Post on 30/01/2020

สัมภาษณ์ ธีรพันธ์ เงาจีนานันต์ ผู้กำกับ “ไกลบ้าน” ผลกระทบผู้ลี้ภัย และความสะเทือนใจผ่านแผ่นฟิล์ม

“ไกลบ้าน (Away)” ภาพยนตร์สารคดีสั้นที่ได้รับรางวัลดุ๊ก จากเทศกาลภาพยนตร์ขนาดสั้นครั้งที่ 23 รางวัลที่มอบให้ภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยมในประเทศไทย ผลงานดังกล่าวกำกับโดย ธีรพันธ์ เงาจีนานันต์ ที่ตามชีวิต วัฒน์ วรรลยางกูร ในฐานะผู้ลี้ภัยการเมืองที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ “ไกลบ้าน” จริง ๆ ของตัวเอง

วัฒน์กลายเป็นผู้ลี้ภัยจากการไม่สยบยอมต่ออำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ออกหมายเรียกตัวไปปรับทัศนคติหลังการทำรัฐประหารปี 2557 เขาจึงตัดสินใจเดินทางออกจากประเทศในฐานะผู้ลี้ภัยทางเมือง หนำซ้ำยังมีหมายจับฐานกระทำผิดมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการงานรำลึก 40 ปี 14 ตุลาฯ ที่มีการแสดงละคร “เจ้าสาวหมาป่า” โดยขณะนั้นเขาอาศัยอยู่ต่างประเทศเป็นที่เรียบร้อย

ประกอบกับลูกชายของวัฒน์ (วสุ วรรลยางกูร) เป็นคนรู้จัก เขาจึงสนใจเล่าเรื่องชีวิตของวัฒน์ และผลกระทบของครอบครัวจากกรณีนี้ The People จึงชวน จัส – ธีรพันธ์ เงาจีนานันต์ มาร่วมพูดคุยถึงเส้นทางการทำสารคดี และสิ่งที่ได้หลังจากเอนด์เครดิตเรื่องนี้จบลง

 

The People: ทำไมคุณถึงสนใจศาสตร์ภาพยนตร์

ธีรพันธ์: ตั้งแต่เด็ก ๆ เลยชอบดูหนังครับ รู้สึกว่าอยากทำหนังจัง แล้วก็เรียนสาขาภาพยนตร์ที่นิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เหมือนหนังเป็น priority หลักมาโดยตลอด และไม่เคยคิดว่าจะไปทำงานอื่นเลย กระทั่งเรียนจบก็พบโลกความจริงว่ามันช่างยากเหลือเกิน (หัวเราะ)

ตอนนั้นเรียนจบมาประมาณ 2 ปีแล้ว ผมอยากทำหนังมาก ๆ แต่ว่าไม่มีเงิน ไม่มีทีม ไม่มีอะไรสักอย่างเลย ก็เลยลองทำสารคดีเพราะมันลดข้อจำกัดไปได้เยอะ เราสามารถทำงานคนเดียวได้ มีกล้องตัวเดียวได้ ไม่ต้องพึ่งเงินหรือทีมงานมากนัก พอได้ทำก็ค้นพบว่า เอ้ย! สนุก ทำให้เราสนใจสารคดีมากขึ้น แล้วพื้นที่ของคนทำสารคดีในประเทศนี้ยังมีคนทำไม่ค่อยเยอะ ถ้ามีคนทำก็จะมีคอนเทนต์มากขึ้น เลยสนใจทำสารคดีมาเรื่อย ๆ 

 

The People: ที่บอกว่าการทำหนังยากเหลือเกิน คุณเจออุปสรรคอะไร

ธีรพันธ์: ผมรู้สึกว่ามันไม่เป็นอุตสาหกรรมหรือระบบอะไรต่าง ๆ คนรุ่นหลังเรียนจบอาจรู้ว่าตัวเองสนใจด้านไหน เช่น อยากเป็นผู้กำกับ แต่ไม่มีทางเลยที่เราจะเดินไปที่ไหนแล้วบอกว่า “ผมจะทำหนังครับ” แล้วก็ได้เงินมาทำหนังง่าย ๆ เราเข้าใจได้ในเชิงเงื่อนไข แต่ก็รู้สึกว่าพื้นที่ตรงนี้ก็หายากเหมือนกัน 

