Post on 28/03/2019

สัมภาษณ์ เรืองฤทธิ์ ศิริพานิช ความฉลาดเป็นพรสวรรค์ และการสอบไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต

เรืองฤทธิ์ ศิริพานิช หรือ ริท The Star เป็นคนหนึ่งในวงการบันเทิงที่ใครหลาย ๆ คน ยกให้เป็นไอดอลด้านการเรียน ด้วยดีกรีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (เกียรตินิยมอันดับ 2) ปัจจุบันเขาเป็นแพทย์ใช้ทุนอายุรศาสตร์ที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

The People จึงชวนคุยกับเขาในฐานะเด็กหลังห้องและเด็กติดเกม เพื่อเสาะหาเคล็ดลับความสำเร็จของเขา

The People: ชีวิตวัยเด็กของคุณเป็นอย่างไรบ้าง

เรืองฤทธิ์: ริทเกิดมาในครอบครัวธรรมดาทั่วไปครับ เป็นครอบครัวต่างจังหวัดที่ไม่แตกต่างไปจากเด็กทั่วไป บ้านไม่ได้รวยหรือจนเวอร์ แบบว่าปกติทุกอย่างเลย

 

The People: ทำไมถึงสนใจงานในวงการบันเทิง

เรืองฤทธิ์: ริทว่าเป็นโชคชะตาพามาครับ ที่บ้านริทชอบดู The Star แล้วตอนนั้นเขามีการเปิดรับสมัครตามภาคต่าง ๆ พอมาถึงภาคอีสานริทก็เข้าไปประกวดพร้อมเพื่อน ปรากฏว่าติดและเข้ารอบมาเรื่อย ๆ จนเป็น 8 คนสุดท้าย จนกลายเป็น ริท The Star ทุกวันนี้

 

The People: มีความฝันเข้าวงการบันเทิงมาตั้งแต่เด็กเลยหรือเปล่า

เรืองฤทธิ์: ตอนเด็กอยากเป็นอยู่ 2 อย่าง คือ หนึ่ง – อยากเป็นหมอ และ สอง – อยากเป็นดารา แต่ความฝันอยากเป็นดาราไม่ได้กล้าบอกใคร มันดูเป็นไปไม่ได้ เพราะตอนนั้นผมเป็นเด็กตัวเล็ก หน้าตาไม่โดดเด่น ผมเลยไม่ได้ตั้งใจหรือพยายามกับความฝันนี้ ก็เลยมาโฟกัสกับอีกความฝันหนึ่งแทน

ตอนเด็ก ๆ ผมไม่รู้ตัวหรอกว่า “อะไรคือสิ่งที่อยากเป็นที่สุดในชีวิต” รู้แค่ว่าตอนนั้นคุณพ่อ คุณแม่ คุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยาย รอบตัวเราบอกว่า “เป็นหมอสิดีนะ” บวกกับสังคมต่างจังหวัดด้วยนะครับ เขาจะมองว่าหมอเป็นอาชีพที่มั่นคง มีเกียรติ ทำให้เราแบบซึมซับมาเรื่อย ๆ จนเรารู้สึกว่าอยากเป็นหมอ

ก่อนริทจะสอบเข้ามาเป็นหมอ ริทไม่รู้หรอกว่าจริง ๆ แล้วหมอทำงานอย่างไร พอเข้ามาทำงานจริงถึงรู้ว่ามันได้ช่วยคน ให้เราได้ทุ่มเทชีวิตเพื่อใครอีกหลายคน

 

The People: ถ้าตัดการปลูกฝังจากครอบครัวในอาชีพหมอ จริง ๆ แล้วริทอยากทำอาชีพอะไร

เรืองฤทธิ์: ถ้าตอนเด็ก ๆ นะ สิ่งที่เคยตอบออกรายการคือ อยากนอนอยู่บ้านเฉยๆ (หัวเราะ) ริทไม่อยากทำอะไรเลย ริทไม่อยากมีอาชีพ หรือไม่อยากมีอะไรเป็นพิเศษ ขอแค่อยู่เฉย ๆ ไปวัน ๆ แล้วมีเงินใช้ มีข้าวกิน แค่นี้ก็โอเคแล้ว แต่มันเป็นไปไม่ได้ไง

