้ด้วยตัวเอง จนสุดท้ายเราเริ่มเกิดความกดดัน 

หลุยส์ สก๊อตต์

The People : มันเป็นสาเหตุที่หยุดทำ เเร็พเตอร์ หรือเปล่า

หลุยส์ : จอนนี่ นายอยากหยุดก่อน 

จอนนี่ : ใช่ครับ ตอนนั้นอยากกลับไปเรียน ค่าเทอมเเพงมาก ตกวันละหนึ่งพันบาทเเต่ไม่ได้ไปโรงเรียนเลย เพราะว่านอนไม่พอหรือขี้เกียจ (หัวเราะ) เราทำสองอย่างพร้อมกันไม่ได้จริง ๆ ซึ่งเรารู้สึกเหมือนเสียไป

หลุยส์ : พอเขาเริ่มรู้สึก เขาเลยกลับไปเรียน เเต่สำหรับผมก็ออกอัลบั้มเดี่ยวอีกสองอัลบั้มคือ Louis Scott และ Hacker พอผมถึงช่วงอิ่มตัวก็เลยมีความคิดกลับไปเรียนเหมือนกัน ซึ่งหลังจากนั้นจอนนี่ก็กลับมาสวนทางกัน เขาก็กลับมาทำอัลบั้ม Outtaspace เเละ Bad boy สลับไปสลับมา คือมันเหมือนทุกอย่างเกิดขึ้นตามขั้นตอนของเวลา เพราะเขาอายุมากกว่าผม 

จอนนี่ : ย้ำจัง (หัวเราะ

หลุยส์: พยายามจะให้เห็นภาพ เขา (จอนนี่) มักจะถึงจุดนั้นก่อน เพราะฉะนั้นมันเลยเป็นการสลับไปสลับมาด้วยจังหวะชีวิตที่ไม่ตรงกัน 

The People : เคยคิดอยากจะมีอัลบั้มด้วยกันอีกไหม

จอนนี่ : เคยพูดคุยกันนะ เเต่มันเป็นอะไรที่ตัดสินใจยาก เรานั่งคิดตลอด เราจะทำอีกเพื่อต่อยอดเหรอ อยากร้องเพลงเหรอ ซึ่งก็เฉย ๆ อยากได้ตังค์ไหม ก็ใช่ (หัวเราะ) แต่มันก็เป็นเหตุผลไม่พอ สุดท้ายเราอยากให้เก็บเเร็พเตอร์เป็นสิ่งที่พิเศษดีกว่า ไม่ต้องไปทำอะไรกับมันเพราะมันก็สวยอยู่เเล้ว 

The People : เสือ-ธนพล อินทฤทธิ์ คือส่วนสำคัญในความสำเร็จของเเร็พเตอร์หรือเปล่า

หลุยส์ : ใช่ครับ 70-80 เปอร์เซ็นต์เลย  สำหรับพี่เสือเเล้วคงจะใช้คำว่าสอนอย่างเดียวไม่ได้ เรียกว่าเลี้ยงดูพวกเราเลยดีกว่า เราอยู่กับเขาตอนเวลาซ้อม ซึ่งพอวันเสาร์ อาทิตย์ หรือวันปกติเราก็จะว่างไม่ตรงกับเพื่อน ๆ ที่โรงเรียน เพราะฉะนั้นพี่เสือจะชวนพวกเราไปนอนที่บ้าน ชวนไปขับโกคาร์ท

จอนนี่ : กางเกงในไม่มี ก็พาไปซื้อกางเกงในกระดาษ 

หลุยส์ : อันนั้นไม่ต้องเล่าก็ได้ (หัวเราะ) ความรู้สึกเหมือนพี่เสือเป็นเหมือนพ่อในวงการของเรา เเร็พเตอร์ไม่มีเขาไม่ได้ 

แร็พเตอร์

The People : เสน่ห์ของเพลงยุค 90s คืออะไรที่ยังทำให้คนหวนมาคิดถึงจนถึงตอนนี้

จอนนี่ : ไม่รู้นะครับ เเต่ผมเคยคุยกับพี่สุกี้ (กมล สุโกศล แคลปป์)  ถึงดนตรีสมัยนั้น ช่วงที่เราทำงานกันคือช่วงเวลาทองสำหรับดนตรีจริง ๆ ถ้าดูดนตรีรอบโลกมันจะพีคมากเวลานั้น หลังจากนั้นมันจะเปลี่ยนไปเลย เราเเค่โชคดี เราทำอยู่ในวงการช่วงนั้นพอดี มันเลยทำให้มันติดอยู่ในความทรงจำทุกคนเเต่ก็ไม่รู้ว่าทำไม การเขียนเพลงสมัยนั้นมันติดหูมากเลย 25 ปีเเล้วยังมีคนเปิดฟังอยู่เลย 

