Post on 18/06/2019

ความต่างที่ “เข้ากันดี” อดีตที่เคยโดนปฏิเสธตัวตน จุดเริ่มต้นของ Scrubb ที่ยังคง “คู่กัน” เสมอ

       กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว “เมื่อย” ธวัชพนธ์ วงศ์บุญศิริ และ “บอล“ ต่อพงศ์ จันทบุบผา สองนักศึกษาจากรั้วศิลปากรผู้มีความหลงใหลในเสียงเพลง เริ่มฟอร์มวงดนตรีด้วยกันโดยใช้ชื่อว่า “Scrubb” (สครับบ์) สร้างสรรค์ผลงานในแบบที่ไม่เหมือนใคร และจากความดื้อรั้นตามสไตล์วัยรุ่นนั้น ได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้พวกเขาหันมาแต่งเพลงของตัวเองเพื่อวางขายตามร้านซีดีต่าง ๆ ในตอนนั้นคงไม่มีใครเชื่อแน่ ๆ ถ้าผมบอกว่าวันหนึ่งพวกเขาจะเติบโตจนประสบความสำเร็จกลายมาเป็นยอดคู่หูแห่งอุตสาหกรรมดนตรีในบ้านเรา ซึ่งนับตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ก็เป็นเวลากว่า 19 ปีแล้วที่ Scrubb มีผลงานทยอยออกมาอย่างต่อเนื่อง เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งใน “ผู้รอดชีวิต” ของวงการเพลงไทย

น้อยศิลปินนักที่จะมีช่วงชีวิตในวงการยาวนานระดับนี้และยังคงได้มีโอกาสทำผลงานที่อยู่ในระดับดีเยี่ยม การันตีด้วยรางวัลจากหลายสถาบัน แต่แน่นอนความสำเร็จย่อมแลกมาซึ่งความล้มเหลวเสมอ “การถูกปฏิเสธ” อาจเป็นสิ่งที่นักล่าฝันทุกคนไม่อยากจะเจอ มันคือฝันร้ายที่คอยกัดกินความฝันของพวกเขา ด้วยสิ่งนี้บางคนอาจจะล้มและลุกไม่ได้อีกเลย แต่สำหรับ Scrubb พวกเขาไม่คิดยอมแพ้และยังคงเชื่อมั่นในตัวตนของตัวเอง พวกเขากล้าที่จะหยิบผลงานที่ทุกคนมองข้ามมานำเสมอใหม่ ซึ่งใครจะไปคิดล่ะว่ามันจะกลายมาเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้พวกเขาใกล้ฝันของตัวเองเข้าไปเรื่อย ๆ

Scrubb ใช้เวลาหลายปีกว่าจะประสบความสำเร็จในวงการเพลง บางครั้งเหตุการณ์หรือสิ่งเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัวอาจนำคุณสู่เรื่องราวของชีวิตที่ยิ่งใหญ่เกินจินตนาการ สำหรับ Scrubb ถ้าเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว เมื่อย ตัดสินใจไม่เดินไปพูดกับ บอล ว่า “พี่ผมอยากเล่นดนตรี ผมกำลังหาวง” หรือถ้าเกิดวันนั้นพวกเขาเลิกดื้อ ไม่ทำตามใจของตัวเอง เพลงดัง ๆ อย่าง ‘ใกล้’, ‘ทุกอย่าง’, ‘เข้ากันดี’ หรือแม้กระทั่งวง Scrubb อาจไม่มีวันเกิดขึ้น

และวันนี้เขาทั้งคู่จะมาพูดถึงจุดเริ่มต้นและความต่างของทั้งคู่ที่กลายมาเป็นความ “เข้ากันดี” ที่ “คู่กัน” มาตลอด 19 ปี

The People : จุดเริ่มต้นของวง Scrubb

บอล : ผมเป็นรุ่นพี่เมื่อยครับ ตอนนั้นผมกำลังเรียนปีสุดท้าย แล้วเมื่อยก็เข้ามาเป็นปีหนึ่ง ที่คณะมันจะไม่ค่อยเยอะมาก เพราะงั้นทุก ๆ ชั้นเขาก็จะรวมกลุ่มกันเป็นกลุ่มเดียวกัน ผมก็เป็นคนที่ชอบเล่นดนตรีหน่อยเพราะว่าชอบสิงตามชมรมดนตรีสากลที่มหาวิทยาลัยแล้วเมื่อยก็เข้ามาเหมือนเป็นน้องที่ชอบเล่นดนตรีและกำลังหาแก๊งอยู่ เหมือนถามทางมาเรื่อย ๆ ว่าช่องทางทางไหนที่จะไปเจอรุ่นพี่ที่เล่นอยู่ก่อนบ้างแล้วคนก็แนะนำมาเจอผม

