Post on 23/12/2019

สัมภาษณ์ ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ ชีวิตที่ขาดการแสดงไม่ได้ และสิ่งที่ไม่อยากหายไปจากความทรงจำ

นับตั้งแต่บท “ไข่ย้อย” ใน เพื่อนสนิท (2548) ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ ก็ทำงานอยู่ในวงการบันเทิงมาแล้วเกือบ 15 ปี ด้วยระยะเวลาเท่านี้ทำให้เขากล่าวกับเราอย่างชัดเจนว่า “ชีวิตผมขาดการแสดงไม่ได้”

ในวาระที่ ฮาวทูทิ้ง..ทิ้งอย่างไรไม่ให้เหลือเธอ (2562) ผลงานภาพยนตร์เรื่องที่ 12 ของเขากำลังจะเข้าฉาย พร้อมแนวคิดว่าของบางอย่างมีเรื่องราวที่ทำให้เราคิดถึงว่าจะ “ทิ้ง” เพื่อตัดใจ หรือจะ “เก็บ” ไว้ไม่ให้ลืม 

The People จึงอยากชวนซันนี่มาทบทวนชีวิตว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา ทั้งชีวิตจริงและชีวิตในวงการบันเทิง เขามีความทรงจำอะไรที่อยากเก็บ หรืออยากทิ้งบ้าง?

 

ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์

 

The People: นิยามของคำว่า ‘บ้าน’ ของคุณคืออะไร

ซันนี่: มันเป็นที่ของเรา เป็นพื้นที่ส่วนตัวของเราเลย คือเราจะไม่ค่อยให้ใครเข้ามาใช้ชีวิต เราจะอยู่คนเดียว บ้านเป็นเหมือนสิ่งที่อยู่ภายในตัวเราอีกทีหนึ่ง เป็น safe zone ของเรา เดินไปมาเรื่อย ๆ นั่งเฉย ๆ ทอดหุ่ยอะไรอย่างนั้นฮะ (หัวเราะ)

 

The People: ตั้งแต่เกิดมา คุณมีความสุขกับช่วงเวลาไหนมากที่สุด

ซันนี่: ก็แฮปปี้หมดทุกช่วงเวลาของชีวิตนะ ต่อให้มันจะเกิดอะไรขึ้นกับเรา เวลาผ่านมาหรือประสบกับมันแล้วก็แฮปปี้หมด มันถูกแล้วที่มีสิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้น

ทุกอย่างค่อย ๆ รวมกันจนเป็นเราแบบนี้ พ่อแม่เราบอกว่าอะไร เพื่อนเราเป็นคนแบบไหน แล้วเราก็จะเป็นคนแบบนั้นฮะ จริง ๆ จุดเปลี่ยนมีครั้งเดียวเองมั้ง เหมือนเป็น coming of age ของเรา คือการทิ้งสิ่งหนึ่งด้วยความบ้าบิ่นของวัยรุ่น หลังจากนั้นก็ใช้ชีวิตด้วยการพึ่งตัวเอง พยายามจะพึ่งตัวเองให้ได้มากที่สุด ไม่ขอความช่วยเหลือจากใคร ตั้งแต่ตอน ม.5 ม.6 เป็นต้นมา

 

The People: มีอะไรในอดีตที่อยากเก็บเอาไว้

ซันนี่: ต้องเก็บไว้หมด ผมจำได้ทุกเรื่องในชีวิต ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม ผมจำได้หมด หรือบางทีอาจจะลืมไปแล้วก็ได้ ซึ่งในตัวหนัง “ฮาวทูทิ้ง..ทิ้งอย่างไรไม่ให้เหลือเธอ” ก็พูดถึงเรื่องนี้ไว้เหมือนกัน คือเรายังจำบางสิ่งบางอย่างเพราะว่าเราเห็นสิ่งของนั้น

คือของสิ่งหนึ่งมันสามารถแทนความทรงจำได้ เราจะรู้ว่าใครให้ รู้ว่าได้มาตอนไหน แต่ถ้าเกิดวันหนึ่งไอ้สิ่งของนั้นมันหายไปจริง ๆ เราก็อาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเคยมีความทรงจำนี้อยู่ 

 

The People: หมายความว่า สิ่งของเป็นตัวแทนของความทรงจำ?

ซันนี่: ใช่ มันคือความทรงจำทุกอย่าง แทนคนด้วย ไม่ใช่แค่สิ่งของ มันมีชีวิตจากการที่เรารู้ว่าใครเป็นเจ้าของมัน ตัวหนังเองก็เริ่มจากการเก็บบ้าน มันอาจเป็นสิ่งของที่เราไม่เคยสนใจด้วยซ้ำ แบบวางไว้ในกล่องเฉย ๆ  อยู่ดี ๆ เราเก็บขึ้นมาแล้วรู้เลยว่า อ๋อ… อันนี้เราได้มายังไง 

 

The People: คุณมีสิ่งของที่เป็น top of mind ไหม

ซันนี่: โหย… ทุกอย่างเลย เยอะเลย หนังสือการ์ตูน ฟิกเกอร์ กีต้าร์ เสื้อผ้า ฯลฯ ชอบหมดเลย เพราะผมซื้อของโดยไม่เคยคิดว่าอันไหนจะดีหรือจะใช้ประโยชน์อะไรเท่าไหร่ ผมซื้อของจากความรักความชอบจริง ๆ เหมือนว่าตกหลุมรักมันจริง ๆ เราก็เลยไม่ทิ้ง แล้วก็ยังชอบมันอยู่

ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์

 

The People: ทราบมาว่าชื่นชอบการ์ตูน “โจโจ้ ล่าข้ามศตวรรษ”

ซันนี่: เป็นเรื่องที่หลงรักมากที่สุดตั้งแต่สมัยเด็ก ๆ อ่านแล้วรู้สึกว่า โอ้โห… วิธีคิดมันล้ำมาก ล้ำกว่าการ์ตูนเรื่องอื่น จริง ๆ แล้วมีการ์ตูนเรื่องอื่นที่ชอบนะ หลายเรื่องด้วย แต่ว่าเรื่องนี้เป็นที่หนึ่งสิบกว่าปีแล้ว ไม่เคยเปลี่ยน ตอนนี้ยังเป็นที่หนึ่งอยู่ตลอดเวลา จนอยู่ดี ๆ มันก็กลับมาฮิตเฉยเลย เขาก็ทำแอนิเมชันใหม่ ผมเลยรู้สึกว่า เฮ้ย ! มีคนโอเคกับสิ่งที่เราชอบมากแล้ว 

 

The People: ชอบตัวละครไหนมากที่สุด

ซันนี่: คงชอบ คูโจ โจทาโร่ แหละครับ สตาร์แพลตตินัม !

 

The People: ถ้าคุณมีพลังสแตนเป็นของตัวเอง คิดว่าจะมีพลังแบบไหน

ซันนี่: ต้องแข็งแกร่งประมาณสตาร์แพลตตินัมแหละครับ ไม่ต้องความสามารถอะไรเลย เอาความเร็วดุ้น ๆ พลังหยุดเวลาค่อยว่ากัน

 

The People: ในฐานะคนอ่านการ์ตูนคนหนึ่ง คิดว่าการอ่านการ์ตูนให้อะไรกับคุณบ้าง

ซันนี่: ให้เป็นตัวตนของเรา เพราะเป็นสิ่งที่เราชอบ ผมไม่ค่อยมีปัญหากับการอ่านหนังสือการ์ตูนเท่าไหร่ ที่บ้านไม่ได้ว่าอะไร ถ้าผมมีลูกหรือมีหลาน ผมจะให้เขาเรียนรู้การ์ตูน เพราะการ์ตูนไม่ไร้สาระเลยสำหรับผม ทุกคนหาสาระได้จากทุกอย่าง ไม่ใช่ว่ามองสิ่งไหนไม่มีสาระ แล้วเราบอกว่า ‘เฮ้ย ไม่มีสาระ อย่าไปทำเลย’ ต่อให้เรื่องที่ไม่มีสาระ เราก็จะหาสาระจากมันได้ มันอยู่ที่ตัวคน ต่อให้อ่านหนังสือ บทกวี หรือสุดยอดหลักปรัชญาชีวิต ถ้าเขาไม่โอเค ไม่มีปัญญา มันก็ไม่ได้อะไรเหมือนกัน

 

The People: แล้วใน “โจโจ้ ล่าข้ามศตวรรษ” คุณเห็นอะไร

ซันนี่: หลักของโจโจ้ คือการชอบทำให้สิ้นหวัง แล้วก็มีหวังขึ้นมาใหม่ มันคือการแก้ปัญหาแบบเฉือนความคิดกัน จะเห็นทุกครั้งเลยที่พระเอกหมดทางรอดแล้ว เราก็จะดูว่ามันจะรอดยังไงวะ สุดท้ายมันแก้สถานการณ์กลับมาได้

ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์

 

The People: เคยให้สัมภาษณ์ว่าอยากมีพลังพิเศษอ่านใจคนอื่น ตอนนี้ยังอยากอ่านอยู่ไหม

ซันนี่: เมื่อก่อนคิดว่าอยากอ่านใจ แต่พอโตมาเจอทั้งเฟซบุ๊ก ทั้งทวิตเตอร์ ไม่ต้องแล้วแหละ (หัวเราะ) ผมว่าโซเชียลมีเดียเหมือนผนังห้องน้ำ เวลาคุณเข้าไปฉี่ ไปนั่งอึ แล้วกำแพงจะเต็มไปด้วยคำพูดอะไรก็ไม่รู้ โซเชียลมีเดียคืออย่างนั้นเลย 

 

The People: แล้วตอนนี้อยากมีพลังพิเศษอะไร

ซันนี่: อยากทะลุไปไหนก็ได้ แล้วไปกลับได้ด้วยนะ ไม่ไปอย่างเดียว

 

The People: แล้วชีวิตในวงการบันเทิงล่ะ ตัวละครไหนที่คุณแฮปปี้กับมันมากที่สุด

ซันนี่: ทุกตัวละครเลย เพราะมันเป็นช่วงเวลาหนึ่งของเรา บางทีเราไม่สามารถจะย้อนกลับไปทำหรือคิดแบบนั้น แววตาแบบนั้นทำไม่ได้แล้ว เพราะเราโตไปแล้ว มันเกินเดียงสาไปแล้ว อย่างแววตา “ไข่ย้อย” (จากเรื่อง “เพื่อนสนิท”) เราทำไม่ได้ มันเป็นแววตาของคนที่ naive ไร้เดียงสา ซึ่งตอนนี้เราผ่านช่วงนั้นมาแล้ว ไม่สามารถกลับไปทำแบบนั้นได้ และมันก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราครับ

 

The People: อยากเป็นเพื่อนกับตัวละครตัวไหนมากที่สุด

ซันนี่: โหย… ทุกคนเลย เพราะมันก็เป็นช่วงหนึ่งของชีวิต เป็นพาร์ทหนึ่งของเราด้วย เขาไม่มีตัวตนอยู่จริงแต่เราสร้างเขาขึ้นมาจากบท ผ่านรสนิยมและความคิดเรา เราสร้างเขาขึ้นมาโดยอยากให้เขาเป็นแบบนี้ เหมือนว่าตัวละครทุกตัวเป็นลูกของเรา

 

The People: เคยอินกับตัวละครจนถอนตัวไม่ขึ้นไหม

ซันนี่: โอ้ ผมเหนือชั้นครับผม เข้าออกได้เลยครับผม

 

The People: คุณฝึกทำแบบนั้นอย่างไร

ซันนี่: ผมฝึกสมาธิมาครับ เพราะชีวิตผมต้องเล่นตลอดเวลา คือผมไม่ได้เป็นเด็กตั้งใจเรียน มันต้องเล่นตลอดเวลา (หัวเราะ) ถ้าเกิดผมทำอย่างนี้ไม่ได้ ผมจะไม่มีเวลามาเล่น ผมต้องคัตเสร็จแล้วเล่นได้เลย เล่นมุกกับคนอื่นได้ทันที สมมติเป็น “หมอเป้ง” (จากซีรีส์ “รักฉุดใจนายฉุกเฉิน”) อยู่ พอสั่งคัตปุ๊บ เราก็ต้องหันไปเล่น บางทีเราก็คิดมุกออกในระหว่างฉาก แค่ยืนดูเฉย ๆ เราก็จะคิดมุกออกแล้ว

 

The People: มองว่าการแสดงเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตคุณไปแล้วหรือเปล่า

ซันนี่: ใช่ครับ ขาดไม่ได้

ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์

 

The People: ทำไมถึงหลงรักศาสตร์การแสดง

ซันนี่: ผมไม่เคยรู้สึกว่าที่ไหนเป็นที่ของเราเลยในสิ่งที่จะทำเป็นอาชีพ แล้วเรารู้สึกว่าทำไมถึงคิดถึงมันอยู่ได้ ทำไมถึงอยากพัฒนามันอยู่ได้ ทำไมเราถึงสนใจแต่สิ่งนี้ ซึ่งตอนแรกการแสดงเป็นสิ่งที่เราไม่รู้จักด้วยซ้ำ พอผ่านระยะเวลามาเรื่อย ๆ ก็ยิ่งมั่นใจไม่กี่ปีมานี้ว่า เวลามีเรื่องเครียดในชีวิตหรือมีปัญหาชีวิตแล้วเราแก้ไม่ได้ บางทีเดินตาลอยมากองถ่ายแล้วคิดวนแต่เรื่องนี้ แต่พอไปเข้าฉาก มันเป็นอีกโลกหนึ่งของเรา ไอ้สิ่งพวกนี้ทำอะไรเราไม่ได้สักนิดเลย เราไปอยู่อีกที่หนึ่งเลย โดยที่เรื่องเครียดพวกนี้จะไม่ได้คิดถึงมันเลย ผมจึงยิ่งมั่นใจเลยว่า โอ้โห ผมคงรักสิ่งนี้จริง ๆ แล้วแหละ เราสามารถเป็นตัวละครโดยไม่ต้องพยายาม

 

The People: มองว่าตัวเองโชคดีไหมที่ได้เจอกับการแสดง

ซันนี่: โชคดีมากครับที่ได้เจออาชีพนี้ ได้เจอคนดี ๆ ทุกคน แล้วก็เจอคนร่วมงานที่เก่ง ๆ ทั้งนั้นเลย ทุกคนเป็นครูผมหมดเลย 

 

The People: เราจะได้เห็นอะไรใน “ฮาวทูทิ้ง..ทิ้งอย่างไรไม่ให้เหลือเธอ”

ซันนี่: โอ้โห มันเป็นหนังแห่งความสัมพันธ์ แล้วก็ความเป็นมนุษย์สูงมาก คือเวลาอ่านบทแล้วรู้สึกว่า ‘ทำไมผู้กำกับคนนี้เขาเขียนบทอย่างนี้ได้ยังไง เขาเขียนเข้าใจความเป็นมนุษย์แบบนี้ได้ยังไง เก่งมากเลย’ อันนี้ชมจริง ๆ นะ

 

The People: อยากบอกอะไรถึงผู้กำกับ เต๋อ นวพล ไหม

ซันนี่: โอ๊ย ไม่ต้องบอกหรอก เขารู้ตัวอยู่แล้ว ป่านนี้นั่งผยอง แตะบทตัวเองอยู่บ้านแล้วบอก ‘ดีจริง ๆ มันดีมากเลยนะเนี่ย’

 

The People: ทำงานกับนวพลมา 3 เรื่องแล้ว (ฟรีแลนซ์, Die Tomorrow และ ฮาวทูทิ้ง) คิดว่าคุณกับนวพลมีเคมีอะไรที่เข้ากัน

ซันนี่: เรื่องแรกเราจะงงกับเขาหน่อย เพราะเราไม่รู้จักเขา ไม่รู้วิธีการกำกับของเขา แล้วเราเป็นนักแสดงก็จะเข้าใจสายแสดง เพราะเคยเรียนการแสดงกับครูหลายคน แต่นวพลจะมีความสามารถพิเศษคือ เขาสามารถแยกแยะรายละเอียดได้  สมมติมีสีสองเฉดที่เรามองไม่ออก แต่เขาจะมองออกว่ามันไม่เหมือนกัน นี่คือความสามารถพิเศษของเขา แล้วเขาไม่สามารถบอกเราได้ว่า ‘นี่นะพี่ พี่ต้องคิดแบบนี้นะ มันฟึ้บแล้วไปอยู่ในตัวละครตัวนี้’ เขาไม่ใช่คนอย่างนี้ เขามาแค่บอก ‘ไหนลองเล่นมาให้ดู’ พอเล่นเสร็จ ‘อือ ๆ แบบนี้ใช่’ หรือบางทีก็จะวิ่งมาแล้วบอกว่า (ทำท่าทางเลียนแบบนวพล) ‘ผมว่ามันต้องขึ้นอีกหน่อยพี่’ ‘ผมว่าตรงนี้มันต้องลงแบบนี้’ ‘เมื่อกี้พี่คิดอะไร… อย่างนี้ เอาแบบนี้’ นี่คือวิธีการคิด มีแค่นี้จริง ๆ ไม่มีคำอื่นเลย

 

The People: ความที่รู้ใจกันทำให้นวพลติดใจคุณ เลือกมาเป็นนักแสดงนำตลอดหรือเปล่า

ซันนี่: เอ้า! ผมแน่ขนาดนี้ เขาต้องรักอยู่แล้ว เขาจะหานักแสดงดี นักแสดงนำชายดีเท่าผมมีหรือเปล่าครับ (หัวเราะ) 

 

The People: “ฮาวทูทิ้ง..ทิ้งอย่างไรไม่ให้เหลือเธอ” เป็นหนังแบบไหน

ซันนี่: จริง ๆ เป็นหนังรักครับ แต่มันเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของคน แล้วเปรียบเทียบว่าสิ่งของมันไม่ใช่แค่สิ่งของ มันเป็นสิ่งที่มีชีวิต มีความทรงจำอยู่ในนั้นด้วย ของบางอย่างถ้าเราทำหายไป เราอาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำนะว่าความทรงจำหายไปแล้ว คือถ้ายังเห็นมันอยู่ เราอาจจะคิดออกว่า อ๋อ… คนนี้ให้เรานี่หว่า แต่ถ้าวันหนึ่งของมันหายไปอีก กลายเป็นความทรงจำนั้นก็จะหายไปเลยจริง ๆ ก็ได้

 

The People: มีความทรงจำอะไรที่คุณไม่อยากให้หายไปไหม

ซันนี่: ไม่อยากให้หายสักความทรงจำ ผมอยากจำได้ทุกอย่าง แต่ถ้าต้องเลือกก็อาจเป็นความทรงจำกับคนในครอบครัวมั้ง ไม่อยากเสียความทรงจำอะไรเกี่ยวกับเขาไปเลย ก็พยายามจำได้ เพราะเขาคือส่วนที่สำคัญที่สุดในชีวิตเรา มันไม่ควรจะลืม ไม่ว่าเหตุการณ์ไหน

 

The People: แล้วถ้าคุณลืมความทรงจำกับการ์ตูน โจโจ้ ล่าข้ามศตวรรษ” ไปล่ะ

ซันนี่: ลืมไม่ได้หรอก ผมมีแสตน ถ้าลืม… เอ๊ะ มันก็ออกมา (หัวเราะ)

 

ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์

 

ขอบคุณสถานที่: Lido Connect


Writer

ผู้เขียนเนื้อหาศิลปวัฒนธรรม และอะไรก็ตามที่เป็นความบันเทิง

Related

สัมภาษณ์ ERTH ประภัสสร บุตรพรหม ศิลปินสาวผู้สาดความเกรี้ยวกราดด้วยความหวาน

“ดนตรีไม่ใช่ภาษาสากล” ณรงค์ฤทธิ์ ธรรมบุตร นักแต่งเพลงคลาสสิก ดีเอ็นเอไทย

สัมภาษณ์ OneRepublic กับอัลบั้มใหม่ที่เหมือน “เมอรีล สตรีป” และ Google Translate ที่ช่วยพวกเขาจากการนั่ง “ตุ๊กตุ๊ก”

ความต่างที่ “เข้ากันดี” อดีตที่เคยโดนปฏิเสธตัวตน จุดเริ่มต้นของ Scrubb ที่ยังคง “คู่กัน” เสมอ

สัมภาษณ์ ธณพร กลิ่นทอง ‘คุณยายต้อย’ แมวตระกูลไข่ กับการดูแลแมวเหมือนดูแลคนในครอบครัว

สัมภาษณ์ ส.พลายน้อย: เรื่องเล่าวัย 90 ของนักเขียนผู้ “เกิดในเรือ”

สัมภาษณ์ อิมเมจ-สุธิตา กับภาพรวมของชีวิต ดนตรี, ฟุตบอล, ความรัก และเรื่อง sexual harassment    

สัมภาษณ์ กัลยา ทิณพงษ์ แห่ง “เกศทิพย์” คณะละครวิทยุหนึ่งเดียวที่อยู่รอดมาถึงโลกดิจิทัล