Post on 25/05/2019

สัมภาษณ์ ซาร่า – นลิน โฮเลอร์ กับเส้นทางสู่การเป็น “เจ้าแม่มุกแป้ก”

“เอาดิพี่ หนูก็ไม่มีอะไรจะเสียแล้ว ดีกว่าไม่มีอะไรทำ”

คือคำพูดที่เป็นจุดเริ่มต้นเส้นทางสายตลกของ ซาร่า – นลิน โฮเลอร์ ผู้หญิงที่มาพร้อมเสียงหัวเราะ เพราะสกิลการยิงมุกแบบไม่กั๊ก ที่กลายมาเป็นสีสันหนึ่งที่ขาดไม่ได้ของรายการโทรทัศน์ในปัจจุบัน

ซาร่า โฮเลอร์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ซาร่า AF” เริ่มเป็นที่จดจำจาก True Academy Fantasia เวทีประกวดร้องเพลงที่พลิกชีวิตเด็กเชียงใหม่ธรรมดา ๆ ให้กลายเป็นนักร้องมืออาชีพ รวมถึงการได้เป็นสมาชิกของวง ไอมี (iME) โปรเจกต์เกิร์ลกรุ๊ปร่วมของไทย เกาหลี และจีน  

แต่สิ่งที่ดูเหมือนความสำเร็จของใครหลายคนกลับไม่ใช่สิ่งที่เธอต้องการ หลังจากหลายปีของการเป็นนักร้องวงไอมี ซาร่าต้องผ่านอุปสรรคสารพัด ที่ทำให้เธอค้นพบตัวเองและแง่มุมใหม่ ที่กลายมาจุดเปลี่ยนของชีวิตเธอ

วันนี้ The People จึงชวนซาร่ามาเปิดใจเกี่ยวกับแนวคิดและเรื่องราวชีวิต  ตั้งแต่การอยู่ AF การทำงานที่จีน และสิ่งที่เธอได้เรียนรู้จากประสบการณ์อันล้ำค่า ที่ทำให้ซาร่าได้กลายมาเป็น “เจ้าแม่มุกแป้ก” อย่างที่เห็นกันในทุกวันนี้

The People: ก่อนจะมาประกวด AF เส้นทางสายนักร้องของซาร่าเป็นยังไงบ้าง

ซาร่า: ตอนเด็กๆ บอกเลยว่าคนฟังทุกคนที่อยู่รอบตัวต้องหันมามอง ว่าหยุดร้องได้ไหม เรียกว่าไม่ได้มีพรสวรรค์ทางด้านร้องเพลงเลย พอร้องแล้วเราคนรอบข้างจะชอบหัวเราะ ทำให้เราไม่มั่นใจเรื่องการร้องเพลง แต่ก็ยังชอบร้องอยู่นะ ชอบดูศิลปินเก่ง ๆ แล้วร้องตามเขา

 

The People: ตอนนั้นมีใครเป็นไอดอล

ซาร่า: ชอบ บริทนีย์ สเปียร์ กับ คริสตินา อากีเลรา มาก ตอนนั้นต้องเพลง Genie in a Bottle (ร้องเพลง) If you wanna be with me อะไรแบบนี้

 

The People: อยากเป็นนักร้องสาย Diva?

ซาร่า: อยากเป็นมาก ตอนนั้นทั้งเลียนแบบคอนเสิร์ตตาม เล่นคอนเสิร์ตคนเดียวอยู่ที่บ้าน แล้วก็ร้องแหกปากแบบน่ากลัว ๆ จนกระทั่งรู้ตัวว่าเราไม่ได้มีพรสวรรค์ด้านนี้ ก็เลยมาเอาดีทางด้านการเต้นแทน เพราะว่าพี่สาวเป็นแดนเซอร์ เราก็เลยได้อิทธิพล ได้ inspiration มาจากพี่สาวแบบเต็ม ๆ

จริง ๆ กิจกรรมทุกอย่างใส่มาที่เราหมดเลย คุณแม่ส่งเราไปประกวดตั้งแต่เด็ก ๆ ทั้งเต้น เดินแบบ เข้ามาเรียนประถมฯ คุณครูก็ส่งเราไปประกวดวาดรูป ประกวดบรรยายวิทยาศาสตร์ แข่งโต้วาที ประกวดบรรยายธรรมะก็ไป คือเป็นเด็กกิจกรรมของโรงเรียนเลย แต่แค่ไม่ร้องเพลงแค่นั้นเอง

