Post on 06/08/2019

“ผมไม่ใช่ผู้ชุบชีวิตลิโด้ แต่คือพวกคุณทุกคน” สัมภาษณ์ เทพอาจ กวินอนันต์ กับแนวคิดการบริหารธุรกิจเฉพาะตัว

หลายคนรู้จัก LOVEiS Entertainment ในฐานะค่ายดนตรีอารมณ์ดีที่อยู่คู่วงการเพลงไทยมานานกว่า 20 ปี ภายใต้การบริหารงานของ จี๊ป เทพอาจ กวินอนันต์ ซึ่งล่าสุดกำลังมีบทบาทใหม่ที่น่าตื่นเต้น กับการเข้ามารับช่วงต่อการบริหารพื้นที่โรงภาพยนตร์ลิโด (ชื่อเดิมไม่มีไม้โท) หลังจากหมดสัญญา และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น ลิโด้ คอนเน็คท์ (LIDO CONNECT)

ทั้งนี้ สำนักจัดการทรัพย์สินจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ถือสัมปทานพื้นที่ดังกล่าวยังคงมีวิสัยทัศน์ที่ต้องการให้สยามสแควร์เป็นแหล่งรวบรวมศิลปะวัฒนธรรม นวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์และไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ สอดคล้องกับ LOVEiS ที่ปรารถนาเปลี่ยนลิโด้ให้เป็นพื้นที่โอกาสของคนทุกคน

“ผมไม่ใช่ผู้ชุบชีวิตลิโด้ แต่คือพวกคุณทุกคน” เทพอาจกล่าว

การเข้ามาของ LOVEiS จะเปลี่ยนลิโด้เป็นอย่างไร และแนวทางการบริหารของเขาจะน่าสนุกแค่ไหน หาคำตอบได้บทสัมภาษณ์ชิ้นนี้

 

เทพอาจ กวินอนันต์

 

The People: คุณผูกพันกับลิโด้ขนาดไหน

เทพอาจ: ผมเรียนอยู่โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน ก็จะเดินสยามทุกซอก ทุกมุม เห็นทั้งมุมสว่าง  มุมมืดของสยามและลิโด คุณทันลิโดสมัยก่อนไหมครับ? มันจะชื้น ๆ มืด ๆ มีกลิ่นบางอย่างเฉพาะตัว สิ่งสำคัญที่ผมทำคือการรักษาโครงสร้างหลักเอาไว้ แต่กรองสิ่งเหล่านั้นทิ้งไป นั่นแปลว่า วันนี้ผมมีลูกสาวอายุ 11 ขวบ ผมสามารถปล่อยลูกไว้ตรงนี้ได้อย่างสบายใจว่าเขาจะได้มาเสพอาร์ตในแง่ต่าง ๆ อย่างปลอดภัย

ผมอยากให้คนมองลิโด้ใหม่โดยยังเก็บภาพความทรงจำดี ๆ เอาไว้ มุมไม่ดีก็เคลียร์ไป อันไหนดีก็เก็บเอาไว้ หรือถ้าดีไม่พอ ก็ต้องเติมเข้าไปให้ดีขึ้นไปอีก (ยิ้ม)

 

The People: ย้อนกลับไปช่วงท้าย ๆ ของลิโดเดิม มันจะมีคำว่า “ลิโดกำลังจะตาย” คุณรู้สึกอย่างไรเมื่อได้ยินประโยคนี้

เทพอาจ: เอาตรง ๆ นะ พอได้ยินคำแบบนี้ผมเฉยมาก มันเป็นวัฏจักรธรรมดา ทุกอย่างมีขึ้น-มีลง แต่สิ่งที่น่าสนใจคือเมื่อสำนักจัดการทรัพย์สินจุฬาฯ ให้โอกาสเรา แม่งโคตรท้าทายเลย เพราะไม่มีใครอยากทำพื้นที่ในลักษณะนี้ ทุกคนอยากซอยพื้นที่เดิมเป็นห้องเล็ก ๆ ทำเป็นแหล่งขายของบ้าง ตลาดนัดบ้าง แล้วก็มองเงินเป็นที่ตั้งเป็นหลัก มีคนกลุ่มหนึ่งบอกว่าทุบตึกเลย แต่คนรุ่นผมรักมัน อยากรักษามัน เราจึงดีใจมากที่จุฬาฯ เห็นด้วยว่าไม่ทุบนะ ถ้าอยากทุบเชิญท่านอื่นบริหารเลย ผมไม่เห็นด้วย

