Post on 25/11/2019

สัมภาษณ์ ทาทา ยัง กับชีวิตที่ราวกับรถไฟเหาะ สัญญาฉบับแรก, โอกาสครั้งสำคัญ และอาการป่วย

หลายอย่างมาด้วยโชค แต่ว่ามันก็เป็นโชคชะตาที่เราสามารถขีดได้เหมือนกันว่าเราจะให้มันเป็นยังไง

นี่คือคำพูดของสาวน้อยมหัศจรรย์ (ในอดีต) ผู้มีผลงานยอดขายกว่า 18 ล้านก็อปปี้ ศิลปินไทยผู้เคยมีผลงานโลดแล่นอยู่ในเวทีระดับโลก ที่มีชื่อว่า อมิตา ทาทา ยัง แน่นอนนี่อาจจะดูเป็นประโยคสวย ๆ ประโยคหนึ่ง แต่ถ้ามองผ่านตัวตนของทาทา สิ่งนี้แอบแฝงความหมายอะไรหลาย ๆ อย่างเอาไว้ตลอดช่วงชีวิตในเส้นทางดนตรีของเธอโชคอาจจะเป็นเรื่องของโอกาสที่เธอได้รับจากวงการ แต่การที่คนเราจะขีดโชคชะตานั้นได้ แน่นอนว่าต้องใช้ความพยายามและการทำงานหนักเสมอ ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ทาทาลงทุนกับสิ่งที่ตนรัก นั่นก็คือดนตรี

จากเพลง ‘โอ๊ะ..โอ๊ย’ ‘พรุ่งนี้ไม่สาย’, ‘รบกวนมารักกัน’, ‘Sexy Naughty Bitchy’, ‘Dhoom Dhoom’ จนถึง ‘EL NIN -YO!’ นี่คือเครื่องการันตีความสำเร็จของผู้หญิงคนนี้ได้เป็นอย่างดี แต่ด้วยปัจจัยด้านสุขภาพทำให้เธอต้องพักงานเพลงไปกว่าทศวรรษ และหันมาใช้ชีวิตของตัวเองมากขึ้นกับครอบครัวและลูกชายตัวน้อยอย่างเรย์

The People พูดคุยกับเธอเกี่ยวกับเรื่องราวในอดีตของชีวิต ที่เธอนิยามมันว่าบ้าสุด ๆ ทั้งจุดเริ่มต้นในวันที่เธอเข้าไปสมัครเรียนร้องเพลงกับ “ครูอ้วน” มณีนุช เสมรสุต หรือการได้สัญญาอาชีพนักร้องฉบับแรกจากชายที่ชื่อ เรวัต พุทธินันทน์ ที่กลายเป็นผลพวงของโอกาสครั้งสำคัญในชีวิตกับ Sony Columbia และการรับมือกับคำวิจารณ์หนัก ๆ ที่เธอได้รับตลอดหลายปีหลังมานี้

 

The People: เคยคิดไหมว่าตัวเองจะได้เป็นนักร้อง

อมิตา: ไม่หรอก ก็เป็นเหมือนเด็กทั่วไปแหละ อยากเป็นแอร์บ้าง อยากเป็นนู่นเป็นนี่ อยากเป็นหมอ อยากเป็นสัตวแพทย์ จำได้ว่าตอนที่ดู ไมเคิล แจ็กสัน ตอนนั้นรู้สึกว่าอยากเป็นนักร้อง คือคุณพ่อคุณแม่ทาเป็นคนที่ดูแลเราเหมือนผู้ใหญ่ อะไรก็ตามที่ไม่อยากให้เราโตขึ้นแล้วทำ ก็จะค่อนข้าง treat เราในแบบนั้น คุณพ่อก็จะบอกว่า เฮ้ย ถ้าเกิดว่าเราอยากจะทำเป็นอาชีพ หรืออะไรก็ตามที่เราอยากจะทำให้ดี เราต้องเรียนร้องเพลงนะ สมมติตอนนี้หนูอยากจะเป็นเหมือนไมเคิล ก็ต้องเรียนร้องเพลง เราก็เลยเรียนร้องเพลงกับเต้น แล้วก็รู้สึกว่ามีความสุขกับการทำสิ่งเหล่านี้จังเลย ไม่ได้คิดหรอกว่าตัวเองจะได้เป็นนักร้อง แต่รู้สึกว่าชีวิตในวัยเด็กทาได้ทำในสิ่งที่ทา enjoy คือทาได้เรียนเต้น เรียนร้อง แล้วที่เจ๋งยิ่งกว่าจะเป็นตรงที่ว่าทาได้ทำงานที่อยากจะทำตั้งแต่เด็ก คือจะมีกี่คนที่แบบ Oh! I wanna be a singer คืออยากเป็นนักร้อง ได้เป็นกันไปหมด มันไม่ได้เป็นโอกาสที่ง่ายและประสบความสำเร็จ ทาเลยรู้สึก appreciate กับมันมาก

