Post on 05/03/2019

ธวัทชัย โรจนะโชติกุล ’25 ปีสวรรค์ของคนรักหนัง’วิสต้า เชียงใหม่ ไปต่อหรือพอแล้ว?

‘ผมได้ทำในสิ่งที่ผมฝันแล้ว ถึงตอนนี้ผมสามารถพอได้แล้ว’

โรงหนังวิสต้ากาดสวนแก้ว (ซึ่งตั้งอยู่ที่ห้างเซ็นทรัลกาดสวนแก้วชั้น 4) เพิ่งครบรอบ 25 ปีไปเมื่อไม่นาน ทำให้มันเป็นโรงหนังที่เก่าแก่ที่สุดของเชียงใหม่ที่ยังเปิดทำการอยู่ (และเป็นโรงหนังไม่กี่แห่งของไทยในปัจจุบันที่อยู่นอกเหนือเครือใหญ่อย่าง Major กับ SF) ถึงแม้ปัจจุบันโรงหนังแห่งนี้จะถูกลืมเลือนและได้รับการพูดถึงน้อยลง เนื่องจากในเชียงใหม่มีโรงหนังหลายแห่งเปิดขึ้นใหม่ แต่วิสต้าก็ยังมีกลุ่มลูกค้าประจำและยังคงเป็นโรงหนังในความทรงจำใครหลายคนอยู่

ผู้อยู่เบื้องหลังโรงหนังแห่งนี้คือ ธวัทชัย โรจนะโชติกุล หรือ ‘เสี่ยทอมมี่’ ซึ่งนอกเหนือจากการเป็นเจ้าของโรงภาพยนตร์แล้ว เขายังเป็นเจ้าของธุรกิจหลายอย่าง เช่น ราชาชูรส, โรงงานเซรามิค, โรงแรมวิสต้า, คุ้มแก้วขันโตก ฯลฯ และเคยเป็นผู้สร้างหนังไทยหลายเรื่อง ด้วยความรักหนังของเขานี่เองที่ผลักดันให้วิสต้าเดินทางมาได้ไกลถึงขนาดนี้

บ่ายวันหนึ่ง เสี่ยทอมมี่ได้แบ่งเวลาจากงานที่รัดตัวมาพูดคุยกับ The People (โดยมีอาจารย์แบงค์ – ดร.ณัฐกร วิทิตานนท์ แฟนพันธุ์แท้โรงหนังวิสต้าอีกคนหนึ่งร่วมพูดคุยด้วย) โดยหัวข้อสนทนาเกี่ยวข้องกับความทรงจำตลอด 25 ปีที่ผ่านมาในการทำโรงหนังวิสต้า รวมถึงอนาคตของโรงหนังแห่งนี้ที่หลายคนสงสัย

1.จุดเริ่มต้นจากการเป็นคนทำหนัง

ก่อนหน้าที่จะมาทำโรงหนัง เสี่ยทอมมี่เคยมีบทบาทเป็นผู้สร้างหนังมาก่อนในนาม บริษัท ที เค อาร์ กรุ๊ป จำกัด ดำเนินงานในปี 1988 – 1992 มีผลงานหนังทั้งหมด 7 เรื่อง ได้แก่ เราสอง (1988), ผลุบโผล่ (1989), 3 กบาล (1990), ก้อนหินในดินทราย (1990), เดี๋ยวเล็ก เดี๋ยวใหญ่ (1991), กะโหลกบางตายช้า กะโหลกหนาตายก่อน (1991), ตามล่า แต่หาไม่เจอ (1992) โดยหนังที่สร้างชื่อให้อย่างมากได้แก่ กะโหลกบางตายช้า กะโหลกหนาตายก่อน ซึ่งเป็นหนังฟิล์มนัวร์ที่สร้างความแปลกใหม่ให้กับวงการหนังไทยตอนนั้น

เสี่ยทอมมี่ยังมีเครดิตเป็นผู้เขียนเค้าโครงเรื่องในนามปากกาว่า ‘กรธวัช’ ในหนังอย่าง ก้อนหินในดินทราย, ตามล่า แต่หาไม่เจอ นอกนั้นเขายังเคยดำรงนายกสมาคมผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ไทยมาแล้ว 2 สมัย

The People: จากคนในครอบครัวนักธุรกิจ คุณเข้าสู่บทบาทโปรดิวเซอร์หนังได้อย่างไร

ธวัทชัย: สมัยก่อนนั้นผมเป็นคนบ้ารถ ตอนหนุ่ม ๆ ซื้อรถเยอะก็เลยซื้อที่ดินแถวศรีนครินทร์เพื่อทำโรงจอดรถ เลยได้รู้จักกับคุณหนู – สรวงสุดา ชลลัมพี (ผู้จัดละครช่องสาม) ซึ่งตอนนั้นเขาเป็นผู้กำกับหนัง เขามาขอถ่ายหนังที่โรงรถเราก็เลยได้คุยกันว่าผมฝันอยากทำโรงหนังและสนใจเรื่องการทำหนัง คุณหนูก็เลยชักชวนให้มาทำด้วยกัน

คุณหนูเขาเป็นหลานของคุณฉลอง ภักดีวิจิตร และทำงานเป็นผู้ช่วยผู้กำกับให้กับหม่อมเจ้าทิพยฉัตร ฉัตรชัยมาแล้วหลายเรื่อง เขาเลยสนิทกับโรงหนังเครือ Apex หนังของเขาทุกเรื่องก็จะได้ฉายในเครือนั้น ซึ่งสมัยนั้นหนังไทยเรื่องไหนได้ฉายในเครือ Apex อย่างเช่นสยามจะถือว่าสุดยอดมาก เวลาขายสายหนังใคร ๆ ก็ซื้อหมด ซึ่งสมัยนั้นการทำหนังขึ้นกับสายหนังเป็นหลัก ถ้าสายหนังสนใจซื้อก็ได้เงินเพื่อมาทำหนัง

หนังเรื่องแรกที่ผมทำก็คือ ‘เราสอง’ คุณหนูเป็นผู้กำกับ เราไปถ่ายถึงอังกฤษก็ไปใช้ชีวิตที่นั่นเลย ผมที่เมื่อก่อนงานการยังไม่เยอะก็ตามเขาไปดูว่าทำงานกันอย่างไร ทำให้ได้เรียนรู้ถึงการถ่ายทำและหลาย ๆ อย่าง ก็เลยซึมซับอันนี้มา

หนังเรื่องต่อมาที่เราทำก็คือ ผลุบโผล่ ของนิรันดร์ ธรรมปรีชา ซึ่งเป็นผู้กำกับที่ช่วยผมมาตลอด มีซูโม่กิ๊ก กับชุดาภา จันทเขตต์ แสดงนำ คอนเซปต์ของหนังก็เหมือนกับทวิภพ นั่นคือ พระเอกกับนางเอกไปเจอกันที่กระจก หนังดังมาก ทำเงินให้ทางเราอย่างมโหฬารเลยก็ว่าได้ จากนั้นผมก็ทำหนังมาเรื่อย ๆ ซึ่งญาติ ๆ ก็ไม่ได้เห็นด้วยกับการทำสิ่งนี้มากนัก