 

The People: ไม่เคยทำเรื่องร้องเพลง แล้วอยู่ ๆ มาประกวด AF ได้อย่างไร

ซาร่า: นี่ไง! ตกใจอยู่เหมือนกัน คือคุณแม่เขาเป็นคนชอบดู AF ติดตามมาตลอดตั้งแต่ AF1 AF2 เราดูก็รู้สึกว่ามันเป็นเวทีที่ดี เพราะว่ามันมีวิชาเรียนในบ้าน เต้น เทรนนิง แอคติง ถ้าเราได้มีโอกาสเข้าไปเราจะได้พัฒนา ก็ลองไปสมัครดูที่เชียงใหม่ คัดเหลือ 50 คน เฮ้ย! เราติดว่ะ

ตอนที่ไปออดิชันจำได้เลย เราพกวิทยุไปด้วย กลัวเขาไม่มีเพลงให้เต้น สมัยนั้นยังเป็นซีดีอยู่เลย ตอนนั้นเราคิดว่าเราคงร้องสู้คนอื่นไม่ได้ แต่เราอยากไปโชว์จุดเด่นของเรา อย่างน้อยการเต้นของเราจะว้าวคนดู ว้าวกรรมการได้

ปัญหาคือตอนพกไปไม่มีปลั๊ก วุ่นวายมาก แต่ทีมงานก็ไปหาปลั๊กพ่วงมาให้จนได้ โชว์เต้นเสร็จครูก็บอกว่า ร้องเพลงได้ไหม เราก็เลือกเพลงง่าย ๆ ไป เลือกเพลงเด็ก ๆ สมัยนั้นก่อนที่จะเข้าวงการ AF เคยเป็นพิธีกรรายการเด็กมาก่อน ช่อง 11 ชื่อรายการ Kids Only เราก็เอาเพลงเด็กในรายการมาร้อง เอาความน่ารักเข้าข่ม เข้าสู้ไปก่อน แล้วก็ปิดท้ายด้วยการเต้น เขาก็เลยเห็นความมั่นใจที่เรากล้าที่จะแตกต่างจากคนอื่น

 

The People: พอติด AF แล้วคิดไหมว่าร้องเพลงจะกลายเป็นอาชีพของเรา

ซาร่า: ตอนติด AF คิดว่า เราจะพัฒนาขึ้น แต่…ความไม่เก็ตของเรา และความมีปมในใจเสมอ ทำให้เราคิดว่าเวลาเราร้องเราจะถูกเพ่งเล็ง เราจะถูกมองแย่ เราจะถูกดูถูก ทำให้ทุกครั้งที่เปล่งเสียงออกมาแค่โน้ตตัวแรก เสียงมันจะหายไปเลย ทั้ง ๆ ที่ตอนซ้อมมันได้นะ แต่พอจะร้องมันไม่มั่นใจเลย ทำไมไม่มั่นใจวะ ทำไมมันไม่เก็ต คุณครูสอนแล้วทำไมเราไม่เข้าใจ ทั้ง ๆ ที่เราก็พยายามมาก อยากจะร้องให้ได้ อยากจะทำให้ได้ ก็ยังแย่อยู่ แต่เราก็ต้องสู้ มันอยู่บนนั้นแล้ว มันถอนตัวไม่ได้ มันท้อไม่ได้ ก็ต้องทำให้ดีที่สุด

 

The People: แล้วความมั่นใจเรื่องการร้องเพลงมันเพิ่มขึ้นได้อย่างไร?