ริทว่า The Star คือจุดเปลี่ยนของชีวิตครับ แต่สำหรับผมไม่ได้คิดว่ามันได้มาด้วยความสามารถ แต่คือโชคชะตาลิขิตให้เรามาทางนี้ ผมเป็นไม่เชื่อเรื่องดวง ไม่เชื่อเรื่องไสยศาสตร์ใด ๆ ทั้งสิ้น แต่เชื่อว่าฟ้าข้างบนมีจริง แล้วเขาก็ขีดเส้นให้เราเดินไว้แล้ว

The People: ทราบมาว่าจริง ๆ แล้วริทไม่ใช่เด็กเรียนด้วยซ้ำ

เรืองฤทธิ์: ผมเป็นเด็กหลังห้องมาตลอด นั่งหลังห้องไม่ได้หมายความว่าเรียนเก่งไม่สู้เพื่อนนะ แต่หมายความว่าพฤติกรรมการเรียนชอบอยู่หลังห้อง ชอบนั่งห่าง ๆ อาจารย์ ชอบแอบกินขนมใต้โต๊ะ แอบเล่นอะไรสักอย่างหนึ่งใต้โต๊ะ หลังเลิกเรียนก็จะชอบไปเล่นเกมกับเพื่อน คือวิถีค่อนข้างแตกต่างไปจากคนสอบติดหมอในอุดมคติคนอื่น

ผมไม่ค่อยซีเรียสกับการเรียนเท่าไหร่ ใช้คำนี้ก็ไม่ถูก เป็นคนที่ไม่ทำให้การเรียนเป็นเรื่องเครียด ต้องเอาความสุขตัวเองมาด้วย ผมรู้ว่าตัวเองชอบเล่นเกม ผมต้องได้เล่นเกม แต่ริทต้องทำการบ้านเสร็จ ริทต้องอ่านหนังสือสอบทัน เพราะสมัยประถมฯ ริทโง่ภาษาอังกฤษมาก ท่อง 1-10 ภาษาอังกฤษไม่ได้ ริทก็พยายามถามตัวเองว่าทำไมทำไม่ได้ บอกตัวเองว่าเราเป็นคนโง่ในวิชานี้ จนมาถึงจุดเปลี่ยนตอนมัธยมฯ ที่อาจารย์ภาษาอังกฤษมาหลอกล่อให้ผมเรียนพิเศษภาษาอังกฤษฟรี เขาให้การบ้านเป็นคำศัพท์วันละ 1 กระดาษ A4 ท่องทุกวัน ผมใช้เวลาจำตั้งแต่ 1 สัปดาห์ 5 วันบ้าง 3 วันบ้าง 2 วันบ้าง ทำเรื่อย ๆ เป็นเวลา 2-3 ปี จนกระทั่งอาจารย์ไม่มีกระดาษให้ผมแล้ว ริทก็ไปถามอาจารย์ว่าทำไมไม่มีกระดาษแล้ว เขาก็หยิบดิกชันนารีเล่มใหญ่เล่มหนึ่งออกมาแล้วบอกว่า เราท่องศัพท์ครบทั้งหมดของเล่มนี้แล้ว

ริทตกใจมาก เหมือนถูกหลอกให้อ่านดิกชันนารี แต่สุดท้ายกลายเป็นว่านั่นเป็นพื้นฐานภาษาอังกฤษให้กับผมมาถึงทุกวันนี้

 

The People: คุณคิดว่า “ความฉลาด” เป็นพรสวรรค์หรือพรแสวง

เรืองฤทธิ์: ถ้าพูดแค่ความฉลาดเป็นพรสวรรค์ เพราะแต่ละคนเกิดมาไม่เท่ากัน บางคนเรียนรู้ไว บางคนเรียนรู้ช้า แต่คนที่เรียนรู้ช้าไม่ได้แปลว่าจะเป็นคนที่เรียนรู้ไม่ได้ เขาแค่อาจมาช้าหน่อย แต่พอเขาเรียนรู้แล้วก็อาจฉลาดเท่ากับคนที่เรียนรู้ไวก็ได้ สิ่งสำคัญคือต้องบวกความพยายามของตนเอง