ส่วน ‘กะโหลกบางตายช้า กะโหลกหนาตายก่อน’ ผู้กำกับคือมานพ อุดมเดช เราคุยกันว่าอยากทำหนังฟิล์มนัวร์ที่ตัวละครทุกตัวมีมุมมืด ไม่ใช่เป็นคนดีทั้งหมด หนังอ้างอิงมาจาก The Postman Always Rings Twice (1981) ที่แจ๊ค นิโคลสัน เล่น โดยเรื่องนี้เราได้สุรศักดิ์ วงษ์ไทย, ขจรศักดิ์ รัตนนิสสัย, อังคณา ทิมดี มาเล่น เราไปถ่ายทำกันที่ปั๊มน้ำมันบริเวณทองผาภูมิ กินถ่ายหลับนอนก็แถวนู้นหมด

ตอนนั้นหนังใช้เงินไป 5 ล้านซึ่งถือว่าเยอะนะ หนังถ่ายแบบซาวนด์ออนฟิล์ม โดยเราพยายามวางระบบจัดการที่ดี ดาราทุกคนมีประกันชีวิตมีสวัสดิการทุกอย่าง ส่วนเงินก็จ่ายครบถ้วนตามเวลา

The People: เห็นว่าหนังไม่ค่อยทำเงินตอนฉาย แต่ได้รับเสียงชื่นชมเยอะ และได้รับการพูดถึงอย่างมากในภายหลัง?

ธวัทชัย: โชคดีที่หนังมันโดนใจผู้ชมจำนวนมาก แล้วคุณมานพนี่แกก็รู้จักพวกคนเยอะ โดยเฉพาะคนที่ชื่อว่าโทนี่ เรย์นส์ – นักวิจารณ์หนังของอังกฤษซึ่งเขาชอบหนังเรื่องนี้มาก หนังก็เลยมีโอกาสได้ฉายหลาย ๆ งาน เช่น งานประกวดภาพยนตร์เอเชีย-แปซิฟิก ที่ไต้หวัน, ได้ฉายในพิพิธภัณฑ์โกลเด้นเกทที่อเมริกา, ได้ฉายที่แคนาดา

หนังได้รางวัลในไทยเยอะพอสมควร แต่พอดีว่าปีนั้นมีหนังอีกเรื่องหนึ่งอย่างวิถีคนกล้า ของยุทธนา มุกดาสนิท ซึ่งฟอร์มใหญ่ โปรดักชั่นเขาสูงมาก เราก็สู้เขาไม่ได้หรอก โดนตีตกไปเยอะ ก็เลยทำให้กะโหลกฯ มันไม่มีกระแสเท่าไหร่ แล้วมันก็ไม่มีโซเชียลเน็ตเวิร์คเหมือนตอนนี้ ถ้ายุคนั้นมันมีโซเชียลเน็ตเวิร์คหนังก็คงไปได้ไกลกว่านี้

ก็ภูมิใจนะที่หนังยังได้รับการพูดถึงอยู่ ล่าสุดหนังเรื่องนี้มีอยู่ใน iflix รวมถึงหนังเรื่องอื่น ๆ ที่ผมทำด้วย มีคนเหมาซื้อไปหมดในราคาไม่แพงเท่าไร ซึ่งจริง ๆ เขาไม่ต้องมาซื้อเราก็ได้เพราะมันไม่มีลิขสิทธ์แล้ว

The People: ทำไมหลังจากกะโหลกฯ ถึงเลิกสร้างหนังไปล่ะครับ

ธวัทชัย: ไม่ได้เป็นเพราะเจ๊งนะ กะโหลกฯ นี่ขาดทุนอยู่เพราะเราลงทุนเยอะ แต่เรื่องอื่น ๆ โดยรวมแล้วเราได้เงินเยอะพอสมควรทั้งจากการฉายโรงที่ Apex และจากสายหนังด้วย แต่สาเหตุมาจากการอิ่มตัว เพราะเรารู้สึกว่าได้ทำอะไรมาหลายอย่างแล้ว ซึ่งตอนทำกะโหลกฯ นี่เราได้เห็นอะไรเยอะมาก ก็เลยคิดว่าถึงเวลาพอดีกว่า

ที่จริงตอนนั้นเรามีเพชรเม็ดงามแต่ก็ไม่ได้สานต่อ นั่นคือ ต้อม ยุทธเลิศ ผู้กำกับมือปืน/โลก/พระ/จัน ตอนที่เราเจอ เขายังเด็กอยู่ก็เห็นเดินไปเดินมาที่แล็บนั่นแหละ สุดท้ายแล้วเขาก็ได้มาทำหนังจนดัง

 

2.สู่การเป็นเจ้าของโรงหนัง

จากนั้นเสี่ยทอมมี่ก็ได้หันมาบุกเบิกโรงหนังวิสต้าในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งในยุคนั้นโรงหนังใหญ่ ๆ สแตนด์อโลนแบบดั้งเดิมค่อย ๆ ปิดตัวไป ในขณะที่โรงหนังมัลติเพล็กซ์ในห้างกับโรงหนังแบบมินิเธียเตอร์เริ่มได้รับความนิยม

โรงหนังวิสต้าแห่งแรกเริ่มที่เจริญเมือง แล้วมีการขยายสาขาไปที่เซ็นทรัลกาดสวนแก้ว, เชียงอินทร์พลาซ่า, เซ็นทรัลแอร์พอร์ต, 12 ห้วยแก้ว, มหานคร, โชตนา, แสงตะวัน (ก่อนจะปิดไปบางสาขา)

ในปี 2539 เครือวิสต้าสามารถควบคุมโรงหนังทุกโรงที่มีในเมืองเชียงใหม่ได้สำเร็จ รวม 9 โรง (ไม่เคยเกิดลักษณะของการผูกขาดเช่นนี้มาก่อน) ได้แก่ กาดสวนแก้ว 4 โรง, สิบสองห้วยแก้ว 2 โรง, เจริญเมือง 2 โรง และ ทิพย์เนตร 1 โรง

The People: คุณฝันอยากเป็นเจ้าของโรงหนังมานานหรือยัง

ธวัทชัย: ฝันมานานแล้ว ที่บ้านผมโชคดีหน่อย เพราะว่าแม่ผมเป็นคนชอบดูหนัง เขาก็พาผมไปดูหนังเรื่อย ๆ ตั้งแต่เด็ก ผมเรียนอยู่ที่โรงเรียนเซนต์คาเบรียล ซึ่งมันก็ไม่เหมือนโรงเรียนอื่นตรงที่มันหยุดทุกวันพุธกับอาทิตย์ ซึ่งวันพุธก็สบายเลย ได้ไปดูหนัง มันก็เพาะเชื้อความเป็นคนรักการดูหนังของผมขึ้นมา