ซาร่า: เพราะแฟนคลับ เรารู้สึกสบายใจทุกครั้งที่มีแฟนคลับมา เพราะเขาชอบความเป็นตัวเราอยู่แล้ว ต่อให้เราร้องแย่ขนาดไหน เขาก็ยังชอบเรา แล้วหลังจากที่เราออกจากบ้าน AF เราดันออกงานเยอะมาก ออกคอนเสิร์ตเยอะมาก ทำให้พัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ ด้วย

เรามีอัลบั้ม “7 สาวสะบัดโชว์” อัลบั้ม “School Bus” อัลบั้ม “G2G” แล้วก็มีโปรเจกต์ที่ทาง AF เขาร่วมทำกับจีน เกาหลี รวมกัน 3 บริษัท ตั้งวงเกิร์ลกรุ๊ปขึ้นมา แล้วเขากำลังจะหาคนไทยคนหนึ่ง ตัวแทนคนไทยที่จะไปเดบิวต์ที่จีน แต่ต้องไปเทรนแล้วถ่าย MV ที่เกาหลี แล้วทุกคนที่อยู่ใน AF ผู้หญิงต้องไปออดิชันหมดเลย เราก็ไปออดิชัน

The People: แล้วเราอยากไปจีนไหม?

ซาร่า: โอ้โห มันดูดีปะล่ะ ใครจะไม่อยากได้โอกาสแบบนี้ แน่นอน สิ่งที่เรานำเสนอตอนไปก็คือเรื่องเต้น เราขุดทุกอย่างที่เราเคยเต้นมา ตอนนั้นเราต้องการจะเข้าถึงการเต้นทุก ๆ สไตล์ แล้วเราเพิ่งฝึกบีบอยพอดี เราเลยเอาบีบอยไปโชว์เขานิดนึง โหย ตอนนั้นดูเป็นผู้หญิงคนเดียวที่แข็งแรงมาก

ผ่านออดิชันไปเป็นเดือนเหมือนกัน เราก็ไม่ได้คิดอะไร ไม่ได้แล้วแหละ เสียงเราก็คงสู้คนอื่นไม่ได้ ดูอย่างลูกโป่ง (ภคมน บุณยะภูติ) โอ้โห ดีว่ามาก เราแค่ไปเต้น แต่เราก็ไม่ได้ซีเรียสเพราะตอนนั้นเราก็มีงานประจำอยู่ที่ประเทศไทย เป็นพิธีกรรายการ “สะบัดช่อ” กำลังดีเลย หนทางพิธีกรของเรากำลังมา ทางโทรทัศน์กำลังมีงานเข้ามาเรื่อย ๆ จนกระทั่งวันนึง AF ก็เรียกเข้าไปคุยแล้วบอกว่า ทางจีนกับเกาหลีเขาชอบเรา เขาเลือกเราเป็น first choice

พอได้ยินมันก็ เฮ้ย! AF เราก็ได้แค่ที่ 5 ทำไมเขาเลือกเรา มันก็แอบภูมิใจเล็ก ๆ มันจะเรียกว่าภูมิใจก็ไม่ใช่ภูมิใจหรอก แต่มันเป็นโอกาส ชั่งใจอยู่นานมากว่าจะไปหรือจะอยู่ เพราะว่าถ้าไป contract มัน 4-5 ปี คือจะห่างเมืองไทยไปเลย เราก็กลัวว่าเราไปแล้วจะไหวไหม ตอนนั้นอัลบั้ม “G2G” ก็กำลังจะปล่อย เรายังห่วงงานกับเพื่อนทางนี้อยู่ การตัดสินใจเดียวมันกระทบชีวิตหมด ถ้าไป เกิดมันดีก็ดี แต่ถ้ามันแย่จะมาเสียดายทีหลังไหม

ตอนนั้นปรึกษาแม่ ปรึกษาเพื่อน ปรึกษาคนรอบข้าง สรุปตัดสินใจไปเพราะตอนที่นั่งคุยกับแม่เปิดทีวีทิ้งไว้ แล้วอยู่ ๆ มีเพลงจีนขึ้นมา เป็น MV เก่า ๆ เราหันไปมองแม่ ‘แม่ หรือนี่มันจะเป็นสัญญาณ’ จริง ๆ นะ มันเกิดขึ้นจริง ไม่ได้โม้ ก็เลยไปเพราะ MV อันนั้น