 

The People: ภาพยนตร์เรื่องไหนที่ดูแล้วทำให้คุณอยากเป็นผู้กำกับภาพยนตร์

ธีรพันธ์: Bad Boys II (2003) ของ ไมเคิล เบย์ (Michael Bay) (หัวเราะ) ตอนเด็ก ๆ ดูแล้วชอบมาก ดูที่ห้องโสตในโรงเรียน ตอนเที่ยงเพื่อน ๆ จะเอาหนังขึ้นไปเปิดดูกัน เมื่อก่อนก็จะดูหนังแบบนี้ ทั้ง Bad Boys, Spider-Man ของ แซม ไรมี (Sam Raimi) หนังที่หาดูได้ทั่วไปจริง ๆ แต่ถ้าจำฝังใจจริง ๆ ก็คือ Bad Boys II นี่แหละ 

ยุคนั้นยังมีร้านเช่าแผ่นหนังอยู่ครับ เลิกเรียนผมก็จะเช่าแผ่นกลับมาดูที่บ้านทุกวัน เป็นช่วงที่ดูไปเรื่อยเลย และก็เริ่มสนใจหนัง อยากดูแล้วก็อยากทำ รู้สึกว่าการเล่าเรื่องของมันเป็นสิ่งที่น่าสนใจ

 

The People: จากภาพยนตร์แมส ๆ กลายมาเป็นสนใจภาพยนตร์สารคดีได้อย่างไร

ธีรพันธ์: ตอนเรียนภาพยนตร์เป็นโอกาสดีที่ทำให้ผมเห็นว่า มันมีหนังได้หลายแบบและมีศักยภาพในมุมอื่น ๆ ที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน เพราะตอนเด็กเรารู้แค่ว่าหนังต้องให้ความบันเทิง ต้องสนุกอย่างเดียว ไม่เคยเห็นมุมอื่นของภาพยนตร์นอกจากความบันเทิงเลย พอได้เจอหนังแปลก ๆ ก็รู้ว่า เฮ้ย! หนังมันทำอย่างนี้ก็ได้นี่หว่า นำเสนอแบบนี้ก็ได้ เล่าเรื่องแบบนี้ก็ได้ มันสร้างความรู้สึกหรือสื่อสารข้อความบางอย่างได้ แต่ผมก็ยังดูหนัง ไมเคิล เบย์ อยู่นะ (หัวเราะ) แค่ส่วนตัวเริ่มสนใจหนังที่เฉพาะทางมากขึ้น

ตัวอย่างสารคดีล่าสุดที่ดูแล้วชอบมาก คือ Hope Frozen (2019) ของ ไพลิน วีเด็ล (สารคดีที่คว้าสารคดีนานาชาติยอดเยี่ยมจากงานเทศกาลภาพยนตร์ Hot Docs ที่ประเทศแคนาดา ส่งผลให้มีสิทธิ์เข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยม) ผมดูแล้วรู้สึกว่า เฮ้ย! หนังสารคดีแบบนี้คืองานคราฟต์ เหมือนงานฝรั่งเลย เป็นสกิลที่หาไม่ค่อยได้จากคนไทย เราขาดความรู้ด้านสารคดีในเชิงนี้ ถึงแม้ช่วงหลังจะมีคนทำสารคดีเชิงทดลองบ้าง สารคดีคอนเซปต์แปลก ๆ บ้าง แต่ Hope Frozen เล่าเรื่องนี้ได้แบบ… โห! มันถูกคราฟต์โครงสร้างเป็นอย่างดี การคิดโครงสร้างหนังแบบนั้นผมทำไม่ได้ เพราะไม่เคยถูกฝึก ไม่เคยเรียนรู้ ก็เลยอยากมีทักษะการทำหนังแบบนั้นบ้างเหมือนกัน

 