The People: ย้อนกลับไปตอนอายุ 11 เพลง ‘One Night Only’ เหมือนจะเป็นจุดเริ่มต้นของหลาย อย่าง

อมิตา: ใช่  คือตลอดชีวิตทาจะต้องเป็นคนเหมือนมีบทพิสูจน์หรือมีบทที่จะก้าวข้ามไปอีกขั้นตลอด จากที่ร้องเพลงเล่น ๆ อยู่ที่บ้าน คุณพ่อก็จะ challenge ให้ไปเรียนร้องเพลง พอไปเรียนร้องเพลงก็จำได้เลยว่าไปสัมภาษณ์กับ ครูอ้วน-มณีนุช เสมรสุต ตอนนั้นแกคงเจอเด็กที่ถูกพ่อแม่บังคับมาเรียนเยอะ ครูอ้วนก็ถามว่าทำไมเราถึงอยากเรียน แล้วสิ่งที่ออกจากปากทาก็คือ “I wanna be a superstar” ซึ่งทายังจำไม่ได้เลยว่าพูดคำนี้ออกไป แต่เป็นสิ่งที่ครูอ้วนมาบอกทาว่าเราเคยพูดแบบนั้นเอาไว้ มันก็เป็นเหมือนความมุ่งมั่นของเด็กคนหนึ่งที่อายุ 11 ที่อยากจะเป็นศิลปิน

ตอนนั้นไม่ได้คิดว่าตัวเองจะไปไกลถึงขั้นได้รางวัลยอดเยี่ยมของเพลงสากลในขณะที่ประกวดปีแรก (นิสสัน มิวสิก) แต่รู้ว่าทำดีที่สุด เราไม่ได้คาดคิดหรือคาดฝันว่าจะไปขั้นนั้น แต่จากจุดนั้นก็เริ่มมีโฆษณาเข้ามามากขึ้น ทาถ่ายโฆษณาเดือนหนึ่งกับคุณแม่ เพราะคุณแม่ทาก็เป็นนางแบบ ฉะนั้นชีวิตเราเหมือนอยู่ในวงการบันเทิงมาตลอด ในวัยเด็กเลยไม่ได้รู้สึกว่า เฮ้ย แปลกอะไรไปจากตอนนี้ เพราะทาค่อนข้างเหมือนถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก ๆ ที่อยู่ตรงนี้อยู่แล้ว แล้วก็โชคดีที่คุณแม่ทาค่อนข้างปลูกฝังมาว่าให้ respect วงการนี้ให้มาก ๆ แล้วก็ไม่ใช่ได้มาแล้ว แล้วก็ทำไม่ได้

The People: โมเมนต์ที่สำคัญที่สุดของการเป็นนักร้องคือตอนเซ็นสัญญาแรก?

อมิตา: เซ็นสัญญา ใช่ ถูกต้อง ขอบคุณที่คิดอย่างนั้น เพราะสำหรับทา ทารู้สึกเช่นนั้นเหมือนกัน คือมันต้องเป็นช่วงเวลานั้น แบบอายุ 14 คนที่เซ็นสัญญาให้คือคุณเรวัต พุทธินันทน์ ถ้าพูดชื่อคนนี้ขึ้นมาแล้วทารู้สึกว่า โห ขลัง ยังจำวันที่เจออาเต๋อครั้งแรกได้เลยว่าคนนี้คือคนที่แม่เราพูดถึงตลอดเวลา ถ้าเปรียบเหมือนคนที่เป็นโปรดิวเซอร์ให้ บริทนีย์ สเปียร์ส อาเต๋อก็เหมือน แม็กซ์ มาร์ติน เขาคือคนที่เซ็นเรา เห็นศักยภาพในตัวเรา แต่ก่อนจะได้เซ็นก็ผ่านผู้ใหญ่เยอะเหมือนกัน เพราะว่าเขาก็คงต้องลงทุนกับเราเยอะ เขาก็อยากจะรู้จักเราให้ดีว่าเราจริงจังแค่ไหน