จริง ๆ ผมชอบเล่นกีตาร์ แต่ว่าหน้าที่หลักตั้งแต่เรียนมัธยมมาคือตีกลองแทนมาตลอด แทนเพื่อน พอเล่นได้ก็เลยกลายเป็นว่าเล่นกลองมานาน  ทีนี้ช่วงปีท้าย ๆ ผมรู้สึกว่าเอ้ย อยากเล่นกีตาร์บ้างจัง พอรู้จักกับเมื่อยผมก็เริ่มหลอกล่อว่าตีกลองเป็นหรือเปล่า เขาบอกว่าได้ ผมก็เลยสอนเขาให้ตีกลองแทน เพื่อผมจะได้ไปเล่นกีตาร์ อันนี้เป็นแผนลับตอนนั้น

สุดท้ายปีนั้นได้เล่นด้วยกันในนามวงชื่อหยำเปเพราะนักร้องก็เป็นเพื่อนที่ร่าเริง ๆ แล้วเขาจะเป็นคนเรื้อน ๆ หน่อยเขาก็จะหยำเปประมาณหนึ่งแต่ว่าตอนนี้เท่าที่ทราบมาเป็นอาจารย์อะไรอย่างนี้ได้ดิบได้ดีไปแล้ว นั่นแหละตอนนั้นก็ชื่อวงหยำเป ก็มีผมเล่นกีตาร์ มีเมื่อยตีกลอง

อันนั้นคือประสบการณ์แรกร่วมกันในฐานะที่ได้เล่นดนตรีด้วยกัน แล้วผมก็เรียนจบ ซึ่งพอจบปุ๊บผมก็มีวงส่วนตัวอยู่แล้วดันจับพลัดจับผลูไปบังเอิญเจอทีมงานที่เขาเป็นคนฝ่ายคัดสรรศิลปินของแกรมมี่เข้ามาเจอเราเล่นพอดี เลยได้กลายมาเป็นศิลปินฝึกหัดของแกรมมี่

ตอนนั้นผมก็ทำเพลงส่งแต่ก็ยังไม่ผ่านสักที ไอ้ความไม่ผ่านนั้น จริง ๆ มันไม่ได้หมายความว่าเรายังไม่ผ่านขั้นแรก มันเป็นเรื่องประสบการณ์ แต่ว่าช่วงหลัง ๆ ที่มันไม่ผ่าน เพราะวงเราค่อนข้างมีความดื้อสูง เพราะว่าเราจะไม่ค่อยเหมือนชาวบ้าน คือเราดันไปแต่งเพลงเอง คือคนอื่นในยุคนั้น ยุคนั้นการแต่งเพลงเองมันก็เริ่มมี แต่ว่ามันยังไม่ได้รับความนิยมนัก การทำเพลงที่ดีในยุคนั้นมันควรจะมีทีมโปรดิวเซอร์ ทีมนักแต่งเพลงมาช่วย

ตอนนั้นเราก็ติสท์แดก คิดกันเองตลอดว่ามันไม่ได้ มันต้องแบบถ้าคนอื่นทำให้ มันต้องไม่เป็นตัวตน ต้องไม่ใช่เราแน่ ๆ งานพวกผมมันมีความปัจเจก คือมันก็ self ไปตามประสาวัยรุ่นตอนนั้น มันก็เลยกลายเป็นว่ามันก็ยังค้าง ๆ คา ๆ อยู่ตรงนั้น ไปคุยกับบางค่ายเขาก็ส่งกลับ บอกว่าโห มันโอเคนะแต่มันดื้อว่ะ มันจะทำเพลงของมันเอง ก็เลยอยู่อย่างนั้น 3 ปีโดยที่ไม่ผ่านสักที

เมื่อยและบอล

       แล้วก็มีวันหนึ่งเราทำเพลงผ่านและได้ทำเพลงในอัลบั้ม ‘Intro 2000’ แต่พอจะเริ่มมาอัดเสียงจริง ๆ จำได้ว่าอยู่ ๆ คนในวงก็เริ่มไม่มั่นใจขึ้นมา แล้วก็บอกว่าไม่อยากทำแล้ว ก็คุยกันว่าถ้าเขาไม่โอเคเดี๋ยวเราขอถอยก่อนดีกว่า ถอยในที่นี้ก็หมายความว่าเราจะถอนจากโปรเจกต์นั้น แล้วก็จะต้องกลับไปเป็นศิลปินฝึกหัดที่ต้องรอต่อไป

มันทำให้ผมกับเพื่อนต้องมาคุยกันว่าจะเอาอย่างไร ถกกันไปถกกันมาสุดท้ายก็แพ้โหวต คือมีผมคิดว่าเราควรจะทำต่อ เพื่อนอีกคนหนึ่งงดออกเสียง อีก 2 คนบอกว่าเราควรจะถอย มันก็เลยจบด้วยการว่าถอย ในใจผมตอนนั้นคิดไว้ว่า 3 ปีระหว่างผมกับทางบ้าน มันน่าจะต้องมีคำตอบอะไรบางอย่าง ถ้าผมไม่ทำตรงนี้ผมก็ควรจะต้องออกไปทำอะไรบางอย่างสักอย่างหนึ่งแล้ว เพราะว่ามันนานเกินไป ตอนนั้นน่าจะ 25 แล้ว เพื่อนที่จบมาทำงานเขาก็เริ่มจะตั้งหลักกันได้แล้ว เมื่อยก็ใกล้จบแล้วเหมือนกัน ผมยังแบบฝึกอยู่เลย ผมก็เลยบอกที่วงว่าโอเค ไม่เป็นไร ผมถอนตัวแล้วกัน เพราะว่าผมคงไปต่อในสถานการณ์แบบนี้ไม่ได้แล้ว

