Post on 12/07/2019

“เราอาจหลงลืมการใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติไปแล้ว” สัมภาษณ์ โทโมมิ โยชิมูระ โปรดิวเซอร์ Every Day a Good Day

“หัวใจก็เหมือนใบชา ต้องใช้เวลาบ่มเพาะ จึงจะมองเห็นความงามที่อยู่ข้างใน”

นี่คือคำโปรโมทของภาพยนตร์ Every Day a Good Day (2018) หรือชื่อไทย “หัวใจ ใบชา ความรัก” ว่าด้วยเรื่องราวของ “โนริโกะ” นักศึกษาสาวปี 3 และลูกพี่ลูกน้องของเธอ “มิจิโกะ” ได้เรียนรู้พิธีชงชากับ “อาจารย์ทาเคดะ” ก่อนที่การชงชาจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ไม่ว่าจะในยามทุกข์ หรือสุข นับเป็นเรื่องราวการค้นหาอิสรภาพ ผ่านกลิ่นหอมและไออุ่นจากชา

คนญี่ปุ่นปัจจุบันอาจลืมการใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติไปแล้ว ผมอยากจะให้คนกลับมานึกถึงธรรมชาติมากขึ้นผ่านภาพยนตร์เรื่องนี้”

นี่คือคำพูดของโปรดิวเซอร์ โทโมมิ โยชิมูระ (Tomomi Yoshimura) ที่กล่าวกับเราครั้งมาเยือนไทย ถึงเหตุผลที่เขาเลือกสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้

The People จึงถือโอกาสชวนเขาคุยถึงการทำงานในฐานะโปรดิวเซอร์ เสน่ห์พิธีการชงชา รวมไปถึงวงการไอดอลในประเทศญี่ปุ่น

 

โทโมมิ โยชิมูระ

 

The People: ทำไมคุณถึงสนใจทำงานสายภาพยนตร์

โยชิมูระ: สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ผมเรียนสายการผลิต แต่เพื่อนรอบตัวอยากเป็นผู้กำกับเยอะมาก ส่วนใหญ่เพื่อน ๆ ที่อยากเป็นผู้กำกับจะเพี้ยนหน่อย มีความคิดแปลก ๆ ผมก็เลยรู้สึกว่าตัวเองแตกต่างจากพวกเขา หัวไม่เพี้ยนเท่าพวกเขา เลยคิดว่าตัวเองเป็นโปรดิวเซอร์ดีกว่า จะได้ช่วยสนับสนุนงานของเพื่อนนั้น ๆ ได้

สมัยเรียนผมไม่ได้ตั้งใจเรียนเท่าไหร่หรอกครับ ชอบเล่นกีฬา เล่นรักบี้ แต่ชอบชมภาพยนตร์ ก็เลยสนใจทำหนังสั้นของตัวเองออกมา

 

The People: ส่วนตัวคุณชอบหนังแบบไหน

โยชิมูระ: ผมชอบหนังของผู้กำกับ จิม จาร์มุช (Jim Jarmusch) หรืออย่าง ลาร์ส ฟอน เทียร์ (Lars Von Trier) ครับ

 

The People: บทบาทของโปรดิวเซอร์มีหน้าที่อะไรบ้าง

โยชิมูระ: ทุกอย่างครับ (หัวเราะ) เริ่มตั้งแต่ต้นจนจบเลย ตั้งแต่เลือกหนังมาทำ คุยบทกับผู้กำกับ แบ่งตัวนักแสดง จัดคิวทุกอย่าง กระทั่งถึงออกจัดจำหน่าย

 

The People: คุณเคยร่วมงานกับผู้กำกับ เท็ตสึชิ โอโมริ (Tatsushi Ohmori) มาแล้ว ทำไมถึงกลับมาร่วมงานกันอีกครั้ง

โยชิมูระ: ผู้กำกับ เท็ตสึชิ โอโมริ มีผลงานมามากมาย แต่ว่าส่วนใหญ่จะเป็นภาพยนตร์แอ็กชันใช้แรงใช้กำลังต่อสู้ ฉะนั้นพอเปิดตัวออกมาว่าคุณโอโมริจะทำหนังเกี่ยวกับการชงชาจึงกลายเป็นเรื่องตกใจสำหรับวงการหนังญี่ปุ่น ผมเป็นเพื่อนที่รู้จักคุณโอโมริมานานแล้วก็รับรู้ว่าโอโมริไม่ได้โหดร้าย ดุ หรือดิบเถื่อนอะไรเลย ในสายตาของเขามีความอ่อนโยนซ่อนอยู่ ผมก็เลยเอาต้นฉบับนิยายไปให้เขาอ่านแล้วบอกว่า ถ้าสนใจก็มาทำหนังเรื่องนี้ด้วยกัน พอเขาได้อ่านก็ประทับใจมาก และตกลงทำด้วยกัน