จากนั้นมันก็ก่อเกิดความอยากเป็นเจ้าของโรง ซึ่งแรงบันดาลใจของผมก็คือหนังอิตาลีเรื่อง Cinema Paradiso (1988) ดูเสร็จแล้วเราก็อยากมีโรงหนังของเราเอง อยากจะดูลูกค้าเราว่าเป็นอย่างไรบ้างเวลาดูหนัง อาจจะหัวเราะ ร้องไห้ โรแมนติก

The People: ทำโรงหนังมากี่ปีแล้วครับ

ธวัทชัย: ที่กาดสวนแก้วนี่ครบ 25 ปี แต่ที่จริงเริ่มทำโรงหนังตั้งแต่ พ.ศ. 2534 ก็เป็น 27 ปีแล้ว โรงหนังแห่งแรกที่เปิดคือวิสต้าเจริญเมือง มีสองโรง ในวันที่ 31 มีนาคม 2534 ต่อมาก็เปิดที่แอร์พอร์ต, เชียงอินทร์, ทิพย์เนตร, มหานคร, สุวรรณา, แสงตะวัน มันเยอะมากครับ เพราะสมัยนั้นใคร ๆ ก็มาหาวิสต้าเพราะอยากให้ไปทำโรงหนัง แม้แต่จังหวัดอื่น ๆ อย่างพะเยา, แพร่, น่าน, เชียงราย ก็มีคนติดต่อให้ไปทำแต่เราไม่ได้ไป

The People: แล้วทำไมถึงตั้งชื่อโรงว่าวิสต้าครับ

ธวัทชัย: ผมเคยไปโรงแรมหนึ่งที่ยุโรป มันมี executive club แบบหรู ๆ หน่อยชื่อว่าวิสต้า ตอนนั้นไม่รู้จะตั้งชื่ออะไร ก็เลยใช้ชื่อนี้ ภายหลังมารู้ว่ามันเป็นภาษาสเปนแปลว่าสวรรค์ ก็เลยนำมาตั้งเป็นสโลแกนว่า ‘วิสต้า สวรรค์ของคนรักหนัง’

The People: ทำไมคุณถึงเลือกมาทำโรงหนังที่เชียงใหม่ทั้งที่ไม่ได้มีพื้นเพอยู่ที่นี่

ธวัทชัย: ตอนนั้นที่ผมทำหนังเรื่อง ‘เราสอง’ ซึ่งเราต้องขายสายหนังเอง ทำให้ผมได้รู้จักกับกำนันนั้ม นครปฐม (วีรศักดิ์ จุลนิพิฐวงษ์ – เจ้าพ่อในแวดวงโรงหนังภูธรและร้านเช่าวิดีโอของเชียงใหม่) พอเราเลิกทำหนังแล้ว แกก็ชวนมาเป็นหุ้นส่วนธุรกิจอาบอบนวดที่เชียงใหม่ ก็เลยขึ้นมาเชียงใหม่บ่อย แต่ตอนหลังอาบอบนวดเกิดไฟไหม้ก็เลยเลิกทำ

ตอนนั้นคุยไปคุยมาก็ได้รู้ว่ากำลังมีโครงการก่อสร้างห้างเซ็นทรัลกาดสวนแก้ว ซึ่งคนที่มาดูแลด้านบันเทิงให้กับห้างนี้ก็คือเพิ่มพล เชยอรุณ (ผู้กำกับหนังชื่อดัง) เขาที่สนิทกับผมเพราะอยู่สมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์เหมือนกันก็มากระซิบกับผมว่าอยากเอาไหม

ที่จริงก่อนหน้านี้ผมเคยไปเสนอตัวเองทำโรงหนังที่เดอะมอลล์ท่าพระ แต่เขาปฏิเสธเพราะทางเราไม่เคยทำโรงหนังมาก่อน ไม่เคยมีพื้นฐานด้านนี้ เดี๋ยวไปทำเจ๊งก็จะซวยอีก จนมาได้โอกาสทำที่กาดสวนแก้ว ซึ่งที่จริงเรามีแผนสร้างโรงหนังที่นี่เป็นที่แรก แต่กว่าที่กาดสวนแก้วจะลงหลักปักฐานได้ก็กินเวลา 3 – 4 ปี ระหว่างนั้นเจ้าของที่ที่เจริญเมืองเขาเสนอมาว่าสนใจที่เอาไปทำโรงหนังไหม ก็เลยได้ไปทำ ก็เลยเป็นที่มาของวิสต้าแห่งแรกที่เจริญเมือง เราเปิดด้วยหนัง Backdraft เกี่ยวกับนักผจญเพลิงซึ่งเป็นหนังที่ไฟสวยที่สุด น่าเสียดายที่มันเป็นทำเลที่ไม่ดีเท่าไร ทั้ง ๆ ที่แค่ข้ามสะพานแม่น้ำปิงไปแค่นั้นเอง ก็เหมือนจากกรุงเทพข้ามไปฝั่งธนฯ

ที่กาดสวนแก้วมี 4 โรง แต่เขาบอกว่าให้ได้แค่โรงเดียว ผมก็เลยบอกว่าจริง ๆ แล้วคงไม่ได้หรอก มันควรจะเอาได้ทั้งหมด เพราะมันจะได้ควบคุมดูแลได้ แต่เขาบอกว่านโยบายของห้างเขาไม่ให้ ดังนั้นผมเลยได้หนึ่งโรง ที่เหลือก็เป็นโรงของกำนัน, โรงของเครือนนทนันท์และโรงของห้างกาดสวนแก้วเองอย่างละโรง จนภายหลังผมก็ได้ทำครบทั้ง 4 โรงและมีการสร้างเพิ่มอีก 3 โรงจนเป็น 7 โรง

นอกจากนั้นเราเคยไปเปิดโรงหนังแบบมินิเธียเตอร์ที่เชียงอินทร์ แต่มันไม่เวิร์คเพราะว่าพื้นที่มันเล็กและที่นั่งก็บังกันด้วย แม้แต่โรงของเราที่เซ็นทรัลแอร์พอร์ตก็ไม่ค่อยเวิร์คเพราะเล็ก ทำอะไรเพิ่มเติมก็ไม่ได้ ซึ่งในท้ายที่สุดแล้วก็ต้องออก แต่สำหรับที่แอร์พอร์ตนี่เขาเชิญออกเพราะเมเจอร์จะมา