ก็กลับบ้านด้วยการแบบ 3 ปีไม่มีอะไร สูญเปล่า แล้วเจ้าของค่ายพี่นิค (วิเชียร ฤกษ์ไพศาล) ก็รับทราบ ก็กลับบ้านไปงง ๆ อยู่ 2-3 วัน แต่ผมรู้สึกว่ามันคาใจอะไรบางอย่าง ผมก็เลยคิดว่าเราควรจะต้องทำอะไรสักอย่างหนึ่ง ผมก็เลยลองยกหูถามพี่นิคว่า พี่นิคครับ ถ้าเพลงนั้นมันเป็นเพลงที่ผมแต่งเป็นหลัก แล้วเนื้อก็เป็นพี่เป๋า (กมลศักดิ์ สุนทานนท์) เป็นคนเขียนให้ ถ้าผมยังอยากเอามันไปทำต่อให้จบแต่ว่ามันไม่ใช่วงนี้ แต่มันเป็นเพลงนี้แล้วผมรวมตัวกลุ่มเพื่อนขึ้นมาอีกกลุ่มหนึ่งเพื่อทำโปรเจกต์นี้ พี่นิคจะติดอะไรไหม

พี่นิคก็บอกว่าก็ลองเอามาดู แต่ว่าเขาขอดูวงก่อน คือไม่ใช่อยู่ ๆ จะมาลักไก่เลย ก็ต้องมี test ก่อน ตอนนั้นผมก็ถามเมื่อยเลยว่า เมื่อยเอาไหม เมื่อยก็ไม่มีอะไรจะเสียอยู่แล้ว เขาก็เอา แล้วผมก็ไปชวนคนน้องอีก 2 คนที่เป็นรุ่นน้องสมัยเรียนมัธยมมารวมตัวกันแล้วก็ไปเสนอ คือมันจบในเวลาประมาณ 2 อาทิตย์ ชื่อวงก็ชื่อวงอาย’ (EYE) ตั้งกันแบบด่วน ๆ สุดท้ายก็ออกมาเป็นเพลงวันนี้ดีจังที่อยู่ใน Intro 2000 ซึ่งนั่นคือข้อต่อแรกที่ทำให้ผมกับเมื่อยได้เริ่มทำงานด้วยกันและมีผลงานสู่สาธารณชนจริง ๆ

แต่ก็ยอมรับว่าอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งนะ การที่ผมเลือกที่จะลาออก ประมาณอาทิตย์กว่า ๆ ผมก็กลับมาพร้อมกับอีกวงหนึ่ง แล้วสุดท้ายในที่สุดวงนั้นมันก็ไปอยู่ในลิสต์นั้นแทน เพื่อนก็โกรธอยู่แล้ว เพื่อนก็คิดว่าทุกอย่างมันคือสิ่งที่ผมวางแผนไว้แล้ว สุดท้ายใช้เวลาเคลียร์ใจกันนานมาก เพื่อนบางคนยังเพิ่งมาคุยกันเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง พอมันผ่านช่วงเวลานั้นมา มันก็แค่ยอมมองย้อนกลับไปแล้วเข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่ตอนนั้นมันแทบจะแยกย้ายไม่คุยกันเลย คนรอบข้างก็มีทั้งเข้าใจและไม่เข้าใจ

มันก็เป็นเรื่องที่ก็ต้องเก็บเอาไว้ แล้วผมก็คิดแค่ว่าแบบอาจจะดูหล่อนะ แต่ผมคิดแค่ว่าเวลาและงานมันจะเป็นเครื่องพิสูจน์เองว่าเราทำอะไรอยู่  คือผมคิดในใจไว้แค่นั้น ไม่ได้คิดว่าต้องมาเป็น Scrubb หรืออะไรทุกวันนี้นะ แต่ไอ้จุดนั้นมันก็พาให้ผมกับเมื่อยมันกลายเป็นสร้างวง Scrubb ขึ้นมา แล้วมันก็ทำงานกันมาจนถึงทุกวันนี้ เพราะงั้นจริง ๆ มุมหนึ่งนอกจากไอ้สิ่งที่เจอมาตรงนั้น ผมพยายามทำงานอยู่เรื่อย ๆ เพื่อให้งานมันพูดแทนเหตุผลหรือเหตุการณ์บางอย่างที่เราเคยตัดสินใจในวันหนึ่งไว้ แต่ผมว่างานมันตอบได้ดีที่สุด ดีกว่าพยายามไปนั่งอธิบายให้ใครฟังว่าเราคิดอะไร ทำไมถึงตัดสินใจอย่างนั้น ณ เวลานั้น มันเป็นทั้งความฝันแล้วก็เป็นทั้งเครื่องพิสูจน์ตัวเองของผม

