Post on 23/04/2020

สัมภาษณ์ วิโอเลต วอเทียร์: ชีวิต ความรัก ดนตรี กับบทเพลงที่ไม่ได้ทำเพื่อเอาใจใคร

       ครั้งหนึ่งสาวน้อยลูกครึ่งไทยเบลเยียมอายุ 20 ปี สามารถทำให้กรรมการ The Voice Thailand Season 2 หันมาครบทั้ง 4 คนในเวลาเพียงไม่กี่วินาที หลังเธอร้องเพลง ‘Leaving on a Jet Plane’ ในรอบ blind audition จากนั้นชื่อของ วีวิโอเลต วอเทียร์ ก็เป็นที่รู้จักมากขึ้น และหลังลงจากเวทีประกวดในรอบ knock out ไม่นาน เธอก็ฝากผลงานการแสดงในภาพยนตร์เรื่อง ฝากเอาไว้ในกายเธอ เมื่อปี 2557 ที่วิโอเลตร้องเพลงประกอบภาพยนตร์ในชื่อเดียวกันจนมียอดฟังหลายล้านวิว

จากการปรากฏตัวบนเวทีครั้งนั้น ผ่านมาถึงวันนี้เกือบ 7 ปีแล้วที่วิโอเลตยังคงแสดงภาพยนตร์พร้อมออกผลงานเพลงมาเรื่อย ๆ แต่เหนือสิ่งอื่นใด เนื้อเพลงของเธอยังคงกลั่นกรองออกมาจากห้วงความคิด ผ่านความเชื่อ และอัดแน่นด้วยความรู้สึกอย่างซื่อสัตย์ ทั้งเพลงไทยและสากล ซึ่ง ‘Brassac’ ก็เป็นอีกหนึ่งผลงานเพลงสากลที่เธอบอกว่า “Based on my opinion…” ในแบบของวีวิโอเลต

The People: ชีวิตวัยเด็กเป็นอย่างไรบ้าง

วิโอเลต: วีว่าวีเกิดมาในครอบครัวที่อบอุ่นมาก วีเกิดที่ญี่ปุ่น อยู่ที่นั่นจนเกือบ 2 ขวบแล้วก็ย้ายกลับมาไทย คืออยู่ในความ multicultural ประมาณหนึ่ง หลายภาษามาประมาณหนึ่ง แล้วก็โตมากับภาษาพวกนี้มาเรื่อย ๆ

The People: ภาษาแรกที่พูดคือภาษาอะไร

วิโอเลต: ถ้าพูดตอนนี้จะพูดว่าภาษาไทยเป็นภาษาแรก แต่จริง ๆ แล้วตอนอยู่ญี่ปุ่น วีเพิ่งฝึกพูดแล้วแม่คุยด้วยเป็นภาษาไทย ส่วนพ่อคุยด้วยเป็นภาษาฝรั่งเศส แต่เราตอบเขาเป็นภาษาญี่ปุ่น เพราะว่าเหมือนตอนนั้นแม่ยังเรียนปริญญาเอกอยู่ แล้วพ่อก็ทำงาน บางครั้งก็จะดูแลได้ไม่เต็มที่ เลยไปฝากวีไว้ที่เนอสเซอรี ก็ซึมซับภาษาญี่ปุ่นไปเอง

The People: ดนตรีเริ่มเดินทางเข้ามาในชีวิตได้อย่างไร

วิโอเลต: เท่าที่จำได้คิดว่าเป็นดิสนีย์ เพราะดิสนีย์เป็นการ์ตูนที่มีเพลงด้วย แล้วเหมือนตอนเด็ก ๆ พ่อจะซื้อวิดีโอแยกที่เป็นเฉพาะเพลง เป็น sing-along เป็นคาราโอเกะ เราก็จะชอบเปิดอะไรแบบนั้น จำได้ว่าท้ายหมู่บ้านจะมีเครื่องเล่นเด็ก ซึ่งตอนเด็ก ๆ วีชอบปีนไปบนยอดของเครื่องเล่นให้ลมพัดผมปลิว รู้สึกตัวเองเป็นโพคาฮอนทัส

วีว่าดนตรีเข้ามาตลอดอยู่แล้ว แค่เรายังไม่ได้ทำดนตรี ยังไม่ได้เขียนเพลง แต่ว่าเราร้องมาตลอดตั้งแต่จำความได้ เข้าไปดูโฮมวิดีโอตัวเองตอนเด็ก ๆ ก็จะมีภาพที่วีถือไมค์ร้องเพลงอยู่ แล้วมีน้องชาย (กานต์ วอเทียร์) คาบขวดนมมาเต้นอยู่ข้างๆแบบเราทำอะไรน้องทำด้วยแต่เราก็จะชอบร้องเพลงแล้วก็รำอะไรของเราไป

ตั้งแต่ตอนอนุบาล เวลาเขาให้วาดรูปโตไปอยากเป็นอะไร วีก็จะวาดว่าวีอยากเป็นนักร้อง พอช่วง ม.ต้น มีวิชาแนะแนว ครูก็ถามว่าโตไปอยากทำอะไรให้ยกมือตอบ แต่ละคนก็บอกอยากทำนู่นทำนี่ วีก็บอกหนูอยากเป็นนักร้อง ครูก็ช็อกไปแป๊บหนึ่ง เขาคงไม่รู้ว่าจะแนะแนวยังไงเหมือนกัน เลยอ๋อโอเค อะไรอย่างนี้ (หัวเราะ) ซึ่งโอเคมันเป็นความฝันแล้วอยู่ในชีวิตวีมาตลอดวีก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม

พอขึ้น ม.ปลายวีก็เริ่มเขียนเพลงแต่ตอนนั้นอยากไปเรียนหนังเรารู้ว่าเราอยากเรียนนิเทศจุฬาฯเพราะรู้สึกว่าเราไม่มีความรู้พื้นฐานเรื่องดนตรีเราเรียนเปียโนมาตั้งนานแล้วไม่เห็นเก่งขึ้นสักทีเราเล่นไม่ได้ดั่งใจเหมือนกับไม่ได้เข้าใจทฤษฎีดนตรีขนาดนั้นเลยไม่มีความดันทุรังที่จะไปเรียนดนตรีด้วยมั้งคะแต่ว่าดนตรีก็อยู่ในชีวิตเรามาตลอดแล้วเราก็มีความฝันกับสิ่งนี้มาตลอด

The People: เริ่มมาจริงจังกับการฟังเพลงตอนไหน

วิโอเลต: เพิ่งมาจริงจังตอนทำเพลงนี่แหละ ก่อนหน้านี้วีฟังเพลงเพราะชอบเฉย ๆ ขึ้น ม.ต้น วีฟังเพลงไทยน้อยลงแล้วก็ฟังเพลงภาษาอังกฤษเยอะขึ้นมาก ชอบฟังเพลง soundtrack ของหนังต่าง ๆ นานา บางครั้งเพื่อนก็ไม่ได้ get ว่าเธอฟังอะไรของเธอ ซึ่งตอนนั้นโทรศัพท์จะเป็นรุ่นที่เพิ่งถ่ายรูปได้ ฟังเพลงได้ เมมฯ ไม่เยอะ แล้วในมือถือเราจะมีแต่เพลงอะไรไม่รู้ ซึ่งเพื่อนก็จะไม่ชอบใช้มือถือเราเปิดเพลง

The People: รู้มาว่าช่วงหนึ่งชอบฟังเพลง RS มาก ตอนนั้นชอบศิลปินคนไหน

วิโอเลต: คนที่ชอบมาก ๆ ตอนที่ฟังเพลงไทยคือพี่ลีเดีย (ศรัณย์รัชต์ ดีน) เคยไปประกวดร้องเพลงในโรงเรียน แล้วเหมือนเขาให้ลองเพื่อเข้าชมรมอะไรสักอย่าง เราก็ใช้เพลงของพี่ลีเดียที่ร้องว่า… “ไม่ว่างจริง ๆ หรือว่ามีคนอื่น” (เพลงว่างแล้วช่วยโทรกลับ’) แล้วก็มี Kamikaze นิดๆหน่อยๆ

The People: เคยได้ยินว่าช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตคือช่วงที่ไป AFS?

วิโอเลต: ค่ะแล้วตอนนี้ก็จะตอบว่ามหาวิทยาลัยด้วย

The People: เพราะอะไรความทรงจำเหล่านั้นถึงยังหอมหวานสำหรับเรา

วิโอเลต: ความทรงจำยังอยู่ คือวีรู้สึกว่าพอมานึกย้อนดี ๆ มันมีหลายตอนมาก แล้วก็เลือกไม่ถูกว่าอันไหนมันดีสุด เพราะดีหมดเลย  อย่าง AFS ทุกอย่างมัน fresh ได้ออกไปผจญภัยตัวคนเดียว against the world ประมาณหนึ่ง เลยรู้สึกว่าสนุกและน่าตื่นตาตื่นใจ แบบโอ้โหมาก ๆ เลย  ส่วนชีวิตมหาวิทยาลัยตอนที่เราเรียนอยู่ เราไม่ได้รู้ตัวหรอกว่าสนุกมากขนาดไหน ก็โอเค เรา enjoy ณ ตอนนั้น ๆ แต่ตอนเรียนจบออกมาแล้ว มองกลับไปเรายังคุยกับเพื่อนอยู่เลยว่า เฮ้ย อยากกลับไปเรียนใหม่ อยากกลับไปมีความรู้สึกแบบเดิมใหม่ที่มีความรับผิดชอบแบบไม่ต้องเต็มตัวขนาดนั้น ยังเที่ยวเล่นสนุกสนานได้อยู่

The People: ตอนนั้นที่เลือกเรียนหนังเพราะชอบหนังมานานแล้วเหมือนกัน?

วิโอเลต: ถ้ามองย้อนกลับไปจริง ๆ จะรู้สึกว่าเป็นสิ่งเดียวกันทั้งหมดเลย มันมาด้วยกันตลอด ช่วงประถมปลาย ๆ จนถึง ม.ต้น วีเป็นคนอ่านหนังสือเยอะมาก วีอ่านหนังสือวันละเล่มซึ่งก็คือนิยายแจ่มใส (หัวเราะ) ไม่ได้มีสาระอะไร แต่ว่าอ่านเอาสนุกอย่างเดียว อ่าน ๆๆ อ่านเยอะมาก จนประมาณ ม.1 มั้งรู้สึกว่าฉันจะเขียนนิยายก็เขียนของตัวเองไปมั่วซั่วเรื่องราวห่วยแตกมากแต่ก็เขียนพอวีมาเรียนหนังก็เขียนเพลงไปด้วยซึ่งก็เห็นชัดเจนว่าอ๋อจริงๆแล้ววีคือคนเล่าเรื่องเราแค่เล่าด้วยวิธีต่างๆเฉยๆ

The People: งานภาพยนต์ก็อาจจะไม่ใช่เบอร์หนึ่ง?

วิโอเลต: วีให้ความสำคัญกับการแสดงภาพยนตร์มากเลยนะ แต่ต้องเข้าใจอย่างหนึ่งว่าภาพยนตร์เรารอโอกาส แต่งานเพลงเราสร้างโอกาส เหมือนในภาพยนตร์เราเป็นผู้สร้างแต่เราเป็นส่วนหนึ่งของผู้สร้าง แต่ในดนตรีเราคือผู้สร้างทั้งหมด เราเป็น God ของเพลงเรา เพราะฉะนั้นสามารถสร้างได้เลย ช่วงที่ไม่มีภาพยนตร์ ก็สร้างเพลงไปไม่ต้องรอโอกาส แต่ช่วงเวลาที่ภาพยนตร์เข้ามานั่นคือโอกาส จะรับไม่รับก็เรื่องของเรา แต่ไม่ต้องกลัวว่าจะว่าง เพราะยังมีดนตรีที่เป็นของเราที่สามารถสร้างเมื่อไหร่ก็ได้

The People: ชอบขั้นตอนไหนของการถ่ายทอดเรื่องราวผ่านหนังมากที่สุด

วิโอเลต: วีชอบความเป็นมนุษย์ วีชอบที่มนุษย์คนหนึ่งมีความรู้สึกที่ complex มาก ซับซ้อนมาก ๆ ไม่ได้มีแค่อารมณ์เดียว แฮปปี้ก็ไม่ใช่แฮปปี้ทั้งหมด อาจจะเป็นแฮปปี้อย่างเจ็บปวดก็เป็นได้ ดู contrast กันมาก ๆ แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้หมดเลย วีรู้สึกว่ามันสวยงามด้วยอารมณ์พวกนี้ ถ้ามนุษย์เราไม่มีอารมณ์จะไม่สวยงามเลย บอกไม่ถูก บางทีวีเห็นบางคนร้องไห้แล้วรู้สึกว่าเป็นภาพที่สวยมาก เห็นแล้วจะขาดใจตามไปด้วย ไม่รู้สิหรือว่าวีเป็นคนโรแมนติกเวอร์อะไรไปเอง เป็นคนแบบว่าทำให้ทุกอย่างเหมือนอยู่ในหนังตลอดเวลาหรือเปล่าก็ไม่รู้เหมือนกัน

The People: อะไรผลักดันให้ตัดสินใจก้าวไปเวที The Voice Thailand Season 2

วิโอเลต: จริง ๆ การที่วีเข้าไปประกวด วีเห็นสัมภาษณ์ของหลาย ๆ คน วีดู The Voice ต่างประเทศ แล้วเห็นว่าเขามาทำแบบนี้เพื่อลูก เพื่อแม่ เพื่อคนนู้นคนนี้ แบบคนนี้ของเขาเสียไป เขาเลยอยากมาร้องเพลงเพื่อพ่อหรือเพื่อใครสักคน วีก็หันไปพูดกับแม่และพ่อว่าที่หนูมาประกวด หนูมาเพื่อตัวเองล้วน ๆ เลยนะ ไม่ได้มาเพื่อใคร (หัวเราะ) เพราะสุดท้ายแล้วนี่คือสิ่งที่เราอยากทำคือสิ่งที่เราชอบแล้วเราก็คือเราเรามาประกวดเพื่อตัวเองเพื่อให้ความฝันเป็นจริง

เข้าไปตอนแรกวีแค่อยากรู้ว่าตัวเองร้องดีพอที่จะติดไหมเพราะมีความเชื่อมั่นว่าฉันก็ร้องดีนะแต่ไม่รู้ว่าคนอื่นจะคิดยังไงก็เลยอยากไปลองดูพอไปลองก็เฮ้ยสนุกว่ะเป็นความฝันที่สนุกดีได้ลองทำแข่งๆๆเป็นเกมอ้าวแพ้เสียใจจบกลับบ้านนั่งกินข้าวกับที่บ้านเหมือนเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนไป

เราแฮปปี้กับประสบการณ์ที่เกิดขึ้น เราได้เพื่อนใหม่เยอะมากต่าง ๆ นานา โห เราเฉียดกับทีวีมากเลย ไม่เคยเห็นการถ่ายทำหรือ studio making ว่าใหญ่ขนาดไหน ก็มีความตื่นตาตื่นใจอยู่ จนพอเทปออกเท่านั้นแหละ ถึงแบบอ๋อ เออว่ะ มันดังว่ะ ลืมคิดตรงนี้ไปเลย แล้วพอมันดัง ก็ตกใจว่าทำไมอยู่ ๆ ไลน์เด้งมาเยอะขนาดนี้ อยู่ ๆ ก็มีแฟนเพจเกิดขึ้น วันต่อมาไปมหาวิทยาลัย ทุกคนก็อ้าว เฮ้ย วี The  Voice ว่ะ แต่ก็แค่ 5 วินาทีแรกจากนั้นทุกคนก็คุยกับวีปกติวีเลยรู้สึกว่าชีวิตยังปกติอยู่ไม่ได้เปลี่ยนจนรู้สึกช็อกจนคนใกล้ตัวเราเปลี่ยนเพื่อนเทียร์หนึ่งก็ยังเป็นเพื่อนเทียร์หนึ่งอยู่เทียร์สองก็ยังเป็นเทียร์สองอยู่เลยรู้สึกว่าใกล้เคียงกับชีวิตเดิมของเราเราก็ค่อยๆทำงานปรับตัวมาเรื่อยๆซึ่งคงไม่ต่างกับการที่เราเรียนจบแล้วมาทำงานในที่ต่างๆเพราะเราก็ต้องปรับตัวกับทุกอย่าง

ถ้ามองจริง ๆ วงการบันเทิงก็เหมือนบริษัทหนึ่งเหมือนกันที่เรามาทำงาน แล้วปรับตัวเข้าสู่อะไรต่าง ๆ นานา

The People: รับมือกับฟีดแบ็กจากผู้ชมอย่างไร

วิโอเลต: ก็สนใจนะ พูดได้ไม่เต็มปากหรอกว่าไม่สนใจ แต่เราเทคกับไม่เทคมากกว่า เราหันไปเห็นว่า โอเคมีแบบนี้ ๆ อยู่ที่ว่าเราจะทำให้มันรู้สึกไม่ดีหรือเปล่า โมเมนต์แรก ๆ ยอมรับว่าแอบนอยด์เหมือนกัน แต่รู้สึกว่าสุดท้ายแล้วคงทำอะไรไม่ได้ ถ้าจะอยู่ตรงนี้ก็ต้อง learn to live with it ประมาณหนึ่ง ต้อง strong ประมาณหนึ่ง ที่จะมองข้ามว่าเธอจะว่าอะไรฉันก็ว่าไป ฉันแค่ต้องรู้ตัวฉันเองว่ามันไม่จริงแค่นั้นเอง แล้วคนที่ฉันรักรู้ว่ามันไม่จริงแค่นั้นเอง

The People: ก่อนประกวด The Voice เคยคิดเรื่องการเป็นศิลปินและออกเพลงไหม

วิโอเลต: ไม่ได้คิด คือจริง ๆ แต่งเพลงด้วยอารมณ์ล้วน ๆ เลย แล้วก็ให้แค่คนใกล้ตัวได้ฟัง ไม่ได้เอาไปให้โลกฟังขนาดนั้น ถ้าถามว่าคิดว่าจะได้เป็นนักร้องไหม ก็มีความฝันว่าอยากเป็น แต่พูดไม่ได้เต็มปากว่าคิดว่าจะมีแบบนี้

The People: เรื่องที่ชอบเล่ามักจะเป็นเรื่องของตัวเองก่อนไหม

วิโอเลต: วีรู้สึกว่าเราจะเล่าเรื่องตัวเองแล้วสนุกที่สุด เพราะว่าเราจะรู้ทุกแง่ทุกมุม เราตอบคำถามได้ว่าอะไร ทำไม เพราะเรารู้ พอเป็นเรื่องแต่งก็ต้องอิงอะไรบางอย่างที่เรารู้เหมือนกัน ไม่อย่างนั้นก็ต้องไปรีเสิร์ช แต่เขียนเพลงมันไม่เหมือนกัน เพราะมันว่าด้วยความรู้สึก เล่นกับความรู้สึกคน เราต้องการสื่อสารกับคนหมู่กว้าง แล้วเราไม่ได้มีเวลาปูเป็นชั่วโมงเหมือนกับหนัง เพลงมีเวลาแค่ 3 นาทีในการเล่าเราก็เล่าโดยใช้ความรู้สึกและความเป็นตัวเองมากที่สุดนี่แหละเหมือนเราเล่าเรื่องของเราอยู่

The People: ความรู้สึกตอนที่ได้ทำเพลงของตัวเองจริง เป็นอย่างไร

วิโอเลต: เราทำตามใจตัวเองอยู่แล้วว่าอยากทำเพลงแบบนี้ อยากเล่าเรื่องแบบนี้ มันเป็นความรู้สึกว่าเวลาร้องเพลงไลฟ์โชว์ต่าง ๆ นานา ที่ไม่ใช่เพลงของตัวเอง เราไม่ภูมิใจเท่ากับเป็นเพลงที่เขียนเอง เพราะเป็นเรื่องที่คนฟังกำลังรู้สึกกับเรื่องของเราอยู่ เราได้เล่าเรื่องตัวเองผ่านเพลงของเรา แล้วถึงจุดหนึ่งมันจะเป็นของคนอื่นด้วย เพราะว่าเราได้แชร์ออกไปแล้ว

The People: เข้าวงการแล้วความเป็นส่วนตัวหายไปด้วยไหม

วิโอเลต: ไม่ขนาดนั้น มันค่อย ๆ มาเป็นกราฟของเรา ซึ่งเรื่อง privacy ก็ยัง private อยู่ ถ้าเราเลือกที่จะ private บางเรื่อง เราแค่คัดคอนเทนต์ เลิกโพสต์อะไรตามใจตัวเองด้วยอารมณ์ ถ้าจะโพสต์ก็คือตามใจตัวเอง อย่าใช้อารมณ์ ให้โพสต์อย่างมีสติแค่นั้นเอง มันดีด้วยซ้ำ วีแนะนำทุกคนเลยว่าโพสต์อย่างมีสติ เพราะสุดท้ายแล้ว 1 ปีผ่านไป พอย้อนกลับมาดู จะรู้สึกว่าฉันทำอะไรลงไป หรือบางเรื่องที่ sensitive และส่วนตัวมาก การที่คุณเอามาแชร์จะทำร้ายคุณเองด้วยซ้ำ

The People: สำหรับคนที่เคยโดน body shaming มองเรื่องการตัดสินคนบนโซเชียลมีเดียอย่างไรบ้าง

วิโอเลต: ทุกวันนี้ก็ยังโดนอยู่เรื่อย ๆ แต่ก็โอเค คือวีรู้สึกว่าการ judge คนไม่ใช่เรื่องผิด คุณ judge คนได้ แต่คุณไม่มีสิทธิ์ไป judge ในสิ่งที่เขาเลือกไม่ได้ เขาเกิดมาเป็นแบบนั้นมันแก้ไม่ได้ไง

วีเกิดมาเป็นฝรั่งสูง 158 เซนติเมตร ทุกคนมาพูดว่าฝรั่งอะไรตัวเล็กจัง แล้วฉันจะทำอะไรได้วะ ฉันก็ทำอะไรไม่ได้ ก็เกิดมาเป็นแบบนี้ จะให้มาต่อขาเหรอ ก็ไม่ใช่ เจ็บตัวเปลืองตังค์ เวิร์กหรือเปล่าก็ไม่รู้ เสี่ยงชีวิตมากเลย เราไม่จำเป็นจะต้องมาเทคกับมันด้วยซ้ำ แล้วคนที่พูดแบบนั้น เขาต้อง ashamed ในสิ่งที่เขาพูดในจุดที่แก้ไขอะไรไม่ได้ มันไม่ใช่ความผิด ไม่ได้เป็นเรื่องของการตัดสินใจเลย แต่ถ้า let’s say ว่าคนคนนี้ไปทำนิสัยแบบนี้ ไปเหวี่ยงไปวีน ไปทำตัวนิสัยไม่น่ารักกับคนอื่น อันนี้คุณ  judge เขาได้เพราะเป็นสิ่งที่เขาเลือกทำ แต่เรื่อง physical บางอย่างเป็นเรื่องที่เขาเลือกไม่ได้ เพราะฉะนั้นคนที่โพสต์ควรจะต้อง educate ใหม่ แล้วก็แยกแยะใหม่ว่าสิ่งที่เขากำลังว่าอยู่ เขามีสิทธิ์ว่าขนาดไหน

The People: แล้วเรื่องดนตรี คิดอย่างไรกับการทำเพลงสากลออกมาแล้วคนฟังยังเข้าไม่ถึงเท่ากับเพลงไทย

วิโอเลต: ทำใจไว้แล้วประมาณหนึ่งว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะ get แต่เอาจริง ๆ ถึงจะทำเพลงไทยก็เป็นแบบเดียวกันว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะ get เพลงบางเพลงเราเขียนไปคนบางคนก็ไม่ชอบ วีว่าชอบไม่ชอบมันอยู่แค่นั้นเอง ซึ่งเพลงภาษาอังกฤษก็ไม่ต่างกัน แล้วเราก็รู้สึกว่าใช้ไม้บรรทัดเดิมไม่ได้หรอกว่าจะ 10 ล้านวิวเหมือนเพลงไทย เราทำเพราะอยากทำ ทำเพราะสบายใจ ทำเพราะเป็นความสุข แล้วถ้ามีคนชอบ เราก็จะดีใจแบบโคตร ๆ 

โมเมนต์นี้เรารู้สึกว่าไม่ได้อยากประนีประนอมทำเพื่อ please ใคร เราไม่จำเป็นต้องประจบคนฟังว่าฉันจะทำเพียงเพื่อเอาใจเธอ เพราะวีรู้สึกว่าสุดท้ายแล้วมันเป็นสิ่งที่เราพูด แล้วเราต้องมีความคิดเห็นในสิ่งที่พูด ถ้าเราเพียงแค่หยิบยืมคำพูดคนอื่นมาพูด มันก็ไม่ใช่คำพูดของเรา แล้วเผลอ ๆ เราอาจจะไม่ได้เชื่อสิ่งที่เราพูดอยู่ด้วยซ้ำ วีเลยรู้สึกว่ามันสำคัญว่าทำไมต้องทำในสิ่งที่วีรู้สึก ในสิ่งที่วีอยากทำและเชื่อมั่น

The People: มองว่าเพลงสากลที่ทำจะเข้าถึงคนฟังได้ขนาดไหน

วิโอเลต: วีหวังว่ามันจะกว้างขึ้น หวังว่าเขาจะชอบ ถ้าได้ก็ดี แต่ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยเรากลับมาสู่จุดเริ่มต้นว่าได้ทำในสิ่งที่ชอบ แค่นั้นก็คงจะพอแล้วแหละ

The People: หลักสำคัญในการทำเพลงคืออะไร

วิโอเลต: เอาที่เราสบายใจ แล้วเรา comfortable คือด้วยความที่เราทำงานแบบไม่มี reference ปุ๊บ ก็คงไม่ไปซ้ำใครหรอก โอเค อาจจะมีเมโลดี้ซ้ำ แต่โน้ตมันมีอยู่แค่นั้นเราก็คงไม่รู้ตัว อาจจะเป็นสิ่งที่เราเสพมา แต่วีเชื่อว่าด้วยเรื่องที่เล่า ด้วยดนตรีที่ทำ ด้วยความรู้สึกทั้งหมด ก็คงมีแค่เราแล้วแหละ ทั้งโลกนี้คงมีเพลงนี้เพลงเดียว วีเชื่อมั่นว่าอย่าง ‘Brassac’ ลองไปเปิดดู ไม่น่าจะมีใครเหมือนเพลงนี้ของวี เพราะมันเป็นของเรา

The People: มองอย่างไรกับเรื่องลิขสิทธิ์การเป็นเจ้าของเพลง

วิโอเลต: วีเสียดายมากที่ไม่เข้าใจสิ่งนี้เร็วกว่านี้ด้วยซ้ำพูดตรงๆว่ามีลูกของวีที่ไม่ได้เป็นของวีอยู่เหมือนกันก็รู้สึกเสียใจที่ไม่ได้รู้ถึงสิ่งนี้เร็วแต่ตอนนี้เรารู้แล้วเราก็โอเคอย่างน้อยยังเซฟลูกคนอื่นๆของเราทัน

The People: ทำไมการเป็นเจ้าของเพลงตัวเองแบบ 100% ถึงสำคัญ

วิโอเลต: วีว่าทุกวันนี้หลาย ๆ คนคงไม่ยอมยกลิขสิทธิ์ให้แล้วแหละ เพราะว่าฉันเขียนมาด้วยมันสมองของฉัน ฉันเขียนมาด้วยประสบการณ์ของฉันที่ฉันเจออะไรต่าง ๆ นานามา มันเป็นสิ่งที่ส่วนตัวมาก ๆ ทำไมฉันต้องให้อะไรที่ส่วนตัวขนาดนี้กับคนอื่นด้วย เหมือนฉันแชร์ได้ แต่ไม่ได้แปลว่าฉันจะให้ เป็นคนละความรู้สึกกันเลย

The People: พูดถึงเพลงใหม่ อะไรเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้เขียน ‘Brassac’

วิโอเลต: ตอนนั้นเพิ่งกลับจากทริปที่ไป Brassac ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส แล้วก็ขับรถเฉย ๆ เลย เปิดเพลงฟัง แล้วมีอินโทรเพลงหนึ่งดังขึ้นมา วีชอบอินโทรนี้จังเลย ก็วนกลับไปฟังแค่อินโทรนี้ ไม่ปล่อยให้นักร้องร้อง วีชอบทางคอร์ดนี้มาก ๆ เลยลองฮัมอะไรของวีบนคอร์ดนั้น แล้วก็ปิดเพลงลงมือเขียนเลย เพราะรู้สึกว่าเป็นโมเมนต์ที่ดี การไปเที่ยวครั้งนั้นเรารู้สึกว่าได้ใช้ชีวิตแบบเต็มที่ มันมีความสวยงามและชีวิตเหมือนอยู่ในหนัง รู้สึกว่าดีมากถ้าเขียนได้ แล้วจะดูโรแมนติกมากเลย

The People: เป็นเพลงที่แต่งจากเรื่องจริง?

วิโอเลต: Based on my opinion. true story แต่ว่า not the whole เป็นความจริงในแบบของเรา ซึ่งไม่ใช่ความจริงทั้งหมด บางอันเป็นการแต่งเติม แต่คือความจริงในแบบนั้น เหมือนความรู้สึกที่จริง แต่เรื่องราวก็เป็นไปได้ว่าเป็นเรื่องที่สร้าง

The People: ‘Brassac’ จะเป็นจุดเริ่มต้นของแนวเพลงต่อไปในอนาคตไหม

วิโอเลต: ก็ด้วย เหมือนเมื่อก่อนวีจะมีความฉันจะดาร์ก ฉันจะนู่นนี่นั่น แล้วรู้สึกว่าเครียดเหมือนกัน ดนตรีดาร์กมันแน่นมากเลย สมมติฟังไปทั้งอัลบั้มก็เหนื่อยแล้ว เลยคิดว่าอัลบั้มนี้ควรจะยก ๆ ผ่อน ๆ บ้าง เหยียบ ๆ ผ่อน ๆ เลยมีความหลายอารมณ์อยู่ ซึ่ง ‘Drive’ กับ ‘Smoke’ ก็จะอยู่ในอัลบั้มนี้ แล้ว ‘Brassac’ จะเป็นโทนตรงกลางๆที่สว่างขึ้นมาแต่ไม่ได้สว่างจ้าแบบจ๋าๆขนาดนั้นเป็นเพลงที่เป็นตัววีอยู่มากๆมันเห็นการพัฒนาของดนตรีว่าทำไมถึงมาทางนี้ได้วีเลยแฮปปี้กับเพลงนี้

The People: ภาพรวมอัลบั้มนี้เป็นโทนแบบไหน

วิโอเลต: มันไม่ใช่เทา ๆ เลือกมาแค่สีเดียวไม่ได้เลย สำหรับวีมันคือนึกถึงตอนกลางคืนที่มีกลิตเตอร์โรยลงมา มันหม่นแต่ก็ bright สดใสในเวลาเดียวกัน วีว่าเป็น everyday มาก ๆ เลย

The People: ถ้าให้แต่งเพลงผ่านสิ่งต่าง ที่เกิดขึ้นตอนนี้ เพลงนั้นจะเป็นแนวไหน

วิโอเลต: คงเป็นเพลงที่ให้ความหวังและกำลังใจ เพลงเรายังไม่ค่อยมีเพลงให้ความหวังและกำลังใจ มันเป็นเพลงที่ฟังดูส่วนตัวทุกเพลงเลยเพลงที่เราเขียน เพราะงั้นอันนั้นอาจจะเป็น challenge ของวีที่ต้องลองเขียนเพลงที่ภาพกว้างขึ้นบ้าง ไม่ใช่แค่เป็นตัวบุคคลบ้าง ลองมาเป็นหมู่มวลบ้าง แต่อัลบั้มนี้ไม่ทันแล้วแหละ

The People: วีกับความรักครั้งใหม่ในวันนี้ ส่วนตัวเรามองความรักเปลี่ยนไปไหม

วิโอเลต: วียังเป็นแบบเดิมอยู่มองว่าความรักเป็นสิ่งที่ดีมีแล้วดีก็มีแล้วเหมือนค่อนข้างให้กำลังใจอย่างในวันที่เราแย่เราหันไปหาครอบครัวเรามีเขาเราก็จะรู้สึกว่าไม่ได้ตัวคนเดียวเรามีเพื่อนเรามีใครๆรอบตัวนั่นก็คือความรักที่ดีทั้งนั้น

The People: บทเรียนจากรักครั้งเก่าทำให้เราแข็งแรงขึ้น?

วิโอเลต: ทุกคนคงเป็นเหมือนกันว่าเราคงเติบโตขึ้น แล้วก็เคยตัดสินใจอะไรผิดพลาดไป เพราะฉะนั้นทุกคน make mistake ได้แต่ก็ต้องหยุดโทษตัวเองให้เข้าใจว่าโอเคเราพลาดยอมรับเดินออกมาแล้วพยายามทำทุกวันให้ดีที่สุดฟังดูเห่ยมากเลยแต่มันคืออย่างนั้นจริงๆ

The People: อะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต

วิโอเลต: พออยู่ไปเรื่อย ๆ เราจะเห็นว่าความสำคัญของชีวิตเราคืออะไร ครอบครัว คนใกล้ตัว คนที่เรารัก แล้วก็สุขภาพ แค่นั้นเลย นั่นคือโคตรเบสิกเลย แต่นั่นคือสิ่งที่เราควรจะแคร์ที่สุดในชีวิต

The People: การได้ทำเพลงของตัวเองถือเป็นความสุขที่สุดในตอนนี้?

วิโอเลต: เหมือนพอเป็นจริงแล้ว ฝันเราก็จะขยับไปเรื่อย ๆ มีฝันใหม่ ๆ มาเรื่อย ๆ ฝันเป็นจริงไปทีละฝันแหละ ความต้องการมนุษย์ไม่มีที่สิ้นสุดอยู่แล้ว ถ้าเกิดหยุดฝัน ชีวิตเราคงนิ่งแล้ว เราคงไม่พยายาม ไม่ไปต่อ เราคงเฮ้อ that’s why มนุษย์ถึงควรมีฝันประมาณหนึ่ง ฝันของบางคนอาจจะไม่ได้เป็นเรื่องอาชีพก็ได้ ฝันบางคนอาจจะเป็นเรื่องการ travel หรือการได้ปลูกผักฉันได้ใช้ชีวิตที่เชียงใหม่แล้วได้ทำฟาร์มหรือความฝันของฉันคือได้ดูพ่อแม่ไปจนแก่นั่นคือความฝันทั้งหมด

สำหรับวี ตอนนี้ความฝันวีเปลี่ยนไปตามนั้น ถามว่าฝันเป็นจริงไหม ก็ติ๊กช่องเก่า ๆ ไป แล้วก็มีฝันใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ บางฝันอาจจะใหญ่ขึ้น และยังไม่ถูกติ๊กออกไปจาก list ของเรา

The People: โดยรวมคิดว่าวงการเพลงให้อะไรกับเราบ้าง

วิโอเลต: วีได้ใช้ชีวิตมาก ได้ใช้ชีวิตใกล้เคียงความฝันตัวเอง จะมีสักกี่คนที่ได้ทำงานอดิเรกของตัวเอง แล้วได้เงินไปด้วย เลย appreciate สิ่งนี้มาก วีได้เจออะไรใหม่ ๆ เยอะเหมือนกัน ได้เจอคนใหม่ ๆ ได้เจอความรู้สึกใหม่ ๆ ได้เจอประสบการณ์ใหม่ ๆ ทำให้รู้สึก enjoy กับสิ่งที่ทำอยู่ วี appreciate วงการมาก ๆ แม้ว่าเราจะมีเรื่องที่ critique เหมือนกันเหมือนฉันรักโรงเรียนฉันมากเลยแต่ฉันก็เบื่อสิ่งนี้ของโรงเรียนฉันมากเลยวงการเพลงก็เป็นอย่างนั้น

ถ้าถามวี วีรักและ appreciate สิ่งนี้มาก เพราะไม่งั้นคงไม่อยู่ตรงนี้ แต่ก็มีบ้างที่หงุดหงิดกับสิ่งนี้จังเลย

The People: มี message อะไรที่อยากฝากถึงแฟนเพลงไหม

วิโอเลต: วี appreciate แฟน ๆ มาก ๆ ที่อยู่ตรงนั้นตลอด ทำให้รู้สึกว่าสิ่งที่ทำอยู่วีไม่ได้บ้า สิ่งที่วีฝันอยู่ไม่ได้เป็นความฝันลม ๆ แล้ง ๆ ต้องขอบคุณเขามาก ๆ ขอบคุณที่ฟังเพลงวี ขอบคุณที่ทำให้ความฝันวีไปต่อได้ leave on ต่อได้ หวังว่าเขาจะชอบเพลงอื่น ๆ ของวีและในอนาคตวีเหมือนกัน พอเราชอบก็อยากแชร์สิ่งดี ๆ ให้ เรารู้สึกว่าเพลงที่เขียนมันดีนะ เราก็แชร์ให้

The People: หลังจาก ‘Brassac’ ในอนาคตจะมีเพลงปล่อยออกมาอีกไหม

วิโอเลต: เดี๋ยวมีอีกแน่นอน ตอนนี้ฝากเพลง ‘Brassac’ ไปก่อน สามารถฟังได้ทุกช่องทาง เอ็มวีปล่อยแล้ว อนาคตจะมีอะไรก็ฝากติดตามไว้เลย เพราะว่าเราอยากจะแชร์สิ่งที่เรารักให้

The People: ตอนนี้อยากให้คนอื่นเรียกเราว่าอะไร

วิโอเลต: ศิลปิน

The People: ตัวตนจริงของวิโอเลต วอเทียร์เป็นแบบไหน

วิโอเลต: วีเป็นมนุษย์มาก ๆ เป็นคนที่มีทุกอารมณ์ เป็นคนที่มีโมเมนต์ที่เฟรนด์ลี โมเมนต์ที่รู้สึกว่าอยากปิดตัวเอง อยู่ในโลกของตัวเอง คือมีทุกอารมณ์อยู่แล้ว แต่โดยรวม ๆ วีเป็นคนที่นิสัยดีแหละมั้ง ไม่งั้นไม่มีเพื่อนหรอกเนอะ รู้สึกว่าเป็นที่รักของครอบครัว แล้วก็คิดว่าคิดว่านะ เป็นที่รักของเพื่อน ๆ อื้มน่าจะถูกแหละ

 

เรียบเรียงโดย: ศุภจิต ภัทรจิรากุล


นักดนตรี, นักวิจารณ์ดนตรี บัณฑิตดนตรีจากรั้วศิลปากร หลังฝึกปรือกีตาร์แจ๊สอยู่หลายปี ปัจจุบันเขาหันมาสนุกกับงานเขียนด้านดนตรี, กีฬา และ กินเที่ยว

Senior Photographer

หัวหน้าช่างภาพ The People

Related

สัมภาษณ์ เจเรมี่ ซัคเกอร์ เจ้าของเพลงฮิต ‘comethru’ อดีตนักชีววิทยา ครูสอนสโนว์บอร์ด และแฟนคลับ blink182

สัมภาษณ์ มัดหมี่-พิมดาว ชีวิตหลังออกจากพื้นที่ความเศร้าแล้วให้ดาวนำทาง

สัมภาษณ์ กรุณา บัวคำศรี คนข่าวตัวจริงกับมุมมอง รู้เท่าทัน “สื่อ” หรือจะตกเป็น “ทาสสื่อ”

สัมภาษณ์ พีระพงศ์ จรูญเอก ทิ้งชีวิตมนุษย์เงินเดือนออกตามหาฝัน ปั้น “ออริจิ้น” จุดกำเนิดอสังหาฯ หมื่นล้าน

สัมภาษณ์ สุกี้-กมล สุโกศล แคลปป์ จากสูงสุดคืนสู่สามัญ ย้อนความหลังในวันที่รุ่งและร่วงที่สุดของ เบเกอรี่ มิวสิค

สัมภาษณ์ผู้บริหารโรงภาพยนตร์ House พื้นที่แห่งโอกาสของภาพยนตร์ทางเลือก บนพื้นที่แห่งโอกาสของตัวเอง

ธิดา+สุภาพ: ความทรงจำต่อ Bioscope นิตยสารหนังที่เชื่อในพลังความหลากหลาย

สัมภาษณ์ แจ็คกี้-อดิสรณ์ พึ่งยา เด็กหงส์ผู้อยู่กับการรอคอยมาทั้งชีวิต “ลิเวอร์พูล” เครื่องยึดเหนี่ยวทางใจเติมเต็มชีวิตที่ขาด