ตอนนั้นไม่ได้รู้ภาษาจีนเลย ศูนย์จีน ไม่เคยพูดจีน ไม่เคยฟังจีน ดูจีนน้อยมาก แล้วตอนไปจีนนี่ไปพร้อมน้ำตานะ แต่ก็อยากจะลองหาประสบการณ์ดู ถ้าเราไม่ไปเราก็จะเสียดาย มันเหมือนคนจะไปเรียนต่างประเทศ แล้วมีคนมายื่นทุนการศึกษาให้ มันก็น่ารับเอาไว้ แต่เราแค่สงสารคนที่อยู่ข้างหลัง ที่เรากำลังทำอะไรกับเขาอยู่ แล้วมันยังไม่สำเร็จ มันมีความคิดตรงนั้นอยู่ แต่สุดท้ายแล้ว มันก็เหมือนเห็นแก่ตัวนิดนึง เห็นแก่ตัวที่ตัดสินใจเพื่อตัวเราเองจะได้พัฒนา หรือว่าจะได้ดัง หรือจะโกอินเตอร์ ตอนนั้นก็คือคิดไปในแนวนั้น

 

The People: เคยรู้สึกเสียใจกับการตัดสินใจของตัวเองไหม

ซาร่า: ก็มีบ้าง เพราะว่ามันเหนื่อย มันไปคนเดียว เราเหมือนถูกทิ้งคนเดียวเลย ก็สมน้ำหน้าตัวเองเหมือนกันนะ ตัดสินใจไปอย่างงี้แล้ว แต่สิ่งที่ได้มาก็คือ เรารู้จักตัวเองมากขึ้น ตอนนั้นยังไม่รู้จักตัวเอง ยังไม่รู้ว่าเราต้องการอะไรกันแน่ เราชอบอะไร แต่พอได้ไป รู้แล้วว่าสิ่งที่เราต้องการที่สุดก็คือ คนที่เรารัก มากกว่าชื่อเสียง มากกว่าความสำเร็จที่เราพยายามเท่าไหร่ก็ไม่เกิดขึ้นสักที เพราะเรารู้สึกว่ามันไม่ได้เติมเต็มจิตใจของเรา ว่าเราไม่ได้ทำให้คนที่เรารักสำเร็จไปด้วยกัน เราทิ้งเพื่อน เราทิ้งครอบครัว ตอนนั้นเศร้า คิดแบบนี้เลย แล้วมันก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ พอเราคิดอย่างงั้นมันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ

ตอนแรก ๆ เราไม่รู้หรอกว่าครอบครัวสำคัญขนาดไหน เพราะตอนนั้นเราไม่ต้องรับผิดชอบ เพราะเขาแค่ให้กำลังใจให้เราทำในสิ่งที่เรารัก ให้เราทำในสิ่งที่เราชอบ เขาก็จะทุ่มเรา ‘ไปลูก ไป ๆ’ แต่พอวันนึง วันที่เราต้องขึ้นมาเป็นหัวหน้าครอบครัว เป็นคนที่ดูแล เราจะเห็นครอบครัวเป็นบุคคลที่สำคัญมากที่เราต้องทำให้เขามีความสุขกับสิ่งที่เรามีความสุขด้วย ไม่ใช่เรามีความสุขคนเดียว

มันห่างแฟนคลับไปด้วยนะ เพราะตอนไปอยู่จีนมันใช้ Facebook ไม่ได้เลย เพราะเขาบล็อก ดู YouTube ไม่ได้ ต้องดูของจีน ต้องกลายเป็นคนจีนไปเลย IG ก็ไม่มี ทำอะไรก็ไม่ได้ คือขาดการติดต่อจากกลุ่มเพื่อน จากแฟนคลับ ครอบครัวก็มี FaceTime บ้าง แต่ตอนนั้นเรารู้สึกเราเปลี่ยนไป จากตอนแรกที่เฮฮาร่าเริง อยู่กับเพื่อน แต่ตอนไปที่นู่นทำไมเราเครียด บางครั้งไม่อยากคุยกับใคร เหนื่อย ไม่อยาก FaceTime อยากอยู่คนเดียว กลายเป็นเก็บกด มันก็เลยท้อหลาย ๆ อย่าง  

 

The People: เพราะไปเจอวัฒนธรรมที่ต่างกันหรือเปล่า?