Scrubb

The People : ช่วงแรกที่ทำวงด้วยกัน เจอแต่คำพูดว่าดีนะ แต่ยังดีไม่พอ

เมื่อย : เราเจอตลอดปะ (หัวเราะ)

บอล : พอเริ่มทำด้วยกันจริง ๆ แล้วหนักกว่านั้นอีก พอเอาเดโมของตัวเองมาส่งจริงจัง เป็นผมกับเมื่อยเริ่มทำเพลง ผมว่าพี่นิคปวดหัวกว่าเดิม ผมก็รู้สึกว่าตัวเองแม่งโคตรดื้อเลยตอนนั้น คือมันไม่ใช่ว่าดีนะแต่ยังไม่ถึงแต่มันเป็นเรื่องที่ว่า ในยุคนั้นคือใครเขาทำแบบนี้กัน ใครเขาร้องแบบมึง ใครเขาเล่นดนตรี เล่นกีตาร์แบบนี้ สุดท้ายวงอายมันก็จบแค่นั้นจริง ๆ แล้วการทำงานมันก็เหลือแค่ 2 คน แต่โชคดีที่เมื่อยเรียนจบกลับมาอยู่กรุงเทพฯ มันก็สะดวกขึ้นตรงที่เราก็มีเวลาในกรุงเทพฯ มากขึ้น ผมก็ไปอาศัยรบกวนบ้านป๊าบ้านม้า เมื่อยก็ทำเดโม ดึกแล้วก็นอนเลย ตื่นมาก็ขอกินข้าวแล้วก็ออกไปทำงาน กลางคืนก็กลับมาเจอกัน มันได้เจอกันมากขึ้น ทำงานกันมากขึ้น แต่งานเราก็ถือว่าในช่วงแรก แบบคำวิจารณ์ก็จะหนักอยู่

The People : งานที่ถูกปฏิเสธกลายมาเป็นก้าวสำคัญของชีวิต

เมื่อย : แล้วมันก็เลยมาถึงจุดเลี้ยว แต่ก่อนมันจะมีร้านเทปพวกโดเรมี พวก JU พวกร้านดีเจสยาม และเริ่มรู้ว่าเขามีการทำเพลงใต้ดินกัน ก็เลยแค่คิดเล่นๆ ว่าเฮ้ย งั้นเราเอาเพลงที่มันถูกคนปฏิเสธมาลองทำใต้ดินดูดีกว่า ก็หาที่หาทาง ซื้อเครื่องมือ ยืมห้องอัดเพื่อน จนได้เทปออกมา 500 ม้วน ก็ทำตรง ๆ เลยไปหาที่ฝากขายที่ละ 5 ม้วน 10 ม้วน ตรงไหนแปะโปสเตอร์ได้ก็แปะ ตอนนั้นยังเรียนอยู่ปีสี่ก็มีร้านสหกรณ์ ก็ไม่ใช่เรื่องก็ไปฝากเขาขายงานลอยกระทง ก็ลองไปขายเขาดู ซึ่งเอาจริง ๆ เขาก็ซื้อด้วยความเห็นอกเห็นใจ

บอล : เรียกว่าช่วยเหลือกัน

เมื่อย : ใช่ เพราะว่ายิ่งย้อนกลับไปฟังก็ยิ่งอื้อหือ เอามาขายได้ไงวะเนี่ย เต็มไปด้วยความไม่รู้ผิดชอบชั่วดี

บอล : ผิดทุกกฎที่เขาตั้งไว้

เมื่อย : เราแค่แบบเฮ้ย เรา 2 คนโอเคกับมัน ก็น่าจะมีคนชอบบ้างคิดเล่น ๆ แค่นี้ รวมถึงไปส่งวิทยุด้วย อย่างตอนไปส่งที่วิทยุก็ไปทื่อ ๆ เลย ก็อยากไปส่ง ตอนนั้นมีโอกาสก็เข้าไปหามัน เราก็สนุกกับการที่มันมีปฏิกิริยาตอบกลับเล็กน้อย ยังมีขึ้นชาร์ตบ้าง ได้สัมภาษณ์หนังสือ ยังจำความรู้สึกได้ว่า อ้าว ตอนที่เอาเทปไปขายใต้ดินมีงานแฟตฯ ก็ไปปั๊มแผ่นขาย ยังคิดว่า เฮ้ย อย่างนี้ก็สนุกดีนะ ทุกปีทำแค่นี้ก็ได้เงินมาทำอะไรสนุก ๆ ทุกปีก้อนเล็ก ๆ