The People: ไอเดียแรกของการทำสารคดี “ไกลบ้าน” คืออะไร 

ธีรพันธ์: ส่วนตัวผมสนใจและติดตามเรื่องการเมืองมาเรื่อย ๆ ครับ และตระหนักถึงประเด็นผู้ลี้ภัยทางการเมือง เพราะช่วงไม่กี่ปีมานี้เราเห็นข่าวแบบนี้เกิดขึ้นบ่อย ซึ่งมันไม่มีความผิดทางกายภาพอะไรเลย มันเป็นความผิดทางความคิดการเมืองที่ทำให้เขาต้องหนี ผมรู้สึกว่า story มันค่อนข้างเศร้า เพราะชัดเจนมากว่ารัฐพยายามใช้อำนาจกดการแสดงออกและความคิดของคนไว้ด้วยการทำให้คนกลัว ทำให้คนอยู่ไม่ได้ ทำให้คนไม่มีที่ยืน มันคือการ shape สังคมให้เหลือแต่อุดมการณ์หรือความคิดในแบบที่เขาอนุญาตเท่านั้น สิ่งเหล่านี้มันค่อนข้างสะเทือนใจ

 

The People: คุณเข้าไปหา วัฒน์ วรรลยางกูร ได้อย่างไร

ธีรพันธ์: ผมเป็นเพื่อนกับลูกชายของเขาครับ ซึ่งตอนแรกไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพ่อเขาคือคุณ วัฒน์ วรรลยางกูร

ต้องเกริ่นก่อนว่า ผมชอบหนัง มนต์รักทรานซิสเตอร์ (2544) ของ เป็นเอก รัตนเรือง มาก เป็นหนึ่งในหนังที่ชอบสุดในชีวิตเลยก็ว่าได้ ตอนนั้นผมรู้แค่ว่าคุณวัฒน์เป็นคนเขียนหนังสือ แต่ไม่รู้ว่าเขาเป็นพ่อของคนรู้จัก กระทั่งวันหนึ่งเราคุยกับเพื่อนถึงรู้ว่า เขาคือพ่อลูกกัน ก่อนหน้านี้ผมไม่เคยสนใจเลย แม้กระทั่งนามสกุลที่เหมือนกัน (หัวเราะ) 

พอรู้ว่าเป็นพ่อของเพื่อน ผมก็ไถ่ถามว่าคุณพ่อเป็นอย่างไรบ้าง เขาก็เล่าข้อมูลเบื้องต้นให้ฟังว่าคุณวัฒน์มีความเป็นอยู่อย่างไร ผมก็เลยรู้สึกว่ามุมนี้ค่อนข้างตรงกับสิ่งที่เราสนใจ แล้ว subject นี้ก็เป็นความผูกพันทางอ้อมมาก ๆ ทั้ง ๆ ที่ผมไม่เคยเสพงานอื่นของคุณวัฒน์เลย หนังมนต์รักทรานซิสเตอร์ ก็เป็นการเสพผ่านสื่อที่ดัดแปลงมาแล้วอีกทอดหนึ่ง แต่ผมรู้สึกผูกพันมาก ๆ ก็เลยสนใจอยากเล่าเรื่องนี้

 

The People: คุณเข้าหาคุณวัฒน์อย่างไร ถึงได้รับการยินยอมให้ถ่ายทอดเรื่องราวซึ่งค่อนข้างเป็นเรื่องส่วนตัว

ธีรพันธ์: ผมถามเขาตรง ๆ ก่อนว่า ถ้าผมสนใจจะทำหนังเรื่องนี้ เขาจะโอเคไหม แน่นอน ส่วนหนึ่งผมรู้สึกกังวลว่าตัวเองจะไปรบกวนหรือวุ่นวายชีวิตส่วนตัวเขามากเกินไปหรือเปล่า ผมจึงต้องขออนุญาตก่อน โดยการบอกไอเดียคร่าว ๆ ในใจว่า อยากเล่าเรื่องนี้ จะมีปัญหาอะไรไหม ถามลูก แล้วฝากถามไปถึงคุณพ่อ ซึ่งคุณวัฒน์เขาก็ยินยอมให้ทำ แล้วผมก็แจกแจงรายละเอียดทุกอย่างที่คิดอยู่ให้เขาฟัง

