Post on 29/03/2019

สัมภาษณ์ โจโจ้ & มิวนิค กระสือสยาม (SisterS) ความกลัว วัยรุ่น และเรื่องผี

หากพูดถึงเรื่องราวของ “กระสือ” หลายคนอาจนึกถึงตำนานกระสือตามท้องทุ่งสมัยโบราณ หากแต่ว่า กระสือสยาม (SisterS) โดยผู้กำกับ ปรัญชา ปิ่นแก้ว ได้ตีความกระสือรูปแบบใหม่ที่อาศัยอยู่ในเมืองยุคปัจจุบัน นำแสดงโดย โจโจ้ – พลอยยุคล โรจนกตัญญู และ มิวนิค – นันท์นภัส เลิศนามเชิดสกุล

ทั้งสองเป็นนักแสดงที่เข้าวงการมาตั้งแต่เด็กและวัยรุ่น พวกเธอต้องพบกับความสนุก แรงกดดัน และความท้อในการทำงาน The People จึงชวนเธอมาพูดคุยถึงความกลัว วัยรุ่น และเรื่องผี ในฐานะวัยรุ่นคนหนึ่งของสังคมไทย

The People: ใน “กระสือสยาม” ต้องมารับบทพี่น้องกัน แล้วในชีวิตจริงแต่ละคนมีพี่น้องหรือเปล่า

พลอยยุคล: นี่คือความคอนทราสต์ ในหนังหนูเล่นเป็นพี่ แต่ชีวิตจริงหนูมีพี่น้อง 4 คน และเป็นลูกคนเล็กสุด

นันท์นภัส: เหมือนกันค่ะ ในหนังหนูเล่นเป็นน้อง แต่ชีวิตจริงเป็นพี่คนโต

 

The People: ความแตกต่างนี้มีผลต่อการแสดงไหม

พลอยยุคล: ไม่ได้เอามาเป็นอุปสรรคขนาดนั้น แค่รู้สึกแบบต้องเรียนรู้เพิ่มว่าการที่เรามีน้องจะเป็นความรู้สึกยังไง

นันท์นภัส: แต่หนูมาเล่นเป็นน้องนี่ไม่ยากนะคะ เพราะเดี๋ยวพี่ก็ช่วยดูแลเรา (หัวเราะ)

พลอยยุคล: ใช่! ลำบากที่ฉันเอง แล้วตามบทน้องเขาดูอ่อนแอ น่าทะนุถนอม น่าสงสาร เราก็ต้องคอยหามคอยหิ้วเขา แต่มันก็ไม่ยากขนาดนั้น เพราะส่วนตัวเป็นคนห้าวอยู่แล้ว พูดจาโผงผาง คาแรกเตอร์ตัวเองน่าจะพอเป็นพี่คนอื่นได้ แต่ไม่เคยมีโมเมนต์มีน้องไง ก็รู้สึกว่าสนุกดี ได้ลองอะไรใหม่ ๆ

นันท์นภัส: ส่วนมิวนิคสบายค่ะ ปกติเป็นพี่จะต้องดูแลน้อง แต่เรื่องนี้อยู่เฉย ๆ เดี๋ยวเขาก็มาดูแลเราเอง (หันไปทางโจโจ้) ดูแลไหมเนี่ย

 

The People: การมารับบทพี่น้องกัน เราต้องสร้างความรู้สึกผูกพันกันอย่างไร

พลอยยุคล: มีการเวิร์กช็อปกันค่ะ เขาให้เราหลับตา จับมือกัน แล้วค่อย ๆ ดึงมือออกจากกัน พร้อมกับค่อย ๆ เล่าว่าเราสนิทกันมากขนาดไหน มีกันอยู่แค่สองคนนะ แล้วตอนดึงมือ เขากระซิบว่าทำยังไงก็ได้อย่าให้มือน้องหลุด อย่าปล่อยมือน้อง แล้วเราจับกันสุดฤทธิ์จนเขาดึงหลุดออกจากกัน เราก็ร้องไห้แบบร้องไห้โฮ วันนั้นแค่วันเดียวที่เจอน้อง เป็นครั้งแรกที่เจอกันด้วยนะ จากที่ไม่รู้จักกันมาก่อนก็รู้สึกสนิทกันเพราะเวิร์กช็อปครั้งนั้นด้วยกัน

