Post on 03/10/2020

สัมภาษณ์ Tattoo Colour กับการค้นพบเฉดสีใหม่ ๆ ของชีวิต ในวันที่ ‘รัฐ’ ตัน

       “ฟ้าถ้าไม่ส่งมาให้เธอมีใจ บอกกันสักคำเป็นไร”…นี่คือประโยคแรกจากท่อนฮุคในเพลง ‘ฟ้า’ ของวงดนตรีแนว Variety Pop ที่ชื่อว่า Tattoo Colour นี่น่าจะเป็นอีกหนึ่งเพลงตัวอย่างของความสำเร็จที่แม้กระทั่

งตัวศิลปินเองก็ยังไม่คิดว่ามันจะโด่งดังได้ขนาดนี้ ตง-เอกชัย โชติรุ่งโรจน์ มือกลองของวง เคยพูดว่า “พวกเราเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้เราประสบความสำเร็จ มันอาจจะเป็นเรื่องของจังหวะและเวลาด้วย”

Tattoo Colour มักจะนำเสนอบทเพลงที่แฝงไปด้วยความหลากหลายของดนตรีแต่ละชนิดเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นลาติน กอสเปล เร็กเก้ บลูส์ หรือแม้กระทั่งแจ๊ส คุณจะพบดนตรีเหล่านี้ผสมผสานกับความป็อปได้อย่างลงตัวจากผลงานของพวกเขา รวมไปถึงเนื้อหาของเพลงก็มีการบอกเล่าเรื่องเล่าที่ไม่เหมือนใคร วันนี้เพลงของพวกเขาอย่าง ‘ฝากที’ ‘ฟ้า’ ‘ขาหมู’ ‘จำทำไม’ (และอีกมากมาย) ได้พาวงเดินทางมาสู่อัลบั้มชุดที่ 6 ที่ใช้ชื่อว่า ‘เรือนแพ’ ผลงานเพลงที่มาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

สำหรับใครที่ติดตาม Tattoo Colour มา อาจจะรู้ดีว่าทุกเพลงนับตั้งแต่อัลบั้มแรก Hong Ser เป็นผลงานเขียนจากปลายปากกาของ รัฐ พิฆาตไพรี มือกีตาร์/ร้อง ของวง ซึ่งนับเป็นเวลากว่า 14 ปีแล้วที่ชายคนนี้แบกรับหน้าที่ที่แสนจะสำคัญไว้เพียงคนเดียว แน่นอนว่าเมื่อกาลเวลาเดินผ่าน รัฐก็ไม่ต่างกับมนุษย์ทุกคนที่มีวัน ‘ตัน’ ของตัวเอง

แต่ท่ามกลางความมืดบอดทางความคิดที่เขาต้องเผชิญ วันนี้เขาได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนร่วมวงอย่าง ดิม-หรินทร์ สุธรรมจรัส (นักร้องนำ) ตง และ จั๊มป์-ธนบดี ธีรพงศ์ภักดี (เบส) ซึ่งในท้ายที่สุดมันได้กลายเป็นประตูแห่งทางออกที่ทำให้ Tattoo Colour ได้พบกับเฉดสีใหม่ ๆ ของชีวิต

ในบ่ายวันหนึ่งของเดือนกรกฎาคม The People ได้มีโอกาสนั่งคุยกับ Tattoo Colour ถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น แนวทางแก้ไขปัญหาที่ทำให้พวกเขาพบความสุข ความสนุกในการทำเพลงอีกครั้ง และปิดท้ายด้วยการเปิดวาร์ปร้านขาหมูที่พวกเขาชอบกินให้กับแฟน ๆ

นี่คือบทสัมภาษณ์ที่ Tattoo Colour จะเล่าให้ทุกคนฟังว่า เพราะเหตุใดเพลงในอัลบั้มใหม่ถึงต้องเลือกจากเพลงที่ทำให้พวกเขายิ้มกว้างที่สุด

The People : ช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมาเป็นอย่างไรกันบ้าง

ดิม : ตอนแรกนัดกันมีนาคม ตอนนี้เหลือแต่ควาย นาหายแล้วครับ (หัวเราะ) นาไม่มีแล้วครับตอนนี้  อย่างที่บอกคือช่วงนี้โควิด-19 มันเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากเจอ แต่ว่าพอเราเจอแล้วต้องอยู่กับมันให้ได้ คือถ้าเป็นผมช่วงนี้เป็นช่วงใช้ชีวิตดูสารคดี แล้วก็ขับรถแถว ๆ บ้าน ทำอาหารกินเอง ตงเป็นไงบ้าง

ตง : ใช้ชีวิตคล้าย ๆ กันช่วงเดือนแรก แล้วต่อมาก็เริ่มหารายได้ ตอนนี้ก็ขายต้นไม้อยู่ คุณรัฐเป็นไง

รัฐ : ก็คล้าย ๆ กัน ผมว่าคล้าย ๆ กันหมด มันจะลำบากช่วงแรกที่ต้องปรับตัวหน่อย คือเราไม่ได้ออกไปไหน พอไม่ได้ออกไปไหน จากคนที่มันออกไปตลอด ไปเจอเพื่อน ไปเล่นดนตรี คือการอยู่บ้านมันก็ถือว่าสบายแหละ ไม่ได้ทำงาน แต่ว่าทำไปทำมาพอมันต้องอยู่จริง ๆ ถูกบังคับให้อยู่ อยู่โดยไม่สมัครใจ มันเลยทำให้รู้สึกอึดอัดเล็กน้อย แต่มันก็ต้องอยู่