ซาร่า: เป็นที่ตัวเราเลย มันเป็นที่ตัวเราไม่ได้มุ่งมั่นกับมันมากพอ เป้าหมายของเรายังไม่ใช่ตรงนี้ มันเลยไปไม่ถึงที่สุดแค่นั้นเอง ถ้าถึงที่สุดเราคงไม่ได้กลับมา เราคงอยู่ที่นู่นต่อ แต่งานที่นั่นมันไม่ใช่ อยู่ไปก็เครียด ก็กดดัน ทุกคนแข่งขัน แล้วไม่ใช่แค่วงเราวงเดียว มันยังมีวงจีนอีกหลายวง คนจีนที่ไม่ได้เปิดรับเรา 100% เพราะว่าเราไม่ใช่คนจีนก็มี

เราทำงานอยู่ที่จีนมา 3 ปี มีอยู่อัลบั้มเดียวเลย แล้วทุกวันที่ทำงานเราก็ถามตัวเองว่า นี่คือสิ่งที่เราชอบจริง ๆ เหรอ นี่มันสไตล์ที่มันใช่เราเหรอ เพราะตอนที่เราไป เราก็ไม่รู้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นอยู่แล้ว เราไม่ได้รู้ตั้งแต่แรกว่าเราต้องเป็นยังไง แต่พอไปถึง กลายเป็นว่ามันไม่ใช่เรา

ตอนนั้นถูกบังคับให้อยู่ในกรอบของความน่ารัก มันคือวงไอมี มันแบ๊ว มันน่ารัก นึกออกปะ แล้วเราก็ต้องอยู่จีน เราก็ไม่มีอารมณ์มาแบ๊ว เพราะแต่ละคนมัน (ภาษาจีน) โช่ว ชี่ ฉ่อง ชี้ ว้า ฉี เข้าใจปะ มันไม่ใช่เรา พอใกล้จะหมดสัญญา เขาคุยว่าจะทำต่ออีกอัลบั้มนึง เราเลยบอกว่า เราพอแล้ว เราแค่ไม่อยากให้ทุกคนต้องมาเหนื่อยและเสียเวลาโดยที่ไม่ได้อะไร ทุกคนก็รู้สึกเหมือนกัน ก็เลยโอเค กลับมา

The People: เก็บกดหรือเปล่า กลับมาไทยเลยกลายเป็นคนบ้า ๆ บอ ๆ

ซาร่า: จริง! พูดถูก เขียนประโยคนี้ไปด้วยว่าเก็บกด เก็บกดจนกลับมา เอาจริง ๆ กลับไทยมาไม่มีงานอยู่ปีหนึ่ง ทั้ง ๆ ที่ยังมีสัญญากับบริษัทอยู่นะ โชคดีที่มีรายการหนึ่งที่ติดต่อเราให้เป็นแขกรับเชิญ ก็คือ “เกมตลกหกคะเมน” ของพี่หอย (เกียรติศักดิ์ อุดมนาค) งานแรกของเรานี่หว่า เราก็เลยเต็มที่จนพี่เสนาหอยเห็นแวว

แล้วเขากำลังจะทำรายการใหม่ ชื่อ “งานเข้าที่เล้าเป็ด” เขาก็เลยชวนเรา เป็นจุดเริ่มต้นใหม่ที่น่ากลัวมากเลย (หัวเราะ) ก็ตัดสินใจ เอาดิพี่ หนูก็ไม่มีอะไรจะเสียแล้ว ดีกว่าหมดสัญญาแล้วไม่มีอะไรทำ ตอนนั้นก็เลยตัดสินใจไม่เซ็นสัญญากับบริษัทต่อ หลังจากนั้นก็เริ่มมีรายการ “ตี 10” ติดต่อมาให้ไปเป็นพิธีกรกับแพท (ณปภา ตันตระกูล) เฮ้ย มาว่ะ! สงสัยเพราะความไม่ห่วงสวย และความบ้าบอตอนเราอยู่กับแพท ก็เป็นเพราะเก็บกดแหละ

แต่เราสบายใจนะ กลับไทยมาได้เจอเพื่อน เจอแฟนคลับ ได้ใกล้ชิดครอบครัวมากขึ้น เราก็รู้สึกว่ามันเติมเต็ม ตอนนี้ข้างหลังเราแฮปปี้แล้ว เหลือแต่ว่าข้างหน้าเราจะต้องเดินต่อยังไง มันเหมือนต้องวาดเส้นใหม่อีกเส้นนึงเหมือนกัน แต่ก็คิดอยู่เสมอว่า ทำทุกอย่างให้มันดีที่สุด เราจะไม่พลาดหรือเสียเวลาแบบนั้นอีกแล้ว หลังจากนั้นงานก็มาเรื่อย ๆ เลยกลายเป็นคนบ้าเหมือนทุกวันนี้