นันท์นภัส: เวลาเล่นหนัง ฉากไหนที่ต้องห่างความสัมพันธ์กัน เราก็รู้สึกเสียใจจริง ๆ ไม่อยากแยกจากไป

 

The People: ใน “กระสือสยาม” แต่ละคนมีบุคลิกอย่างไรบ้าง

พลอยยุคล: หนูรับบทเป็น “วีณา” เป็นตัวละครที่ได้รับการกดดันมากอยู่พอสมควร เป็นวัยรุ่นที่เครียดมาก ๆ คนหนึ่ง เพราะไม่มีพ่อแม่ให้ปรึกษา มีความฝันแต่ไม่มีโอกาสได้ทำ เช่น ชอบวาดรูป ชอบฟังเพลง และก็ชอบผู้ชายคนหนึ่งแต่มีความรักไม่ได้ เพราะมีภาระต้องดูแลน้องสาวที่กำลังป่วย โดยมีลุงที่เปรียบเสมือนพ่อคอยเลี้ยงมาตั้งแต่เด็ก ปลูกฝังเราตลอดว่าต้องดูแลน้องนะ ต้องทำทุกอย่างเพื่อน้อง ซึ่งน้องจะอยู่รอดหรือไม่ขึ้นอยู่กับเราเหมือนกัน เขาเลยเอาทุกอย่างมากดดันเรา

นันท์นภัส: ส่วนหนูรับบท “โมรา” เป็นเด็กผู้หญิงที่ป่วย แต่ไม่มีใครบอกว่าป่วยเป็นโรคอะไร วัน ๆ ทำอะไรไม่ได้มากแค่ไปโรงเรียนแล้วก็ต้องกลับบ้าน ไม่มีโอกาสได้เที่ยว อยากกินอะไรก็ไม่ได้กิน เพราะต้องกินของเฉพาะที่พ่อหรือพี่สาวเตรียมให้ ต้องกินยาทุกวัน ร่างกายอ่อนแอมาก ๆ ทำสิ่งที่ตัวเองอยากทำไม่ได้เหมือนกัน

พลอยยุคล: เราต้องยอมเสียสละเพื่อน้อง ทั้งที่เราเองก็ไม่รู้เหตุผลหรือที่มาที่ไปว่าเพราะอะไร เราแค่โดนสั่งมาแบบนี้

The People: วัยรุ่นมีกิจกรรมให้เลือกทำมากมาย ทำไมวัยรุ่นอย่างคุณถึงสนใจการทำงานในวงการบันเทิง

พลอยยุคล: ดวงและโอกาสที่เข้ามาค่ะ ตอนถ่ายหนังเรื่องก่อน BKKY ตอนปี 1 เขาไปเจอหนูที่สยาม อีกอย่างคือคอนเน็กชันด้วย หนูเรียนออกแบบการแสดงที่ มศว. ไม่ได้เรียนเบื้องหน้า แต่เป็นเบื้องหลัง เช่น การทำคอสตูม, ฉาก, การแต่งหน้า, การจัดไฟ แต่ด้วยคอนเน็กชันและคาแรกเตอร์เราได้ทางการแสดง รุ่นพี่เขาก็เรียกไปแคสต์แล้วก็มีงานเข้ามาเองค่ะ

นันท์นภัส: ส่วนของหนูเป็นคุณแม่ลากไปตั้งแต่เด็ก ๆ ค่ะ งานแรกที่หนูทำ หนูยังไม่รู้เลยว่าหนูทำไปได้อย่างไร

พลอยยุคล: ตั้งแต่กี่ขวบนะ

นันท์นภัส: ไม่ 4 ก็ 5 ขวบ

พลอยยุคล: จริงปะเนี่ย!