บอล : พอเสร็จจากอัลบั้มชุดใต้ดินอันนั้น พี่ฟั่นโกมล บุญเพียรผล เขาก็เห็นแล้วว่าเราทำอะไรอยู่ บางวันแกก็จะมาช่วยเรา พวกเราก็เข้าไปสิงสุมหัวในบ้านแก มันก็เลยมีเดโมอีกชุดหนึ่งที่มันคือชุดแรก มันคือชุดแรกครึ่งหนึ่งแล้วมีเพลงเธอมีทุกอย่างที่เป็นเวอร์ชั่นเก่ามีเพลงแบบดาร์กๆทั้งหลายแหล่อยู่กลุ่มหนึ่ง

อยู่มาวันหนึ่งก็เหมือนไปขอเล่นงานแฟตเฟส ครั้งที่ 2 ก็ไปเล่นเป็นวงเปิดของวงเปิดอีกทีหนึ่ง ไม่มีชื่ออยู่ในลิสต์ ไปแทรกเขา คือถ้ามีประวัติผมว่า Scrubb เป็นวงที่ชุ่ยอยู่ประมาณหนึ่งเลย ทุกอย่างไปขอเขาหมด คือถ้าเป็นผู้ใหญ่วันนี้ ผมว่ามองลงไป มองตัวเองกลับไปวันนั้น ผมยอมรับนะ เราแม่งเป็นแก๊งเด็ก 2 คนที่น่ารำคาญประมาณหนึ่ง คือมันตอดไปเรื่อย จีบไปเรื่อย แล้วคิดว่าผมเป็นผู้ใหญ่ผมก็คงรำคาญ แล้วผมก็คงปฏิเสธมันเหมือนกัน แต่ในวัยนั้นพอกลับเป็นเราเราไม่รู้หรอกว่าไอ้ตอนนั้นแม่งน่ารำคาญแค่ไหน

“บอล“ ต่อพงศ์ จันทบุบผา

แต่ระยะเวลา 3 ปี กลายเป็นว่าสิ่งที่เราเคยหว่านไปเรื่อย มันเลยกลายเป็นว่ามันดันอ้าว ชิบหายฝนดันตก ปุ๋ยดันมา วัวดันมาขี้ไว้อะไรก็ไม่รู้ เพลงก็เริ่มมีคนรู้จักบ้าง ไอ้ตรงนู้นก็เริ่มมีคนเห็นสัมภาษณ์นั่นนู่นนี่ ไอ้ซีดีที่ทำไปขายที่ไปซุย ๆ ที่เคยไปขอเขาเล่น เพลงที่เคยเอาไปให้พี่เต็ด (ยุทธนา บุญอ้อม) ฟัง พี่เต็ดก็ดันไปส่งต่อให้พี่จู๋ที่กำลังทำ Blacksheep อยู่  ไป ๆ มา ๆ อาทิตย์เดียวเมื่อยก็โทรมาบอกว่าพี่เต็ดบอกว่ามีค่ายอยากคุยด้วย

ตอนนั้นเหมือนมันเราโดนมาน่วมจนชาไปแล้ว มันเฉยชาไปแล้ว รู้สึกว่าก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรอก ก็คงเหมือนเดิม แต่พอไปคุยเสร็จ เขาจะขอเซ็นเลย จะปล่อยเพลงเลย คิดดูจาก 6 ปีของผม 3 ปีของเมื่อย เล่น Fat Festival ครั้งที่ 2 พฤศจิกายน เสร็จ ธันวาคมคุยเลย มกราคมเซ็นสัญญา เมษายนออกเพลงทุกอย่างสิงหาคม ออกอัลบั้มแรก และก็ได้ศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยมกลายเป็นที่รู้จักเลย

คือแบบอะไรวะ ! ตอนเขาบอกว่าจะเซ็นเลย พวกผมยังไม่เชื่ออยู่เลย ยังถามกันอยู่เลยว่าใช่เหรอมึง ค่ายแม่งมิจฉาชีพเปล่าวะ มันไม่ใช่แค่ไปนั่งคุยกันทีหนึ่งแล้วก็ยื่น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นมันอย่างนั้นจริง ๆ คำถามแรกที่พี่จู๋ถามคือพร้อมจะออกเมื่อไหร่ มีอัลบั้มครบยัง

ซึ่งกลับไปมองดูถ้ามันคลาดจากธันวาคมไปนิดเดียวเป็นมกราคม ไอ้นี่ก็ไปอยู่ภูเก็ต แล้วผมก็เลิกทำแล้ว บางครั้งชีวิตมันก็แค่นี้มันอะไรไม่รู้วันที่พยายามแล้วแม่งก็แบบโอ้โหโคตรพยายามแล้วแม่งโคตรเปล่าประโยชน์

The People : ยังคงภูมิใจกับความดื้อของตัวเองในวันนั้นไหม

บอล : ส่วนตัวผมเป็นคนโอเคกับตัวเราในวันใดวันหนึ่งแบบนั้นตลอดนะ ผมไม่ค่อยโทษตัวเองเลย ผมจะเป็นคนมองตัวเองวันนั้นแบบขำ ๆ มึงทำอะไรลงไปเนี่ย แต่มันคือไทม์ไลน์ มันคือ milestone ของชีวิตว่าเพราะเหตุและผลแบบนั้น ตัวเราแบบนั้น สิ่งแวดล้อมคนรอบข้างแบบนั้น การตัดสินใจ ณ วันนั้น มันก็แค่เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่ทำให้เราเป็นวันนี้ คือผมเคารพตัวเองในทุก ๆ ช่วงเวลาที่ผมโตมา