จากนั้นก็มีที่สิบสองห้วยแก้ว ซึ่งเราหมายมั่นไว้ว่าจะเน้นฉายหนังฟอร์มใหญ่เสียงซาวนด์แทร็คโรงหนังอยู่ฝั่งตรงข้ามถนนกับกาดสวนแก้ว ผมเลยทำการตลาดด้วยการทำเป็นรอยเท้าคนระหว่างสองโรงให้คนเดินตาม ซึ่งผมได้ไอเดียมาจากที่สิงคโปร์ ลูกค้าที่สิบสองห้วยแก้วก็จะต่างจากกาดสวนแก้วตรงที่ส่วนใหญ่เป็นต่างชาติและค่อนข้างไฮคลาสกว่า ผมตั้งใจทำให้เป็นโรงที่คุณภาพดีและใหญ่ ทางเดินห่าง เท้าคุณไม่ชนเก้าอี้ เช่นเดียวกับกาดสวนแก้วโรง 5 – 7 ที่เราสร้างขึ้นใหม่ ซึ่งเราตั้งใจให้มีขนาดใหญ่ ต่างจากโรง 1 – 4 ที่มีอยู่เดิมซึ่งค่อนข้างแคบ ถ้าคนดูเยอะ ๆ นี่จะลำบาก หัวเข่าติด

The People: วิสต้าถือเป็นการปฏิวัติรูปแบบโรงหนังในเชียงใหม่หลายอย่างเลยใช่ไหม

ธวัทชัย: ใช่ จุดอ่อนของโรงหนังเชียงใหม่ตอนนั้นโดยเฉพาะโรงของกำนันก็คือ มันเก่า แอร์ก็ไม่ค่อยดี เวลานั่งกินลูกชิ้นอยู่ดี ๆ มีหนูแมลงสาบกระโดดใส่ก็มี เราก็เลยไปทำโรงหนังเจริญเมืองของเราให้ดูดีทันสมัยขึ้น

ส่วนเรื่องรอบฉาย เรามีรอบเหมือนกรุงเทพฯ คือ เที่ยง บ่าย ทุ่ม แต่ได้มีการเพิ่มรอบห้าโมงเพิ่มเข้ามา ซึ่งที่ผ่านมามันไม่เวิร์คและไม่มีใครเคยทำได้ เพราะมันเป็นช่วงเวลาที่คนเขากำลังกลับบ้านกินข้าว

เรายังได้ฉายหนังของสตูดิโอเมเจอร์อย่าง Fox/Warner และ UIP เพราะสายเหนือของกำนันนั้มเขาไม่เอา ทำให้เมื่อก่อนหนังพวกนี้ไม่มีโรงฉายลง พอเราบอกว่าเรายินดีจะฉายหนังของพวกคุณเขาก็ดีใจใหญ่ ซึ่งถือเป็นความโชคดีที่เชียงใหม่มีข้อยกเว้น สามารถเอาหนังเข้าฉายได้เลยโดยไม่ต้องผ่านสายหนัง ทำให้เราสามารถแบ่งรายได้ครึ่ง ๆ กับเจ้าของหนังได้เลย ด้วยเหตุนี้เลยทำให้โรงหนังของเราสามารถเกิดขึ้นมาได้ เพราะไม่เช่นนั้นถ้าถูกสายหนังบีบขึ้นมา โรงหนังเราก็จะไม่มีหนังมาฉายเลย

นอกจากนั้นเรายังเป็นผู้บุกเบิกเอาหนังฝรั่งรวมถึงหนังซาวนด์แทร็คมาฉายแบบเป็นเรื่องเป็นราวมากขึ้น ซึ่งเมื่อก่อนการฉายหนังซาวนด์แทร็คมันมีค่าใช้จ่ายสูง ฟิล์มหนังก๊อปปี้นึงเป็นแสน แต่คุณเฮนรี่ ทราน แห่ง Fox/Warner ก็ใจดีมากให้มาฉาย ก็ถือเป็นมิตรภาพที่ดีครับ
จุดเปลี่ยนอีกอย่างก็คือการเอาระบบเสียง DTS มาติดในโรง ซึ่งตอนนั้นไม่มีใครกล้าทำ เรื่องแรกที่เราฉายก็คือ True Lies (1994) มีคนมาดูเยอะเลย เสียงเฮลิคอปเตอร์หรือเสียงปืนยิงกันมันกระหึ่มมาก”

ณัฐกร: แล้วมีฉายแบบรอบตีหนึ่งตีสองด้วยไหม

ธวัทชัย: ไม่ครับ ที่วิสต้าเองไม่ค่อยได้คิดถึงว่าจะเอารอบดึก ๆ เพราะผมคิดว่าคนเชียงใหม่มีพฤติกรรมไม่เหมือนคนกรุงเทพฯ

เราเคยฉายรอบมิดไนท์นะแต่นานมากแล้ว

ณัฐกร: สมัยยุคกำนันอย่างโรงหนังฟ้าธานี ผมเข้าใจว่าถ้าเปิดหนังใหม่จะเป็นมิดไนท์นะครับ

ธวัทชัย: จริง ๆ แล้วไม่ใช่แค่โรงหนังของกำนันหรอก ในกรุงเทพฯ ก็เหมือนกัน เช่นหนังจีนเนี่ย ทุกคนต้องดูมิดไนท์ ผมยังต้องไปยืนเฝ้ารอซื้อตั๋วแถวเยาวราชหลังมิดไนท์เลย เพราะทุกคนก็อยากดู แต่ในเชียงใหม่นี่เราดูแล้วมันไม่เวิร์ค แถวโรงหนังมันค่อนข้างอันตรายด้วย กลัวจะมีคนมาจี้

The People: มีเรื่องไหนที่ฮิตระเบิดในระดับที่ฉายแล้วคนเต็มวิสต้าทุกรอบไหม

ธวัทชัย: Jurassic Park (1993) ซึ่งระเบิดถล่มทลายมาก ๆ ฉายที่ไหนก็เต็มหมดทุกที่ ต้องมีเก้าอี้เสริม คิดดูสิสมัยก่อนไม่มีคอมพิวเตอร์เราใช้แค่มือเขียนแล้วก็มีตรายางที่ใช้ปั๊มวันที่หรือปั๊มรอบ ซึ่งเราต้องไปเปลี่ยนตรายางหลายสิบอัน เพราะปั๊มจนไม่รู้จะปั๊มยังไง

แล้วสมัยก่อนมีการวิ่งฟิล์ม เพราะฟิล์มก๊อปปี้นึงราคาเป็นแสน เขาจะให้เราเยอะ ๆ ได้ไง สมัยก่อนลูกน้องผมรวยกันหมดเพราะต้องขี่มอเตอร์ไซค์วิ่งฟิล์มไปฉายตามโรงต่าง ๆ จนมีเงินซื้อมอเตอร์ไซค์ส่วนตัวกันได้ ซึ่งสมัยนี้ไม่ต้องวิ่งแล้วเพราะเป็นระบบดิจิทัล ขอแค่เอาข้อมูลมา แล้วคุณจะฉายกี่โรงก็ว่าไป