ผมอยากรักษาวัฒนธรรมนี้ให้คนรุ่นใหม่มาเห็น เดี๋ยวนี้คนอายุ 10 ปีกว่า ๆ ไม่รู้จักลิโดเดิมแล้วนะ อาจเคยได้ยินแต่ไม่มีใครมีประสบการณ์ร่วม เราเลยอยากชวนคนรุ่นใหม่และรุ่นใหญ่เต็มที่ แล้วเราจะมีกิจกรรมและสิ่งแวดล้อมที่น่าสนใจมารองรับ

ผมดีใจมากที่ได้ทำงานกับจุฬาฯ เรามีทัศนคติที่ตรงกัน นั่นคือการทำอย่างไรให้พื้นที่ตรงนี้มีประโยชน์มากที่สุด

 

The People: พอได้ยินคำว่า “ลิโดกำลังจะตาย” ทำไมคุณถึงกล้าเข้ามาชุบชีวิตมันขึ้นมา

เทพอาจ: ผมชอบมากเลย เอาจริง ๆ เป็นคนซาดิสต์ เวลาเข้าไปทำธุรกิจไหนมันจะเป็นช่วงเวลาแบบนี้เสมอ เช่น ช่วงที่ทำธุรกิจนำเข้าเบียร์ก็ใกล้ ๆ วิกฤตปี 40 ทุกคนพูดว่าธุรกิจเบียร์ของผมจะไปสู้อะไรกับตัวใหญ่ ๆ ไม่มีใครเขาทำกัน ช่วงทำค่ายเพลง ทุกคนก็บอกค่ายเพลงกำลังจะตาย ตอนทำร้านอาหาร ก็จะมีเสียงว่ากำลังจะตายกันหมด มันเลยชอบความท้าทายตรงนี้

ข้อดีคือไม่มีผู้เล่นเท่าไหร่ หรือมีผู้เล่นน้อย เพราะทุกคนคิดว่ากำลังจะตายเหมือนกันหมด ข้อสองคือ ถ้าทำแล้วไม่ประสบความสำเร็จ ผมก็แค่ตายเพิ่มอีกคน คนอื่นเขาก็ตายทั้งหมดอยู่แล้ว ไม่เห็นเป็นไร

แต่ถ้าทำแล้วมันประสบความสำเร็จล่ะ? ทำไมจะไม่ทำ

 

The People: เห็นโอกาสอะไรจากพื้นที่ตรงนี้

เทพอาจ: พื้นที่ตรงนี้มีศักยภาพ แล้วจุฬาฯ ยอมให้เรา renovate กลายเป็นพื้นที่โอกาสแก่เด็กรุ่นใหม่ ต้องชื่นชมจุฬาฯ ที่ไม่ใช่ระบบราชการแบบเดิม เมื่อผมมีโอกาสมาทำลิโด้ ทำไมไม่ใช้ตรงนี้เป็นพื้นที่ที่เราจะมาแสดงความสามารถทางศิลปะด้านต่าง ๆ ล่ะ