พ่อแม่ทาบอกว่า ถ้าเซ็นสัญญาไปมันคือเรื่องใหญ่นะ นั่นแปลว่าเรื่องเรียนก็ต้องเรียนให้จบ ถ้าเซ็นสัญญาแล้วเรียนไม่จบจะเป็นยังไง นั่นคือสมรภูมิพ่อแม่คือเรียนให้จบ พอมาถึงอาเต๋อ อาเต๋อบอกว่านี่ลงเงินกันหลายล้าน ฉะนั้นหนูจะมาไม่จริงกับพวกอาไม่ได้ คือเหมือนอธิบายให้เด็กฟังว่าเราจะต้องไปอยู่ในห้องอัด แล้วร้องเพลงเขาห้ามงอแงนะ เราก็ค่ะ เข้าใจ อัดพรุ่งนี้ไม่สาย  7 ชั่วโมง จำได้เลย 7 ชั่วโมงกับเด็กอายุ 14 ปี คือทาแบบสุดไปแล้ว จำได้ว่าร้องไม่ออกแล้ว มันเหนื่อยจนร้องไม่ออก แล้วเรารู้สึกว่าเราเป็นเด็กทำไมกดดันเราขนาดนี้เลย แต่นั่นคือข้อพิสูจน์ที่ทาเจอ แล้วจำได้ว่าอัดเพลงนั้นคือน้าโอม-ชาตรี คงสุวรรณ เป็นคนไปคุมร้อง จนเขาคงเห็นว่ามันจะร้องไห้ ออกมาร้องไห้ เพราะไปรับปากอาเต๋อไว้แล้วว่าจะไม่งอแง คือมัน challenge มากสำหรับเด็กอายุ 14 แต่มันสนุก

ทาเป็นคนไม่ชอบร้องเพลงในสตูดิโอเลย อาจจะเป็นเพราะทากลัวที่แคบ รู้สึกว่าทุกครั้งที่ร้องในสตูดิโอจะทรมานมาก เพราะว่าเครื่องอัดสมัยก่อนมันไม่ได้ไฮเทคเท่าสมัยนี้ ความสุขของทาคือถ้าร้องเพลงนี้จะได้ไปเล่นในคอนเสิร์ต เพราะคอนเสิร์ตคือสวนสนุกของทา ถ้าถามว่าส่วนที่ชอบที่สุดในการได้เป็นศิลปินคือตอนไหน คำตอบคือตอนขึ้นไปอยู่บนเวที เพราะมันกลับไปสู่ตอนที่เราเป็นเด็ก ตอนที่เราเห็น ไมเคิล แจ็กสัน แล้วเราก็รู้สึกว่าเขาทำให้เป็นแบบนั้นได้

The People : อะไรคือกุญแจสำคัญของการเป็นนักร้องอาชีพของคุณ

อมิตา : เอาตรง ๆ นะ ทาว่าชีวิตทามันบ้ามาก ๆ เลย คือมีเรื่องเล่าเยอะมากจนทารู้สึกว่าแบบ เฮ้ยเจ๋งปะ! ในเจเนอเรชันที่เป็นแม่ของเรย์ (ลูกชายตัวน้อยของเธอไปแล้ว ในยุคของแม่ทุกคนต้องใส่เสื้อโซนิคหมด กางเกงนี่ใครไม่มีคือเชยมาก รองเท้าสลับสีอย่างนี้ แล้วก็กลายเป็นมันเข้าท่ากับเรา ทารู้สึกว่าทา appreciate มัน ความภูมิใจของทาคือทาก็ทำงานหนักหมือนกัน ทาว่าคนเราควรจะยินดีในสิ่งที่ตัวเองทำ เพื่อให้ชีวิตเรารู้สึกว่า เฮ้ย เราทำอันนี้ได้ แล้วเราจะทำอะไรต่อดีวะ อะไรคือสิ่งต่อไป