อย่าง Titanic (1997) ก็มีคนดูเยอะมาก ซึ่งสิ่งที่ประทับใจที่สุดในชีวิตผมก็คือ สมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ เสด็จมาทอดพระเนตรหนังเรื่อง Titanic เป็นการส่วนพระองค์ที่โรงวิสต้า 12 ห้วยแก้ว ซึ่งท่านก็เหมาโรงแล้วก็เซ็นเช็คให้ด้วย รู้สึกเป็นเกียรติมากเพราะช่วงก่อนหน้านั้นท่านไม่เคยเสด็จฯ โรงหนังที่ไหนยกเว้นที่นี่ หลังจากนั้นเราก็เอาเก้าอี้ที่ท่านนั่งตอนนั้นมาไว้ที่โรงแรมแล้วขึ้นป้ายไว้ว่าเป็นเก้าอี้ที่ราชินีประทับ

ณัฐกร: ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ ยังแอบมาดู Titanic ที่วิสต้าด้วยใช่ไหมครับ เพราะตอนนั้นเขามาถ่ายทำหนังเรื่อง The Beach ในไทย

ธวัทชัย: ใช่ ๆ

3.สวรรค์ของคนรักหนัง

เสี่ยทอมมี่เป็นเจ้าของโรงหนังที่ให้ความเป็นกันเองกับคนดูอย่างมาก เช่น เขียนจดหมายพูดคุยกับคนดูทุกสัปดาห์โดยนำไปติดที่หน้าโรงหนัง, ทำชมรมคนรักหนัง (วิสต้าซีนคลับ) โดยนำหนังดีๆ หาชมได้ยากมาฉายให้ดูฟรีๆ และมีการพูดคุย/ทานอาหารร่วมกัน/ลุ้นของรางวัล หลังหนังจบ

นอกจากนั้นวิสต้ายังเคยนำหนังนอกกระแสมาฉาย เช่น ในช่วงปี 2010 มีการดีลกับ House เพื่อฉายหนังทางเลือก (เช่น Norwegian Wood, Mary and Max, ไตรภาค The Girl with the Dragon Tattoo ฉบับสวีเดน), ในช่วงปี 2016 มีการนำหนังนอกกระแสของ M Pictures มาฉาย (เช่น Café Society, The Handmaiden) อาจเป็นเพราะผู้ชมไม่มากเท่าที่ควร ทำให้ตอนนี้วิสต้าจึงยุติการฉายหนังนอกกระแสไป

ณัฐกร: ผมทันวิสต้าซีนคลับยุคแรกที่เสี่ยไปจัดที่คุ้มแก้วขันโตก ยุคนั้นจะเปิดแผ่นเลเซอร์ดิสก์ ฉายหนังในแบบที่ผมไม่มีโอกาสได้ดูที่อื่น พอมายุคหลังที่เริ่มมีการเก็บค่าสมาชิกก็จะฉายหนังแบบบล็อกบัสเตอร์ พอโรงเมเจอร์มาแล้ว ก็จะเปลี่ยนจากฉายแบบโรงเล็ก ๆ มาฉายโรงใหญ่หน่อย แล้วจะมีการแจกของให้ผู้ชมหนังฉายจบ เช่น ของที่ระลึกจากเมืองนอก, สแตนดี้จากหนัง ฯลฯ เพื่อดึงดูดคนให้มาดู ซึ่งรวมถึงคนที่ไม่ได้เป็นคอหนังทางเลือกแต่มาเพราะอยากได้รางวัลด้วย

ธวัทชัย: ใช่ สมัยก่อนเรามีการทำกลุ่มวิสต้าซีนคลับโดยฉายหนังดี ๆ ที่มันไม่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย ซึ่งผมจะซื้อแผ่นมาจากเมืองนอก เช่น หนังชุด Blue/White /Red, The Usual Suspects, The Godfather, No Man’s Land ฯลฯ แต่ตอนหลังทำไม่ได้แล้วเพราะลิขสิทธิ์มันครอบคลุมเยอะ

ณัฐกร: จำได้ว่าเมื่อก่อนมีเทศกาลหนังอียู (European Union Film Festival) ที่นี่ด้วย?

ธวัทชัย: เทศกาลหนังอียูที่เชียงใหม่จัดครั้งแรกที่นี่เหมือนจะเมื่อ 20 ปีที่แล้วนะ สมัยก่อนเราเอามาฉายทุกปีและดูฟรีด้วย ฉายกันเป็นวันเลยนะ คนก็มาดูกันเยอะมาก แต่ในช่วงหลังผู้จัดเขาก็เปลี่ยนไปติดต่อกับ SF ซึ่งเราก็ไม่ว่าอะไร เพราะเราก็ไม่ได้หวังรวยอยู่แล้ว เพราะมันรวยกับตรงนี้ไม่ได้อยู่แล้ว

มีช่วงหนึ่งที่วิสต้าได้เอาหนังทางเลือกของสหมงคลฟิล์มซึ่งเคยฉายที่ House มาฉายที่นี่ด้วย เราเคยฉายหนังอาร์ตของสหมงคลฟิล์มเยอะ ซึ่งเขาก็คิดแบบเหมาประมาณว่าโปรแกรมนี้ราคาเท่าไรยังไงแล้วเราก็เอามาฉาย แต่ตอนนั้นผลตอบรับไม่ค่อยดีเพราะมันยังไม่มีโซเชียลเน็ทเวิร์ค เขาถือว่าเอามาแล้วมันไม่คุ้มเพราะคนดูมีนิดเดียว ก็อย่างว่านะ ถ้ากลับมาทำอีกก็อาจจะทำได้ เพราะว่าตอนนี้มีโซเชียลเน็ตเวิร์คแล้ว

The People: หัวใจของการทำโรงหนังที่ทำให้อยู่มายาวนานสำหรับคุณคิดว่ามีอะไรบ้าง

ธวัทชัย: สำหรับผม ผมคิดว่าเรื่องมาร์เก็ตติ้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมรักและถนัดอยู่แล้ว ทุกอย่างที่เกิดมากับวิสต้า 20 กว่าปีนี้คืออะไร มันเกิดมาจากการตลาดและการขาย ทั้งการจัดฉายหนังทางเลือก, จัดหนังรอบพิเศษ ซึ่งทุกคนก็แฮปปี้กันหมด มีการจัดกิจกรรม มีการทำบุญ แจกทุนการศึกษา แจกมอเตอร์ไซค์ให้ตำรวจแต่ละโรงพัก

เอกลักษณ์อีกอย่างที่หลายคนจำได้อย่าง ‘วิสต้าวาไรตี้’ ตอนนั้นเราไม่ค่อยได้มีสื่อในการสื่อสารกัน ก็จะมีแค่วิสต้าวาไรตี้ ที่จะมีบทความใหม่ ๆ เกี่ยวกับเรื่องหนังหรือเรื่องอื่น ๆ แปะไว้ตรงหน้าโรงทุกวันศุกร์ ซึ่งทั้งหมดเป็นผมเขียนเอง ไม่ได้จ้างใครเขียน ซึ่งใครที่มาดูหนังก็จะต้องมาอ่าน ผมมาดูหนังทุกอาทิตย์อยู่แล้ว มาถึงเห็นคนยืนอ่านซึ่งก็เป็นเด็ก ๆ ซะส่วนมากก็มีความสุข มันเป็นความกันเองที่หาจากโรงอื่นไม่ได้ ผมเขียนมาหลายสิบปีแล้วแต่ท้ายที่สุดก็ต้องเลิก ยอมแพ้โลกโซเชียล

 

4.ความเป็นไปของวิสต้าในปัจจุบัน

ความเปลี่ยนแปลงได้เกิดขึ้นเมื่อโรงหนังเครือใหญ่อย่างเมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ได้เข้ามาเปิดสาขานอกกรุงเทพฯ แห่งแรกที่เซ็นทรัลแอร์พอร์ตด้วยจำนวนโรง 7 โรง เปิดฉายวันแรกในวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ.2544 ด้วยหนังเรื่อง ‘แม่เบี้ย’ ในช่วงเดียวกันวิสต้ากาดสวนแก้วก็ได้มีการสร้างโรงเพิ่มอีก 3 โรงรวมเป็น 7 โรง (กลายเป็น 7 ต่อ 7)

ปลาย พ.ศ. 2550 เสี่ยทอมมี่ตัดสินใจ “ปิด” โรงหนังนอกศูนย์การค้าทั้งหมด จนวิสต้าเหลือเพียงสาขากาดสวนแก้วเท่านั้น ในช่วง พ.ศ. 2556 เชียงใหม่ได้มีโรงหนังแห่งใหม่เปิดเพิ่มอีก 3 แห่ง ได้แก่ SF พรอมเมนาดา, SF เมญ่า, Major เซ็นทรัลเฟสติวัล ทำให้ตอนนี้เชียงใหม่มีโรงหนังทั้งหมด 5 แห่ง รวม 42 จอ ส่งผลให้คนดูหนังเริ่มเปลี่ยนใจจากวิสต้าไปยังโรงอื่นที่ใหม่กว่า

The People: พอโรงหนังเครือใหญ่เข้ามาตีตลาดเชียงใหม่ สถานการณ์ของวิสต้าเป็นอย่างไรบ้าง

ธวัทชัย: ตอนที่เมเจอร์แอร์พอร์ตมาเปิดใหม่ ๆ ก็ยังโอเคอยู่ครับ แต่พอมาเต็มตัวอย่างในช่วงหลังเนี่ยเราเดือดร้อน ซึ่งตอนนี้วิสต้าไม่ต้องจ่ายค่าเช่า มีแต่จ่ายค่าส่วนกลางค่าน้ำค่าไฟเดือนละ 2-3 แสน แต่รายได้ก็ยังไปไม่ไหว ทุกวันนี้พูดตรง ๆ แบบไม่อายนะ ทำโรงหนังเราไม่ได้กำไร แต่ก็ไม่ได้ขาดทุนมากมายขนาดนั้น ขาดทุนประมาณปีละ 3-4 ล้านบาท ซึ่งเมื่อหักลบกับผลกำไรในบริษัทของเราที่มีอยู่ 21 กิจการ เราถือว่ายอมได้

ช่วงที่โรงหนังดิจิตัลกำลังมาช่วง พ.ศ. 2555-2556 เราลงทุนกับเครื่องฉายดิจิตัลไป 21 ล้าน เงินสดด้วยนะ ซึ่งไม่ทำก็ไม่ได้เพราะมันไม่มีแผ่นฟิล์มให้ฉายแล้ว ถามว่า 21 ล้านเนี่ยได้คืนไหม ไม่ได้หรอก แต่ที่ทำเพราะว่าหนึ่ง – ใจรักการทำโรงหนัง แล้วก็สอง – ผมต้องดูแลพวกลูกน้องของผมอีก ซึ่งเราได้มีการลดคนและลดค่าใช้จ่ายมากขึ้น ทำให้เรายังพอเอาตัวรอดได้ในช่วงเวลาที่คนดูน้อยลง

The People: ตอนนี้ลูกค้าหลักที่มาดูหนังที่วิสต้าเป็นใคร

ธวัทชัย: ข้อนี้ผมรู้เพราะผมมักจะนั่งอยู่ที่สตาร์บัคส์ ใครเดินเข้าออกผมเห็นหมด ลูกค้าหลักของผมคือไทใหญ่ เพราะช่วงนี้ที่นี่เน้นฉายหนังพากย์ไทย แถมไม่ต้องต่อแถวซื้อตั๋ว อยากนั่งตรงไหนก็นั่งตามสบาย ราคาก็เป็นมิตร ผมยังตรึงราคาตั๋วไว้ที่วันธรรมดา 90 บาท เสาร์อาทิตย์ 110 บาทเหมือนเดิม บรรยากาศโรงหนังของเราไม่ได้หรูหราอะไร ลูกค้าของเราส่วนใหญ่มาเพื่อเน้นดูหนังอย่างเดียว ส่วนใหญ่เป็นลูกค้าประจำ

ผมมองว่าคนไทใหญ่เขามีความรู้สึกส่วนตัวของเขาเองว่าไม่ควรไปเซ็นทรัลเฟสติวัล หรือเมญ่า เพราะการแต่งตัวไม่เหมือนกัน ที่อื่นต้องแต่งแบบแฟชั่นสวยหล่อ แต่ที่กาดสวนแก้วมันสบาย ๆ แต่งตัวยังไงมาก็ได้

ผมมองว่าข้อดีของวิสต้าอยู่ที่หนังยืนโรงนานกว่าที่อื่นคืออย่างน้อย 2 สัปดาห์ แถมรอบฉายในแต่ละสัปดาห์ยังคงที่ไม่เปลี่ยนแปลง

เดี๋ยวนี้ชีวิตของหนังมันสั้นมาก ถ้ารายได้ไม่ดีโรงเขาก็ถอด อาทิตย์ต่อมารอบก็หายไปแล้ว คนก็เลยต้องรีบไปดูตอนที่หนังเข้าฉายวันแรก ๆ แต่ที่วิสต้าเนี่ย หนังก็จะอยู่นานหน่อย ซึ่งเมื่อก่อนผมเป็นคนวางโปรแกรม แต่ตอนนี้ผมไม่ได้วางเองแล้ว

The People: มีคนเสนอว่าอยากให้วิสต้าปรับเปลี่ยนโรงหนังให้ดูใหม่และทันสมัยขึ้น?

ธวัทชัย: ผมมีแผนจะทำนะ ก่อนที่จะติดระบบดิจิตัล ผมให้สถาปนิกมาดูเพราะต้องการให้โรงมันกว้างขึ้น แต่ติดที่โครงสร้างต่าง ๆ มันทำไม่ได้ ไม่ก็ต้องรื้อมาหมดเลย สุดท้ายสถาปนิกเขาก็บอกว่า เสี่ยเอาเงินไปทำระบบดิจิตัลเถอะ อย่าเพิ่งเปลี่ยนโครงสร้างเลย เพราะถ้าไม่ทำดิจิตลเสี่ยซวยแน่ ๆ ไม่มีหนังฉาย เราก็เลยเทเงินไปที่การทำระบบดิจิทัลแทน

The People: คุณมองอนาคตของวิสต้าว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป

ธวัทชัย: สัญญาของวิสต้ากับกาดสวนแก้วมันหมดตั้งแต่เมื่อธันวาคม พ.ศ.2561 แล้ว ซึ่งทางห้างยังไม่ทำการต่อสัญญาเพราะเขามีแผนการที่จะดึงโรงหนังเครือใหญ่เข้ามา แต่มุมมองของผมคือถ้าโรงหนังเครือใหญ่เข้ามาทำแล้วมันไม่ใช่เรื่องหมูสำหรับเขาเลย เพราะมันต้องเริ่มใหม่ ทุบทิ้งให้หมดแล้วมาสร้างใหม่

ตอนนี้วิสต้าก็ยังคงอยู่ต่อไปจนกว่าห้างจะให้ออก ถ้าถึงเวลานั้นก็จบ ขายทุกอย่างหมด เลิกทำ เพราะไม่อยากสู้แล้ว ผมอายุ 65 ปีแล้ว ทำโรงหนังมา 27 ปี มันอิ่มตัวแล้วและไม่อยากเป็นหนี้ตอนแก่ แต่ถ้าถามว่าถ้าจบแล้วมีความสุขไหม ก็มี เพราะผมได้ทำในสิ่งที่ผมฝันแล้ว ผมอยากเป็นเจ้าของโรงหนังผมก็ได้เป็น ซึ่งผมโชคดีกว่าใครหลายคนที่ทำความฝันให้เป็นจริงได้ ถึงตอนนี้ผมสามารถพอได้แล้ว

สมัยก่อนผมชอบมาทำอะไรรู้ไหม ผมก็มายืนหน้าโรงหนังของผม มาดูคนเดินออกมาหลังหนังจบ ตาแดง ร้องไห้สะอึกสะอื้น พอได้เห็นอารมณ์ของคนดูผมก็แฮปปี้ มันคือความสุขของผมในการทำโรงหนัง

The People: ที่ผ่านมามีคนเข้ามาทักหรือบอกคุณไหมว่า วิสต้าเป็นสถานที่แห่งความทรงจำของเขาหรือเปลี่ยนชีวิตเขาไปเลย

ธวัทชัย: มีเยอะครับ อย่างพวกสมาชิกวิสต้าซีนคลับ ก็เหมือนเป็นญาติกัน แบบเขาเนี่ย (ชี้ไปที่อาจารย์แบงค์-ณัฐกร) รู้จักกันตั้งแต่เป็นนักศึกษา ทุกวันนี้ถ้าเจอกันก็ทักทายกัน หรืออย่างยุทธเลิศ เจอกันก็ยกมือไหว้ผม หรือมะเดี่ยว – ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล ก็เคยเอาหนังธีสิสสมัยเรียนของเขาเรื่อง ‘ลี้’ มาฉายที่วิสต้ากาดสวนแก้ว ซึ่งผมให้ฉายฟรี ถือเป็นความภูมิใจที่ทำให้เขาได้เรียนรู้และให้เขาได้มีโอกาส

หลังจากนี้วิสต้าก็คงเป็นตำนาน บางคนอาจจำได้หรือจำไม่ได้ แต่ ก็คงยังมีการเอ่ยชื่อเราในข่าวอยู่บ้าง

5.มุมมองของเสี่ยทอมมี่ในเรื่องต่าง ๆ

The People: คุณมองหนังไทยทุกวันนี้อย่างไร

ธวัทชัย: หนังไทยทุกวันนี้นิ่งสนิท หนังไทยดี ๆ เกิดยากเพราะมันตัน ตรงไหนก็โดนชนไปไหนต่อไม่ได้ ถามว่าทำไม เพราะมันมีกฎว่า ผู้ร้ายต้องไม่เป็นตำรวจ, คนทำผิดต้องถูกจับหรือถูกลงโทษในตอนท้าย, ห้ามนำเสนอเรื่องเซ็กส์เปิดเผย ฯลฯ อย่างหนังเรื่องกะโหลกฯ เองก็เถอะ ตอนท้ายพระเอกก็ต้องถูกตำรวจจับเพราะเป็นผู้ร้าย

แถมทุกวันนี้ผู้กำกับก็ทำงานแบบเป็น freelance ไม่มีเงินเดือน ในเมื่อคุณไม่มีรายได้ประจำแล้วคุณจะไปคิดทำอะไรล่ะ ท้องคุณหิวอะ ก็จะทำงานแบบสะโหลสะเหล

ผู้กำกับที่เมืองนอกเขามีเงินเดือนนะ ทำให้ได้มีเวลาคิดอีกหลาย ๆ เรื่อง แต่ที่จริงฮอลลีวูดตอนนี้เขาก็จุกเหมือนกัน มีแต่คนทำหนังรีเมคแล้วก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าไร แถมหนังสมัยนี้ก็เทียบกับสมัยก่อนไม่ได้เลย ในเรื่องคุณภาพหรืออารมณ์ความรู้สึก หนังเก่า ๆ มันทำให้เราร้องไห้ได้ง่ายมาก

The People: ในช่วงปีสองปีนี้มีหนังเรื่องไหนที่คุณชอบมาก ๆ บ้าง

ธวัทชัย: ไม่มีเลย ไม่ได้ร้องไห้เลยสักเรื่อง เมื่อก่อนนี้มีร้องไห้อยู่หลายเรื่องเหมือนกัน ผมว่าหนังสมัยนี้มันยังไม่ถึง อย่าง Aquaman มันก็ดี เนื้อหาดีแต่ก็ยังไม่สุดเท่าไหร่ ผมมองว่าหนังสมัยนี้มันฉาบฉวย แล้วมันทำให้คุณจำอะไรไม่ค่อยได้ เมื่อก่อนผมนั่งอัดวิดีโอฉากเด็ด ๆ ในหนัง แล้วเอาไปฉายเป็นตัวอย่างหน้าโรง สมัยก่อนหนังมันมีจุดให้จดจำเยอะ แต่สมัยนี้ไม่ใช่แบบนั้น เราจำอะไรไม่ได้เลย