มีโอกาสแค่ไหนที่คุณจะให้โอกาสคนอื่นได้ทุกวัน แต่พื้นที่ตรงนี้มันให้โอกาส 24 ชั่วโมง เปิดพื้นที่ให้คนทุกคนเข้ามาใช้ เราเข้าใจว่าคุณต้องการพื้นที่ มาดิ มาเจอกัน มันง่ายมากที่ทุกคนจะมีสิทธิ์ดูวงเก่ง ๆ ที่ลานของเรา ลองมาโชว์ที่นี่ก่อน เพื่อลองมาเจอคนจริง ๆ  เล่นแล้วมีคนโห่ มีคนกรี๊ด หรือไม่มีคนดูเลยก็ตาม จะมีพื้นที่ไหนที่ให้คุณเล่นฟรีแบบนี้ ซึ่งโคตรแจ๋วเลยในความคิดผม คนอื่นจะหาว่าบ้าก็ได้นะ แต่ผมไม่สนใจ

 

The People: แล้วคำกล่าวที่ว่าคุณเป็นผู้ชุบชีวิตลิโด้กลับมา คุณมองความเห็นนั้นอย่างไร

เทพอาจ: หนึ่ง – ผมมองว่าใครก็ทำได้ และสอง – พวกคุณไม่ทำกันเอง

ผมว่าทุกคนช่วยกันชุบลิโด้กันหมดนั่นแหละ ผมทำคนเดียวได้ที่ไหน ผมแค่กดปุ่มเริ่มต้นให้ แล้วที่เหลือทุกคนทำ พวกคุณต่างหากที่ทำ เพราะผมรู้สึกว่าลิโด้มันควรจะเป็นลิโด้ ไม่ใช่ตัวผม จะมาบอกว่าผมชุบชีวิตมันไม่ใช่ เรามาช่วยกันชุบต่างหาก

ลิโด้

 

The People: ทำไมยังใช้ชื่อเดิม

เทพอาจ: แล้วทำไมต้องไม่ใช้ล่ะ (หัวเราะ) คือเจ้าของเดิมท่านให้ความกรุณาใช้ชื่อเดิมด้วย ผมได้คุยกับท่านจึงบอกว่า ผมไม่เปลี่ยนชื่อนะ เปลี่ยนนิดหน่อยแค่เติมไม้โท เพราะคุณอ่าน “ลิโด้” แต่เขียน “ลิโด” มาตลอดเวลา รวมถึงเพิ่มคำว่า “คอนเน็คท์” เข้าไป เพื่อให้รู้สึกถึงความมีส่วนร่วมมากขึ้น

 

The People: คำว่า “คอนเน็คท์” ที่เพิ่มเข้ามา คุณอยากเชื่อมอะไร กับใคร

เทพอาจ: ลิโด้คือสถานที่ เป็นเสาต้นหนึ่งหรือกระเบื้องอันหนึ่ง แต่มันรองรับการเชื่อมต่อกัน ผมอยากให้คนหลาย ๆ ช่วงวัย หลาย ๆ เพศ หลาย ๆ ความคิด ใช้พื้นที่ตรงนี้เป็นสะพานไขว้กันไปไขว้กันมา จากมิตินั้นมามิตินี้ ให้มันคอนเน็คท์มากที่สุด เป็นใยแมงมุมได้ยิ่งดี ให้ทุกคนมาเดินเจอกัน สามารถเลี้ยวซ้ายก็ได้ เลี้ยวขวาก็ได้ ให้คนเอ็นจอยกับพื้นที่ตรงนี้มากที่สุด

 

The People: สำหรับคนรุ่นเก่าที่ยังหลงใหลลิโดแบบเดิม คุณเตรียมพร้อมการรองรับพวกเขาอย่างไร

เทพอาจ: เดี๋ยวจัดให้ (ดีดนิ้ว) เตรียมแผนรองรับให้แล้วครับ เพิ่งคุยกันในกลุ่ม LINE เมื่อคืนเลย แถมอนาคตเราจะมี Disco ยันลีลาศ เด็ก ๆ อาจมาเต้นลีลาศกับผู้ใหญ่ก็ได้

 

The People: สิ่งหนึ่งที่สัมผัสได้ คือ โรงภาพยนตร์หนึ่งยังเก็บบรรยากาศโรงหนังแบบเดิมเอาไว้ดีมาก