หลุยส์ : จริง เเปลกดี 25 ปีเเล้วคนยังฟังอยู่เลย น่าประทับใจ 

The People : เเร็พเตอร์อายุครบ 25 ปีเเล้วคิดว่าอะไรคือสิ่งที่ยังทำให้คนนึกถึงตลอด

หลุยส์ : สำหรับผม มันเป็นการเห็นการเติบโตของเรา เพราะตอนนี้เเฟนเพลงของเรามีทั้งรุ่นเเม่เเละรุ่นลูก บางคนจำได้ว่าเคยพาลูกไปดู เขาก็เห็นเราตลอด เขาเลยสนใจว่าตอนนี้หลุยส์ทำอะไร ตอนนี้จอนนี่ทำอะไร เเละเราทำให้เขานึกถึงความทรงจำเก่า ๆ อย่างตอนที่เขาไปคอนเสิร์ตที่นั่นที่นี่ หรือตอนนั้นโดดเรียนมาดูคอนเสิร์ตกับเพื่อน  มันเหมือนเราโตมาด้วยกัน 

The People : ในฐานะที่เเร็พเตอร์เป็นตัวแทนของความสำเร็จในยุคอนาล็อก เช่น เทป ซีดี เเผ่นเสียง จนมาถึงตอนนี้ที่เป็นดิจิทัล ตอนนี้พวกคุณมองวงการเพลงอย่างไร

หลุยส์ : ดีอย่างหนึ่ง คือเข้าถึงโอกาสได้ง่าย มันเผยเเพร่ได้เร็วเพราะโซเชียลมีเดียเลย เเต่สิ่งที่ไม่ดีคือมันจะมีเยอะมาก จนไม่มีเเฟนคลับที่เเน่นอนเพราะตัวเลือกมันเยอะมาก 

จอนนี่ : ตอนนั้นเวลาจะทำเพลงต้องใช้ทีมงานเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็น โปรดิวเซอร์ คนเขียนเพลง จะทำเพลงทีหนึ่ง คนในห้องอัดจะเยอะมาก ตอนนี้แค่คอมพ์หนึ่งเครื่องกับไมโครโฟนหนึ่งตัวคือทำเพลงได้ ทำได้จากบ้านเลย เเละการจัดจำหน่ายเมื่อก่อนก็ต้องไปส่งขายตามสยามอะไรเเบบนี้ 

หลุยส์ : สมัยก่อนขั้นตอนเยอะมากเเละต้นทุนสูง มันจึงยากมากสำหรับคนธรรมดา ตอนนี้มีอินสตาเเกรมอันเดียวได้เลย 

จอนนี่ : มีช่วงหนึ่ง คนทำงานในวงการเพลงเจอปัญหาหนักมาก ทำงานไม่ได้ ไม่มีรายได้ ต้องไปหางานอื่นทำ เเต่ว่าตอนนี้ดิจิทัลมันเริ่มเสถียรเเล้ว วงการเพลงน่าจะกลับมาดีอีกครั้งหนึ่ง ถ้าใครชอบเขียนเพลงหรือว่าอยากเป็นนักร้องนักดนตรี ตอนนี้คือเวลาของคุณเเล้ว อย่ารอ 

The People : เพลงของเเร็พเตอร์ที่ตรงกับตัวเรามากที่สุดคือเพลงอะไร

จอนนี่/หลุยส์ : My heart go sha la la la la (ปรบมือ

จอนนี่ : นั่นไม่ใช่เพลงเเร็พเตอร์ (หัวเราะ

หลุยส์ : ถ้าไม่ใช่เพลงที่ตรงกับตัวเรา เเต่เราชอบมากที่สุดน่าจะเป็นเพลงคิดถึงเธอเพราะทุกคนร้องได้คิดเอาไว้ว่าใช่ ต้องใช่เเน่ ๆมันเป็นอะไรที่ทุกคนยังร้องถึงทุกวันนี้ เลยรู้สึกมีความประทับใจกับเพลงนี้มากที่สุด 