The People: แล้วได้ดูหนังสตรีมมิ่งบ้างไหม

ธวัทชัย: อย่าง Netflix, iflix เมื่อก่อนก็ดูอยู่ แต่เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีเวลา ช่วงนี้ก่อนนอนก็จะดูวาไรตี้พวกทำกับข้าว หรือรายการร้องเพลง The Mask Singer, I Can See Your Voice อะไรพวกนี้ ซึ่งการดู Netflix ที่บ้านผมว่ายังไม่ประทับใจเท่ากับการดูหนังในโรง

The People: คุณมีเวลาดูหนังในโรงมากน้อยแค่ไหน

ธวัทชัย: ก็ดูสัปดาห์ละ 1-2 เรื่องเป็นอย่างมาก ผมก็บินมาดูที่วิสต้านี่แหละ ส่วนมากไม่ค่อยได้ดูที่กรุงเทพฯ หรอก แต่ก่อนผมมาเชียงใหม่ทุกวันศุกร์เสาร์อาทิตย์ แต่หลัง ๆ งานผมเยอะก็อยู่ได้แค่เสาร์อาทิตย์ อย่างวันนี้ถ้าสัมภาษณ์เสร็จผมก็จะหาเวลาไปดูหนังสักเรื่องแล้วก็ไปดูบอลต่อที่โรงแรม แต่ถ้าเป็นวันอื่นที่อยากดูหนังจริง ๆ ก็จะดูควบสองเรื่องได้

The People: คุณมองอนาคตของโรงหนังว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป

ธวัทชัย: ในอนาคต ต่อไปหนังจะไม่ได้ฉายด้วยเครื่อง projector จอหนังจะกลายเป็นจอ LCD เพียงแต่ทุกวันนี้มันยังผลิตจอขนาดใหญ่เท่าที่เราดูตอนนี้ไม่ได้ แต่เทคโนโลยีญี่ปุ่นเขาก็ก้าวหน้ามาก ไม่ต้องกลัวว่าเขาจะทำลวก ๆ เพราะถ้าเขาจะทำออกมาก็คือทำให้ดีที่สุดอยู่แล้ว เพียงแค่ต้องใช้เวลา

ผมมองว่าเครื่องฉายจะหมดไป ค่ายหนังไม่ต้องส่งฮาร์ดดิสก์มา มันสามารถยิงตรงข้อมูลมาจากกรุงเทพ, อังกฤษ, อเมริกา ได้เลย ซึ่งมันไม่ได้เหนือบ่ากว่าแรงอะไร อนาคตอันใกล้ก็จะเป็นแบบนั้น

The People: คิดยังไงครับที่มีคนวิเคราะห์ไว้ว่าในอนาคต คนจะดูหนังใน Netflix มากขึ้น การดูหนังในโรงจะตายในอีก 30-40 ปีข้างหน้า

ธวัทชัย: ไม่นานถึงขนาด 30 -40 ปีหรอก เร็วกว่านั้น พูดตรง ๆ คือธุรกิจทุกวันนี้แค่ค่าตั๋วหนังไม่มีกำไรหรอก กำไรของโรงหนังเครือใหญ่ ๆ มันมาจากขนม น้ำ ป็อปคอร์น แต่วิสต้าไม่ได้เน้นขายของกินเล่นพวกนี้นะ ผมเน้นทำโรงหนังอย่างเดียว

ดังนั้นจุดหนึ่งโรงหนังเขาก็ทำหลาย ๆ อย่างที่ทำให้โรงหนังไม่ใช่แค่การดูหนัง แต่เป็นการไปพบปะสังสรรค์กัน ซึ่งค่าใช้จ่ายตรงนี้มันสูง คุณไปโรงหนังเครือใหญ่ ๆ ดูหนังทีก็ใช้เงินเยอะ อย่างค่าตั๋วเสาร์อาทิตย์ 190 นี่ถือว่าน้อยนะ ปกติต้องมีเงินคนละ 200-300 ขึ้นไป

“ทุกวันนี้คุณรู้สึกไหมว่าเขาพยายามลดราคาตั๋วหนังลงเพราะคนสู้ราคาไม่ไหวกัน เขาพยายามไปจับมือกับค่ายมือถือ บัตรเครดิต หรือบริษัทต่าง ๆ เพื่อใช้เป็นส่วนลด เพราะพวกเขารู้ตัวเรื่องนี้ อย่างตอนนั้นที่โรงหนังเครือใหญ่ลดราคาลง ลูกน้องผมก็ชวนบอกว่าให้ลดราคาตามเขาดูบ้าง ส่วนแบ่งก็ให้บริษัทหนังก็เท่าเดิม แต่ไปเก็บเงินเอากับป็อปคอร์นหรือชาเขียวขวดละ 50 บาทแทน ผมเลยบอกลูกน้องผมว่าไม่ต้องตามเขาหรอก เอาเท่านี้แหละ ผมเลยยืนราคานี้มาตลอด”

 

อ้างอิงข้อมูล – ณัฐกร วิทิตานนท์, “โฮงหนัง” เมืองเจียงใหม่, ใน สุภาภรณ์ อาภาวัชรุตม์, เรื่องเล่าจาวเจียงใหม่ เล่ม 2, (เชียงใหม่: มูลนิธิสถาบันพัฒนาเมืองเชียงใหม่, 2559), 1-17.

 

เรื่อง/ภาพ: บดินทร์ เทพรัตน์

ร่วมสัมภาษณ์: ดร.ณัฐกร วิทิตานนท์


นักเขียนรับเชิญ

นักเขียนรับเชิญที่ The People เชิญมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และนำเสนอบทความตามความสนใจ

Related

สัมภาษณ์ ธนา ต่อสหะกุล ปั้น ‘พรีโม เซอร์วิส โซลูชั่น’ บริการหลังการขายอสังหาฯ ครบวงจร

สัมภาษณ์ เดมี่ จิราพร มอร์ ศิลปะกับเสียง (ที่ไม่ควร) เงียบของคนที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ

สัมภาษณ์ ชาติชาย เกษนัส ความแตกต่างทางวัฒนธรรมหนังไทย-พม่า และการไม่พัฒนาของหนังไทย

สัมภาษณ์ สุดาพิมพ์ โพธิภักติ ผู้บริหาร Be Musical จากเบื้องหน้าสู่เบื้องหลัง ด้วยความรักในละครเวที

ศุภลักษณ์ จันทร์พิทักษ์ แม่ทัพหญิงแห่งบ้านจัดสรร ‘Britania’ ผู้เชื่อว่าไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้

สัมภาษณ์ มาร์ติน ซีเกอร์ อ.ชาวเยอรมัน ผู้ศึกษาบทบาทของหญิงไทยในศาสนาพุทธ

คุยกับนักแสดงและทีมงาน จากมิวสิคัล “เดอะ ไลอ้อน คิง” ละครเวทีที่เปี่ยมไปด้วยความทรงจำ

สัมภาษณ์ หงส์ และ ปริม The Face เมื่อความสวยมาเผชิญหน้ากับความสยอง Bangkok Dark Tales