 

The People: ความบ้าบอถือว่าเป็นตัวเราเลยใช่ไหม

ซาร่า: ก็คือเราไม่ได้กั๊ก เพราะว่าเราคิดว่า เราไปกั๊ก เราไปเก็บ เราไป act คนก็จะไม่รู้ซักทีว่าเราทำอะไรได้บ้าง แล้วเราพร้อม เพราะว่าเรารู้สึกว่าชีวิตมันสั้น ถ้ามัวแต่เก็บ มัวแต่เก๊ก มันไม่ทันแล้ว อายุมันเริ่มมากขึ้น เวลามันเริ่มไปขึ้น มันไม่มีอะไรถอยหลังกลับมาได้แล้ว มันก็ต้องทำให้ดีที่สุดตลอดเวลา

 

The People: มาเป็นตลกต้องฝึกไหม

ซาร่า: ก็รายการ “งานเข้าที่เล้าเป็ด” นั่นแหละ เป็นการฝึกชั้นดี พาให้เราบ้าเลย สิ่งที่ได้มาจากพี่หอยนะ ยิงไปก่อน เขามีเครื่องตัดต่อ ยิงไป 10 ด้านไป 8 ได้ 2 ก็ยังดี หรือบางครั้งได้แค่ 1 ก็ยังดี คนก็จะได้เห็นความพยายาม ถึงแม้ว่ามันจะน่ารำคาญก็ตาม แต่ทำไปก่อน ดีกว่าไม่ได้ทำแล้วมานั่งเสียดาย บางครั้งเคยคิดว่าจะเล่นมุขนี้ แล้วก็ไม่ได้เล่น เพราะเรามัวแต่เกรงใจ กลับมาบ้าน ทำไมไม่เล่นวะ ถ้าเล่นมันก็อาจจะได้ ตั้งแต่วันนั้นก็เลยคิดว่า ต่อไปนี้ถ้ามีโอกาส ทุกโมเมนต์ เข้าได้เข้าเลย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไปแทรกทุกอย่าง มันก็ต้องมีจังหวะดี ๆ ด้วย

พอเรามาถูกเส้นทาง หลายอย่างมันก็มาเอง เหมือนพระเจ้าลิขิตให้เรา อยู่ดีๆ The Mask เข้ามา ได้เป็นพิธีกร ได้นั่งกรรมการกับพี่หอยอีก ซึ่งเราก็เคยร่วมงานกันมาแล้ว มันก็เลยเข้าขากัน มันก็เลยเป็นไปโดยธรรมชาติ มันก็เลยไม่มีอะไรต้องฝืน ไม่มีอะไรต้องเก๊ก

The People: เห็นว่าตอนนี้เล่นละครเวที “ชายกลาง เดอะมิวสิคัล” ด้วย เรื่องนี้มีอะไรดึงดูดเราให้มาทำ?

ซาร่า: ใจหนึ่งที่อยากจะลองมาเพราะว่าจะได้กลับมามี passion อีกครั้งในเรื่องการฝึกฝนตัวเองทั้งด้านการร้องเพลงและการเต้น เพราะตอนนี้เราทำงาน ไม่มีเวลาเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว เราทำงานแค่คิดหน้างานเฉย ๆ แต่จริง ๆ แล้ว passion ของเราคืออะไร passion ของเราที่จะทำให้งานอื่น ๆ มีความหลากหลายขึ้นมันหายไป เราคงไม่มีเวลาที่อยู่ดี ๆ มาร้อง มาเต้นคนเดียวโดยที่ไม่ได้ใช้ อย่างน้อยละครเวทีมันสามารถทำให้เรากลับมาเรียนรู้ได้อีกครั้ง

 

The People: ได้เรียนรู้อะไรบ้างจากละครเวทีเรื่องนี้บ้าง

ซาร่า: สำหรับละครเวทีเรื่องนี้ ถ้าได้มาดู คนที่เป็นแฟนคลับหรือคนที่ดู AF จะเห็นพัฒนาการของเราอย่างแรกเลย คือการร้องเพลง เราเพิ่งมาเริ่มเข้าใจจากละครเวทีเรื่องนี้ว่าร้องเพลงคืออะไร มันวอร์มยังไง เมื่อก่อนไม่เคยมีลูกคอ ลูกคอมายังไงวะ ต้องใช้ลม ใช้เสียงยังไง ยังไม่เข้าใจ แต่ตอนนี้ มา อา อา อา (ลูกคอ) มาแล้วจริง ๆ เอาตรง ๆ เพิ่งมาร้องเพลงดีในละครเวทีเรื่องนี้ พอเราได้ทำงานกับคนเก่ง ๆ พลังมันมาขึ้นเยอะ

 

The People: ใครบ้างที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับเรา?