จอนนี่ : ถ้าเพลงที่ผมชอบที่สุด คืออย่าพูดว่าเลิก

หลุยส์ : ต้องอธิบายด้วย 

จอนนี่ : ไม่มี (หัวเราะ) งั้นเอาคำว่าเพื่อนเเล้วกัน เพราะว่าทำกับเพื่อน

The People : เเร็พเตอร์คือความต่างที่ลงตัวของทั้งคู่หรือเปล่า

หลุยส์ : เเร็พเตอร์ ทำให้เรามาอยู่ด้วยกัน แม้ความคิดหรืออายุเราจะใกล้เคียงกัน เเต่สุดท้ายมันก็มีอะไรที่ไม่เหมือนกัน จอนนี่สนใจอีกอย่างหนึ่ง งานอดิเรกคือกีฬา ซึ่งเราทั้งคู่ก็สนใจคนละอย่างกันเลย เเต่พอมาเป็นเเร็พเตอร์ความคิดเราจะใกล้กัน เวลามาคิดว่าเเร็พเตอร์ควรเป็นยังไงมักจะตรงกัน อาจจะเป็นเพราะเราโตมาด้วยกัน เวลาเราเเยกกันเราก็จะไม่ได้เป็นเหมือนตอนที่เราอยู่ด้วยกัน ผมคิดว่าเป็นเเร็พเตอร์ นายว่าไหมเพื่อน

จอนนี่ : ใช่เราต่างกัน 

The People : “เเร็พเตอร์มีความหมายสำหรับพวกคุณอย่างไร 

หลุยส์ : สำหรับผม อยากให้เเร็พเตอร์เป็นอะไรก็ได้ที่อยากจะให้เป็น สำหรับคนที่ไม่มีจุดยึด เพราะตั้งเเต่เด็กมาเราอยากทำอะไรก็ทำ แม้มันจะมีกฏเกณฑ์ก็จริงเเต่เราพยายามที่จะผลักมันตลอดเวลา เพราะฉะนั้น เเร็พเตอร์ มันเป็นการเเสดงออกอะไรก็ได้ที่เรารู้สึก อย่างตอนนั้นเราดื้อ เราก็ไม่ได้สนอะไร เพราะนั่นคือตัวเราเอง

จอนนี่ : เมื่อก่อนคิดว่าเป็นโปรเจกต์อันหนึ่ง เป็นเพียงบทหนึ่งของชีวิตที่จบไปเเล้ว ตอนนี้ความคิดก็เริ่มเปลี่ยน เเร็พเตอร์ไม่ใช่เเค่หลุยส์ จอนนี่ เเต่เป็นเเฟนเพลง ความทรงจำหรือทีมงานทุกคนเเละอยู่ได้มาจนมาถึงตอนนี้ มันมีความหมายมากกว่าเเค่เราสองคน

The People : แฟนเพลงจะได้เห็นอะไรในคอนเสิร์ต “25 ปี Raptor ไม่มีเกรงใจ

หลุยส์ : ผมว่า 2019 เรามีส่วนร่วมมากขึ้น ประชุมมากขึ้นจากเมื่อก่อน ตอนนั้นพอมีคอนเสิร์ตเราก็ไปเเสดงเเค่นั้น เเต่รอบนี้เราใส่ความคิดในสิ่งที่เราอยากให้เป็น อย่างปี 2011 ตอนนั้นเหมือนยังเป็นช่วงปลายของเเร็พเตอร์ เเต่ตอนนี้คือตั้งเเต่ต้นเลย เราพยายามจะทำไปถึงว่าคนรักเเร็พเตอร์เพราะอะไรเเละเราจะเอาสิ่งเหล่านั้นกลับมา เป็นอะไรที่จะให้คนรู้สึกถึงความรู้สึกเก่า ๆ เเต่ใหม่ 

จอนนี่ : จะมีคำถามว่าทำยังไงให้มันดีขึ้น เเต่รอบนี้เรามั่นใจเเล้ว เราคิดเเล้วว่าเราทำได้