เทพอาจ: ผมหวงมาก เก้าอี้ตัวเดิมด้วย รู้เปล่า? เราพยายามมากที่จะรักษาบรรยากาศแบบเดิมเอาไว้ ซึ่งอุปกรณ์ที่เหมือนเดิมมีแค่ 20 เปอร์เซ็นต์เองนะ แต่รอบ ๆ เปลี่ยนหมดเลย เป็นการเปลี่ยนแล้วบรรยากาศยังเหมือนเดิม

จริง ๆ แล้วโรงมันเก่ามาก ตอนที่เข้ามารื้อเราเจอแต่ของพัง ๆ ยิ่งรื้อยิ่งทุบก็ยิ่งเห็น ส่วนใหญ่เป็นวัสดุเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ตอนแรกตั้งใจว่าจะมีงบประมาณลงทุน  20 ล้านบาท ถึงวันนี้งบจริงเท่าไรไม่รู้ แต่ล่าสุดที่รับรายงานว่าประมาณ 80 ล้านบาท บวกลบไม่เกินนี้ ซึ่งก็ไม่เป็นไร

 

The People: คุณทำค่ายเพลง LOVEiS เลยอยากรู้ว่า ถ้าเป็น LIDO is … คุณจะเติมช่องว่างว่าอะไร

เทพอาจ: ลิโด้คือพื้นที่สำหรับคนไม่มีโอกาส แล้วถ้าคุณไม่มา คุณจะพลาดมาก

 

The People: LIDO is โอกาสสำหรับทุกคน?

เทพอาจ: แน่นอน อย่างที่บอกไว้ข้างต้น ทุกคนต้องการโอกาส และทั้งชีวิตจะมีสักกี่วันที่มีคนให้โอกาสคุณ ทำไมคุณจะไม่เอาเหรอ ไม่มาลองเหรอ สมัยก่อนพี่นภ พรชํานิ พี่ป๊อด โมเดิร์นด็อก (ธนชัย อุชชิน) ยังไม่ดัง พวกเขาเคยเล่นดนตรีตรงนี้แล้วโดน รปภ. ไล่ เขายังจำฝังใจ วันก่อนพวกเขาก็เลยหยิบกีตาร์มานั่งเล่นเปิดหมวกตรงนี้ เหมือนเป็นความฝันสมัยเด็กของพวกเขา ตอนนี้เราก็เห็นเด็กสมัยใหม่มาเล่นบ้างแล้ว แจ๋วดี

เทพอาจ กวินอนันต์

 

The People: ทำไมคนต้องใช้พื้นที่ตรงนี้ ในเมื่อเขามีพื้นที่ออนไลน์ส่วนตัวกันหมดแล้ว

เทพอาจ: เวลาคุณดูเมนูอาหารออนไลน์ คุณจะรู้ว่ามันอร่อยไหม? นี่ก็เหมือนกัน ถ้าคุณเป็นคนเล่นดนตรีเมื่อไรก็จะเข้าใจ เพราะถ้าไม่ได้ลองเอง ดูออนไลน์ยังไงก็ไม่อร่อย

พื้นที่ตรงนี้จะให้ทุกคนมองเรา มีเสียงตอบรับกลับมา มีบรรยากาศที่มหัศจรรย์สำหรับคนเล่นดนตรี เวลาร้องเพลงแล้วมีเสียงตอบรับ คนที่รับพลังเหล่านั้นก็คือคนแสดงนะ ยกตัวอย่าง โรงสามที่เราเปลี่ยนเป็นห้อง Black Box ห้องว่าง ๆ นี้อะไรก็เกิดขึ้นได้ อนาคตจะมีละคร มีกิจกรรมเยอะไปหมดเลย น่าสนุก ซึ่งผมชอบมากกับการ unexpected (การคาดเดาอะไรไม่ได้) แล้วการทำงานของผมก็ unexpected ตลอดเวลา

 

The People: ดูเป็นผู้บริหารที่ชอบความเสี่ยง

เทพอาจ: ไม่ได้ชอบความเสี่ยงเว้ย (หัวเราะ)

 