 

The People: สารคดีแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ๆ คือการสัมภาษณ์คุณวัฒน์ และลูกชายของเขา โครงสร้างนี้มีที่มาอย่างไร 

ธีรพันธ์: โครงสร้างนี้ตรงกับสิ่งที่คิดไว้ ผมอยากให้เห็นตัวคุณวัฒน์ก่อนว่าเขาใช้ชีวิตอย่างไร มีเส้นทางชีวิตแบบไหน และเขาเลือกอะไรในวันนี้ ซึ่งผมคิดว่ามันค่อนข้างสมบูรณ์ในตัวมันเอง ส่วนอีกพาร์ทหนึ่งผมต้องหาคนที่เคียงข้างเขาก็คือลูกชายของเขานั่นแหละ มุมหนึ่งคือคุยกับคุณวัฒน์ อีกมุมหนึ่งคือลูกชายของเขาที่ต้องมารับผลของการเลือกนั้นด้วย ผมรู้สึกว่ามันคือความเจ็บปวด (นิ่งคิด) ใช้คำว่า “เจ็บปวด” ไม่ได้สิ มันคือความ “เศร้า” มากกว่า ที่ชะตากรรมทำให้คนข้าง ๆ ต้องมารับผลของมันด้วย 

 

The People: ผลลัพธ์สุดท้ายของภาพยนตร์ตรงกับสิ่งที่คุณคิดไว้ในใจ?

ธีรพันธ์: มันตรงจนผมก็ประหลาดใจเหมือนกัน ส่วนหนึ่งผมรู้สึกว่า ทั้งเขาและผมเห็นคอนเซปต์เหมือนกัน เห็นคำว่า “บ้าน” และ “ครอบครัว” ในมิติเดียวกัน 

ในฐานะคนนอก ผมรู้สึกว่าบ้านของคนคนหนึ่ง หรือครอบครัวของคนคนหนึ่งพังลงเพราะสถานะผู้ลี้ภัย ซึ่งความจริงเขาก็คงรู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน ขณะเดียวกันบ้านเชิงกายภาพที่เป็นตัวบ้านจริง ๆ ก็ผุพัง หรือความห่างเหินของครอบครัวที่ไม่เป็นครอบครัว ต้องอยู่ห่างไกลกัน เจอกันไม่ได้ ก็เป็นความผุพังของบ้านในเชิงจิตใจ

 

The People: จากภาพยนตร์เราสังเกตได้ว่า บ้านในหนังมีหลากหลายมิติมาก เช่น บ้านที่เป็นตัวบ้านจริง ๆ ทั้งบ้านริมบึงที่เป็นสถานที่ลี้ภัย บ้านเดิมในจังหวัดกาญจนบุรี การตั้งชื่อ Home in the sky ของกลุ่มไลน์ครอบครัว และรวมไปถึงบ้านที่หมายถึง “ประเทศ” ด้วยหรือเปล่า 

ธีรพันธ์: ใช่ ผมก็เชื่อว่าคุณวัฒน์ชัดเจนประมาณหนึ่งว่าเขาคิดถึงบ้านใบนั้น แต่ถ้าบ้านไม่ได้เป็นบ้านที่ทำให้เขารู้สึกปลอดภัยหรือมีความสุข เขาก็ไม่อยากจะอยู่หรอก มันเป็นความรู้สึกแบบหวาน ๆ ขม ๆ ปน ๆ กันไป อยากอยู่นะ แต่ถ้าบ้านยังเป็นอย่างนั้นจะอยู่ได้ยังไง ผมมองเห็นมิตินั้นที่สะท้อนออกมาเหมือนกัน 

ตอนแรกมิตินี้ผมไม่ได้ตั้งใจ มันเป็นมุมที่ขยายออกมา คือตอนแรกผมตั้งใจพูดในมุมที่ปัจเจกมาก ๆ แต่นั่นคือผลพลอยได้ที่ทำให้เราเห็นมิติอื่นของบ้าน ของชีวิต และชะตากรรมเขาด้วย ความตั้งใจแรกคืออยากพูดถึงแค่ความรู้สึกคิดถึงบ้าน แค่นั้นเลย

 

The People: หมายถึงคิดถึงตัวบ้านจริง ๆ ที่จังหวัดกาญจนบุรี?