หลุยส์: ทุกคนจะจำได้เเต่ไม่เคยเห็นอะไรเเบบนี้ ถึงเเม้ทุกอย่างจะเปลี่ยนไปแล้ว เเต่เรายังอยากให้ความรู้สึกเก่า ๆ ที่เกี่ยวกับเเร็พเตอร์มาอยู่ในปัจจุบันให้มากสุด เช่นเดียวกับเเขกรับเชิญของเราก็ไปด้วยกันกับพวกเราได้

จอนนี่ : สนุกครับ มันจะเหมือนอเวนเจอร์ เอนเกม เลย ที่นักเเสดงบอกว่าหนังเรื่องนี้ดีมาก ทั้ง ๆ ที่ยังไม่เคยดูนะ เเต่มันมีความสุขอะไรประมาณนั้น ซึ่งตอนนี้เราก็ตื่นเต้นกันเองเเล้ว 

The People : อยากจะฝากอะไรถึงเเฟน ๆ ที่ติดตามเรามาจนถึงวันนี้

หลุยส์ : พวกเราสองคนโชคดีมากที่ได้เป็นเเร็พเตอร์ มันยาวนานมาก ตั้งเเต่ต้นจนถึงทุกวันนี้ คำพูดอาจจะไม่มีเเต่มันมีเป็นภาพความทรงจำ ไม่ว่าจะเป็นภาพเเฟน ๆ พี่ ๆ ทีมงาน ที่เราทำงานกันมาตั้งเเต่เด็ก เราเเค่อยากขอบคุณทุกคนอย่างจริงจัง เพราะฉะนั้นคอนเสิร์ตนี้เราก็อยากมอบให้ทุกคนจริง ๆ 

จอนนี่ : เตรียมพร้อมกันให้ดี วันนั้นเราจะมีเวลาที่ดีร่วมกันอย่างมาก 

หลุยส์ : อยากจะเสริมว่าคอนเสิร์ตนี้ไม่เหมือนคอนเสิร์ตไหนเเน่ ๆ พวกเราตั้งใจจริง ๆ สนุกจริง ๆ 

 

ร่วมสัมภาษณ์ : อนัญญา นิลสำริด (The People Junior)

ถ่ายภาพ : สกีฟา วิถีกุล (The People Junior), นัชชา สุวรรณเพราเพริศ

 


นักดนตรี, นักวิจารณ์ดนตรี บัณฑิตดนตรีจากรั้วศิลปากร หลังฝึกปรือกีตาร์แจ๊สอยู่หลายปี ปัจจุบันเขาหันมาสนุกกับงานเขียนด้านดนตรี, กีฬา และ กินเที่ยว

The People Junior

เด็กฝึกงานผู้มีใจรักในการสร้างสรรค์คอนเทนต์

Related

“เพศไม่ใช่แค่จู๋ – จิ๋ม” สัมภาษณ์ พญ.จิราภรณ์ อรุณากูร ผู้ก่อตั้งคลินิกเพศหลากหลายแห่งแรกในเอเชีย

ตุล อพาร์ตเมนต์คุณป้า จากคนไร้ศาสนา สู่ กวีร็อกแอนด์โรลล์ กับชีวิตที่ “ไม่มีกำแพงขวางกั้น”

สัมภาษณ์ พวงสร้อย อักษรสว่าง เรื่องราว เกิด-แก่-เจ็บ-ตาย ที่ นคร-สวรรค์

“เนวิน ชิดชอบ” คนพันธุ์บุรีรัมย์ที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ เปลี่ยนตัวเองจากอดีตนักการเมืองที่ถูกยี้ สู่นักพัฒนาเมืองที่ถูกรัก

สัมภาษณ์ พีระพงศ์ จรูญเอก ทิ้งชีวิตมนุษย์เงินเดือนออกตามหาฝัน ปั้น “ออริจิ้น” จุดกำเนิดอสังหาฯ หมื่นล้าน

สัมภาษณ์ ไผท ผดุงถิ่น: เทคสตาร์ทอัพสายก่อสร้าง เทรนด์ของโลกและการเลี้ยงลูก

ดุษฎี ตันเจริญ กับ “Well-Being” หมุดหมายใหม่ของมั่นคงเคหะการ

สัมภาษณ์ สิริพงศ์ ศรีสว่างวงศ์ แม่ทัพเจนสนามอสังหาฯ ผู้ปั้นแบรนด์คอนโดฯ ไฮเอนด์ ‘Park Origin’