ซาร่า: หลัก ๆ เลยคือ พี่ลูกหว้า (พิจิกา จิตตะปุตตะ) วันแรกที่เรามา แล้วเขาร้องเพลง เราอยู่อย่างงี้ (อ้าปากค้าง) ฉันอยากเป็นแบบเขา หลังจากวันนั้นเลยฝึกหนักมาก ทุกวันเราไปเรียนร้องเพลงจาก YouTube ไปลงคอร์สเรียนกับครูโรจน์ (รุ่งโรจน์ ดุลลาพันธ์) ไปเรียนกับเพื่อนที่จบ musical มาจาก England เรียนกับครูปอ (อาภาวี เศตะพราหมณ์) เพิ่ม ตอนไปต่างประเทศมีเวลาซ้อมน้อยมาก แต่ก็ไปวอร์มเสียงที่ต่างประเทศ อยู่กับเสียงทั้งวัน มันต้องได้วะ มันไม่มีข้ออ้างให้กับตัวเองแล้ว ไหน ๆ เรามาแล้ว แล้วเป็นนางเอกด้วย เราจะให้คนผิดหวังไม่ได้ อันนี้สำคัญ  

 

The People: ช่วยเล่าสั้น ๆ เกี่ยวกับคาแรกเตอร์ และเรื่องราวของ “ชายกลาง เดอะมิวสิคัล”

ซาร่า: ในเรื่องนี้มีอยู่ 2 โลก โลกแห่งความจริงกับโลกแห่งนิยายที่มีนักเขียนคนนึงเขียนขึ้นมา นักเขียนคนนี้ เป็นคน deep มาก ปรัชญาชีวิตเยอะมาก แต่เวลา deep มันกินไม่ได้ คนเข้าไม่ถึง เขาเลยจำเป็นต้องเขียนนิยายเรื่องนี้ขึ้นมา คือเรื่องชายกลาง แล้วเราเล่นเป็นปริศนาที่อยู่ในนี้

เรื่องราวมันจะเกิดขึ้น เหมือนละครน้ำเน่าทั่วไปเลย แต่สุดท้ายแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ นักเขียนคนนี้เขายังจะเขียนในสิ่งที่เขาไม่ชอบหรือเขียนปรัชญาที่เขาไม่ชอบเหมือนเดิม ถึงแม้จะกินไม่ได้ก็ตาม สิ่งที่เขาเลือกมันคืออะไร ละครเรื่องนี้มันไม่ใช่ตลกโปกฮาอย่างเดียว แต่พาร์ทนิยาย ตลกมาก ยิ่งมีหม่อมแม่ ป้าไก่ the voice (อัญชุลีอร บัวแก้ว) ยอดมาก เสียงแกพลังดีมาก แล้วก็พี่ดาว (ชลเลขา ละงู) ที่เป็น “มาหยารัศมี” เป็นตัวร้าย โอ้โห นี่ก็ดีมาก กรี๊ดตลอดทั้งเรื่อง แต่เสียงไม่มีตกเลย ทุกคนเก่งมาก

 

The People: แล้วตัวละครปริศนาล่ะ?

ซาร่า: สวย (หัวเราะ) คาแรกเตอร์สวย แล้วก็น่ารัก เด็กเรียนจบนอก แต่ปลอมตัวเป็น “พจมาน” เพื่อพิสูจน์ว่าท่านชายเป็นคนไม่ดี เราจะได้ไม่ต้องแต่งงานกับเขา แต่ปรากฏว่าท่านชายเป็นคนดีมาก หรือโง่นั่นเอง ทำอะไรก็โดนหลอกง่าย สนุก ๆ เรื่องนี้ต้องมาดู พูดเยอะ เดี๋ยวสปอยล์

 

The People: ทำมาหลายอย่าง จนถึงตอนนี้ คิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จหรือยัง?