เมื่อย : ผมชอบตัวเองตอนนั้นอยู่แล้ว เพราะมันไม่คิดอะไรจริง ๆ มันไม่ได้คิดว่าจะทำเพลงไปเพื่อที่หนึ่งในชาร์ต ตอนนั้นทำเพลงแบบไม่รู้ผิดชอบชั่วดีอะไรทั้งนั้น เอาสิ่งที่ตัวเองคิดจริง ๆ ไม่มีตรรกะด้วย ไม่ต้องมาคิดว่าดีไม่ดี โง่ก็โชว์โง่เลย มาฟังดูอีกทีก็รู้สึกโง่ดีว่ะ คิดอะไรวะ แต่ว่ามันก็สนุกดี มันไม่เหมือนตอนที่เราทำมาสักระยะหนึ่งแล้ว มันก็จะมีเรื่องนู้นเรื่องนี้ที่ต้องคอยคิดมากหน่อย ชอบความรู้สึกที่มันไม่ต้องคาดหวัง ซึ่งทุก ๆ วงน่าจะมีอารมณ์นี้ครั้งเดียว การทำอย่างนี้

บอล : เหมือนทุกวันนี้ก็ยอมรับว่าพออายุเท่านี้ ทำงานจนถึงทุกวันนี้ โดยใจในการทำงานมันก็ไม่สามารถกลับไปคิดแบบ ณ วันนั้นได้แล้ว ถึงแม้จะอยากเป็นแบบนั้นแค่ไหนก็ตาม

The People : สมัยนั้นอาชีพนักดนตรีอาจถูกมองว่าเป็นงานเต้นกินรำกิน

บอล : คนใกล้ตัวเลยแหละ

เมื่อย : เหมือนที่บ้านก็ไม่สนับสนุนเหมือนกัน เราเป็นลูกคนจีน แล้วก็จริง ๆ ควรจะรับผิดชอบกิจการที่บ้านต่อ เราขอเขาไว้ว่า 2 ปี แล้วหลังจาก 2 ปีก็ดื้อมาเรื่อย ๆ จนถึงตอนนี้ แต่ก็เอาจริง ๆ ก็ยอมรับว่าตอนนั้นยังไม่รู้ว่าในอนาคตจะเป็นยังไงเหมือนกัน รู้แต่ว่าเราอยากทำ (งานเพลง) แล้วก็อยากลองทำสักครั้งหนึ่งในชีวิต แล้วก็ไม่ได้คิดหรอกว่าจะต้องออกเทปหรืออะไร เพราะว่ายุคนั้นมันเป็นยุคที่มันต้องหน้าตาดีแล้วก็ต้องพร้อมจะเป็นทุกอย่าง

“เมื่อย” ธวัชพนธ์ วงศ์บุญศิริ

The People : การรักษาแนวเพลงป๊อบ ในแบบฉบับของ Scrubb เป็นเรื่องที่ยากหรือเปล่า

บอล : ผมใช้คำว่าป๊อป เพราะว่าเราไม่ได้ทำอะไรที่ยาก คำว่าป๊อบมุมหนึ่งมันอาจจะหมายถึงว่ามันได้รับความนิยมโดยถ้วนทั่ว แต่ความป๊อบมันคือเหมือนความเรียบง่าย ความ sing along ความฮัมได้ร้องได้ ซึ่งถ้าพื้นฐานที่ผมทำงานมาแล้วผมได้เดโมจากเมื่อย เมื่อยเป็นคนที่เล่นอะไรกับกีตาร์ตัวเดียว บางครั้งก็มากับเนื้อเลย บางครั้งก็ทำอะไรมาไม่รู้ ซึ่งไอ้ความเรียบง่ายตรงนั้นมันก็เป็นหน้าที่ที่ผมต้องเอามาเรียบเรียงต่อก่อนจะส่งให้พี่ฟั่นดูเรื่องในห้องอัดอีกทีหนึ่ง  ผมว่าดนตรีหรือสิ่งที่เราเอาไปนำเสนอมันก็คือความสนใจของผมและเมื่อยในช่วงเวลานั้นแหละ เริ่มต้นเราอาจจะสนใจแนวดนตรีใกล้ ๆ กันจากวงที่เราโตมาด้วยกัน ชอบเหมือน ๆ กัน 