ดิม : ต้องขอบคุณ Zoom ด้วยนะครับ

รัฐ : คือมันก็มี new normal ในช่วงนั้น ถือว่าเป็นพฤติกรรมใหม่ คือว่าปกติเราก็จะปาร์ตี้กันกับเพื่อน ๆ แต่มันไม่ได้เจอ ยังดีมันยังมีแอปฯ ที่เรียกว่า Zoom เอาไว้ประชุมงานกัน แต่เราก็หาวิธีปาร์ตี้กันจนได้ ก็เมาเท่าเดิม

จั๊มป์ : เมากว่าเดิมด้วย เพราะแต่ก่อนซื้อเป็นขวด เดี๋ยวนี้ซื้อเป็นลัง (หัวเราะ)

The People : ช่วงที่หยุดไปคิดถึงบรรยากาศการเล่นคอนเสิร์ตขนาดไหน

รัฐ : อย่างแรกคือคิดถึงการเล่นดนตรี เพราะนักดนตรีก็อยากเล่นดนตรี จะเล่นฟรี ไม่ฟรีเขาก็อยากเล่น แต่ว่าเล่นไม่ได้ เราก็ทำเพลงใหม่ เราก็หมายมั่นปั้นมือ เพราะเราเริ่มทำอัลบั้มมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว คือเราทำเป็นอัลบั้มเหมือนเดิมแล้วสต๊อกเพลงกันไว้ 6-7 เพลงแล้ว เกือบเต็มอัลบั้มอยู่แล้ว ก็กะจะทยอยปล่อยกัน แผนแรกคืออยากจะปล่อยเดือนละเพลงด้วยซ้ำ มีนาคม 1 เพลง เมษายน 1 เพลง พฤษภาคม 1 เพลง แต่พอโควิด-19 มาปุ๊บ ปล่อยมีนาคมปุ๊บหยุดเลย หยุดไว้แค่นั้น

The People : เซาเถอะ’ เพลงใหม่ และการทำงานรูปแบบใหม่

รัฐ : อันนี้ก็ถือว่าเลื่อนมาแล้วครับ

ตง : เพลง ‘เซาเถอะ’ เป็นเพลงจังหวะสนุกสนานที่เราใส่ความเป็นอีสานซึ่งเป็นบ้านเกิดของพวกเราลงไป ไม่ว่าจะเป็นเนื้อร้องที่มีภาษาอีสานด้วย มีภาษาไทยด้วย และมีท่อนดนตรีที่ใช้ไลน์ของพิณ แต่ใช้กีตาร์เล่นนะ แล้วก็มีความผสมผสานกับเพลงแบบกอสเปล การร้องแบบกอสเปลผสมดิสโก้ ผสมจนออกมาเป็นแบบ Tattoo Colour แบบนี้ แล้วภาษาอีสานที่เลือกใช้พยายามเลือกใช้ภาษาอีสานที่ไม่ลึกเกินไป คนภาคกลางจะได้เข้าใจด้วย ในส่วนของชื่อเพลง เซาเถอะ แปลว่า พอเถอะ

จั๊มป์ : มันเป็นคำที่วงเราใช้พูดกัน เป็นคำที่สื่อสารง่าย เซาเถอะ เวลาพูดเป็นภาษาไทยมันจะคล้าย ๆ กับคำว่า เศร้าเถอะ พอมันเป็นเศร้าเถอะ คนที่เป็นภาษากลาง คนภาคกลางก็จะเข้าใจแบบนี้ได้ ซึ่งความหมายจะคล้าย ๆ กัน เหมือนกับว่ามันเป็นอกหัก แล้วสำหรับคนอีสานคือพอเถอะ แต่สำหรับคนภาคอื่นก็อาจจะอกหักมันก็ต้องเศร้า

รัฐ : เพลงนี้กระบวนการแต่งคือว่ามีเมโลดี้มาชุดหนึ่ง แล้วเราก็หาคำอีสานคำอะไรใส่ดี ซึ่งมันมีคำก่อนหน้านี้ด้วยนะ ใส่ไปแล้วไม่เวิร์ก จนสุดท้ายคือรื้อ ๆ รื้อใหม่แล้วกัน หาคำให้มันดีขึ้น ก็เลยนึกถึงคำนี้ เพราะอย่างที่จั๊มป์บอกว่าเราใช้กันบ่อยเวลาแซวเพื่อน พอเซาก็เซาเด้อ อย่างดิมกินเหล้าอย่างนี้ เราก็บอกว่าดิม พอเซาก็เซาเด้อ เพลา ๆ บ้าง เป็นคำที่ได้ยินกันบ่อย ก็เหมือนการพูดปลอบคน

ดิม : แล้วผมก็ตอบรัฐกลับไปว่า เอ้า! แล้วมึงรินเพิ่มให้กูทำไม มึงก็นั่งอยู่ข้างกู (หัวเราะ)

รัฐ : พอมันจะหมด เซาก่อน

The People : ความ Variety Pop ของอัลบั้มนี้เป็นอย่างไร

จั๊มป์ : Variety Pop อัลบั้มนี้โคตรบันเทิงเลย คือคราวนี้มันเปลี่ยนวิธีการทำงานจากปกติ อัลบั้มก่อน ๆ หรือตั้งแต่แรก ๆ หลัก ๆ จะเป็นรัฐขึ้นเพลงทั้งหมด แต่ว่าในอัลบั้มนี้มันเป็น 4 คนมาขึ้นเพลงด้วยกัน คราวนี้มันก็จะมีไอเดียต่าง ๆ ที่ถาโถมเข้ามา ๆ จนในหลาย ๆ ไอเดียก็สนุกเกิน สนุกจน…ไม่ติดเบรก

ดิม : เรียกว่าทุกคนมีเสรีในการคิด ทุกคนเคารพในการตัดสินใจก็จะมีการโหวตทุกพยางค์พูดง่าย ๆ เขาเรียกว่า Tattoo Colour อัลบั้ม ‘เรือนแพ’ ชุดที่ 6 ชุดนี้ความต่างจากชุดอื่น Variety Pop ที่เกิดขึ้นมันเกิดจากพวกเรา 4 คนเน้น ๆ เลย ตั้งแต่ศูนย์

รัฐ : ก็คือใช้คำนั้นจริง ๆ เพราะว่ามันจะมีบางทีพวกเรา 4 คนช่วยกันทำ แต่ว่ามันก็จะมีสัดส่วนที่แตกต่าง จากส่วนนี้ผมกล้าพูดเลยว่ามันน่าจะคนละ 25 เปอร์เซ็นต์ มันมีความต่าง แต่คราวนี้มันอาจจะไม่ได้หมายถึงกับว่าพลิกโฉม Tattoo Colour ไปขนาดนั้นเลย เพราะว่าพื้นฐานเราก็ฟังเพลงคล้ายกันมาอยู่แล้ว อาจจะไม่คล้ายในยุคหลัง เพราะเราก็โตขึ้นเยอะ ไม่ได้อยู่ด้วยกันเหมือนเมื่อก่อน

แต่สุดท้ายแล้วพอเอามารวมกันปุ๊บ เราก็จะมีเหมือนกรอบอยู่ว่าอย่าให้มันล้นกรอบนี้ ถ้ามันล้นกรอบนี้มันจะไม่ใช่วงป็อปแล้ว มันจะกลายเป็นแนวอื่น ซึ่งเราก็รู้กันอยู่แล้ว เราจะพูดเสมอในบ้านว่าเราเป็นวงป็อป เรารู้ดี บางคนอาจจะมองเป็นวงอินดี้ป็อป ก็ไม่แปลก แต่ว่าเราก็จะเห็นวงป็อปในไทยดี ๆ ก็มีเยอะ เขาก็จะมีทางของแต่ละวง ๆ

The People : อัลบั้มนี้ยังมีความกดดันว่าต้องทำเพลงที่ ‘ดัง’ อยู่ไหม

รัฐ : ตอนเข้าบ้านเราก็คุยกันแล้วว่าเราไม่มีคำว่า เฮ้ย! เรามาทำเพลงฮิต ๆ กันเถอะ เรามาดูซิว่าชาร์ตเพลงไทยยุคนี้เขาต้องการอะไรกันแล้วเรามีไอ้นั่นไหม เอ้ย! เราไปหาแร็ปเปอร์เฟี้ยว ๆ สักคนมา feat ด้วยดีไหม จะได้ดึงยอดวิวจากแม่งมา เราไม่ได้มีเรื่องนั้นคุยกันเลย เราแค่ว่าเอาความสนุกเราให้มากที่สุดดีกว่า เพราะว่าสุดท้ายแล้วตอนที่เราสนุกที่สุดคือการไปโชว์ แล้วตอนไปโชว์เรามีเพลงเร็วสนุก ๆ ไปเล่น มันก็รู้สึกว่า ถ้าเกิดมันสนุกจากขั้นตอนแรกที่ริเริ่ม แล้วเพลงมันอาจจะไม่ได้เป็นทรงที่ฮิตมากขนาดที่มันจะดูว่าฮิตชัวร์ แต่มันจะรับรู้ได้ว่าเราตั้งใจแล้วมันสนุกนะ

The People : อัลบั้มที่กลับไปทำงานแบบ จุดเริ่มต้น?

รัฐ : คือเราเป็นเพื่อนกันมาก่อน เป็นเพื่อนอยู่โรงเรียนแล้วก็มาประกวดดนตรีกัน แล้วเราก็มีความพิเศษตรงที่ว่าเราจะใช้เพลงตัวเองในการประกวด จากข้อจำกัดที่ว่าเราเล่นไม่เก่งเท่ากับคนอื่นที่มีทักษะในการเล่นดนตรี เราก็เลยอาศัยว่าเราเขียนเพลงประกวดแล้วกัน มันก็เลยเหมือนเป็นจุดเริ่มต้นว่าเราอยากจะทำเพลงให้มันเยอะขึ้น เพราะอัลบั้มขายในโรงเรียนเล็ก ๆ  แล้วมันก็เหมือนเดินขึ้นบันไดเล็ก ๆ มาเรื่อย ๆ จนมาเจอการประกวดดนตรี ได้มาเจอ Smallroom ก็เลยส่งเดโม เพราะฉะนั้นมันก็เลยอธิบายให้มันชัดได้ยาก แต่จะบอกว่ามันคือเป็นความสนุกของเพื่อนแต่แรก เราไม่ได้รู้สึกว่าพอเจอกันปุ๊บ เฮ้ย! พวกเรา 4 คน เราต้องเป็นซุป’ตาร์ว่ะ กูอยากซื้อบ้านให้แม่สัก 5 ล้านที่กรุงเทพฯ ก่อน แล้วก็จะย้ายมากรุงเทพฯ มันไม่มีความคิดชุดนั้นเลย มีแค่ว่าสนุกไปวัน ๆ  แล้วขึ้นบันไดทีละสเต็ปไปเรื่อย ๆ  มันพยายามตั้งใจไปเรื่อย ๆ ตามขั้นตอนที่เราทำได้

ผลลัพธ์ก็ออกมาตอนที่เรามีซีดีอัลบั้มแรก กว่าจะมีมันก็ 2 ปี สมัยนั้นมีการเดินทางไปมา มีการส่งไฟล์ลำบาก ต้องขอนแก่น-กรุงเทพฯ ตลอด มีซีดีที่ถือไว้กับมือคือหรูแล้ว และเราไม่รู้ว่ามันจะดังได้แค่ไหน เราเห็นเพื่อน ๆ หลายคนที่ดังบ้างไม่ดังบ้าง เราไม่ได้คาดหวังตัวเองขนาดนั้น แต่พอมันมีโอกาสทำมาเรื่อย ๆ มันก็พยายามขึ้นบันไดมา พอเป็นวันนี้มันอาจจะมีความคิดว่าความสนุกในวัยนั้นมันไม่เท่ากัน เพราะฉะนั้นมันก็เลยเกิดเรื่องนี้ขึ้นที่ว่าเราไปเช่าบ้านกัน 4 คนเพื่อที่จะทำอัลบั้มชุดที่ 6 เราอยากจะให้เรากลับมาสนุกด้วยกันอีกใน 7 วันนั้น ซึ่งผมก็เลยรู้สึกดีมาก ๆ

ดิม : ก็สนุกไป (หัวเราะ)

รัฐ : จะบอกว่าเราไปขอพี่รุ่ง (รุ่งโรจน์ อุปถัมภ์โพธิวัฒน์) พี่รุ่งก็ถามว่ามึงคิดว่าจะได้เพลงจริง ๆ เหรอ คือเราก็ตอบไม่ได้ แต่ผมก็บอกเขาไปว่า ถ้าไม่ได้เพลงนะพี่ มันต้องได้เชื้อไฟอะไรบางอย่าง ได้ความรู้สึกอะไรบางอย่าง ได้ไอ้ความสนุกมันกลับมา ซึ่งเดชะบุญได้เพลงมาด้วย

The People : วิธีการทำงานแบบเดิม ‘ไม่เวิร์กจนต้องไปเช่าบ้าน?

รัฐ : อ๋อ ผมตันครับ ตันแบบว่า…ก็คือพอมันตันแล้วเราก็เลยคิดว่าอยากจะกลับไปสนุกเหมือนตอนแรก คือผมรู้สึกว่าชอบมากที่สุดเลยตอนเป็น Tattoo Colour ช่วงแรก

ดิม : ก่อนที่รัฐจะตันหรืออะไรก็ตามแต่ คือพวกเราอยู่กับรัฐ ตั้งแต่ชุดแรกยันชุดที่ 6 เราก็อยู่ในบรรยากาศการส่งเพลงกับรัฐตลอด เราคือวงเดียวกัน รัฐก็จะเจอคำนู่นคำนี่คำนั่น มันจะกดดันมาก บางครั้งต้องใส่แว่นตาดำไปประชุม คืออาจจะมีการเสียน้ำตาในห้องประชุมนั้นแล้วไม่อยากจะให้ใครเห็น แล้วทุกครั้งด้วยความเป็นเพื่อนเราจะบอกว่า “เฮ้ยมึง มึงมีอะไรมึงบอกพวกกูนะ มีอะไรที่พวกกูพอจะแบ่งเบาภาระมึงได้ มึงไปทำงานตรงนี้เลย อันไหนมึงโยนมาให้กูได้ มึงก็โยนมา จะไปดูคิว ติดต่อคนนั้นหน่อย โทรฯ หาคนนั้นให้หน่อย คนนี้พร้อมไหม ตงไปดูสถานที่หน่อย จั๊มป์มี reference เพลงหน่อยไหม” รัฐจะแอบถามบ้างอยู่ตลอด แอบใช้อยู่ตลอด ซึ่งดี ชอบ เพราะนี่คือเพื่อนกัน

แต่พอเดินทางมาจุดหนึ่งที่แบบว่า เฮ้ย! รัฐต้องการความช่วยเหลือแบบเต็มสตรีม เราก็ต้องหอบผ้าหอบผ่อนเก็บเสื้อผ้าไปอยู่ด้วยกัน 7 วันเลย ไม่มีปัญหา ขอแค่มึงบอกมา ก็คือว่ามึงแค่โทรฯ มา แค่บอกทุกคนมันก็พร้อมที่จะโอเคอยู่แล้ว เพราะงานมันก็หนัก คืองานมันไม่ได้มีแค่ Tattoo Colour อย่างเดียว งานมันก็มีทำนู่นทำนี่ให้คนอื่นบ้าง

รัฐ : เพราะเราเป็นคนชอบแต่งเพลง ชอบทำเพลงอยู่แล้ว มันมีอะไรที่อยากทำอยู่เสมอ จนมันผ่านมา 10 ปี แล้วก็เหมือนกับใช้อาหารที่กักตุนไปเกือบหมดแล้ว (หัวเราะ) ตอนนี้ก็ให้เพื่อนมาช่วยกันซื้อของเข้าบ้านดีกว่า

The People : เรียกได้ว่าอัลบั้มนี้สมาชิกแต่ละคนมีความเสมอภาคระดับหนึ่ง

รัฐ : ระดับนั้นละครับ ระดับที่เท่าเทียมกันมาก เพราะมันเริ่มจากศูนย์ด้วยกัน อย่างที่บอกมา 25 เปอร์เซ็นต์เป๊ะ ๆ เลย สัดส่วนมันเท่านั้นเลย คือมันทำให้เราเห็นสิ่งที่ไม่เคยเห็นจากเพื่อนมาก่อน อย่างจั๊มป์ พูดเฉย ๆ มันยังพูดไม่รู้เรื่องอยู่แล้ว แต่ว่ามันเขียนเนื้อดีนะ มันเขียนได้ดีจริง ๆ มันมีคอนเทนต์ของมัน

The People : เคยคิดไหมว่าจะได้มาอยู่บนเส้นทางนี้จนออกอัลบั้มชุดที่ 6

ดิม : ไม่มีใครเคยคิดแน่นอนครับ คือคนที่เริ่มเป็นศิลปิน เริ่มเป็นนักดนตรี มันไม่มีใครจะคาดคิดว่าตัวเองจะทำอัลบั้มสตูดิโอได้ถึง 6 อัลบั้มแน่ ๆ แต่ว่ามันมีความรู้สึกว่า พอเราทำแล้วมันไปต่อได้ พอเรา success แล้วเราไปต่อได้ เราอยากพามันไปให้มันเป็น career เรา ให้มันเป็นอาชีพของเรา ให้รู้สึกว่าการที่เป็นคนสร้างเพลงขึ้นมาเป็นอาชีพได้ อยากให้คนยอมรับ คนทั่วไปยอมรับว่าการเป็นศิลปินมันสร้างเป็นอาชีพได้

The People : คิดว่าอะไรเป็น key success ของ Tattoo Colour?

ตง : ผมว่าไม่มีใครรู้หรอก มันไม่มีสูตรสำเร็จ แล้วตัววงเองก็ไม่รู้ว่าอยู่ดี ๆ เพลงมันก็ดัง อย่างที่รัฐเคยพูดไว้ว่าเราโชคดีที่เพลงที่เราทำซึ่งตอนนั้นเป็นอินดี้ป็อป ที่ Smallroom เราก็เป็นแกะดำใน Smallroom พอมาข้างนอก เราก็เป็นแกะดำสำหรับคนข้างนอก มันเป็นอะไรก็ไม่รู้ แค่บังเอิญว่าคนเขาชอบเพลงเรา แล้วมีการส่งต่อเพลงให้กัน

ดิม : ลูกครึ่งอินดี้ลูกครึ่งแมส

ตง : เราว่ามันเป็นความบังเอิญที่คนชอบเพลงเรา

จั๊มป์ : คือว่าเราอยู่ดี ๆ ก็มีที่อยู่ มันมีสล็อตว่าง มันพุ่งไปเข้า

สล็อต บังเอิญว่าสิ่งที่เราทำมันเสียบมันฟิตพอดี

รัฐ : แล้วเราก็หล่อด้วยแหละ

The People : เพลงของ Tattoo Colour ต้องผ่านมือพี่รุ่งก่อน 100 เปอร์เซ็นต์ มีโมเมนต์ที่วงชอบ แต่พี่รุ่งไม่เอาไหม

รัฐ : ไม่เอาอาจจะไม่ถึงขั้นนั้น พี่รุ่งไม่ได้ใจร้ายถึงขนาดไม่เอา ก็จะให้ไปแก้ แต่ก็จะมีเรื่องหนึ่งที่เราอยากจะเอาเพลงนี้เป็นซิงเกิลนี้ พี่รุ่งเห็นต่างจะเป็นซิงเกิลนั้น พี่รุ่งบอกโหวตเลยไหมล่ะ ก็โหวต โหวตชนะนะ แต่ก็ไม่ผ่าน (หัวเราะ)

ตง : พอเราโหวตชนะปุ๊บ กูว่าขอคิดดูก่อนว่ะ (หัวเราะ)

ดิม : เขาเรียกว่าเราเชื่อเขาแหละ ข้อหนึ่งคือเขาจ่ายตังค์ อันที่สองคือว่าเขาทำเพลงเยอะ อันที่สามคือเขาก็มีบุญคุณกับเราตั้งแต่เด็กยันโต

ตง : ให้ที่ซุกหัวนอน ให้ตังค์แดกข้าว อย่างตอนอัลบั้มแรกซิงเกิลแรกคือเพลง ‘ฝากที’ แต่จริง ๆ แล้ววงไม่ได้เลือก ‘ฝากที’ วงเลือก ‘อากาศร้อน ๆ’ แต่ว่าพี่รุ่งจะเอา ‘ฝากที’ ‘ฝากที ดิวะ ๆ’ โหวตหลายรอบยังไง ‘อากาศร้อน ๆ’ ชนะตลอด

ดิม : โหวตทิ้งโหวตขว้าง พอเสร็จปุ๊บปรากฏ ‘ฝากที’ มันขึ้นที่ 1 ทุกชาร์ต

ตง : พี่รุ่งก็มาพูดว่า “กูบอกแล้ว”

ดิม : นั่นแหละครับถูกต้อง เราก็ยกให้เป็นพ่อคนหนึ่งของเรา เขาเลือกให้เราทำอะไรเราก็ทำอย่างนั้น

The People : ประสบความสำเร็จก็มาก แต่ไม่เคยหนี Smallroom ไปไหน

รัฐ : ยังไม่มีค่ายที่จ่ายให้เรามากพอ

ดิม : ใช่ เราก็พิจารณาสัญญาทุกค่าย

ตง : ทุกอย่างซื้อได้ด้วยเงิน

ดิม : อย่างที่บอกว่าทำไมเราถึงยอมรับการโหวตหลาย ๆ ที เพราะเราเชื่อมั่นในองค์กรนี้ เราเชื่อใน Smallroom เราเชื่อในคนนี้ เราเชื่อว่าเขามีประสบการณ์มากกว่า แล้วก็เขาเป็นคนไม่ค่อยเอาเปรียบคน สำหรับพวกผมที่ดูกับผู้บริหาร แล้วเขาก็เป็นคนที่มีพระคุณกับเรา

 รัฐ : คือคำว่าครอบครัวบางคนเขาจะบอกว่าที่นี่คือครอบครัวของเรา มันอาจจะเป็นแค่คอนเซปต์ แต่ว่าสำหรับผมมันคือครอบครัวจริง ๆ เพราะฉะนั้นเมื่อเขาเป็นครอบครัวจริง ๆ การที่จะออกจากบ้านออกจากครอบครัวหนึ่ง มันเป็นเรื่องใหญ่ แล้วมันไม่มีใครที่จะมานั่งบอกว่า “เฮ้ย! กูอยากลาออกจากการเป็นลูกของพ่อแม่กูจังเลย” มันไม่มีเรื่องนี้มาตั้งแต่แรกแล้ว โอเคมันอาจจะไม่ใช่ครอบครัวจริง อาจจะมีธุรกิจมาเกี่ยวข้องก็จริง แต่ว่าเรารู้สึกอย่างนั้น ถ้าใครได้ดูประวัติ Tattoo Colour จะรู้ว่าเรานอนที่นั่น มีการช่วยเหลือเราเรื่องเงินเรื่องเรียน ถ้าเกิดว่าถ้าจะมีการออกจริง ๆ  มันต้องเป็นเรื่องอื่นที่ไม่ใช่เพราะว่ามีคนมาดึงเราไป

The People : ระยะเวลา 14 ปีกับมิตรภาพที่ไม่เคยขาดกัน

จั๊มป์ : เราทะเลาะกันแรงเพราะว่าวงนี้มันมีความเป็นเพื่อน มันอาจจะด่ากัน ไอ้…อะไรประมาณนี้ แต่พอหลังจากที่ออกจากห้องซ้อมหรืออะไรมันก็ไม่ได้เอาโมเมนต์นั้นมาเก็บเป็นอารมณ์ต่อแล้ว

ดิม : พูดกันแรง แต่ว่าก็ให้อภัยกันเร็วประมาณนั้น เพราะว่าเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่ ม.4

รัฐ : พี่รุ่งเคยเจอทะเลาะกันในห้องซ้อม เขาบอกเฮ้ยมึงจะฆ่ากันหรือไง

ดิม : อย่างที่บอกทุกคนก็มีเพื่อนสนิทกัน ทุก ๆ คนเวลาเราทะเลาะกับเพื่อนสนิท เราจะรู้ว่าเราจะพูดเกินเบอร์ไปนิดหนึ่ง แล้วส่วนใหญ่ทะเลาะกันเรื่องงาน ไม่เคยส่วนตัว ถ้าส่วนตัวมันมีแล้วก็คงแยกย้ายกันไปแล้ว แต่จริง ๆ มันมีเรื่องงานอย่างเดียว

รัฐ : ไม่มีการจะทะเลาะกันมาก เต็มที่จะแค่บีบออกเรื่อย ๆ

ตง : วนกลับมาเรื่องนี้อีกแล้ว (หัวเราะ)

ดิม : ให้รู้ไปเลยว่าจริง ๆ ต้องการซาวนด์กลองแบบนี้ แล้วมันทำไม่ได้ก็ต้องออก

ตง : พูดถึงเอี่ยว (The Richman Toy) ป่ะ

The People : Tattoo Colour กับวิธีบอกเล่าเรื่องราวที่ไม่เหมือนใคร

รัฐ : ยกตัวอย่างอัลบั้มนี้ที่วิธีการทำงานมันเป็น 4 คนแล้ว อย่างเช่นตอนเพลง ‘ร้อนของ’ หรือ ‘เซาเถอะ’ คือเราไม่ได้คิดถึงความรักก่อน เราคิดถึงความสนุกของมันก่อน อย่างเช่นตอนแรก ‘ร้อนของ’ เราก็กะว่าไม่ต้องเขียนเฉียดเรื่องความรักกันดีไหม แล้วก็เขียนที่แบบคนร้อนของจริง ๆ  อยากจะไปเจอตำรวจ อยากจะไปกระโดดบนเวที ซึ่งแน่นอนคือเราก็จะรู้แหละว่า ความเหมาะสมมันคือตรงไหน เพราะงั้นการที่ทำให้เจือลงมา ความบ้าบอนั้น มันตบด้วยเอาความรักมาช่วยหยอด มันจะได้อยู่ในกรอบของเพลงป็อปได้ ผมคิดอย่างนั้นกับอัลบั้มนี้

ดิม : คือต้องบอกว่าอย่าง ‘ร้อนของ’ มันก็แต่งขึ้นมาเพราะว่าผมชอบเอาเดโมที่มันยังไม่เสร็จไปให้พี่รุ่งฟัง แล้วเพื่อนในวงก็บอกว่า “ทำไมมึงร้อนของจังวะ ทำไมไม่รอไปส่งพร้อมกันวะ” ผมก็ “ไม่รู้อะ กูร้อนของ”

ตง : ชื่อเพลงมาก่อนเลยชื่อเพลง ‘ร้อนของ’

ดิม : แต่คราวนี้ ‘ร้อนของ’ มันพูดถึงดิมที่เก็บความลับไว้ไม่อยู่ มันหมายความว่าถ้าสมมติเราไปรอบอกรักผู้หญิงคนหนึ่ง เรามีความในใจ เรารอบอกมานานแล้ว เรารอไม่ไหวว่ะ เราบอกไปเลย สุดท้ายมันไม่ได้ขึ้นจากความรักนะ สมมติบอกว่า “ถ้าเธอสบตาฉันสักวินาทีนะ รับรองนะเธอจะระเบิดจะลุกเป็นไฟ โลกจะระเบิดลุกเป็นไฟ” เราไม่รู้ว่าทำไมคนที่มีคาแรคเตอร์แบบนั้นเขาถึงมั่นใจในตัวเองจังว่า แค่มองตา ขออย่างเดียวขอแค่เธอมองตา แค่มองตาปุ๊บ โลกเธอจะระเบิดแน่นอน ฉันจะพาเธอขึ้นรถไฟเหาะตีลังกา ความรักของฉันมันหมักบ่มเหมือนเหล้าที่เธอได้กินปุ๊บเธอจะสุขสำราญ อยู่ดี ๆ เอานิสัยผมมาเขียน แต่ว่าเราแปลงเป็นเรื่องความรักได้ไหม นิดหนึ่ง พอได้

รัฐ : ตัวผมเองหรือวงก็ตาม อาจจะไม่ได้เซียนเรื่องเขียนเพลงรัก เราก็เลยคิดว่าน่าจะเขียนอะไรที่มันกวนตีนขึ้นมาก่อน แล้วค่อยย่อยลงไปให้ตบเรื่องความรัก เพื่อให้คนเข้าใจได้ง่ายมากกว่า อย่างเพลง ‘ฟ้า’ หรือ ‘จำทำไม’ ก็ตาม อย่าง ‘ฟ้า’ คือวันนั้นขับมอเตอร์ไซค์แล้วมันร้อน “ฟ้าทำไมมันร้อนอย่างนี้วะ ถ้าไม่ส่งมาให้เธอมีใจแล้วกัน” เราไม่ได้เป็นคนแบบที่เขาจะมองบุคลิกออก เราไม่ได้เป็นคนที่นุ่มลึกโรแมนติกอะไรขนาดนั้น แต่เราก็จะรู้ว่าเพลงป็อปต้องทำยังไง

The People : Tattoo Colour นิยามความรักของตัวเองเป็นแบบไหน

รัฐ : งั้นเราเป็นเหล้าเลยไหมล่ะ

ตง : อันนี้คือพูดถึงความรักหรือมึงอยาก

รัฐ : ความรักไง เพราะว่าเรารู้อยู่แล้วว่าเหล้า ถ้ามันเริ่มต้นดี วัตถุดิบดี มันมีสิทธิ์ที่จะได้เหล้าที่ดี และนอกจากแค่วัตถุดิบแล้วมันอยู่ที่การหมักบ่ม อยู่ที่เวลา เคยได้ยินไวน์ว่ายิ่งแก่ยิ่งดี มันยิ่งหมักบ่มนานยิ่งดี ถ้าเกิดว่าเราพิสูจน์ว่า ความรักมันยืนยาวนานเท่าไหร่มันยิ่งมีคุณค่าของมันเท่านั้น แล้วก็ใช้คำว่า สำหรับคนที่ติดความรักก็เหมือนกับติดเหล้านั่นแหละ มันก็อยากกินทุกวัน ไม่กินมือมันสั่น แล้วบางทีคนที่กินเหล้าเข้าไปแล้วเหมือนจะเจอความรักใหม่ ๆ คออ่อน ๆ ก็อาจจะกินเข้าไปมากอาจจะเบลอ อาจจะเป็นการทำร้ายตัวเองได้ แต่ถ้ากินกำลังพอดีเขาเรียกว่า เพื่อสุขภาพ

The People : Tattoo Colour ชอบกิน ‘ขาหมู’ ร้านไหน

ดิม : ผมชอบขาหมูชาญเทคนิค จังหวัดนนทบุรี หนึ่ง, มันใกล้บ้าน  สอง, คือเจ้าของร้านไว้ทรงผมเดียวกับผม แล้วก็กวนตีนเหมือนกัน “อันนี้คิดทั้งหมด 3,500,000 บาท เชิญเลยครับพี่ ใส่ห่อไม่ใส่ห่อก็ได้ ไม่ใส่ห่อก็ใส่กล่องก็ได้ ใส่กล่องก็ได้ ใส่หน้าก็ได้ครับพี่”

ตง : ผมชอบเซนต์หลุยส์ อร่อยดี แล้วก็ผมชอบที่เนื้อเขาไม่แห้ง หนังนุ่ม

จั๊มป์ : ของผม ขาหมูเหม่งจ๋ายครับ ผมว่าองค์ประกอบทุกอย่างดีหมดเลย ผักดองไม่เหม็นด้วย ชอบตรงนี้ด้วย มันกินได้หมดทั้งจาน ผมกินร้านนี้ผมไม่ปรุง มาปุ๊บไม่ต้องเอากระเทียม ไม่ต้องเอาพริก กินได้เลย

ตง : แล้วร้านนี้หมูทอดก็อร่อยด้วย

จั๊มป์ : หมูทอดคือขี้โกงมาก ผมบอกเลยว่าร้านนี้เด็ดจริง

รัฐ : จริง ๆ ผมเป็นคนชอบกินขาหมูหลายร้าน แต่ว่าร้านประทับใจสุด ๆ เลย ผมจะชอบขาหมูบางรักตรอกซุง สาขาขอนแก่น แต่ว่าจริง ๆ แล้วผมกินขาหมูที่ไหนก็ได้ เพราะว่าผมสั่งขาหมูไม่หนังไม่ราดน้ำอยู่แล้ว ก็คือการกินขาหมูของผมร้านไหนก็ไม่ต่างกันมาก ก็เอาขาหมูแห้ง ๆ มาใส่ข้าวพอแล้ว ไม่ต้องราดน้ำ ไม่เอาหนังด้วย

ตง : ครั้งแรกตกใจมากที่ได้ยินมันสั่ง ป้าครับขาหมูเนื้อล้วน ไม่หนัง ไม่ราดน้ำ มึงสั่งข้าวขาหมูเหรอ

The People : ลองจินตนาการว่าอัลบั้มที่ 10 ของวงจะเป็นอย่างไร

ดิม : ผมรู้สึกว่าวิธีการทำงานแบบนี้ต้องดูว่ารัฐเบื่อหรือยัง อัลบั้มที่ 10 ถ้ารัฐไม่เบื่อคงจะเป็นนั่งสัมภาษณ์กับ The People แบบนี้อยู่เหมือนกัน แต่ถ้าสมมติว่ารัฐเบื่อแล้วก็จะสัมภาษณ์อีกแบบหนึ่ง แต่ผมคิดว่าถ้ารู้วิธีการทำงานแล้ว และรู้สึกว่ายังสนุกอยู่กับมัน ก็คงจะเป็นอย่างนี้อยู่สำหรับผมนะ

จั๊มป์ : ผมว่าเราทำมา 6 อัลบั้ม มันก็เป็น Variety Pop ผมว่ามันไม่หนีตัวเอง มันยังคงเป็น Variety Pop แหละ แต่เราก็อาจจะหาสิ่งใหม่ ๆ มาผสมใหม่ในที่นี้ อาจจะไม่ใช่ใหม่ของโลกใบนี้ แต่เป็นใหม่สำหรับวงเรา

ดิม : แต่การันตีได้เลยครับว่าแบบที่จั๊มป์พูด Variety Pop แน่นอน

 


นักดนตรี, นักวิจารณ์ดนตรี บัณฑิตดนตรีจากรั้วศิลปากร หลังฝึกปรือกีตาร์แจ๊สอยู่หลายปี ปัจจุบันเขาหันมาสนุกกับงานเขียนด้านดนตรี, กีฬา และ กินเที่ยว

Senior Photographer

หัวหน้าช่างภาพ The People

Related

สำรวจรักอันบริสุทธิ์ของมนุษย์ นนท์-โอม สองนักแสดงจาก “ดิว ไปด้วยกันนะ” 

สัมภาษณ์ผู้บริหารโรงภาพยนตร์ House พื้นที่แห่งโอกาสของภาพยนตร์ทางเลือก บนพื้นที่แห่งโอกาสของตัวเอง

สัมภาษณ์ หม่อมหลวงขวัญทิพย์ เทวกุล รสชาติสมดุลของอาหารจานชีวิต

สัมภาษณ์ “ฟองเบียร์” ปฏิเวธ อุทัยเฉลิม นักเล่าเรื่องที่เขียน “ชีวิต” ลงในเพลง

“เราคนเดียวเปลี่ยนโลกไม่ได้” สัมภาษณ์ นรีกุล ธูปพุทธา ศิลปะ ธรรมชาติ และการดำรงอยู่

สัมภาษณ์ผู้บริหาร Tellscore กับภารกิจช่วยเหลือธุรกิจการท่องเที่ยวด้วย Influencer Marketing  

สัมภาษณ์ สุภัตรา ภูมิประภาส ประสบการณ์ ‘6 ตุลา’ ที่หล่อหลอมสู่การ ‘ผ่าพม่า’ ผ่านงานแปล

กังฟู ไทยเพลย์บอย เปลี่ยนความแค้นเป็นแรงผลักดัน ก้าวสู่อันดับ 1 หนังสือโป๊เมืองไทย