The People: (หัวเราะ) ชอบท้าทาย ชอบลองอะไรใหม่ ๆ ตลอดเวลาไง

เทพอาจ: อย่ามีแค่ชีวิต จงมีชีวาด้วย ถ้าคุณมีชีวิตก็จะหายใจไปวัน ๆ ทำงานประจำวันแล้วก็ตายไป แต่ชีวาจะทำให้คุณทำงานอย่างไร ขายอย่างไร หมุนอย่างไร ซึ่งไม่มีใครเขาทำอันนี้แล้ว ชีวิตผมจึงสนุกกับการทำงาน เอ็นจอยกับปัญหา ถ้าคุณไม่เอ็นจอยปัญหา คุณก็ตาย

 

The People: ปัญหาอะไรที่หนักสุดสำหรับคุณ

เทพอาจ: คน เพราะคนเปลี่ยนแปลงตลอด วันนี้เราคุยกันดี แต่ถ้าผมต่อยคุณทีเดียว เราอาจจะเกลียดกันก็ได้

ตั้งแต่เด็ก ๆ คนชอบชวนผมเล่นเกม ไม่ว่าจะเป็นเกมออนไลน์หรือไม่ออนไลน์ก็ตามแต่ ซึ่งชีวิตผมไม่ชอบเล่นเกมแบบนั้นเลย ล่าสุดเล่น Pac-Man แล้วไม่สนุกด้วย เล่นสองทีก็เลิก ผมรู้สึกว่าตัวละครที่เล่นด้วยต้องมีลมหายใจ

 

The People: หมายถึงเล่นกับคน?

เทพอาจ: ใช่ (พยักหน้า)

 

The People: ผู้บริหารที่ดีต้องเป็นอย่างไร

เทพอาจ: ขึ้นอยู่ว่าธุรกิจที่คุณทำคืออะไร ต้องมองภาพรวมก่อนนะ คือคุณต้องตั้งโจทย์ให้ชัด ทุกครั้งที่ทำอะไรผมจะถามว่า นี่คือการทำธุรกิจหรือทำเพื่ออะไร? เพราะบริหารงานไม่ยากเท่าบริหารคน ทุกวันนี้ผมให้คอนเซ็ปต์เดียวกับองค์กรที่ทำอยู่ คือ ให้ครอบครัว-50 การเป็น professional-50 เช่น อยู่โต๊ะประชุม ผมต้องสามารถทุบโต๊ะด่าหรือไล่คุณออกได้ แต่พอเดินออกจากห้องประชุมก็มาดื่มเหล้ากันต่อ เพราะฉะนั้นตอนนี้ผมมีเพื่อนที่มาทำงานด้วยกันประมาณ 30 คน ทั้งหมดต้องยอมรับกฎข้อนี้ก่อนว่า เราเถียงกันได้ เราด่ากันได้ ทะเลาะกันได้ ถ้ารับกฎข้อนี้ไม่ได้ ไม่ต้องมาเจอกัน

เทพอาจ กวินอนันต์

 

The People: คุณทำธุรกิจหลากหลายอย่างทั้งเครื่องดื่ม ร้านอาหาร HOBS ค่ายเพลง LOVEiS ล่าสุดก็พื้นที่ LIDO CONNECT เวลาเลือกทำธุรกิจอะไรสักอย่าง คุณเลือกจากอะไร

เทพอาจ: รู้ไหม ผมไม่เคยอยากทำร้านอาหารมาตลอดชีวิตนะ ปัจจุบันทำมา 10 ปีก็ไม่เคยมีวันไหนที่อยากทำ

 

The People: แต่หลายคนบอกว่า ต้องเลือกทำงานจากสิ่งที่ตัวเองชอบหรือทำได้ดีนะ

เทพอาจ: อย่าไปซีเรียสมาก เชื่อผม จริง ๆ ทุกวันนี้ผมยังไม่ชอบเหี้ยอะไรเลย ไม่ชอบร้านอาหารเลย..เลย (เน้นเสียง) เพราะรู้ว่าต้องใช้คนเยอะ ใช้เวลามหาศาล แถมมีเรื่องจุกจิกตลอดเวลา ทุกวันนี้ผมดูแลคนในทุกบริษัทกว่า 800 คน ธุรกิจร้านอาหารแม่งกินเวลาผมไปแล้ว 30% เยอะนะ ซึ่งตอนทำร้านอาหารก็แอบไปเรียนทำอาหารด้วย เพราะทอดไข่เจียวไม่เป็น หุงข้าวไม่เป็น เรียน แอบไปเรียน เลอ กอร์ดอง เบลอ (Le Cordon Bleu) 3 เดือน เพราะเราต้องสื่อสารกับเพื่อนร่วมงาน เช่น ทำอาหารแบบนี้ต้องใช้เนยอย่างนี้ ถ้าเราไม่รู้ก็สื่อสารไม่ได้

 

The People: ถ้าความสนุกของคุณไม่ได้เกิดจากตัวงาน แล้วเกิดจากอะไร

เทพอาจ: นึกถึงเวลาคุณเดินใส่รองเท้าเดินกับถอดรองเท้าเดินนะ เวลาใส่รองเท้าเดินคุณอยู่ในโหมด secure (ปลอดภัย) อยู่ใน safe zone แต่พอคุณถอดรองเท้าเดินอาจจะเจอเสี้ยนตำบ้าง เดินเหยียบหินบ้าง มันเจ็บปวดแน่นอน แต่ถ้าเจ็บปวดแล้วยังโง่เดินเหยียบที่เดิมนั่นก็เรื่องของคุณ คุณอาจะเขี่ยทิ้ง เดินข้าม หรือบางวันจะตั้งใจเหยียบมันเลยก็ได้ เป็นการเสพติดความเจ็บปวด ซึ่งผมมันสนุกกับการถอดรองเท้าเดิน บางคนเขาอาจจะสนุกกับการใส่รองเท้าเดินก็ได้ แต่ไม่ใช่ผม (ยิ้ม)

 

ร่วมสัมภาษณ์: อนัญญา นิลสำริด (The People Junior)

ภาพโดย: สกีฟา วิถีกุล (The People Junior)


Writer

ผู้เขียนเนื้อหาศิลปวัฒนธรรม และอะไรก็ตามที่เป็นความบันเทิง

The People Junior

เด็กฝึกงานผู้มีใจรักในการสร้างสรรค์คอนเทนต์

Related

สัมภาษณ์แบบเจาะเวลาหาอดีต กับ POLYCAT วงที่ขุดดนตรียุค 80s ให้กลับมา “ดูดี” อีกครั้ง

สุกัญญา เจริญวีรกุล อุบาสิกาผู้จบบาลีศึกษา 9 ประโยค ใน 10 ปี 3 เดือน

สัมภาษณ์ เรืองฤทธิ์ ศิริพานิช ความฉลาดเป็นพรสวรรค์ และการสอบไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต

จาก “ซุป’ตาร์” สู่ “ซุปเนื้อ” สัมภาษณ์ วีรชน ศรัทธายิ่ง หรือ โต ซิลลี่ฟูลส์ กับชีวิตที่เขา “ถูกใจสิ่งนี้”

สัมภาษณ์ พงษ์สิทธิ์ คำภีร์ กับชีวิตรักเดียว “เพื่อชีวิต” ดนตรี การเมือง สตรีมมิ่ง เด็กตีกัน และ ฟุตบอลไทยไปบอลโลก

คุยกับนักแสดงและทีมงาน จากมิวสิคัล “เดอะ ไลอ้อน คิง” ละครเวทีที่เปี่ยมไปด้วยความทรงจำ

สัมภาษณ์ปราปต์ บุนปาน: ความทรงจำแฟนบอลสเปอร์ส จากยุคลินิเกอร์ถึงชิง UCL

Jazz and the City: สนทนากับ ‘ปอ นอร์ทเกต’ ในเรื่องบาร์แจ๊ซ และสิ่งแวดล้อม