สิ่งที่ผมพยายามบอกกับคนทุกคน 2 อย่าง หนึ่งคือต้องมีความรับผิดชอบ สองคือต้องไม่เครียดครับ ความรับผิดชอบแปลว่านักเรียนหรือเด็กไทยทุกคนมีหน้าที่คือการเรียนหนังสือ การเรียนหนังสือที่ดีไม่ใช่แปลว่าเราจะต้องทุ่มเวลาทั้งหมดกับหนังสือ กับการอ่าน กับการทำการบ้าน เราต้องอย่าลืมความสุขของเราด้วย อย่างผมรู้ตัวว่ามีความสุขกับการเล่นเกม ผมก็จะเล่นเกมผมจะเล่นวันละกี่ชั่วโมงก็ได้ แต่ผมจะเล่นในวันที่ผมรู้ว่าไม่มีอะไรต้องรับผิดชอบ

 

The People: คุณติดเกมระดับไหน

เรืองฤทธิ์: สมัยก่อนเล่นเกมวันละประมาณ 6-8 ชั่วโมง คือเยอะมาก (หัวเราะ) ถ้าเป็นภาษาเกมก็คือล่าบอสได้ พาคนลงดันเจียนได้ แล้วก็เอาของมาขายได้เงินจริง

คุณพ่อคุณแม่เห็นว่าเราเล่นเกมเยอะ วันหนึ่งเขาก็เดินมาถามว่า “ทำไมเล่นเกมเยอะจังเลย” เราก็ตอบไปว่า “ให้ผมเล่นเถอะเพราะเกมคือความสุขของผม” คือตราบใดที่ผลการเรียนยังไม่ตก ให้ผมเล่นต่อไปนะ ถ้าผลการเรียนตก ผมจะยอมเลิกเล่นเอง แต่ผลการเรียนมันไม่ตก (หัวเราะ) เลยไม่ได้เลิกสักที

มันคือการ balance ชีวิต โชคดีที่ผมประเมินตัวเองได้ว่าต้องทำการบ้านกี่ชั่วโมง และจะเล่นเกมในเวลาที่เหลือ บางคนเขาอาจจะลืมนึกไปว่าเขาต้องแบ่งเวลาให้กับสิ่งที่เขาต้องรับผิดชอบมากกว่านี้ แต่ให้รับผิดชอบแล้วก็อย่าลืมให้ความสุขตัวเองด้วย

 

The People: คุณคิดว่าการเรียนการสอบเป็นการวัดอะไรในตัวมนุษย์ไหม

เรืองฤทธิ์: ผลการเรียนการสอบไม่เป็นการวัดคนครับ เป็นการวัดสิ่งที่เกิดขึ้นในโรงเรียน เป็นการวัดวิชาการที่เกิดขึ้นในโรงเรียน ต้องย้ำว่าในโรงเรียนด้วยนะ คนที่สอบได้คะแนนสูงสุดไม่ได้แปลว่าคนนั้นจะเข้าสังคมได้ดีที่สุด หรือไม่ได้แปลว่าคนคนนั้นจะออกมาทำงานได้ดีที่สุด ผมว่าการเข้าสังคมกับการทำงานเป็นตัววัดที่ดีที่สุด

The People: เรามักได้ยินว่า “หมอทำงานหนัก”, “จำนวนหมอไม่เพียงพอ” พอคุณเข้ามาทำงานจริงพบว่าคำพูดเหล่านั้นเป็นจริงไหม

เรืองฤทธิ์: หมอทำงานหนักจริงครับ จริงแบบ 100% เลย โดยเฉพาะหมอที่ทำงานอยู่ในโรง’บาลรัฐบาล เราต้องนับถือน้ำใจเขาเลย เพื่อนของผมบางคนจบมาไปใช้ทุนที่ต่างจังหวัด ต่างอำเภอในถิ่นทุรกันดาร บางคนต้องอยู่เวรวันเว้นวัน ทำงานข้ามคืน มันเหนื่อยจริง ๆ ครับ