ซาร่า: นี่ก็เป็นคำถามของเราเหมือนกันนะ คือไม่ใช่แค่ตัวเรา เรายังถามคนอื่นเลยว่า ความสำเร็จของคุณคืออะไร มีบ้าน มีชื่อเสียง แค่นั้นมันคือความสำเร็จของคุณไหม หรือกับการแค่มีความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ แค่นี้ก็ได้  ก็เลยคิดว่าเราวัดไม่ได้ว่า ประสบความสำเร็จของเราเท่าไหร่ เราไปโกอินเตอร์มาแล้ว เราสามารถบอกว่าเป็นความสำเร็จของเราก็ได้ แต่ถ้าไม่มีความสุขเมื่อไหร่ มันก็ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการ

ตอนนี้ก็ไปเรื่อย ๆ มากกว่า ประสบความสำเร็จ คือการได้พยายามให้ดีที่สุด ในหนึ่งวันนะ ตอนนี้เรา self-love ตัวเองมากขึ้น พยายามดูแลตัวเองมากขึ้น รับผิดชอบงาน แล้วก็ทำให้ครอบครัวเราคุณภาพชีวิตดีขึ้น เมื่อไหร่ที่ตรงนั้นได้ ก็คงประสบความสำเร็จแล้วล่ะ  

 

The People: สุดท้ายนี้ อยากจะฝากอะไรถึงคนอ่าน?

ซาร่า: ถ้าคนอ่านได้อ่านตอนนี้แล้วยังอยู่ในช่วงของละครเวที ก็อยากจะให้ซื้อตั๋วกันมาเยอะๆ จริงๆ แล้วก็ฝากผลงาน ซาร่า โฮเลอร์ ตอนนี้ก็เพิ่งเปิด YouTube Channel ของตัวเราเองชื่อ Sara Hohler ก็จะมีทำรายการชื่อ “เจอกันหน่อย” ทำกับเพื่อน ๆ ที่คณะ เป็นแบบรายการฮา ๆ ไม่เครียด ไม่มีสาระอะไร แต่ก็อยากฝากไปด้วย แล้วก็เดี๋ยวจะไปเริ่มทำ Vlog ไปเที่ยวของตัวเองด้วย ไปเพิ่มยอดวิวให้หน่อย

 

เรื่องโดย: จิดาภา กนกศิริมา (The People Junior)

 


The People Junior

เด็กฝึกงานผู้มีใจรักในการสร้างสรรค์คอนเทนต์

Related

สัมภาษณ์ “แร็พเตอร์” มิตรภาพ ความสนุก รอยยิ้ม ที่มากกว่า ‘คำว่าเพื่อน’ เพราะมันคือ “ความทรงจำ” ที่มีค่า

สัมภาษณ์ พงษ์สิทธิ์ คำภีร์ กับชีวิตรักเดียว “เพื่อชีวิต” ดนตรี การเมือง สตรีมมิ่ง เด็กตีกัน และ ฟุตบอลไทยไปบอลโลก

สัมภาษณ์ โต๋ ศักดิ์สิทธิ์: เปียโน ดนตรี โรแมนติก กับชีวิตใหม่ที่ปล่อยวางจากความสมบูรณ์แบบ

สัมภาษณ์ สุดาพิมพ์ โพธิภักติ ผู้บริหาร Be Musical จากเบื้องหน้าสู่เบื้องหลัง ด้วยความรักในละครเวที

“เราไม่อยากเป็นสิ่งแปลกปลอมบนโลกใบนี้ ทั้งที่โลกใบนี้เป็นของเราเหมือนกัน” คณะละครมาร็องดู (Malongdu) คณะละครเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม

สัมภาษณ์ เรืองฤทธิ์ ศิริพานิช ความฉลาดเป็นพรสวรรค์ และการสอบไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต

สัมภาษณ์ “แด๊ก” เอกรัตน์ วงศ์ฉลาด เสียงพัง แต่ ฝันไม่เคยพัง

สัมภาษณ์ OneRepublic กับอัลบั้มใหม่ที่เหมือน “เมอรีล สตรีป” และ Google Translate ที่ช่วยพวกเขาจากการนั่ง “ตุ๊กตุ๊ก”