โทโมมิ โยชิมูระ

 

The People: Every Day A Good Day พูดถึงการชงชาเป็นหลัก คุณคิดว่าเสน่ห์ของการชงชาคืออะไร

โยชิมูระ: เสน่ห์ของการชงชาญี่ปุ่นอยู่ที่การต้องใช้เวลา เพราะในยุคปัจจุบันทุกอย่างดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ทุกคนใช้ชีวิตเร่งรีบ อยากได้อะไรก็ต้องได้เลย รอกันมาได้ ในขณะที่การชงชาต้องเวลาเป็นชั่วโมง ต้องศึกษา ต้องทำซ้ำ ๆ ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะรู้จริงหรือกระทั่งเชี่ยวชาญ นั่นเลยทำให้คนหยุดคิด พิจารณาตัวเอง และรู้จักตัวเองมากขึ้น

อีกอย่างหนึ่งคือทำให้คนเราใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้น เพราะการชงชามีการโยงถึงฤดูกาลของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นคร่าว ๆ ได้ 4 ฤดูกาล แต่สามารถแบ่งรายละเอียดย่อยได้มากกว่านั้นอีก ซึ่งจะทำให้คนใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้น

 

The People: ในหนังเราจะเห็นผู้สูงอายุเป็นอาจารย์ชงชาเป็นหลัก ปัจจุบันยังมีวัยรุ่นสนใจการชงชาอย่างจริงจังไหม

โยชิมูระ: การศึกษาในโรงเรียนญี่ปุ่นก็มีการสอนชงชานะครับ อาจเป็นวิชาเลือกหรือวิชาก็ว่าไป แต่พอหนุ่มสาวได้ลองเรียนแล้วจบไป เขาอาจไม่ได้เรียนต่อเนื่องเท่านั้นเอง

 

The People: ทำไมเราเห็นแต่ผู้หญิงเป็นอาจารย์ชงชา ไม่ค่อยเป็นผู้ชายเลย?

โยชิมูระ: ได้ครับ เพราะต้นกำเนิดของการชงชาจริง ๆ แล้วเป็นงานอดิเรกของพวกซามูไร เวลาเขาไปรบราฆ่าฟันเสร็จก็กลับมานั่งชงชาสงบจิตสงบใจ มานั่งดื่มผ่อนคลาย แต่พอยุคสมัยเปลี่ยนไปก็กลายเป็นงานอดิเรกของผู้หญิง

เหตุผลที่ซามูไรสมัยก่อนชอบชงชาเพราะเป็นกิจกรรมที่ผ่อนคลาย ในห้องชงชาจะมีความเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นโชกุน ทหาร ชาวบ้าน หรือพ่อค้า พอมาอยู่ในห้องชงชาทุกคนละทิ้งทุกอย่างออกหมดเลย แล้วสมัยก่อนประตูเข้าห้องชงชาจะเล็กมาก ขนาดเท่าตัวบุคคล ต้องลอดเข้าไป ซึ่งการลอดเข้าไปเราต้องเอาทุกอย่างออกรวมไปถึงดาบ ซึ่งเหมือนเอายศทิ้งไว้หน้าประตู พอเข้าไปก็นั่งล้อมวงกัน วนขนม วนน้ำชาดื่มกัน ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ผ่อนคลายและกลับสู่สามัญ

ทาเบะ มิคาโกะ (Tabe Mikako), คุโรกิ ฮารุ (Kuroki Haru) และ กิกิ คิริน (Kiki Kirin)

 

The People: หนังได้นักแสดงฝีมือดีมาหลายคน ทำไมคุณถึงเลือกนักแสดงเหล่านี้มาแสดง

โยชิมูระ: คนแรกเลยที่ชักชวนมาแสดงก็คือคุณ กิกิ คิริน (Kiki Kirin) บทบาทเป็นอาจารย์ ใช้เวลาในการทาบทามถึง 3 เดือนกว่าจะใจอ่อนมาเล่นให้ ถัดจากคุณคิรินก็เป็นคุณ คุโรกิ ฮารุ (Kuroki Haru) และคุณ ทาเบะ มิคาโกะ (Tabe Mikako) ซึ่งเป็นสองนักแสดงหญิงดาวรุ่งที่กำลังจะเป็นตัวท็อปของวงการภาพยนตร์ญี่ปุ่นต่อจากนี้

ผมอยากให้นักแสดงรุ่นเก่า และรุ่นใหม่ได้มาเจอกันในภาพยนตร์เรื่องนี้ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายที่ผมทำได้สำเร็จแล้ว โดยคุณคิรินกับคุณคุโรกะจะเจอกันในรูปแบบอาจารย์กับลูกศิษย์ ส่วนคุณคุโรกิกับคุณทาเบะพบกันในบทบาทลูกพี่ลูกน้อง ก็เป็นสิ่งที่ท้าทายมาก เพราะทุกคนมีชื่อเสียงกันหมดเลย

เราถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้ปลายปี 2017 ซึ่งตอนนั้นคุณคิรินยังแข็งแรงดีอยู่ครับ ช่วงเดือนกรกฏาคมเดือน 2018 ภาพยนตร์เรื่องนี้กำลังจะออกฉาย ก็มีการจัดรอบพิเศษซึ่งคุณคิรินได้มาร่วมด้วยกันนับเป็นการออกสื่อครั้งสุดท้ายของเธอ

 

The People: นอกจากนี้ หนังยังมีไอดอล มิซุกิ ยามาชิตะ (Mizuki Yamashita) จาก Nogizaka46 รุ่น 3 มาร่วมแสดงด้วย ทำไมคุณถึงเลือกเธอมาร่วมแสดง

โยชิมูระ: ผมทราบว่าคุณมิซุกิมีงานอดิเรกเป็นการชงชาอยู่แล้ว (เธอเป็นรองประธานชมรมชงชาสมัยมัธยมฯ) ผมจึงอยากสนับสนุนนักแสดงรุ่นใหม่หรือคนที่จะเป็นดาวรุ่งในวงการบันเทิงญี่ปุ่น มีโอกาสได้ร่วมงานกับคุณกิกิ คิริน ก็เลยชวนให้มาเล่นด้วยครับ

มิซุกิ ยามาชิตะ (Mizuki Yamashita) จาก Nogizaka46 รุ่น 3

 

The People: ที่ประเทศญี่ปุ่นวงการไอดอลบูมมาก อยากทราบว่าวงการไอดอลมีส่วนสนับสนุนวงการบันเทิงญี่ปุ่นอย่างไรบ้าง

โยชิมูระ: วงการบันเทิงเป็นวงการกว้าง ๆ ซึ่งจะแบ่งประเภทเป็นภาพยนตร์ ละคร นางแบบ ไอดอล ฯลฯ คนที่อยู่ประเภทหนึ่ง  ๆ อาจอยู่ในสังกัดเดียวกันหรือค่ายเดียวกัน ซึ่งค่ายนั้น ๆ ก็จะมีหน้าที่ส่งเสริมให้คนในสังกัดตัวเองแสดงความสามารถให้ได้มากที่สุด โดยไม่จำกัดว่าจะต้องทำงานอะไรอย่างเดียวเท่านั้น มันจึงมีกรณีที่ไอดอลมาเล่นหนัง นักร้องมาเล่นละคร คนเล่นละครไปร้องเพลง สลับกันไปเรื่อย ๆ และไม่ยึดติดกับบทบาทใดบทบาทหนึ่งในสังคม

 

The People: การทำหนังเรื่องนี้ให้อะไรกับคุณบ้าง

โยชิมูระ: (นิ่งคิด) ก่อนอื่นขอเท้าความหลังก่อนมาทำเรื่องนี้ก่อน ผมได้คุยกับผู้กำกับว่า ในการทำหนังเรื่องนี้มีเป้าหมายอยู่ 2 อย่างที่จะทำให้สำเร็จก็คือ หนึ่งคือเวลาอยู่ในห้องชา อยากให้คนดูรู้ว่าเราอยู่ในห้องเพื่ออะไร อยากให้รู้สึกถึงความเป็นห้องมากที่สุดแม้จะเป็นการดูหนังก็ตาม ดังนั้นผมจะพยายามถ่ายทอดออกมาให้ได้ดีที่สุด เพราะห้องชาญี่ปุ่นจะละเอียดมาก แบ่งตามฤดูกาลได้ถึง 24 แบบ ต้องสื่อออกมาให้ได้ชัดที่สุดจากพร็อบต่าง ๆ ถ้วยชา ฉากด้านหลัง หรือแสงต่าง ๆ

ส่วนอย่างที่สองคือความตั้งใจไม่ให้มีดรามาหนักเวอร์ ๆ ในหนังเรื่องนี้ จะไม่ให้มีความรักหวานซึ่ง โศกนาฏกรรมรุนแรงที่สร้างความเศร้าจากอุบัติเหตุ จะให้เป็นหนังที่เรียบ ๆ ต้องทำออกมาให้ได้ แต่ขายได้ด้วย และสุดท้ายก็ขายได้จริง ๆ นี่คือจึงเป็นสองความท้าทายที่เขาและเป็นผู้กำกับทำได้สำเร็จ ซึ่งรู้สึกดีใจมากเลย และมันจะมีผลต่อภาพยนตร์เรื่องต่อไปของเราด้วย

จะว่าไปแล้ว Every Day a Good Day นับเป็นภาพยนตร์อินดี้ ฉายตามอาร์ทเฮ้าท์ต่าง ๆ ด้วยความเป็นหนังที่พูดถึงการชงชา ก็จะเป็นหนังเฉพาะกลุ่ม ผมจึงอยากให้หนังได้รับความนิยมแบบปากต่อปาก ไม่ได้โปรโมทอะไรมากมาย

 

The People: วงการหนังญี่ปุ่นมีปัญหาคนดูหนังอินดี้น้อยกว่าหนังบล็อกบัสเตอร์ไหม

โยชิมูระ: มันไม่ใช่แค่ในญี่ปุ่นหรอกครับ ที่หนังบล็อกบัสเตอร์จะฮิตกว่าหนังอินดี้ ในญี่ปุ่นปี ๆ หนึ่งก็ผลิตออกมาเยอะมากเลยกว่า 600 กว่าเรื่อง ก็จะมีหนังหลากหลายประเภทมาก ๆ (หันไปมองตารางหนัง) ทำไมโรงหนังไทยมี Spider-man เยอะจังเลย เกือบทั้งโรง ควรเปลี่ยนอย่างอื่นมาแทรกบ้างนะ

 

The People: ที่ญี่ปุ่นไม่มีกรณีแบบนี้เหรอ

โยชิมูระ: (ตอบทันที) ไม่ครับ เขาจะแบ่งสัดส่วนกัน อาจจะเป็นที่เดียวในโลกที่หนังบล็อกบัสเตอร์ เช่น Avenger ไม่ได้ฮิตมากขนาดนั้น

 

The People: ทราบไหมว่าภาพยนตร์ญี่ปุ่นค่อนข้างได้รับความนิยมในประเทศไทย

โยชิมูระ: จริงเหรอครับ คนส่วนใหญ่ดูหนังกันเพราะอะไร ดาราหรือตัวหนัง? (The People: คนส่วนใหญ่จะรู้จักดาราก่อน แล้วค่อยตามดูผลงานกระมัง?)

 

The People: หนังมีการอ้างอิงหนังเก่าคลาสสิก La Strada (1954) ของ เฟเดรีโก เฟลลีนี (Federico Fellini) ด้วย?

โยชิมูระ: La Strada จะพูดถึงสิ่งที่รู้ทันทีกับสิ่งที่ไม่รู้ทันที ต้องใช้เวลาถึงจะเข้าใจ ผมเคยดู La Strada มาตั้งแต่เด็กนานมากแล้ว ซึ่งตอนนั้นดูก็ไม่เข้าใจหรอก พอโตมาถึงเข้าใจว่ามันพูดถึงอะไร ก็เลยเอามาอ้างอิงในหนัง ซึ่งเหมือนกับหนังเรื่องนี้เช่นกัน

 

The People: คำถามสุดท้าย คุณชอบดื่มชาไหม

โยชิมูระ: ชอบสิครับ (ยิ้ม)

โทโมมิ โยชิมูระ

 

ภาพโดย: สกีฟา วิถีกุล (The People Junior)

ร่วมสัมภาษณ์: ปารณพัฒน์ แอนุ้ย


Writer

ผู้เขียนเนื้อหาศิลปวัฒนธรรม และอะไรก็ตามที่เป็นความบันเทิง

The People Junior

เด็กฝึกงานผู้มีใจรักในการสร้างสรรค์คอนเทนต์

Related

สัมภาษณ์ อาทิมา สุรพงษ์ชัย Country Manager iflix Thailand ในวันที่ video streaming กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตทุกคน

สัมภาษณ์ สุธิราช วงศ์เทวัญ เส้นทางชีวิตลิเกกว่าจะเป็นพระเอกในหัวใจทุกคน

“เราคนเดียวเปลี่ยนโลกไม่ได้” สัมภาษณ์ นรีกุล ธูปพุทธา ศิลปะ ธรรมชาติ และการดำรงอยู่

สัมภาษณ์ “แด๊ก” เอกรัตน์ วงศ์ฉลาด เสียงพัง แต่ ฝันไม่เคยพัง

สัมภาษณ์ ภาณุ อารี ชายผู้ตามหาหนังดีมาฉายในไทย ผู้อำนวยการฝ่ายจัดซื้อภาพยนตร์ต่างประเทศ สหมงคลฟิล์ม

สัมภาษณ์ โอ – อนุชิต สพันธุ์พงษ์ นักแสดงผู้ถูกหล่อหลอมด้วยความเป็นเหตุเป็นผล

เจ Penguin Villa หนุ่มเพนกวินที่ไม่กลัวความสูงอีกต่อไป กับอีกบทบาทในฐานะ “เจ้าพ่อเพลงโฆษณา”

“เพศไม่ใช่แค่จู๋ – จิ๋ม” สัมภาษณ์ พญ.จิราภรณ์ อรุณากูร ผู้ก่อตั้งคลินิกเพศหลากหลายแห่งแรกในเอเชีย