ธีรพันธ์: ใช่ ๆ มิติคิดถึงบ้าน แล้วก็ลูกที่คิดถึงพ่อ ในใจผมมีไอเดียเท่านี้ ไม่คิดว่าจะต้องเห็นถึงภาพใหญ่ขนาดนั้น แต่โชคดีที่หนังมันสร้างให้เห็นมิตินี้โผล่ขึ้นมา จึงกลายเป็นมิติที่เสริมเรื่องราวไปอีกจุดหนึ่ง ซึ่งผมว่าเป็นเรื่องดีที่เกิดขึ้น

 

The People: การเข้าไปเจอคุณวัฒน์ในวันนั้น คุณสังเกตได้ว่าเขาเป็นอย่างไรบ้าง ยังเป็นนักต่อสู้ทางการเมืองที่แข็งแกร่งเหมือนในอดีตหรือเปล่า

ธีรพันธ์: เขาค่อนข้างชัดเจนและเข้มแข็งในความคิดตัวเองมาก ซึ่งผมว่าจะเป็นสิ่งที่คงอยู่กับเขาตลอดไป ในการยืนหยัดต่อความเชื่อหรือความคิดตัวเอง แต่ช่วงที่ผมไปเจอเขาเป็นช่วงเวลาที่เขาคงเหนื่อยเหมือนกัน แถมช่วงนั้นอากาศก็ไม่ดี ฝนตกตลอดเวลา ทำให้บรรยากาศมันซึมมาก และความที่เขาเป็นนักเขียน เวลาอยู่กับบรรยากาศซึม ๆ ทำให้เขาดูไม่สดชื่นเท่าไหร่ ผมจึงสัมผัสได้ถึงความเหนื่อยอ่อนของเขาเหมือนกัน 

 

The People: การได้คุยกับเขา ทำให้คุณตกผลึกทางความคิดอะไรไหม

ธีรพันธ์: (นิ่งคิด) คงไม่เชิงตกผลึกครับ แต่ว่ามันทำให้เห็นมิติที่ไกลตัวเรามาก ๆ คือคุณวัฒน์มีชีวิตคาบเกี่ยวกับปัญหาทางการเมืองมาตั้งแต่เด็ก สิ่งเหล่านี้เราได้แต่เคยได้ยินหรือได้อ่านเท่านั้น และเราก็มีโอกาสน้อย หรือน้อยคนที่จะมีโอกาสได้คุยกับใครสักคนหนึ่งที่เขาเคลื่อนไหวทางการเมืองมาตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ ซึ่งมันเป็นภาพใหญ่แต่ก็ไม่เชิงถึงกับตกผลึก เพียงแต่ช่วยสะท้อนให้เราได้เห็นมิติบางอย่างของวังวนทางการเมือง ที่กินเวลายาวนานกว่าที่เรานึกออกในช่วงเวลาของเรา

 

The People: การได้คุยกับลูกชายซึ่งก็คือเพื่อนของคุณเอง ทำให้คุณได้รู้จักเพื่อนในมิติอื่นมากขึ้นไหม

ธีรพันธ์: ปกติแล้วผมก็จะถามไถ่เขาบ้าง แต่ไม่เคยคุยลึก ๆ จริง ๆ จัง ๆ ครับ การได้คุยในหนังทำให้ผมได้เห็นถึงพาร์ทที่ค่อนข้างส่วนตัวมาก เพราะไม่ใช่พาร์ทที่อยู่ ๆ ใครจะได้ฟัง เป็นอีกมุมหนึ่งที่ไม่ค่อยได้เห็นจากตัวเขาเหมือนกัน

 

The People: “ ไกลบ้าน” ต้องการจะบอกอะไรกับคนดู 

ธีรพันธ์: ผมอยากเล่าปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นมา เพราะเรามักไม่ค่อยเห็นคนเป็นคนเท่าไหร่ เรามักจะเห็นแต่ความขัดแย้ง ความขาว ความดำ ความดี ความชั่ว ผมรู้สึกว่า เฮ้ย! เรามองข้ามความเป็นคนมากเกินไป 

ผมไม่ได้อยากเล่าความยิ่งใหญ่ชีวิตของคน แต่เลือกเล่าในมุมที่เขาเป็นมนุษย์คนหนึ่งหรือใครสักคนใกล้ตัวที่สามารถจับต้องได้ ให้คนดูเห็นแล้วเกิดการตั้งคำถามกับตัวเองว่า เขาโอเคกับสิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้จริง ๆ หรือ เขาเห็นมนุษย์คนหนึ่งที่ต้องเจอกับชะตากรรมแบบนี้ เจอกับเรื่องราวแบบนี้ แล้วเขารู้สึกอย่างไรกันแน่

 

The People: เท่าที่สังเกต ภาพยนตร์สารคดีมักหยิบยกประเด็นหนัก ๆ เช่น ประเด็นทางการเมืองมานำเสนออยู่บ่อยครั้ง ทำไมผู้กำกับถึงชอบใช้สารคดีเป็นเครื่องมือในการเล่าเรื่องหนัก ๆ มากกว่าการสร้างภาพยนตร์ทั่วไป (Feature Films)

ธีรพันธ์: พอเราได้เห็นข้อมูลที่เป็น fact บางทีมันช็อกกว่าว่า “จริงหรือ” เพราะเราเห็นโลกของเรื่องแต่งมาเยอะแล้ว ไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นอะไรกับเรื่องแต่งแล้ว เราได้เห็นทุก ๆ อย่างที่คนจะจินตนาการได้แล้ว แต่เวลาเราเล่าด้วยสารคดีมันเกิด effect ที่รุนแรงกว่า มันจับต้องได้จริง อยู่ตรงหน้าเรา และจะสร้างความรู้สึกบางอย่างให้คนดู เพราะเขากำลังได้เห็นสิ่งที่ไม่ได้ปรุงแต่ง ไม่ได้ถูกเซ็ตอัพขึ้นมา ไม่ได้แต่งเติมปรุงรสอะไร แต่คือเรื่องจริง

 

The People: นั่นคือพลังของสารคดี?

ธีรพันธ์: ใช่ครับ แต่ไม่ใช่ว่าสารคดีทุกเรื่องจะเป็น fact ทั้งหมด สารคดีมี opinions บางอย่างอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าเรากำลังเอาข้อเท็จจริงมาฉายให้คุณได้เห็นว่า มีข้อเท็จจริงแบบนี้อยู่

 

The People: ขณะเดียวกันในประเทศไทยมีข้อจำกัดในการฉายภาพยนตร์สั้นหรือสารคดีสั้นอยู่ มันส่งผลอย่างไรกับภาพยนตร์ของคุณบ้าง

ธีรพันธ์: ก่อนหน้านี้ผมเคยทำหนังสั้นเกี่ยวกับการเมืองบ้าง เป็นเชิงทดลองที่เล่นกับความสนใจตัวเอง ซึ่งผมพบว่ามันถูกนำไปฉายได้ยาก เพราะความยาวและรูปแบบวิธีการนำเสนอที่มันกีดกันตัวเองสู่สายตาคนอื่น ผมก็เลยคิดว่า เรามีความสนใจของตัวเอง แต่ไม่ได้อยากพูดกับเราแค่คนเดียวแล้ว เริ่มอยากจะพูดให้คนอื่นฟังด้วย ผมก็เลยทำให้เรื่องนี้สั้นลง ความตั้งใจแรกคือคอยหาที่ฉายให้มันไปเรื่อย ๆ ท้ายที่สุดอาจปล่อยฉายออนไลน์ก็ได้ 

 

The People: เคยเจอผู้ชมที่ความคิดเห็นไม่ตรงกับประเด็นที่เราอยากนำเสนอไหม

ธีรพันธ์: หากมีพื้นที่ที่เราพร้อมจะพูดคุยกัน ก็คุยกันได้ เพราะก่อนหน้าที่ผมจะมีความเชื่อแบบปัจจุบัน ผมก็เคยมีความเชื่ออีกแบบหนึ่งมาก่อน แล้วผมมาถึงวันนี้ได้ก็เพราะยอมที่จะคุยกับคนอื่น ยอมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคนอื่น

บางที fact ที่เรารับรู้มันจำกัดอยู่แค่ข้อมูลในแวดวงของตัวเอง เป็น fact ชิ้นเดียวในจิ๊กซอว์ภาพใหญ่ fact ของเราอาจเป็นความจริงเล็ก ๆ เท่านั้น แต่ยังมีความจริงที่ใหญ่กว่านั้นอีกมากมายครับ พอได้คุยกันก็จะช่วยให้เราเห็นภาพรวมที่ใหญ่กว่า ถ้าเขาไม่ชอบหนังแล้วมาคุยกัน ก็ยังมีความเป็นไปได้ไง แต่ถ้าเขาไม่ชอบด้วยอารมณ์ ก็ยากที่จะคุย

 

The People: ในภาพยนตร์ คุณวัฒน์นิยามตัวเองว่าเป็นรุ่น lost generation แล้วคุณคิดว่าตัวเองเป็นคนรุ่นอะไร

ธีรพันธ์: คงไม่ใช่แค่รุ่นเขาด้วยแหละ แต่คือรุ่นของเราด้วย ตลอดเวลาที่ผ่านมาเราทุกคนเป็นรุ่น lost generation ที่กินเวลายาวนานมาก ๆ เพราะสภาพแวดล้อมทางการเมืองไม่ได้เติบโตขึ้นเลย ผ่านไป 10 ปี สิ่งเหล่านี้ก็ยังอยู่เหมือนเดิม ไม่ได้หายไปไหน เราเคยเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงและความขัดแย้งหนัก ๆ มาแล้ว แต่เราก็ยังจะมุ่งหน้าไปสู่ทางนั้นอีกรอบอยู่ดี สิ่งนี้สำคัญมากว่าเราไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย หรืออาจจะเรียนรู้ แต่ไม่สามารถหลุดพ้นจากวัฏจักรของเรื่องนี้เลย

ผมได้คุยกับเด็กรุ่นใหม่บ้าง ก็เจอความรู้สึกว่าเขาก็สิ้นหวังในอนาคตหลังเรียนจบที่จะต้องทำงานในประเทศแบบนี้ ต้องเลี้ยงชีพให้ได้ในประเทศแบบนี้ หรือรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งในประเทศนี้ มันถูกลบไปจากความหวังของคนรุ่นใหม่หมดเลย 

ผมว่าเรายังไม่ได้พ้นรุ่น lost generation แต่เราอาจจะเป็นความ lost ในอีกแบบหนึ่ง คือ lost กันคนละมุมกับคนรุ่นคุณวัฒน์ แต่ก็คือการ lost เหมือนกัน 

เอาง่าย ๆ แค่ตัวผมเองยังจินตนาการไม่ได้ว่า 20 ปีข้างหน้าชีวิตของผมจะเป็นยังไงถ้ายังอยู่อย่างไม่มั่นคงในประเทศนี้ หรือ 20 ปีข้างหน้าเราจะเห็นประเทศเติบโตไหม ผมยังนึกภาพไม่ออกเหมือนกัน 

 

The People: กำลังจะถามเลยว่า หลังจากสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้คุณมีความหวังหรือสิ้นหวังมากกว่ากัน แต่เหมือนคุณได้ตอบคำถามนี้ไปแล้ว?