นันท์นภัส: หนูไปตั้งแต่ยังจำความไม่ได้ รู้แค่ว่าแม่พาไป หนูก็ไป พอรู้ตัวอีกทีก็ทำมาตลอด มันก็เลยชอบไปโดยปริยาย

 

The People: อะไรคือความสนุกในวงการบันเทิง

พลอยยุคล: เหมือนได้ลองอะไรใหม่ ๆ ที่ชีวิตจริงไม่เคยได้ทำ อยู่ดี ๆ หนูคงไม่หาดาบมาฟันเล่น หรือเอาโรลเลอร์เบลดมาเล่นแบบในหนังหรอก มันไม่มีโอกาสได้ทำ แล้วส่วนใหญ่หนูทำงานโฆษณา ด้วยเวลาที่จำกัดจะถ่ายงานแบบน็อกรอบ 24 ชั่วโมงบ่อยมาก แต่ก็สนุกนะ ชอบเพราะหนึ่งคือเงินดีด้วย สองคือได้ทำอะไรใหม่ ๆ บางทีโมเดลลิงโทรฯ มาว่า “เล่นไอซ์สเก็ตเป็นไหม” แต่ละวันจะมีคำถาม ทำนั่นเป็นไหม ทำนู่นเป็นไหม ทำนี่เป็นไหม เหมือนเราได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ ตลอดเวลา

ยิ่งเรื่องนี้ใหม่มากค่ะ ได้ฟันดาบ ร่ายมนตร์ ร่ายคาถา ทำปรุงยา และอีกหลายที่ไม่คิดว่าจะได้ทำ

นันท์นภัส: ส่วนหนูชอบทำงานมากกว่าเรียนอีกนะ (หัวเราะ) ชอบเพราะว่าแต่ละวันออกไปเจออะไรก็ไม่รู้ ชอบออกไปทำงานที่ได้เจอคนเยอะ ๆ แต่การทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย มันเหนื่อยมาก อาทิตย์ไหนที่ไม่ได้ออกข้างนอกแล้วเรียนอย่างเดียว จะรู้สึกว่าอาทิตย์นั้นเฉามากเลย ประมาณว่า “หางานให้หนูทีเถอะ” เอาหนูออกไปไหนก็ได้ คือมันสนุกกับงานนี้

 

The People: เคยเหนื่อยจนท้อ แล้วคิดว่า “ไม่น่าเข้าวงการนี้” ไหม

พลอยยุคล: หนูมี เพิ่งอาทิตย์ที่แล้วเอง ไปถ่ายโฆษณาอาหาร มันเป็นอะไรที่เหนื่อยสุด ๆ กินจนปากแสบไปหมด เขาต้องการใบหน้าโมเมนต์เปรี้ยวจนหน้าบิดเบี้ยว เปรี้ยวจนตัวสั่น เราก็เกร็งจนเส้นยึดอะ คือตอนนี้ยังเจ็บอยู่เลย เราใช้ร่างกายหนักมาก การถ่ายเกือบน็อกรอบแบบนี้มันเสียสุขภาพเหมือนกัน เราก็เฝ้าถามตัวเองอยู่ว่า “อยากได้เงินขนาดนั้นเลยเหรอ” ก็รู้สึกว่าควรกรองงานตัวเองบ้าง เพราะบางทีร่างกายไม่ไหว

นันท์นภัส: เยอะค่ะ โดยเฉพาะตอนเข้า BNK ทุกคนน่าจะรู้คำกล่าวขานมาว่า BNK นี่คือสุดยอด และมันก็สุดจริง ๆ สุดกว่าที่คิดไว้อีก ยิ่งเข้ามาช่วงแรกเป็นเรื่องการปรับตัวที่ยากมาก ๆ เพราะมันไม่ใช่แนวทางที่หนูเคยทำมาก่อน รวมทั้งความหนักของงานด้วย

การแสดงเรื่องนี้เราก็ถ่ายกันหนักเหมือนกัน มีหนึ่งคิวหนูตื่น 24 ชั่วโมงเลย เพราะว่าหนูต้องตื่นไปเรียนก่อนตอนเช้าด้วย ทำให้วันนั้นตื่นตี 5 เสร็จอีกทีก็ตี 5 อีกวัน วนอยู่อย่างนี้

พลอยยุคล: จำได้ว่าเสร็จคิวสุดท้าย วันรุ่งขึ้นแกต้องไปสอบด้วยปะ?