ย้อนกลับไปตอนเด็ก ทาไม่เคยคิดว่าเรื่องนี้เล่น ๆ ทาเลยคิดว่านั่นคือ key of success ของทาในวันนี้ นั่นคือสิ่งที่บางคนแม่งตามหาตลอดชีวิตเพื่อที่จะหาในสิ่งที่ตัวเองอยากจะทำ แล้วไม่เจอด้วยว่าตัวเองอยากทำอะไร แต่เราได้ทำ ถึงแม้ว่าเขาร็อคกี้ไม่ได้สวยงามตลอดทั้งทาง แล้วเราต้องเจอเรื่องดราม่าจากนู่นจากนี่ หรือแม้แต่ความเหนื่อยมาก แต่มันเป็นรสชาติที่เงินก็ซื้อไม่ได้ แล้วไม่มีอะไรที่ทาจะย้อนกลับไปเปลี่ยนด้วย ทาไม่ใช่คนอย่างนั้น ทาเป็นคนที่จะไปแต่ข้างหน้า

The People: เคยนึกเสียดายกับชีวิตในวัยเด็กที่ขาดหายไปไหม

อมิตา: ไม่เคยเสียดายเลยแม้แต่นิดเดียว จะมีสักกี่คนที่วันพรอมของโรงเรียนตรงกับวัน MTV Music Awards แต่ทาได้ไป MTV Music Awards มันบ้ามาก ๆ ซึ่งถ้าวันนั้นทาเลือกไปพรอม ป่านนี้ทาไปอยู่ไหนก็ไม่รู้ ทาไม่เคยเสียดายว่าทาไม่เคยได้เข้าโรงหนัง เพราะทาก็เอาหนังมาดูทีหลังอยู่ดี ทาคิดว่าถ้าเราคิดให้ชีวิตมันยาก มันก็ยาก เราคิดให้มัน realistic 

The People: ตอนนี้คุณก็ยังเป็นชาวเอเชียคนแรกและคนเดียวที่เคยอยู่ค่าย Sony Columbia ความรู้สึกที่ได้อยู่ค่ายเดียวกับไอดอลอย่าง มารายห์ แครี หรือ บียอนเซ่ เป็นอย่างไรบ้าง

อมิตา: ภูมิใจมาก ทาทำงานหนักมากกว่าจะไปถึงจุดนั้น แล้วก็ล้มเหลวหลายครั้งกว่าจะไปถึงจุดนั้นเช่นเดียวกัน เพราะว่าการที่เราเป็นศิลปินที่ถูกเซ็น ไม่ได้แปลว่าเราจะถูก release ผลงานเสมอไป จริง ๆ ก่อนหน้านั้นทาเคยได้เซ็นกับค่ายยักษ์ใหญ่ค่ายหนึ่งไปแล้ว ก่อนที่เขาจะเปลี่ยนระบบ ซึ่งทำให้เขาต้องเสียเราไปก่อน แล้วไปคัดใหม่เข้าบริษัทใหม่ดีกว่า ฝรั่งเขาจะไม่มีการดอง เขาจะเทไปเลย แล้วมีค่าชดเชย แต่เรารู้สึกว่าเราอยากทำงานมากกว่า เราอยากออกมา เราอยากเป็นนักร้อง จนเราได้มีโอกาสมาเซ็นกับ BMG จนได้ไปอยู่กับ Sony Columbia ซึ่งเราทำงานหนักมากกว่าจะไปถึงจุดนั้น ย้อนกลับไปเราต้องไปเจอคนเยอะมาก ต้องไปสวัสดีผู้ใหญ่ ต้องไปแนะนำตัวเอง ไปร้องเพลงต่อหน้าโปรดิวเซอร์ไม่รู้กี่คน บางคนก็ชอบเรา บางคนก็ไม่ชอบเราเลย แล้วมีช่วงหนึ่งที่รู้สึกตอนนั้น BMG ก็ไม่ได้ออก เพราะว่าเขาเลือกที่จะปล่อยผลงานของ คริสติน่า อากีเลร่า ออกมาก่อน แล้วก็ไม่ได้เลือกเรา เราก็รู้สึกว่า เฮ้ย เมื่อไหร่จะถึงเวลาของเราสักที จนมาถึง Sony Columbia ตอนนั้นคิดแค่ว่าจะได้ออกไม่ออก แต่อย่างน้อยถูกเซ็นมาค่ายยักษ์ใหญ่ที่เรารู้สึกว่า มารายห์ แครี หรือ บียอนเซ่ ก็ได้อยู่นะแก

ตอนนั้นไม่คิดด้วยซ้ำว่าเราจะถูกเซ็นใหม่ เพราะว่าเราถูกปฏิเสธมากกว่าที่เราจะถูกรับ บางทีท้อมากนะ นึกในใจว่านี่อาจจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นต่อไปในชีวิตเรา แต่สุดท้ายทุกอย่างก็โอเค ซึ่งคงไม่มีอะไรที่ดีกว่านี้

The People: เคยเชื่อเรื่องโชคบ้างไหม

อมิตา: แน่นอน 100% หลายอย่างมาด้วยโชค แต่ว่ามันก็เป็นโชคชะตาที่เราสามารถขีดได้เหมือนกันว่าเราจะให้มันเป็นยังไง แต่ทาเชื่อมาก ๆ เลยเรื่องถ้าคุณทำมันแบบสุด ๆ ไปเลย มันต้องเกิดขึ้น แค่ไม่รู้ว่ามันจะเกิดขึ้นขนาดไหนสำหรับแต่ละคน แต่สำหรับทา ทารู้สึกว่าในทุกการทำงานถ้าเราบอกกับตัวเองว่างานนี้เราตั้งใจ เราทำดียังไงเราก็ต้องได้ดี มันเป็นเรื่องของธรรมชาติ

The People: ปัญหาสุขภาพที่มาพร้อมกับการทำงาน?

อมิตา: อันนั้นมันมาตอนช่วงท้าย ๆ ซึ่งก็ดีสำหรับทาเหมือนกัน เพราะทาก็รู้สึกเหนื่อยมากกับการอยู่วงการบันเทิงนี้ แล้วก็อาจจะต้องพักสักหน่อย เพราะทาไม่รู้จะเสนออะไรแล้วในตอนนั้น มันเหมือนมันติดกันหลายปีมาก แต่ก็ไม่ใช่คำว่าหมดไฟ ใช้คำว่าหมดไฟไม่ได้เลย คือไม่เคยเกิน 20 นาทีกับการบอกว่าจะไม่เป็นนักร้อง ถามว่าดราม่าไหม มี ไม่ทำแล้วงานบ้าอะไร แต่เลิกไม่ได้หรอก ไม่มีทาง จะเลิกยังไง แล้วจะบอกคนอื่นยังไง คือแน่นอนมันก็มีช่วงที่แบบ…ไม่อยู่แล้ว จะอยู่ทำไม แต่ 20 นาทีต่อมา เออแม่หนูจะสู้ หนูจะเข้าห้องอัดแล้วไม่งอแง คือเป็นแบบนี้ตลอด

The People: การเปลี่ยนลุคที่มีความเซ็กซี่มากขึ้นในช่วงที่มีอาการป่วย ทำให้คุณเจอคำวิจารณ์หนักมาก

อมิตา: ในที่สุดแล้ว เรื่องมันยังอยู่ที่เรา มันอยู่ที่ว่าเราจะเล่นเรื่องนี้ยังไง ซึ่งถามว่าเราป่วยไหม เราป่วยอยู่ ใครมาเขียนอะไรหรือพูดอะไร ทาไม่อ่าน ทาจะไม่อ่านเรื่องอย่างนี้ ไม่ใช่ว่าทารับแต่ข้อดีแต่ไม่รับข้อเสีย ไม่เกี่ยวนะ เพราะในที่สุดแล้วมันอยู่ที่ตัวเราว่าเราจะคิดยังไงให้มัน positive หรือ negative เราเอาใจทุกคนมาใส่ใจเรา เราต้องเหนื่อยมาก ๆ แต่ในขณะที่เราป่วย เราจะทำยังไงให้รู้สึกดีที่สุดกับตัวเอง แล้วก็เรื่องไม่กลับมาดูแลตัวเอง ทาว่าอย่างแรกคือทาก็เป็นผู้หญิงคนหนึ่งเหมือนกัน แล้วด้วยตามอายุ คือทุกคนเห็นภาพทาตั้งแต่เด็ก ๆ คือคนอื่นคาดหวังในตัวทาหรือเปล่าว่าอยากเห็นทากลับไปเป็นแบบนั้น ถามว่าทากลับไปเป็นแบบนั้นเพื่ออะไรและเพื่อใคร และทามีความสุขหรือเปล่า ถูกไหม ในชีวิตจริง ๆ ของทา ฉะนั้นทาทำอะไรที่เป็น balance ทำเพื่อคนดูต้องทำ แต่ต้องทำเพื่อตัวเองด้วย เพราะทุกอย่างมันเริ่มที่เรา

ถ้าทารู้ว่าวันนี้แข็งแรง เลี้ยงลูกได้ในวันนี้ ทามีความสุขกับการตื่นมาในแต่ละวัน ในวันนี้ทารู้สึกว่าทาปลอดโรค ทาอาจจะน้ำหนักไม่ได้ลง แต่ว่าทาปลอดโรคนั้นแล้ว เรื่องน้ำหนักจะลงไม่ลงทาไม่รู้ แต่วันนี้ทามีความสุขกับชีวิตแบบนี้

The People: เผชิญกับความกดดันของการเป็นศิลปินระดับท็อปมากแค่ไหน

อมิตา: ทาบอกแล้วว่าทาโชคดีที่ได้ทำในสิ่งที่รัก ฉะนั้นทาเลยไม่ได้รู้สึกอึดอัดมากกับแรงกดดันที่มีเกี่ยวกับวงการบันเทิง ตอนนี้ทากดดันมากกว่าในเรื่องของเรย์ เพราะว่าชีวิตของเรย์เป็นของเรย์ เขายังไม่ถึงอายุที่จะตัดสินใจอะไรได้ ฉะนั้นทาต้องตัดสินใจให้เขาเยอะ ซึ่งบางทีในความเป็นแม่เราก็ไม่รู้ว่ามันถูกหรือมันผิด แต่เรารู้สึกว่าอยากทำสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเรย์ แล้วไม่อยากจะ overexposed เรย์ เพราะว่าทาไม่รู้ว่านี่คือสิ่งที่เขาต้องการในวันหนึ่งหรือเปล่า ทาไม่อยากให้วันหนึ่งเขาหันมาบอกว่า เฮ้ย แม่ ผมไม่ได้อยากอยู่ในการบันเทิง คือทาอยากให้เขามีพื้นที่ตรงนั้น ทาอยากให้เขาทำในสิ่งที่เขาอยากจะทำ ฉะนั้นทาต้องให้พื้นที่ตรงนี้กับเขาอย่างถูกต้อง ทามองว่ามันเป็นชีวิตเรานะ มันไม่ใช่ชีวิตลูก ไม่อยากให้วันหนึ่งเกิดขึ้นแบบ…ผมไม่ได้เลือกแบบนี้เองนะ ไม่อยากได้ยินคำนี้ มันคงต้องมีแหละ แต่ว่าอยากได้ยินน้อยที่สุด

The People: กว่าสิบปีแล้วกับอัลบั้มล่าสุด มีแผนอยากทำเพลงใหม่ บ้างไหม

อมิตา: ทาอยากทำเพลงใหม่นะ บอกตรง ๆ และตอนนี้กำลังทำการบ้านอยู่เรื่องของซาวนด์ เรื่องของอะไรต่าง ๆ แล้ว music generation มันถูกเปลี่ยนไปเยอะมาก จนทาคิดว่าคงต้องหาทีมที่เขารู้ว่าเขาทำอะไรอยู่ เพราะว่าตอนนี้ทุกอย่างมันเป็นเรื่องของดาวน์โหลด เป็นอีกยุคสมัยหนึ่ง ทากำลังทำการบ้านเรื่องของคนว่าถ้าคนมาทำงานกับเราตรงจุดนี้ ทำอะไรถึงจะดี คือทาไม่อยากแค่ออกซิงเกิลมาแล้วก็กลายเป็นเพลงที่ไม่ถูกจดจำ ทาต้องทำออกมาให้มันดีขึ้น ทากำลังศึกษามันอยู่แล้วกันกับกับวิธีการใหม่ ๆ ของรุ่นนี้ เพราะก็ 10 ปีแล้ว

ศิลปินสมัยนี้จะออกมาทั้งที ถ้าเกิดว่าจะเอาระดับโลก คุณจะต้องค่อนข้างครบ ครบมากเลย คือไม่ได้ร้องได้อย่างเดียว คุณคงต้องแรปได้ บางคนต้องแต่งเพลงเองได้ บางคนต้องมีรูปลักษณ์หน้าตาที่ทั้งสวยและต้องมี attitude ที่คุณจะเอาไปฝ่าฟันกันในวงการเพลง มันน่ากลัวมาก สมมติทามาออกตอนนี้ แบบฝันไปไกลมาก คือจะเอาอะไรไปสู้กับ คาร์ดี บี ถูกไหม คือไม่ใช่เจเนอเรชันของทา ฉะนั้นทาก็ต้องเซฟตัวเองไว้เหมือนกัน เรื่องของความรู้สึกว่าทาจะทำอะไรที่มันออกไปพร้อมกับความคาดหวังที่สูงเกิน นี่อาจจะไม่ใช่ยุคของทาก็ได้ อาจจะเป็นยุคของเรย์เขาก็ได้

The People: โมเมนต์ที่ดีที่สุดตลอดชีวิตการทำงานคืออะไร

อมิตา: ทาว่าดีทุกโมเมนต์ แล้วก็มีบางโมเมนต์ที่แย่มากเหมือนกัน แต่ถ้าเราหยิบมาครั้งหนึ่งว่าดีที่สุดคือเรื่องไหน ทาว่าเรื่องเดียวคงไม่ได้หล่อหลอมให้เราเป็นคนคนนี้ แต่ว่ามันเป็นองค์ประกอบทั้งหมด ทาแค่รู้สึกว่าทามีงานหลายรูปแบบเยอะมาก และทา appreciate ทุกอย่าง ได้ออกอัลบั้มอายุ 14 ขายได้ล้านตลับ ทุกวันนี้อัลบั้ม sold out ขายได้ 18 ล้านก็อปปี้ ชีวิตทามีเรื่องให้เล่าให้ฟังเยอะเลย


นักดนตรี, นักวิจารณ์ดนตรี บัณฑิตดนตรีจากรั้วศิลปากร หลังฝึกปรือกีตาร์แจ๊สอยู่หลายปี ปัจจุบันเขาหันมาสนุกกับงานเขียนด้านดนตรี, กีฬา และ กินเที่ยว

Related

“สารคดี = ความจริง เป็นการหลอกตัวเอง” สัมภาษณ์ ณฐพล บุญประกอบ ผู้กำกับภาพยนตร์สารคดี

ชีวิตที่ต้องคว้าดาวอีกครั้งของ เอ็ม-อรรถพล หลังวันที่ออกไปตามหาตัวตนบนเส้นทางดนตรีและความเร็ว

สัมภาษณ์ “20 ปีนางนาก” ความรักไม่มีวันตายในโลกภาพยนตร์

สัมภาษณ์ Two Door Cinema Club มิตรภาพจากกีตาร์ร็อค, Nirvana และเกาะสมุย

สัมภาษณ์ ชานน สันตินธรกุล “ความฝันของผมอยู่ที่ฮอลลีวูด”

สัมภาษณ์ ประวิทย์ แต่งอักษร และ ไกรวุฒิ จุลพงศธร สำรวจโลกใกล้สูญพันธุ์ของนักวิจารณ์ภาพยนตร์

ธีระ ธัญญอนันต์ผล “นักข่าวมือเก๋า” ที่ย่อยข่าวการเมืองให้เข้าใจง่ายเหมือนไปดูหนัง

เอิบเปรม วัชรางกูร ผู้อยู่กับ โบราณคดีใต้น้ำไทย ตั้งแต่กำเนิด ถึงปัจจุบัน