ธีรพันธ์: ใช่ ถ้าต้องตอบ ส่วนตัวก็ค่อนข้างสิ้นหวัง แต่ผมอาจจะเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายก็ได้ เพียงแต่ปัญหาที่ผมได้เห็นมาตั้งแต่ยังอยู่ ม.ปลาย ทุกวันนี้ก็ยังคงอยู่ เรายังไม่เคยคุยเรื่องอื่นกันเลยนอกจากเรื่องเดิม ๆ นับตั้งแต่ปี 49 ถึงปี 63 ซึ่งก็ 10 กว่าปีแล้ว นี่ผมใช้เวลาแค่ครึ่งเดียวในชีวิตกับการจมอยู่กับความขัดแย้ง ปัจจุบันผมสอนหนังสือเด็กมหา’ลัยที่ห่างกับผม 7-8 ปี เท่ากับว่าเด็กสมัยนี้อยู่กับปัญหาทางการเมืองเกือบทั้งชีวิต ผมรู้สึกว่าเป็นเรื่องใหญ่มากที่ทั้งชีวิตคนคนหนึ่งเติบโตมาก็เห็นแต่บรรยากาศทางการเมืองแบบนี้ บทสนทนาหรือการโต้เถียงทางการเมืองแบบนี้ ผมไม่เข้าใจว่าคนเราจะจินตนาการชีวิตตัวเองที่ดีกว่านี้ได้ยังไง ในเมื่อเราคุยกันแต่เรื่องที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 49 อยู่เลย 

 

The People: แล้วสำหรับคนรุ่นใหม่ล่ะ คุณมีความหวังมากน้อยแค่ไหน

ธีรพันธ์: ผมมีความหวังกับคนรุ่นใหม่อยู่แล้ว คนรุ่นใหม่ฉลาดกว่าคนรุ่นผมเยอะ ผมว่าโลกมันเร็วขึ้น เขาสามารถเข้าถึงข้อมูลหรือว่าสิ่งต่าง ๆ ได้มากกว่าคนรุ่นผม เขาสามารถมีกระบวนการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น โต้เถียง สร้างตัวตน หรือสร้างมุมมองของตัวเองได้เร็วกว่าคนรุ่นผม ผมห่วงแค่ว่า ความหวังของเขาพาเขาไปเจอกับอะไร เพราะความหวังของผมเองก็พาไปเจอกับความผิดหวังครั้งใหญ่เหมือนกัน 

 

The People: การได้รับรางวัลดุ๊ก จากเทศกาลภาพยนตร์ขนาดสั้นครั้งที่ 23 ส่งผลอะไรกับคุณบ้าง

ธีรพันธ์: ช่วยทำให้ผมกล้าพูดกับคนอื่นว่า “ผมเป็นคนทำหนัง” (หัวเราะ) จากที่ไม่กล้า ก็ทำให้ผมมั่นใจมากขึ้นว่า เราเป็นคนทำหนังนะ (ยิ้ม)


Writer

ผู้เขียนเนื้อหาศิลปวัฒนธรรม และอะไรก็ตามที่เป็นความบันเทิง

Senior Photographer

หัวหน้าช่างภาพ The People

Related

สัมภาษณ์ ปริญญ์ หมื่นสุกแสง การยืนยงคงหนึ่งแห่งสถานีวิทยุ COOLfahrenheit

สัมภาษณ์ Slot Machine การเดินทาง ‘ผ่าน’ ศาสนา มนุษย์ต่างดาว และเพลงสากลที่ ‘รอ’ วันสำเร็จ

สัมภาษณ์ ชาติชาย เกษนัส ความแตกต่างทางวัฒนธรรมหนังไทย-พม่า และการไม่พัฒนาของหนังไทย

ธิดา+สุภาพ: ความทรงจำต่อ Bioscope นิตยสารหนังที่เชื่อในพลังความหลากหลาย

สัมภาษณ์ ภาณุ อารี ชายผู้ตามหาหนังดีมาฉายในไทย ผู้อำนวยการฝ่ายจัดซื้อภาพยนตร์ต่างประเทศ สหมงคลฟิล์ม

สัมภาษณ์ “zbing z.” แป้ง-นัยรัตน์ ธนไวทย์โกเศส เกมแคสเตอร์หญิงอันดับหนึ่ง กับโอกาสสุดท้ายที่ขอเดิมพันไว้กับ ‘เกม’

เนวิน ชิดชอบ คนพันธุ์บุรีรัมย์ที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ เปลี่ยนตัวเองจากอดีตนักการเมืองที่ถูกยี้ สู่นักพัฒนาเมืองที่ถูกรัก

“ดนตรีไม่ใช่ภาษาสากล” ณรงค์ฤทธิ์ ธรรมบุตร นักแต่งเพลงคลาสสิก ดีเอ็นเอไทย