นันท์นภัส: ใช่! พีคมาก หนูถ่ายเสร็จตี 3 วันรุ่งขึ้นต้องไปสอบสัมภาษณ์เข้ามหาวิทยาลัย มศว. มันโป๊ะเชะมาก เกือบจะไม่ไปแล้ว

พลอยยุคล: น้องงอแงจะไม่ไปแล้วค่ะ เราถึงบ้านไลน์ไปถาม แล้วน้องก็ตอบ “หนูไม่ไปแล้วพี่” นี่ก็พิมพ์ไปเป็นพารากราฟเลยว่าไปเถอะ ก็เลยพยายาม cheer up น้อง เพราะมันสอบพรุ่งนี้แล้ว

นันท์นภัส: แต่สุดท้ายก็ไปค่ะ สอบติดแล้วด้วย (ยิ้ม)

The People: ในฐานะวัยรุ่นที่เรียนไปด้วย ทำงานไปด้วย คุณคิดว่าการเรียนการศึกษามันสำคัญกับวัยรุ่นขนาดไหน

พลอยยุคล: มันเป็นบททดสอบหนึ่ง ถ้าเราเอาชนะมันได้ก็จะได้รับใบปริญญา สำหรับคนไทยมันยังสำคัญ เหมือนเป็นตัวบ่งชี้ว่าคนคนนี้มีความอดทนมากน้อยแค่ไหน อดทนบาลานซ์ชีวิตให้ผ่านจุดนั้นมาได้ เพราะว่าทุกคนมีช่วงเวลาเหนื่อยค่ะ เหนื่อยมาก เหนื่อยสุด ๆ อยู่ที่ว่าเราจะผ่านไปได้หรือเปล่า

นันท์นภัส: วันที่หนูเล่าว่าเลิกงานตี 3 คืนนั้นหนูฟิวส์ขาดนั่งร้องไห้ตั้งแต่ที่ทำงานจนถึงบ้านเลย แต่พอเราทำสำเร็จทั้งสองอย่าง มันเป็นการพิสูจน์ตัวเรา มีช่วงหนึ่งที่เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อว่าหนูจะทำยังไงกับชีวิต หนูเลยคุยกับแม่ หาทางที่ทำให้บาลานซ์ทั้งสองทาง ตอนแรกไม่มีใครมั่นใจในตัวหนูว่าจะจบ ม.6 พร้อมเพื่อนหรือเปล่า แต่สุดท้ายก็พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าหนูสามารถทำงานไปด้วย เรียนไปด้วยได้

 

The People: ทำไมต้อง “กระสือสยาม”

พลอยยุคล: พี่ปิ่น (ปรัชญา ปิ่นแก้ว) เขานำกระสือตีความใหม่ ไม่ใช่กระสือภาพจำแบบถอดหัวห้อยไส้ตามบ้านทุ่งบ้านนา เขานำกระสือมาใกล้ตัวคนเมืองมากขึ้น ใครจะไปคิดว่ากระสือจะมาอยู่ในเมืองด้วย มีประเด็นคลินิกทำแท้ง คลินิกศัลยกรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง

นันท์นภัส: มันมีอะไรใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด บางทีเราอาจจะไม่สังเกตด้วยซ้ำ

พลอยยุคล: และไม่ใช่คนที่ต้องปรับตัว ผีก็ต้องปรับตัวให้สปีชีส์ตัวเองอยู่รอดสืบทอดต่อไปเหมือนกัน

 

The People: แต่ละคนกลัวผีกันไหม

พลอยยุคล: กลัวเฉย ๆ ไม่ได้กลัวมากขนาดนั้น

นันท์นภัส: หนูกลัวสุด ๆ เลยค่ะ

หนูไม่เคยเจอผีนะ แต่กลัว อาจเพราะเป็นคนจินตนาการสูง ใครเล่าอะไรก็จะจินตนาการไปทั่ว เวลานอนกลางคืนมืด ๆ ก็จะคิดเยอะมากเลย ไม่ค่อยชอบความมืด ไม่ชอบอยู่คนเดียว เอาจริง ๆ ตอนถ่าย SisterS ยังกลัวเลยค่ะ ด้วยบรรยากาศสถานที่ตึกร้างมันน่ากลัวอยู่แล้ว

พลอยยุคล: หนูไปเสิร์ชดูเรื่องเล่าสถานที่ถ่ายทำด้วย เป็นหอพักร้างหญิง เคยมีทีมงานมาถ่าย mv แล้วเห็นเงาตะคุ่ม ๆ ตรงบันได ก็เหมือนบิลด์ตัวเองให้กลัวนะ

นันท์นภัส: แล้วจะบิ้วทำไม

 

พลอยยุคล: ก็อยากรู้ไงว่าเราไปถ่ายที่ไหน แล้วที่นี่เป็นอะไรมาก่อน

นันท์นภัส: ส่วนหนูมีซีนหนึ่ง ที่ถ่าย ๆ อยู่แล้วมีค้างคาวบินตัดหน้า ใจคอไม่ดีเลย

 

The People: แล้วอะไรน่ากลัวกว่าผีไหม

ตอบพร้อมกัน: คน

นันท์นภัส: น่ากลัวกว่าผีก็คนแหละ

พลอยยุคล: ผีหลอกก็น่ากลัวนะ แต่คนหลอกเราไม่รู้ว่าใครจะมาไม้ไหน

The People: ในเรื่องมิวนิคมีอาการป่วยอย่างไม่มีสาเหตุ ถ้าให้เทียบเคียงกับโลกแห่งความจริง คุณคิดว่าเด็กสมัยนี้กำลังป่วยกับโรคอะไรมากที่สุด

นันท์นภัส: หนักสุดน่าจะเป็นเรื่องการติดโซเชียลฯ เหมือนทุกวันนี้โซเชียลฯ มีอิทธิพลกับสังคมไทยมาก ๆ โดยเฉพาะวัยรุ่นไทยเอาจริง ๆ สมัยที่หนูยังเล็ก ๆ โทรศัพท์ก็ยังไม่เข้ามาในชีวิตเราขนาดนั้น ถ้าเทียบกับสมัยนี้เราเห็นหลายคนที่เด็กร้องปุ๊บก็ยื่นโทรศัพท์ให้ แล้วหยุดมองมันทันที ตอนหนูเด็ก ๆ ยังไม่ขนาดนี้เลย

พลอยยุคล: ถ้าอ้างอิงจากภาพยนตร์ จะมีเรื่องเพศ เรื่องการทำแท้ง เข้ามาเกี่ยวข้องกับอาการป่วย มันเทียบเคียงกันได้

นันท์นภัส: หนูว่าอยากให้ผู้ใหญ่รับฟังความคิดเห็นของเด็กมากขึ้นนะ หมายความว่าเปิดใจมากขึ้น แต่บางทีเขายังยึดถือแต่สิ่งเดิม ๆ หนูไม่ได้บอกว่าสิ่งที่เด็กรุ่นใหม่คิดจะต้องถูกเสมอไป แต่ถ้าเขารับฟังความคิดเห็นแล้วเอาไปขัดเกลาให้ดีขึ้นน่าจะช่วยได้มากขึ้น คือเราไม่ได้ถูก 100% เขาก็อาจจะไม่ถูก 100% แต่ถ้าเรามาจูนกันทั้งสองฝ่ายได้ น่าจะดี

 

The People: หนังเรื่องนี้ค่อนข้างมีฉากรุนแรงโดยเฉพาะเรื่องทางเพศ สำหรับ มิวนิค ภายใต้สังกัด BNK กลัวมีดรามาอะไรไหม

นันท์นภัส: กลัวอยู่แล้วค่ะ แต่อยากให้ทุกคนเข้าใจว่ามันคือหนึ่งในการแสดง แล้วหนูก็จะดีใจถ้าทุกคนอินกับสิ่งที่หนูทำ ถ้าเขาจะดราม่าก็แปลว่าเขาอินกับสิ่งที่หนูเล่น หนูมองเป็นผลตอบรับที่ดีแล้วกันค่ะ

พลอยยุคล: การแสดงเป็นศิลปะแขนงหนึ่ง

นันท์นภัส: ไม่ใช่ชีวิตจริงด้วยซ้ำ

พลอยยุคล: ใช่ แล้วน้องถ่ายเรื่องนี้ตั้งแต่ยังไม่ได้เข้าวง ถ้าเกิดน้องเข้า BNK ก่อนแล้วมีหนังเรื่องนี้เข้ามา หนูว่าน้องไม่ได้เล่นก็ได้

นันท์นภัส: หนูว่าการแสดงเรื่องนี้เป็นบทพิสูจน์ด้านการแสดงของหนูเลยนะว่าทุกคนจะเห็นหนูในบทบาทนี้ได้ดีแค่ไหน

 

The People: มีความเห็นอย่างไรกับวงการภาพยนตร์ไทยในปัจจุบันบ้าง

นันท์นภัส: หนูก็อยากเห็นการพัฒนาของไทยนะ

พลอยยุคล: คนสร้างไม่เท่าไหร่หรอก แต่คนดูนี่สิ เพราะบางทีเราเห็นหรือคนอ่านตามคอมเมนต์ในตัวอย่างหนัง มีคนแท็กเพื่อน แต่เพื่อนบอกว่า “ไม่เอา ไม่ดูหนังไทย” อ่าว… ทำไมคุณไม่เปิดใจกับหนังไทย ถ้าหนังไทยคนไทยไม่ดู แล้วใครจะไปดู

 

The People: แล้ว 2 คนวางเส้นทางอนาคตในวงการบันเทิงไว้ยังไงบ้าง

พลอยยุคล: อยู่ที่โอกาสเข้ามาหาเราด้วยค่ะ ถ้ามีโอกาสก็ยังอยากทำตรงนี้ไปเรื่อย ๆ เพราะว่าเรายังได้ลองอะไรใหม่ ๆ ทุกครั้งในงาน ทุกที่ที่ได้เจอ มันตื่นเต้น มันท้าทายอยู่แล้ว

นันท์นภัส: เหมือนกันค่ะ หนูก็ต้องรอโอกาสจากทางผู้ใหญ่เหมือนกัน แต่ตอนนี้หนูมีหลายอย่างที่อยากทำให้ประสบความสำเร็จตามความตั้งใจ ก็จะค่อย ๆ ทำไปเรื่อย ๆ ค่ะ


Writer

ผู้เขียนเนื้อหาศิลปวัฒนธรรม และอะไรก็ตามที่เป็นความบันเทิง

Related

สัมภาษณ์ ปริญญ์ หมื่นสุกแสง การยืนยงคงหนึ่งแห่งสถานีวิทยุ COOLfahrenheit

สัมภาษณ์ ประวิทย์ แต่งอักษร และ ไกรวุฒิ จุลพงศธร สำรวจโลกใกล้สูญพันธุ์ของนักวิจารณ์ภาพยนตร์

สัมภาษณ์ผู้บริหารโรงภาพยนตร์ House พื้นที่แห่งโอกาสของภาพยนตร์ทางเลือก บนพื้นที่แห่งโอกาสของตัวเอง

คุยกับนักแสดงและทีมงาน จากมิวสิคัล “เดอะ ไลอ้อน คิง” ละครเวทีที่เปี่ยมไปด้วยความทรงจำ

WHY “Y” ทำความเข้าใจวัฒนธรรมวายกับ รศ.ดร.นัทธนัย ประสานนาม

“สารคดี = ความจริง เป็นการหลอกตัวเอง” สัมภาษณ์ ณฐพล บุญประกอบ ผู้กำกับภาพยนตร์สารคดี

สัมภาษณ์ วิน นิมมานวรวุฒิ กับเรื่องราวสุดโรแมนติกร้ายของชายที่เป็น male feminist

สัมภาษณ์ จันจิรา สมบัติพูนศิริ: การเมือง ความเป็นไทย อยู่ตรงไหนบนแผนที่โลก