ส่วนจำนวนหมอไม่เพียงพอก็จริงนะครับ ประเทศไทยโชคดีมากที่เรามีระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือ 30 บาทรักษาทุกโรค ทำให้คนไทยทุกคนไม่ว่าจะยากจนหรือว่ารวยสามารถเข้ามารับการรักษาในมาตรฐานเดียวกัน แต่ตรงนี้นำมาซึ่งการทำงานที่มากขึ้นของทีมแพทย์และโรงพยาบาล อัตราการรับผิดชอบของหมอ 1 คนอาจมีมากถึงหลักพัน นั่นทำให้เกิดเป็นความไม่เพียงพอของแพทย์ในบ้านเรา

 

The People: ล่าสุดคุณกำลังมีผลงานภาพยนตร์เรื่องแรก “สิ้น 3 ต่อน” รู้สึกอย่างไรบ้าง

เรืองฤทธิ์: ตื่นเต้นที่ได้เล่นครับ เพราะเป็นครั้งแรกของผมด้วย ตื่นเต้นที่ไม่รู้ว่าเราจะทำถูกไหม เราเคยเล่นละครมาก่อน  เล่นซิทคอมและซีรีส์มาก่อน แต่ไม่เคยสัมผัสการเล่นหนังมาก่อน กลัวว่าจะเล่นไม่ดี เล่นไม่ได้ กลัวว่าจะทำให้ทีมงานช้าหรือเปล่า แต่ก็พยายามเต็มที่นะครับ ทำให้ดีที่สุด หนังเรื่องนี้เป็น romantic comedy ไม่ต้องการสาระมาก ขอแค่คนที่เข้ามาดูมีความสุขมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ก็พอ แต่ละฉากจะมีมุกตลกผมก็พยายามทำให้ดีที่สุด มันเป็นครั้งหนึ่งในชีวิตที่ไม่รู้ว่าเราจะได้เล่นหนังอีกหรือเปล่า ก็หวังว่าทุกคนจะมีความสุขกลับไปครับ


Writer

ผู้เขียนเนื้อหาศิลปวัฒนธรรม และอะไรก็ตามที่เป็นความบันเทิง

Related

สัมภาษณ์ ชานน สันตินธรกุล “ความฝันของผมอยู่ที่ฮอลลีวูด”

มนัสวี ศุระศรางค์-อมิตา ยาดาฟ ตัวแทนผู้นำรุ่นใหม่ “One Young World” ปี 2018 ที่เชื่อว่าเราทุกคนเปลี่ยนโลกได้

สัมภาษณ์ อาภาพัชร์ ใจอินทร์ กลินน์ ภัณฑารักษ์ผู้เปลี่ยนความเสียดายเป็นงานศิลปะ

ตุล อพาร์ตเมนต์คุณป้า จากคนไร้ศาสนา สู่ กวีร็อกแอนด์โรลล์ กับชีวิตที่ “ไม่มีกำแพงขวางกั้น”

สัมภาษณ์ “หมู Muzu” ศิลปินผู้ทำให้ฝันของแม่ ดนตรี และชีวิตจริงเป็นส่วนผสมที่ ‘เข้ากันได้’

อุรชา ตีระวานิชสันติ์ นักครอสฟิตตัวแทนประเทศไทย อดีตนิสิตแพทย์ที่ทิ้งมีด มายกเหล็กเพื่อฝัน

Jazz and the City: สนทนากับ ‘ปอ นอร์ทเกต’ ในเรื่องบาร์แจ๊ซ และสิ่งแวดล้อม

“เราไม่อยากเป็นสิ่งแปลกปลอมบนโลกใบนี้ ทั้งที่โลกใบนี้เป็นของเราเหมือนกัน” คณะละครมาร็องดู (Malongdu) คณะละครเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม