Post on 31/07/2019

สัมภาษณ์ สุดาพิมพ์ โพธิภักติ ผู้บริหาร Be Musical จากเบื้องหน้าสู่เบื้องหลัง ด้วยความรักในละครเวที

“ละครเวทีให้ความสุขกับเรา มันเป็นสิ่งที่ชอบ และเราอยากเห็นมันเติบโต”

นี่คือคำกล่าวของ จ๋า – สุดาพิมพ์ โพธิภักติ จากนักแสดงผู้หลงรักละครเวที สู่เจ้าของบริษัทละครเวที Be Musical ที่สร้างผลงานมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ก๊วนคานทอง Love Game เดอะมิวสิคัล (2559) Be your size (2562) และล่าสุด สูตรเสน่หา (2562) ที่จะทำการแสดงรอบแรกในวันที่ 27 กันยายน 2562

แม้เธอจะจบการศึกษาจากคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่ด้วยความชอบในการร้องเพลง หลงใหลการเต้น และความรักการแสดงบนเวที ทำให้สุดาพิมพ์เลือกทำงานสายอาชีพการเป็นนักแสดงละครเวที ทั้งยังศึกษาต่อด้าน Art Management ที่ Shenandoah University ประเทศสหรัฐอเมริกา นับเป็นการเปิดเส้นทางก้าวเข้าสู่การเป็นผู้จัดละครเวทีอย่างเต็มตัวจนถึงทุกวันนี้

อะไรคือสิ่งที่ทำให้เธอตกหลุมรักละครเวที แล้วเส้นทางสายอาชีพนักแสดงสู่โปรดิวเซอร์ของเธอมีความเป็นมาอย่างไร นี่คือสิ่งที่ The People ได้คุยกับเธอในวันนั้น

จ๋า – สุดาพิมพ์ โพธิภักติ

 

The People: เด็กหญิงสุดาพิมพ์รู้จักศาสตร์ละครเวทีได้อย่างไร

สุดาพิมพ์: สมัยเด็ก ๆ ประมาณ 9 – 10 ขวบ เราเรียนบัลเลต์และได้ไปร่วมแสดงกับละครเวทีเรื่องหนึ่ง ตอนนั้นเราเป็นแดนเซอร์ แต่พอครูเห็นความกล้าแสดงออกของเราเลยให้บทพูดเล็ก ๆ น้อย ๆ เราก็เริ่มรู้จักละครเวทีจากช่วงนั้น แต่มันยังไม่ใช่ละครเวทีแบบมิวสิคัล

ถ้าให้พูดถึงละครเวทีที่เราไปดูแล้วชอบจริง ๆ น่าจะเป็น บัลลังก์เมฆ (2544) เราอยู่ประมาณปี 1 ดูแล้วชอบมาก จากนั้นก็มีรุ่นพี่ชมรม CU Band ชวนให้เราไปออดิชัน คู่กรรม เดอะมิวสิคัล (2546) แต่รู้สึกว่าตัวเองยังไม่เก่งขนาดนั้น เราก็เลยไม่ไป พอไปดูการแสดงจริงก็ร้องไห้เสียดายมากว่าทำไมไม่ไปออดิชัน อยากเล่นมาก ๆ

รุ่นพี่เล่นทั้ง คู่กรรม และ บัลลังก์เมฆ เขาก็มาชวนต่อให้ไปออดิชัน ทวิภพ เดอะมิวสิคัล (2548) เราก็ไปออดิชันแล้วก็ติดจึงได้แสดงเรื่องนี้ด้วย พอได้แสดงกลายเป็นว่าเราไปทำงานอื่นไม่ได้แล้ว เรารักละครเวทีทันทีแม้จะจบนิติศาสตร์นะ ห้ามร้องเพลงไม่ได้แล้ว ยากมาก ทำไม่ได้ (หัวเราะ)

 

The People: เมื่อชอบการแสดง ทำไมตอนแรกถึงเลือกเรียนนิติศาสตร์ แทนที่เลือกคณะอื่นที่เกี่ยวข้องกับศาสตร์การแสดงละ

สุดาพิมพ์: เพราะคิดว่าคณะนิติศาสตร์ไม่มีเรียนเลขค่ะ (หัวเราะ) จริง ๆ แล้วตัวเลือกเราไม่เยอะ เรารู้จักศาสตร์อื่นน้อย เพราะรอบตัวมีแต่นิติศาสตร์ วิศวะ บัญชี ฯลฯ ก็เลยเลือกเรียนนิติ แต่ประเด็นหลักคือเราอยากเข้าจุฬาฯ เพราะปรารถนาเข้า CU Band

 

The People: พอได้เข้ามาสัมผัสละครเวทีจริง ๆ คุณรู้ได้อย่างไรว่าเวทีคือทางของเรา

สุดาพิมพ์: เพราะตั้งแต่เด็กเราชอบร้อง ชอบเต้น แต่ยังไม่รู้ว่าชอบการแสดงไหม พอได้ลองแสดงแล้วพบว่า ละครเวทีเหมือนรวมสิ่งที่เราชอบทั้งหมดอยู่สายเดียว เลยรู้สึกว่าอันนี้ใช่ และเราก็ทำได้ดี ถ้าทำอย่างอื่นเราจะเป็นเป็ด เราบินไม่สูง ดำน้ำไม่ลึก แต่พอมาเป็นมิวสิคัลเราทำได้ และทำได้ดีด้วย

เราเห็นผลตอบรับของละครเวทีทันทีตอนออกมาโค้งได้รับเสียงปรบมือ มันทำให้เราหายเหนื่อย ณ ตรงนั้นเลย ไม่ต้องรอนาน ละครเวทีเป็นการรวมการร้องเพลง การเต้น ซึ่งเป็นสิ่งที่เราชอบไว้ด้วยกัน เหมือนเราเจอทางของเรา

เรารักละครเวทีมาก อยู่มานาน เราเข้าใจมัน ละครเรื่องหนึ่งเหมือนเป็นลูกเรา ทุกครั้งที่เปิดการแสดงรอบแรก เราจะเต้นอยู่ข้าง ๆ เวทีเสมอ ความที่เรารักละครเวทีมากเลยอยากให้วงการนี้เติบโต

 

The People: สำหรับคุณ เสน่ห์ละครเวทีคืออะไร

สุดาพิมพ์: ในแง่นักแสดง ละครเวทีสร้างมิตรภาพให้กับเรา เพื่อนที่เจอกันตั้งแต่ ทวิภพ ถึงตอนนี้ก็ยังสนิทกันอยู่ เหมือนมันให้เสน่ห์การใช้ชีวิตในสังคม ขณะเดียวกันเราต้องพัฒนาตัวเองตลอดเวลา เช่น ฉากร้องไห้เดิม ๆ มันอาจจะตัน ร้องไห้ไม่ออก บางทีต้องหาอะไรใหม่ ๆ ซึ่งสนุกและท้าทาย และต้องมีสติ มีสมาธิตลอด

และถ้าในฐานะคนดู เราได้เห็นอะไรสด ๆ คุณไปดูสิบรอบก็ไม่เหมือนกันทั้งสิบรอบหรอก

 

 

The People: จากนักแสดงมาเป็นผู้บริหารได้อย่างไร

สุดาพิมพ์: เป็นบ้า (หัวเราะ) คืออายุนักแสดงจะมีประมาณหนึ่ง ช่วงที่เราไปเรียนต่อ Art Management ทำให้รู้ว่าต้องบริหาร ต้องจัดการมันอย่างไร ขณะเรียนอยู่จึงหวังว่าจะกลับมาเป็นผู้จัดสักครั้ง แต่ไม่คิดว่าจะเป็นเร็วขนาดนี้ (หัวเราะ)

พอกลับมาตอน ซูสีไทเฮา เดอะมิวสิคัล (2558) มีคนชวนไปเป็น Co-Producer ทำให้รู้ว่าการทำละครเวทีมันละเอียดมาก ต้องประสานงานกับคนเยอะ ดูแลทั้งแสง สี เสียง ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก และเราเจอทีมที่ถูกใจ ก็เลยดึงคนนู้นคนนี้มาร่วมงานกัน มาเปิดเป็นบริษัทของตัวเองคือ Be Musical นั่นเอง

 

The People: ในฐานะผู้บริหาร นักแสดงที่เก่ง ต้องเก่งจากอะไร

สุดาพิมพ์: เก่งจากการไม่หยุดฝึกฝน อย่างปัจจุบันถ้ามีเวิร์กช็อปเกี่ยวกับมิวสิคัล เราก็ยังไปเพื่อเรียนรู้เทคนิคการร้องใหม่ ๆ การแสดงใหม่ ๆ สไตล์การเต้นใหม่ ๆ นักแสดงต้องพัฒนาเสมอ เพราะถ้าคุณคิดว่าเป็นน้ำเต็มแก้ว คุณก็จบ ต้องมีสักวันที่คนอื่นตามเราทัน

 

The People: ทำงานมาทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง คุณชอบงานแบบไหนมากกว่ากัน

สุดาพิมพ์: จริง ๆ ชอบเบื้องหน้านะ แต่ด้วยอายุมากขึ้น (หัวเราะ) จะให้เราไปเป็นหมู่มวล (ensemble) นักแสดงที่วิ่งตลอดเวลา มันไม่ไหวแล้ว พออายุมากขึ้น บทที่สอดคล้องกับเราก็น้อยลง เลยรู้สึกว่าผันมาทำเบื้องหลังดีกว่า แต่ถ้ามีบทที่เหมาะเราจริง ๆ ก็ยังไปเล่นค่ะ

 

The People: จุดเด่นของละครเวทีจาก Be Musical คืออะไร

สุดาพิมพ์: จุดเด่นของ Be Musical คืออารมณ์ดี ส่วนตัวชอบเรื่องราวที่สนุกสนาน ข้างนอกมันเครียดมากอยู่แล้ว เราไม่อยากดูละครเครียด ๆ อีก

จากที่เราเคยศึกษาพบว่า ถ้าละครสนุก คนจะอยากมาดูซ้ำเรื่อย ๆ เช่น ก๊วนคานทอง มีคนดูรอบแรกแล้วซื้อบัตรซ้ำอีกในรอบถัดไปทันที ขณะเดียวกันละครที่เป็นโศกนาฏกรรมเศร้า ๆ มาก ต่อให้คนดูชอบหรือประทับใจแค่ไหน เขาก็จะเหนื่อย ดูรอบเดียวพอ ซึ่งชีวิตปกติคนเรามันเหนื่อยอยู่แล้ว ในฐานะผู้จัด Be Musical ก็ไม่อยากให้คุณเหนื่อยกว่าเดิม

ดังนั้นคนที่จะมาดู Be Musical ก็จะได้ชมละครที่สนุก และมีเพลงที่ฟังง่าย ติดหู ถึงแม้จะร้องตามยาก อย่างน้อยต้องพอจะร้องฮัมตามได้

 

The People: ทำไมคุณถึงมองว่าโลกภายนอกมันเครียดขนาดนั้น

สุดาพิมพ์: เราเครียดมั้ง (หัวเราะ) เวลาเราดูข่าว เราจะเห็นว่าแต่การ bully, เรื่องการเมือง, เรื่องเศรษฐกิจ ฯลฯ เราไม่อยากให้คนเข้ามาดูละครแล้วมานั่งร้องไห้แบบตาบวมกลับบ้าน แต่ฉากซึ้งเราก็มี เราแค่อยากให้คนดูมีความสุขเวลากลับบ้านแล้วยิ้ม

จ๋า – สุดาพิมพ์ โพธิภักติ

 

The People: คุณว่า “โลกคือละคร” จริงไหม

สุดาพิมพ์: ก็จริง แต่ไม่ใช่เราเฟคนะ เราต้องรู้จักใช้คำพูดแบบนหนึ่งกับคนแบบหนึ่ง เราต้องใช้ประสบการณ์ในชีวิตไปเล่นละครด้วย พอรู้สึกว่าเติบโตขึ้น เล่นละครได้ดีขึ้น มันไม่มีประสบการณ์ที่ดีเสมอไป มันมีทั้งทุกข์ สุข และก็แบบ… คนที่เราเห็นในทีวีกับตัวจริงอาจไม่เหมือนกัน เราแค่ต้องรู้ว่าจะวางตัวเองไว้ตรงไหน

 

The People: เท่าที่สังเกต ละครเวทีในประเทศไทยมักทำกันในรูปแบบมิวสิคัล คุณคิดว่าเป็นเพราะอะไร

สุดาพิมพ์: ละครเวทีในประเทศไทยมีหลายค่ายนะ ละครพูดอย่างเดียวก็มี ละครมิวสิคัลก็มี แต่ส่วนตัวค่อนข้างเป็นสายสนุกและชอบเต้น ถ้าเราจะเลือกดูละครเวทีสักเรื่องก็จะเลือกเรื่องที่มีการเต้นเพราะอยากสนุก มันมีเพลงหนึ่งของละครบรอดเวย์ที่แซวว่า ทำไมต้องเต้นด้วย เพลงก็ตอบว่า ไม่มีอะไรแค่อยากจะเต้น อยากจะสนุก (หัวเราะ)

จริง ๆ มันก็แค่การทำให้คนสนุกไปละคร แต่เพลงในมิวสิคัลมันไม่ใช่แค่เดินออกมาและพูดสิ่งหนึ่ง เช่น “ฉันรักเธอ” มันต้องมีการวางแผนว่า เพลงนั้นจะเดินทางจากจุด A ไปจุด B อย่างไร เช่น ฉันรักเธอแต่ฉันไม่กล้าบอกนะ สุดท้ายแล้วพอบอกไปจะเกิดอะไรขึ้น เพลงจะไม่มีแค่จุดมุ่งหมายเดียว จะมีเบื้องหลังและเรื่องราวต่าง ๆ ซ่อนอยู่

 

The People: การไปเรียนที่ประเทศสหรัฐฯ ทำให้คุณได้สัมผัสแวดวงละครเวทีของต่างประเทศมากน้อยแค่ไหน

สุดาพิมพ์: เมืองนอกจะมีละครบรอดเวย์ที่แสวงหากำไร แต่ถ้าเป็นละครเวทีตามหัวเมืองต่าง ๆ มักเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหากำลัง ต้องไปนำเสนองานให้คนอื่นเข้ามาสนับสนุน โดยเขาจะไม่สนใจว่าคุณมีรายได้ตอบรับเท่าไร จะโฆษณาให้เท่าไร แต่จะสนใจว่าเรื่องนี้ส่งผลต่อชุมชนอย่างไร เม็ดเงินตรงนี้จะมาสนับสนุนให้ราคาบัตรถูกลง เพื่อให้คนในชุมชนสามารถมารวมตัวกันชมได้ง่าย ๆ

แต่ในประเทศไทยส่วนใหญ่มักเป็นละครเวทีที่แสวงหารายได้ น้อยนักที่จะเป็น art for art’s sake (ศิลปะเพื่อศิลปะ) โดยเฉพาะ เรายังต้องเรียนรู้กันไป

 

The People: ในฐานะผู้บริหาร คุณมองเห็นพฤติกรรมการดูละครเวทีของคนไทยเป็นอย่างไร

สุดาพิมพ์: คนดูละครเวทีเยอะขึ้นแต่ยังไม่มีจำนวนมาก ตอนนี้มีมหาวิทยาลัยที่สอนเกี่ยวกับละครเวที เอกมิวสิคัลตรง ๆ มากขึ้น แต่วันนี้คนยังไม่มีกำลังซื้อบัตรละครเวทีมากนัก ถ้าวันหนึ่งเขามีกำลังซื้อพอ เขาจะมาดูละครเยอะขึ้น

 

The People: หรือเพราะคนส่วนใหญ่มองว่าบัตรละครเวทีแพงเกินไป

สุดาพิมพ์: เราต้องสร้างความเข้าใจใหม่ มีคนบอกว่าดูละครเวทีทำไม แพงก็แพง ไปดูหนังดีกว่า อยากจะให้เข้าใจว่าภาพยนตร์ตัดต่อทีเดียวและฉายทั่วประเทศได้เลย แต่ละครเวทีเรามี 30 – 40 คน ทั้งหน้าฉากและหลังฉาก ไหนจะหน้าโรงละครอีก รวม ๆ แล้วกว่า 100 ชีวิต ซึ่งสามารถมีปฏิสัมพันธ์หรือสื่อสารกับคนอื่นได้เลย ถ้าเข้าใจตรงนี้มากขึ้น คนจะมาดูละครเวทีมากขึ้น

 

จ๋า – สุดาพิมพ์ โพธิภักติ

The People: คุณมองภาพ Be Musical ในอนาคตเป็นอย่างไร

สุดาพิมพ์: ที่วางแผนไว้นะ อยากทำละครพูดปีละเรื่อง อาจเป็นโรงเล็ก ๆ หน่อยประมาณ 200 ที่นั่ง และทำละครเวทีเรื่องใหญ่สักเรื่องหนึ่ง ถ้าขอลิขสิทธิ์นิยายหรือละครได้ สิ่งเหล่านี้จะเป็นโปรเจกต์ในอนาคต

 

The People: มันมีต้นฉบับมากมายในท้องตลาด คุณมีวิธีเลือกต้นฉบับอย่างไรในการนำมาแปลงเป็นละครเวที

สุดาพิมพ์: เป็นความชอบส่วนตัวด้วย ล่าสุดเราเลือก สูตรเสน่หา เลือกเพราะมันเป็นทั้งนิยายและละครโรแมนติกเรื่องหนึ่ง พูดถึงตัวละคร “ครูกุ๊ก” ทุกคนต้องนึกถึง ขณะเดียวกันก็เป็นความท้าทายในการสร้างที่จะต้องทำออกมาให้แตกต่าง โดยเวอร์ชันนี้จะยึดหลักตามนวนิยายมากกว่า ตัดความยาวออกบ้าง เพื่อให้เรื่องราวดำเนินเร็วขึ้น

 

The People: สูตรเสน่หา เดอะมิวสิคัล ครั้งนี้มีเสน่ห์อะไรที่แตกต่างจากเดิมบ้าง

สุดาพิมพ์: นี่เป็นครั้งแรกที่ สูตรเสน่หา จะเป็นละครเวที และเป็นครั้งแรกของคุณเชียร์ – ฑิฆัมพร ฤทธิ์ธาอภินันท์ ที่อยู่วงการมา 10 ปีแต่ยังไม่เคยเล่นละครเวทีมาก่อนเลย รวมถึงมีการรวมหลาย ๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นคนทำอาหารอย่างเชฟป้อม (ม.ล.ขวัญทิพย์ เทวกุล) อย่างพี่เพชร (กรุณพล เทียนสุวรรณ) เองก็มีชื่อเสียงด้านอาหาร ทำขนมขาย และเป็นครั้งแรกของแอปเปิ้ล (ลาภิสรา อินทรสูต) เดอะสตาร์ ที่จบเอกละคร แต่ไม่เคยมาแสดงละครเวทีมาก่อน

มันคือความสดใหม่ เหมือนอาหารหนึ่งมื้อที่ไม่ใช่อาหารจานเดียวแน่ ๆ มันจะมีออเดิร์ฟ มีจานหลัก และมีของหวาน ซึ่งคุณจะได้ประโยชน์มาก ๆ รวมทั้งรสชาติที่กลมกล่อม อร่อย เพลงก็เพราะค่ะ ฟังง่าย

 

The People: สุดท้ายแล้วละครเวทีให้อะไรกับคุณบ้าง

สุดาพิมพ์: มีคนชอบพูดกับเราว่า ถ้าอยู่บ้านเฉย ๆ ไม่ต้องทำอะไรก็มีกินมีใช้แล้วไม่ใช่เหรอ ทำไมต้องมาทำงานหนัก อดหลับอดนอนอย่างนี้ เรามักจะตอบว่า เพราะเรารักละครเวทีมาก ยอมรับว่าระหว่างทางมันเหนื่อยมาก แต่พอเห็นเสียงตอบรับจากคนดูที่เขาชื่นชอบและปรบมือ เรารู้สึกว่าเป็นรางวัลของชีวิต จะมีสักกี่คนที่ทำงานแล้วมีผลตอบรับออกมาให้เราเห็นชัด ๆ ละครเวทีคือความสุข มันให้ความสุขกับเรา อยู่เฉย ๆ ก็ได้แหละ แต่มันเป็นสิ่งที่เราชอบ เราอยากเห็นมันเติบโต

 

จ๋า – สุดาพิมพ์ โพธิภักติ

 

ร่วมสัมภาษณ์: อนัญญา นิลสำริด (The People Junior)


Writer

ผู้เขียนเนื้อหาศิลปวัฒนธรรม และอะไรก็ตามที่เป็นความบันเทิง

Photographer

ช่างภาพนิ่งและเคลื่อนไหว

The People Junior

เด็กฝึกงานผู้มีใจรักในการสร้างสรรค์คอนเทนต์

Related

สัมภาษณ์ โอ – อนุชิต สพันธุ์พงษ์ นักแสดงผู้ถูกหล่อหลอมด้วยความเป็นเหตุเป็นผล

สัมภาษณ์ สุธาวัชร์ ปานเงิน นักศึกษาพระอภิธรรม แอดมินเพจ เสถียร โพธินันทะ

สัมภาษณ์ พงษ์สิทธิ์ คำภีร์ กับชีวิตรักเดียว “เพื่อชีวิต” ดนตรี การเมือง สตรีมมิ่ง เด็กตีกัน และ ฟุตบอลไทยไปบอลโลก

สัมภาษณ์ มาริโอ้ เมาเร่อ การอกหักคือความสุขแบบหนึ่ง

ชีวิตที่ต้องคว้าดาวอีกครั้งของ เอ็ม-อรรถพล หลังวันที่ออกไปตามหาตัวตนบนเส้นทางดนตรีและความเร็ว

สัมภาษณ์ ฟินนี่-แอนนี่ O2 ดูโอ้สองพี่น้อง กับความฝันที่อยากเป็นไอดอลแห่งการมีความสุข

“ผมไม่ใช่ผู้ชุบชีวิตลิโด้ แต่คือพวกคุณทุกคน” สัมภาษณ์ เทพอาจ กวินอนันต์ กับแนวคิดการบริหารธุรกิจเฉพาะตัว

สัมภาษณ์ จิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์ แห่ง KBank Private Banking ผู้บริหารความมั่งคั่ง 7.6 แสนล้านบาท