แต่พอตอนนี้อัลบั้มชุดหลัง ๆ อย่าง “Season” ก็จะเห็นเลยว่าตอนทำเดโมจริง ๆ ก่อนที่มันจะเป็นเสียงเมื่อยใส่ลงไป มันมีความไม่ Scrubb สูงมาก จนบางคนก็ถามว่าจะทำแบบนี้จริง ๆ เหรอ แต่ถ้ามันไม่ได้ลองทำ มันก็ไม่รู้ว่าผลออกมาจะเป็นยังไง แต่พอใส่เสียงเมื่อย เอาเมื่อยร้องเติมเข้าไปปุ๊บ สุดท้ายมันก็เป็น Scrubb ที่เรายังเคยได้ยินกันอยู่ บวกกับอะไรบางอย่างที่ไม่คุ้นหู ซึ่งนั่นในความไม่คุ้นหูมันหมายความว่ามันคือของใหม่ที่เราพยายามจะเอามาใส่มานำเสนอ

เพราะว่าการทำอัลบั้มลําดับที่ 7 มันไม่ง่ายเลยนะ แล้วคนที่จะปรึกษาก็น้อยมาก ไม่ได้หมายความว่าตัวเองเก่งนะ แต่หมายถึงว่าตัวเองยังได้รับโอกาสที่ได้ทำอัลบั้มจนถึงลำดับที่ 7  ซึ่งบางครั้งเราไม่รู้ว่าจะไปปรึกษาใครว่า พี่ชุด 7 ทำอะไรดี คนที่จะปรึกษารอบ ๆ ข้างมันก็น้อยมากที่จะคุย เพราะงั้นเราแค่ต้องกลับไปดูว่าเราเดินผ่านอะไรมาบ้าง เราทำอะไรไปแล้วบ้าง มีอะไรที่เราชอบไม่ชอบ มีอะไรที่เราอยากทำแล้วยังไม่ได้ทำอีก รวมถึงมีอะไรที่เราน่าจะลองทำ แล้วเอาไปใส่เอาไปทดลองอยู่ในนั้น  

นี่ถือว่าเป็นความโชคดีของผมนะ รวมถึงหลาย ๆ วงด้วย ผมคิดว่าวงดนตรีที่มีนักร้องที่มีคาแรคเตอร์ส่วนตัวสูง ไม่ว่าคุณจะทดลองดนตรีไปในแบบไหน เมื่อนักร้องของคุณได้มาลงเสียงแล้วมันกลายเป็นวงของคุณ นั่นคือความโชคดีของวงนั้นมาก ๆ  มันให้อิสระต่อคนที่ดูแลในพาร์ตดนตรีมากว่าผมค่อนข้างจะ free form มาก เหมือนทุกวันนี้ถ้าเกิดยังทำเพลงอยู่ ผมจะรู้สึกว่าอยากทำแบบนู้นแบบนี้เต็มไปหมด ผมไม่ต้องคิดแล้วว่า Scrubb เคยเป็นแบบไหนตอนนี้เราชอบอะไร

The People : เพลงที่ชอบที่สุดตั้งแต่ทำงานมา

บอล : มันชอบไปเยอะมาก แต่เอาช่วงเวลานี้แล้วกัน ถ้าเมื่อก่อนผมจะพูดถึงเข้ากันดีบ่อย พูดถึงตัวเองว่าตัวเองได้ทำอะไรในนั้นเยอะในฐานะนักดนตรี อันนั้นเป็นความภูมิใจ แต่ถ้าถึงวันนี้เวลานึกถึงตัวเอง ผมชอบ ‘Inchan Tree’ มันเป็นเพลงที่ค่อนข้างเรียบง่ายประมาณหนึ่ง คือเพลงนี้ตลกมากเพราะตอนแรกมันเป็นเพลงที่เมื่อยเอามาอวดว่า เนี่ย ผมทำเสื้อขาย แล้วทำเพลงบรรเลงไว้เพลงหนึ่ง เป็นเพลงฮัมเพื่อจะเอาไว้ให้คนที่ซื้อเสื้อไปแล้วก็ได้ซีดีนี้ไปเปิดประกอบตอนใส่เสื้อ

เมื่อย : พี้ยนปะล่ะ

บอล : คือเราเคยทำเพลงที่มันเกี่ยวข้องกับสถานที่ที่เราไปแล้วเราประทับใจ อย่าง ‘Art bar’ ก็เป็นบ้านเพื่อนของน้องชื่ออาร์ต ก็ตั้งชื่อว่า Art bar ‘See scape’ ก็เป็นร้านที่เมื่อยไปเจอ ไปใช้ชีวิตช่วงเวลาหนึ่ง  อินจัน ทรี มันเป็นที่ที่เรา 2 คนชอบไป มันคือรีสอร์ตของเพื่อนที่ทุก ๆ เทศกาลสำคัญ เราจะพาแฟน พาเพื่อน พาครอบครัวไปอยู่ แล้วก็ไปรวมตัวเจอกัน คือไม่ได้ภูมิใจว่านี่คือมหากาพย์นะ แต่มันทำให้เราแบบอมยิ้ม ผมอมยิ้มกับเพลงนี้แล้วรู้สึกว่าดีใจที่มีเพลงนี้อยู่เป็นสมบัติชิ้นหนึ่งของวง แล้วมันง่ายมากด้วย

เมื่อย : ของผมมาจากอัลบั้มใหม่ล่าสุดเพลงละครก็ชอบเพราะว่าเราอินกับเรื่องราวอะไรประมาณนี้อยู่ ต้องลองไปฟังดูว่าเป็นยังไง ก็ไม่สดใสมาก แต่ก็ไม่หม่นมาก เป็นเรื่องกลาง ๆ ยิ่งอาจจะอายุมากขึ้นแล้วมันก็มองอะไรเป็นกลางๆ

Scrubb

The People : อยู่ด้วยกันมา 19 ปีแล้ว อะไรเป็นสิ่งที่ทำให้ทั้งคู่ยังทำงานราบรื่นจนถึงทุกวันนี้

บอล : ณ วันนี้ผมกล้าพูดว่าสิ่งที่มันทำให้ทำงานได้จนถึงทุกวันนี้ ก็คือความที่ผมกับเมื่อยเป็นเพื่อนสนิทกันที่ ณ ปัจจุบันไม่มีอะไรเหมือนกันเลย  คือตั้งแต่จุดเริ่มต้นเล็ก ๆ แล้วอย่างที่บอก เมื่อยเป็นลูกคนจีน ผมเป็นลูกคนไทย บ้านเมื่อยค้าขาย ผมรับราชการ เมื่อยจะเป็นคนหัวความคิดสร้างสรรค์ ชอบคิดชอบทดลองทำอะไรโดยที่แบบเดี๋ยวค่อยวัดผล ไปลองดูข้างหน้าว่าเป็นไง ผมเป็นคนแบบถ้าไม่คิดไว้ก่อน วางแผนไว้ก่อน ประเมินผลว่าจะเวิร์กหรือไม่เวิร์ก ผมจะไม่กล้าออกจาก safe zone ออกไปทำ

คือโตกันมาแบบนี้ตลอดเวลา ส่วนหนึ่งมันคือถ้าเราเหมือนกันไปหมดทุกอย่าง มันก็คงจะแห่กันไปขึ้นสวรรค์ หรือพากันไปลงนรก แต่การที่มันไม่เหมือนกันเลย หลาย ๆ ครั้งที่บอกว่าทำไมถึงราบรื่น มันไม่ราบรื่นเลย (หัวเราะ) มันทะเลาะกันตลอดเวลา แต่การทะเลาะนั้นมันคือทะเลาะโดยเรารู้ว่าสครับบ์มันคือนามสกุลกลางของเรา ไม่มีใครเป็นเจ้าของอย่างแท้จริงคนใดคนหนึ่ง มันคือของที่เราสร้างขึ้นมา

คนชอบถามอย่างนี้มาเรื่อย ๆ นะ แล้วเราก็ตอบ ด้วยคำตอบอื่น ๆ ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ผมว่าพอเข้าปีที่ 20 การที่อยู่กันได้ผมกล้าพูดเลยว่าแม่งเพราะเรา 2  คนแม่งโคตรไม่เหมือนกันเลย เราจึงเป็นกระจกซึ่งกันและกัน

The People : เหมือนเป็นครึ่งชีวิตของกันและกัน

บอล (หัวเราะ) เจ็บปวด แต่ประมาณนั้น

เมื่อย : ใช่ๆๆ


นักดนตรี, นักวิจารณ์ดนตรี บัณฑิตดนตรีจากรั้วศิลปากร หลังฝึกปรือกีตาร์แจ๊สอยู่หลายปี ปัจจุบันเขาหันมาสนุกกับงานเขียนด้านดนตรี, กีฬา และ กินเที่ยว

Related

สัมภาษณ์สุวจนา พินิจชัชวาล: แอดมินเพจ “ฉัน หนัง สือ” หญิงสาว ความรัก การอ่าน

สัมภาษณ์ โอ – อนุชิต สพันธุ์พงษ์ นักแสดงผู้ถูกหล่อหลอมด้วยความเป็นเหตุเป็นผล

สัมภาษณ์ บีเบนซ์ พงศธร ธิติศรัณย์ ชายผู้แกว่งปากหาเงิน

สัมภาษณ์ ฉันทนา ทิพย์ประชาติ “การทำหนังเป็นพื้นที่ระบาย และเป็นพื้นที่หายใจของเรา”

เจ Penguin Villa หนุ่มเพนกวินที่ไม่กลัวความสูงอีกต่อไป กับอีกบทบาทในฐานะ “เจ้าพ่อเพลงโฆษณา”

ศุภลักษณ์ จันทร์พิทักษ์ แม่ทัพหญิงแห่งบ้านจัดสรร ‘Britania’ ผู้เชื่อว่าไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้

คุยกับนักแสดงและทีมงาน จากมิวสิคัล “เดอะ ไลอ้อน คิง” ละครเวทีที่เปี่ยมไปด้วยความทรงจำ

สัมภาษณ์ เรืองฤทธิ์ ศิริพานิช ความฉลาดเป็นพรสวรรค์ และการสอบไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต