Post on 30/10/2019

สัมภาษณ์ ศุกลวัฒน์ คณารศ แด่ความเจ็บปวดในวันนั้น ด้วยความสุขในวันนี้

13 ปีในวงการบันเทิง นับเป็นระยะเวลานานพอสมควรกับการที่ใครสักคนจะยังคงทำงานอยู่และมีผลงานออกมาอยู่เรื่อย ๆ โดยเฉพาะตำแหน่งนักแสดงนำ ที่แต่ละปีจะหมุนเวียนเปลี่ยนหน้าดาราไม่เว้น แต่สำหรับ เวียร์ – ศุกลวัฒน์ คณารศ เขาเป็นอีกหนึ่งคนที่ยืนหลักปักฐานกับตำแหน่งนักแสดงนำได้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา

เวียร์เข้าวงการในสายละคร เพียงการแสดงเรื่องแรก “พลิกดินสู่ดาว” ก็ได้รับบทนักแสดงนำทันที ความที่เป็นนักศึกษาธรรมดาที่เพิ่งเข้ามาในวงการ ทำให้เขาได้รับคำครหาสารพัดถึงการแสดงที่ยังไม่ได้เก่งกาจอะไร แต่ระยะเวลาก็เป็นเครื่องพิสูจน์ เมื่อเขาได้ทลายคำวิจารณ์เหล่านั้น และพัฒนาการแสดงของตัวเองสม่ำเสมอ

ยิ่งเมื่อก้าวเท้าเข้าสู่วงการภาพยนตร์ เวียร์เลือกรับแต่งานภาพยนตร์คุณภาพที่โชว์ศักยภาพการแสดงอย่างเต็มที่ จนได้รับรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมมาแล้วหลายเวที ล่าสุดเขากลับมาแสดงภาพยนตร์อีกครั้งใน “ดิว ไปด้วยกันนะ” เรื่องราวของชายหนุ่มที่กลับมาบ้านเกิดเพื่อเผชิญหน้ากับอดีตที่เจ็บปวดของตัวเอง

เช่นเดียวกัน The People ชวน เวียร์ – ศุกลวัฒน์ คณารศ มาคุยกับอดีตของตัวเขา กับเรื่องราวความเจ็บปวดในวันนั้น ที่ทำให้เขามีความสุขในวันนี้

 

ศุกลวัฒน์ คณารศ

 

The People: เคยคิดไหม ถ้าไม่มีใครชวนเข้าวงการในวันนั้น วันนี้คุณจะทำอะไรอยู่

ศุกลวัฒน์: ตอบยากนะ มันเป็นสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น แล้วคงไม่มีวันเกิดขึ้นแล้ว แต่ถ้าเป็นไปได้ที่สุดน่าจะทำงานอยู่ในวงการก่อสร้าง อาจทำเป็นธุรกิจส่วนตัว หรือไม่ก็ทำงานในบริษัทใหญ่ ๆ เพราะว่าตอนนั้นผมอยู่ปี 3 บริษัทใหญ่ ๆ ทั้งในและต่างประเทศจะเข้ามาล็อกตัวนักศึกษาเอาไว้แล้ว คนนี้เกรดเฉลี่ยเท่านี้ วิชาไหนคะแนนดี ก็จะมาล็อกไว้ก่อน ซึ่งผมได้คุยกับบางบริษัทไว้เหมือนกัน ถ้าวันนี้ไม่ได้มาเป็นนักแสดง คงทำงานวิศวกรโยธา 

ตอนนั้นแทบไม่มีใครเลือกเรียนด้านนี้เลยครับ มีคนเรียนแค่ 30 คน ทั้ง ๆ ที่ภาควิชาอื่นมีประมาณ 200-300 คน เพราะมันเป็นยุคที่คนตกงานมากที่สุด ความที่มีนักศึกษาจบเยอะมาก และไม่ได้มีเฉพาะนักศึกษาที่จบจากมหาวิทยาลัยรัฐบาลอย่างเดียว มีทั้งทางวิทยาลัยเทคนิค หรือวิทยาลัยต่าง ๆ แต่ผมก็ยังเลือกเรียนวิศวะโยธาเพราะเชื่อมั่นว่า ถ้าเราเป็นวิศวกรที่เก่งจริง ๆ มันก็จะมีงาน

 

The People: ในวันที่ถูกชวนเข้าวงการบันเทิง คุณใช้อะไรตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางชีวิตตัวเอง

ศุกลวัฒน์: จริง ๆ เราไม่ได้ตัดสินใจชัวร์ ๆ ณ ตอนนั้น แต่คุณแม่เขาชื่นชอบเป็นพิเศษ อยากให้ลูกกล้าแสดงออกตั้งแต่เด็ก อยากให้ลูกเป็นเด็กกิจกรรม ร้องเพลง เล่นละครเวทีในวันสำคัญ ผมก็ตัดสินใจเพราะเขาเลย แม่อยากไปอวดเพื่อนว่ามีลูกเป็นดารา แค่นี้เอง (หัวเราะ)

แต่โดยส่วนตัวผมชอบร้องเพลงนะ มีความชื่นชอบเรื่องดนตรีมากกว่า แต่ผมก็ไม่ได้เล่นดนตรีอะไรเก่ง แค่รู้สึกว่าชอบฟังเพลง ชอบดูภาพยนตร์มาก ส่วนละครถ้าไม่ได้ดูกับคุณยายก็คือไม่ได้ดูเลย ตอนนั้นก็ตัดสินใจเพราะอยากลองดู แม่เองก็ชอบ แต่กลับกลายเป็นว่า เราโลดแล่นอยู่ในวงการนี้มานาน 13 ปีแล้ว 

อีกอย่างหนึ่งที่ผูกมัดตัวผมมาถึงทุกวันนี้ก็คือความต้องการที่จะลบคำสบประมาท อยากเอาชนะตัวเอง เพราะเราเข้าวงการมาโดยไม่ผ่านเวทีการประกวดอะไร ไม่ได้เป็นนักร้อง อยู่ ๆ ก็เข้ามาเล่นละครเรื่องแรกเป็นพระเอกเลย เล่นแข็ง ๆ เหมือนท่อนไม้ ทำให้โดนโจมตีเยอะ ผมก็รู้สึกว่า ทำไมเราแสดงไม่ได้ แสดงไม่ดี เพราะมันเป็นอาชีพที่เราตัดสินใจมาทางนี้แล้ว มันคือความรับผิดชอบอีกอย่างหนึ่งในชีวิตเรา เราจะมาทำเล่น ๆ ไม่ได้ ผมก็เลยตั้งใจมากขึ้น พัฒนาตัวเอง พัฒนาการแสดง พัฒนาการอยู่ในสังคมบันเทิง เพราะมันแปลกใหม่และเป็นสังคมที่ใหญ่ น่ากลัว แต่ก็มีความสุข

 

The People: ที่บอกว่าชอบร้องเพลง ทำให้ละครเรื่องแรก “พลิกดินสู่ดาว” เกี่ยวข้องกับการร้องเพลงหรือเปล่า

ศุกลวัฒน์: เป็นความคิดของผู้ใหญ่ครับ เราบอกเขาว่าผมเล่นละครไม่เก่งนะ แอ็กติงไม่ได้ แต่ผมชอบร้องเพลง เขาก็เลยคิดว่าเป็นละครเพลงน่าจะรอด ซึ่งก็ช่วยได้จริง ๆ นะครับ ทำให้ผมรู้สึกอินกับตัวละครมากขึ้น รู้สึกสนุกกับการทำงานมากขึ้น เพราะผมได้ร้องเพลงด้วย 

 

The People: คิดว่า “พลิกดินสู่ดาว” ช่วยพลิกชีวิตคุณจากดินมาเป็นดาวเหมือนกันไหม

ศุกลวัฒน์: มีส่วนครับ ผมว่ามันพลิกบทบาทมาก พลิกจากที่เราก็เป็นแค่เด็กชาย เป็นนายเวียร์หรือบักเวียร์ที่เพื่อน ๆ เรียก กลายเป็นคนในวงการบันเทิง มันเปลี่ยนสถานะ มีคนรู้จักเรามากขึ้น เราอยู่ในที่สว่าง ทำอะไรก็มีคนให้ความสนใจ มีชื่อเสียงมากขึ้น มันก็เปลี่ยนตัวเราไปเยอะพอสมควร

แต่ถามว่าเป็นดาวเลยไหม ตอนนั้นไม่รู้ว่าเป็นดาวหรือเปล่า หรืออาจจะดับ (หัวเราะ) เพราะในใจผมมีแต่คำว่า ตายแน่เลย เราทำไม่ดีเลย เราเป็นตัวถ่วง เราแย่มาก คือถ้าเทียบกับนักแสดงหลักทั้ง 10 คน ผู้หญิง 5 ผู้ชาย 5 ผมรู้สึกว่าตัวเองด้อยที่สุด แล้ว ณ ตอนนั้นก็รู้สึกว่าวงการไม่ใช่ที่ยืนของเรา มันเป็นแค่สถานที่ที่เราแวบมาเพื่อทดสอบว่าตัวเองทำได้… แต่กูทำไม่ได้ว่ะ (หัวเราะ) รู้สึกว่าไม่ใช่ 

แต่อย่างที่บอกแหละครับ ด้วยคำสบประมาทต่าง ๆ ด้วยกำลังใจจากผู้ใหญ่ กำลังใจจากเพื่อน ๆ และครอบครัว ผมก็รู้สึกต้องทำให้ได้สิวะ เรียนวิศวะยาก ๆ ก็ทำได้ เราก็ต้องแสดงได้สิ จากวันนั้นเราก็พยายามพัฒนาตัวเองตลอดมา

 

The People: ในช่วงแรก คุณรับมือกับชีวิตในวงการอย่างไรบ้าง

ศุกลวัฒน์: ยอมรับว่าช่วงแรกยากเหมือนกันครับ เพราะเราไม่เคยอยู่ในสถานที่ที่มีคนรู้จักหรือมองเห็นเยอะขนาดนี้ มันก็เกิดความหลงลืมตัวเองไปบ้างเหมือนกัน แบบ… เฮ้ย กูเวียร์นะเว้ย กูแม่งพระเอกนะเว้ย

แต่โชคดีที่ครอบครัวและเพื่อนสนิทไม่ได้มองเราเป็นอย่างนั้น เขามองเราเป็นเราเหมือนที่เห็นตั้งแต่เด็ก ไม่ใช่ เวียร์ ศุกลวัฒน์ ที่เป็นนักแสดง เพื่อน ๆ ก็จะปฏิบัติกับเราเหมือนเพื่อน พ่อแม่ปฏิบัติกับเราแบบลูกชาย พวกเขาเป็นคนดึงเรากลับมา เพราะฉะนั้นเวลาที่ผมเริ่มรู้สึกไม่ดีแล้ว ผมจะกลับบ้าน กลับไปหาเพื่อน โทรศัพท์หาพ่อแม่ เพื่อดึงความรู้สึกว่ามึงคือเวียร์คนเดิม อย่าไปหลงกับสิ่งที่เข้ามา เรียนรู้มันอย่างมีสติ ซึ่งก็ช่วยได้เยอะ

 

ศุกลวัฒน์ คณารศ

 

The People: ผ่านการแสดงทั้งงานละครและภาพยนตร์ ส่วนตัวหลงใหลงานแสดงแบบไหนมากกว่ากัน

ศุกลวัฒน์: จริง ๆ ยากทั้งคู่นะ ซึ่งผมเชื่อว่าคนที่แสดงภาพยนตร์ไปเล่นละครก็จะบอกว่าละครแม่งโคตรยาก ส่วนคนแสดงละครไปเล่นภาพยนตร์เขาก็จะบอกว่ายากเหมือนกัน คือมันเป็นศาสตร์คนละศาสตร์แต่มีทิศทางเดียวกัน 

ปัจจุบันผมเชื่อว่าละครหรือซีรีส์เริ่ม real มากขึ้น ซีรีส์บางซีรีส์เป็นภาพยนตร์ได้เลยนะ ทั้งการถ่ายทำ บท หรือการแสดงออกที่สมจริงมากขึ้น ความที่สังคมมันเปลี่ยนไปทำให้เดี๋ยวนี้คนชอบการแสดงที่มัน real การถ่ายทำจึงต้องละเอียดมากขึ้น

ละครเล่าเรื่องยาวและต้องเอาอยู่ในทุก ๆ เบรกก่อนโฆษณา นั่นเป็นความท้าทายของคนเขียนบทมาก ๆ ส่วนภาพยนตร์ก็เป็นความท้าทายอีกอย่างหนึ่ง โห… จอใหญ่จังเลย ฉะนั้นต้องมีความละเอียดของฉาก อาร์ตไดฯ การแสดง ทุกอย่างต้องพอดี ไม่มาก ไม่น้อยเกินไป แต่ผมเห็นภาพยนตร์บางเรื่องก็โอเวอร์แอ็กติงนะ อาจจะเป็นแนวคอเมดีก็ว่ากันไป

ละครกับภาพยนตร์เหมือนกันตรงความเชื่อในตัวละคร ถ้าคุณเชื่อในตัวละครที่คุณเล่น ถึงแม้จะโอเวอร์ คนดูก็เชื่อ มันเป็นธรรมชาติ นักแสดงจึงต้องเข้าใจและเข้าถึงตัวละคร เช่น นักแสดงคนนี้เชื่อว่าตัวละครเป็นบ้า ถ้าเขาเล่นโอเวอร์บ้า ๆ ออกมา ผมก็เชื่อ

 

The People: หมายความว่า นักแสดงคือคนถ่ายทอดความเชื่อให้คนดูเชื่อตาม?

ศุกลวัฒน์: ถูก ทุกอย่างเริ่มจากเรานั่นแหละ เรามีความเชื่อ เรามีความจริงใจกับตัวละคร จะส่งผลให้คนดูสัมผัสได้ทั้งภาพยนตร์และละคร  แต่ถามว่ายากไหมที่เราเริ่มจากละครมาแสดงภาพยนตร์ มันยากตรงที่ยังปรับตัวไม่ได้ ติดการแสดงละครออกมา 

แต่ถ้าเราเรียกตัวเองว่า “นักแสดง” คุณจะเล่นละคร คุณก็เล่นได้ พอผันมาเล่นภาพยนตร์ ผมก็เชื่อว่าคุณต้องเล่นได้ดีเหมือนกัน ผมเชื่อมั่นว่าใครก็ตามที่เป็นนักแสดง คุณเปิดรับสิ่งใหม่ ๆ การแสดงใหม่ ๆ สังคมใหม่ ๆ แล้วคุณจะมีความเชื่อในตัวละคร และมีความจริงใจในบทของคุณ

 

The People: จากนักแสดงสายแมสบนจอแก้ว ก้าวมาอยู่นักแสดงสายอินดีบนจอเงินได้อย่างไร

ศุกลวัฒน์: เป็นความตั้งใจของผู้ผลิตภาพยนตร์ และเป็นความตั้งใจของผมเองด้วย ที่จะเลือกรับภาพยนตร์ที่ลึกทั้งการแสดงและคุณภาพ หรือถ้าคนทั่วไปจะเรียกว่าภาพยนตร์อินดี ภาพยนตร์สายประกวด ภาพยนตร์ทุนต่ำ หรือภาพยนตร์นอกกระแส นี่แหละคือสิ่งที่ผมมองหาอยู่ เพราะว่าละครคือแมสไปเลย แต่ผมอยากจะพัฒนาตัวเอง ถ้ารับงานภาพยนตร์ธรรมดา ๆ ก็อาจไม่ได้แตกต่างอะไร อีกอย่างคือการสร้างโอกาสให้คนดูเห็นผมในมุมที่ต่างออกไปจากที่เคยเห็นอยู่แล้ว 

เผอิญผมมาเจอกับทีม มะลิลา (2560) เขาก็เผอิญสนใจผมพอดี โอ้โห ผมกำลังอยากแสดงแบบนี้อยู่พอดี ตอนแรกเขาก็ไม่เชื่อว่าผมทำได้ ผมก็ไม่เชื่อว่าตัวเองจะทำได้ แต่ก็ทำได้ ก่อนหน้านี้ก็จะมี ปิตุภูมิ พรมแดนแห่งรัก นึกแล้วเสียดายที่ไม่ได้ฉาย ซึ่งทั้งสองเป็นหนังนอกกระแสทั้งคู่ และมันก็เป็นความต้องการของผมเหมือนกัน อยากทดลองเล่นภาพยนตร์ดูบ้าง แต่เสียดายมากที่ไม่ได้ชม

 

The People: มาถึง “ดิว ไปด้วยกันนะ” คุณแสดงภาพยนตร์เกี่ยวกับ LGBTQ 2 เรื่องในเวลาใกล้ ๆ กัน นี่เป็นความตั้งใจหรือความบังเอิญ?

ศุกลวัฒน์: เป็นทั้งสองอย่าง ตั้งใจบังเอิญมากกว่า คือหลังจาก “มะลิลา” ถ่ายเสร็จ ผมก็ห่างหายจากการถ่ายทำภาพยนตร์ไปสักพักหนึ่ง แล้วทางผู้กำกับคือ มะเดี่ยว (ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล) และทีม CJ MAJOR Entertainment เขาสนใจอยากจะได้ผมไปอยู่ในภาพยนตร์เรื่องนี้ ผมก็ถามว่าเป็นภาพยนตร์แนวไหน ซึ่งก็เป็นแนว LGBTQ หรือเพศทางเลือก แต่ก็ไม่ใช่เสียทีเดียว มันมีมุมมองที่ไม่เหมือนกัน เออ ผมก็งง ทำไมวะ 2 เรื่องแล้วนะเนี่ย (หัวเราะ) แต่ว่ามันไม่เหมือนกันหรอกครับ หนังมีความแตกต่าง เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์โรแมนติกดรามา และมีการแสดงที่ท้าทายมาก ผมชอบ

 

The People: ส่วนตัวมีมุมมองต่อความรักของ LGBTQ อย่างไร

ศุกลวัฒน์: ผมมองว่าความรักคือสิ่งที่สวยงาม ไม่จำเป็นต้องเป็นความรักระหว่างผู้หญิงกับผู้ชายด้วยนะ เพราะความรักเกิดได้กับทุกเพศ  เพศเดียวกันก็ได้ ทุกอย่างมันคือสิ่งที่สวยงามและน่ารักมาก ผมมีเพื่อนหลายคนที่ความรักแตกต่างจากผม แต่มันน่ารักและสวยงาม มันทำให้โลกนี้ดูหลากหลาย แต่ในภาพยนตร์เรื่องนี้เราจะเห็นโลกยุคเก่าที่คนยังไม่เข้าใจ และยังไม่ได้เปิดรับขนาดนี้ เป็นอีกมุมหนึ่งที่เราจะเห็นในภาพยนตร์

 

The People: ในฐานะคนที่เคยผ่านยุค 90’s มา การไม่ยอมรับในสมัยนั้นส่งผลกระทบอย่างไรกับ LGBTQ บ้าง

ศุกลวัฒน์: ส่งผลกระทบมากครับ แต่เราก็โทษผู้ใหญ่ไม่ได้ เพราะโลกสมัยนั้นยังไม่เปิด ผู้ใหญ่เองก็ไม่ได้มีความรู้เรื่องนี้มากนัก ยังเข้าใจผิดอยู่ ซึ่งผมว่ามันไม่มีใครถูกใครผิดหรอก เพียงแต่ว่าในยุคนั้นยังไม่เปิดรับแค่นั้นเอง 

ผมยกตัวอย่างเรื่องกัญชาได้ไหม? เมื่อก่อนพ่อผมเคยด่ากัญชา แต่ปัจจุบันนี้พ่อถามว่ามีน้ำยาให้ป๊าไหม นอนไม่หลับ นี่คือตัวอย่างที่ตอนนี้เปิดกว้างมากขึ้น สมัยก่อน LGBTQ มีความกดดัน ยิ่งเป็นเด็กด้วยก็จะยิ่งขวางโลก ทำไมอะ กูไม่ได้อยากเป็นอย่างนี้หรอก แต่พอถึงปัจจุบันทุกอย่างเปิดกว้าง ทุกคนเริ่มเข้าใจ มันก็เป็นความรักที่สวยงามนะ

 

ศุกลวัฒน์ คณารศ

 

The People: “ดิว ไปด้วยกันนะ” พูดถึงความเจ็บปวดในอดีต แล้วคุณล่ะ มีความเจ็บปวดอะไรในอดีตบ้างไหม

ศุกลวัฒน์: มีครับ และเชื่อว่าทุกคนต้องมี คงไม่มีใครแบบ… โอ้โห สวยงาม เดินด้วยทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ ผมว่าเป็นไปไม่ได้ ยิ่งผมอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านยุค 90’s ด้วยนะ มีอะไรเข้ามาและเปลี่ยนแปลงค่อนข้างเยอะ พอเติบโตขึ้น ไอ้สิ่งพวกนี้จะยังอยู่กับเรา บางคนอาจไม่รู้ตัวว่าเราเก็บสิ่งนี้เอาไว้ด้วยซ้ำ อาจจะดีหรือไม่ดีก็ได้ แต่เราล้วนเก็บสิ่งเหล่านั้นเอาไว้ในหัวใจวัยเด็กตลอดเวลา บางคนอาจคิดว่าหายไปแล้ว บางคนอาจจะหลงลืมมัน แต่พอปัจจุบันบางทีมันก็ย้อนกลับมาหาเรา หรือบางคนก็อาจไม่กลับไปคิดถึงมันอีกเลย แต่เชื่อสิ ทุกคนจะต้องมีตัวเองวัยเยาว์ สมมติผมเป็นเวียร์วัยนี้ แต่ในใจผมมีเวียร์วัยเยาว์อยู่ ซึ่งผมเชื่อว่า วัยนั้นห้ามทิ้งเลยนะ มันเป็นวัยที่สวยงาม 

ใน “ดิว ไปด้วยกันนะ” ก็เหมือนกัน สิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตมันเก็บอยู่ในตัวละคร “ภพ” แม้ว่าเขาจะผ่านเรื่องราวมากมาย ทั้งผิดหวัง ทั้งสมหวัง หนังจะอยู่ยุคฟองสบู่แตก ธุรกิจทุกอย่างล้มเหลว พอเขาเดินทางกลับมาเจอบรรยากาศวัยเด็ก แล้วไอ้หัวใจภพตอนเด็กที่อาจจะเหลืออยู่กลับมาเปิด แล้วสิ่งต่าง ๆ คล้ายถูกดูดเข้ามาอีกครั้งหนึ่ง นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์เรื่องนี้ หนังน่ารัก แล้วมันก็ไม่เป็นความรักที่เหนือความคาดหมายมาก

 

The People: มีเหตุการณ์เจ็บปวดในอดีตอะไร ที่สอนให้คุณเป็นคุณในทุกวันนี้

ศุกลวัฒน์: ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องวัยรุ่นครับ อดีตผมเป็นเด็กต่างจังหวัดที่ซ่ามาก ๆ จะมีเรื่องราวหลายเรื่องเกิดขึ้น เช่น ผมเคยอยู่ในกลุ่มรถแข่ง ซึ่งในยุคนั้นทุกคนจะต้องแข่งมอเตอร์ไซค์ แล้วก็ต้องแต่งรถกันแบบสุด ๆ ไปเลย เอาไปแข่งกันบนทางหลวงซึ่งมันผิดกฎหมายนะ แต่เป็นความคึกคะนองมาก ๆ ของวัยรุ่น หลายคนหนีออกจากบ้านไม่ได้มาทำอะไรหรอก มานั่งอยู่ในกลุ่มมอเตอร์ไซค์ มาแต่งมอเตอร์ไซค์กันให้เบาที่สุด แรงที่สุด แล้วมาท้าแข่งกันแต่ละหมู่บ้าน

มันสนุกได้อยู่ไม่กี่เดือนหรอก หลังจากเพื่อนในกลุ่มเสียชีวิตจากการแข่งมอเตอร์ไซค์นี่แหละ ถามว่าอยากย้อนกลับไปจะไม่แข่งไหม เป็นไปไม่ได้ เพราะมันทำให้เราเกิดการเรียนรู้ไง สิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตคือบททดสอบ มันสอนให้เราเป็นเวียร์ทุกวันนี้ ถ้าผมมีลูกก็คงไม่ห้าม แต่จะเล่าให้เขาฟังว่าพ่อเคยสูญเสียเพราะเรื่องนี้นะ 

 

The People: เคยมีคนบอกว่า “ความรักเป็นสิ่งสวยงาม ความเจ็บปวดก็เช่นกัน” คุณเห็นด้วยไหม

ศุกลวัฒน์: ความรักคือสิ่งที่สวยงาม ความเจ็บปวดก็เป็นสิ่งที่สวยงามครับ มันคือสิ่งที่ทำให้เราแข็งแกร่ง ไม่มีใครที่ไม่เคยเจ็บปวด แล้วผมก็เชื่อว่าคนที่ไม่เคยเจ็บปวด ชีวิตก็คงจะไม่สวยงาม เพราะว่าคุณไม่ได้ผ่านอะไรมา ไม่เคยเห็นความทุกข์เลย พอไม่ผ่านความทุกข์ ผมว่าความสวยงามมันจะไม่สวยงามขั้นสุด 

 

ศุกลวัฒน์ คณารศ

 

The People: 13 ปีที่อยู่ในวงการบันเทิง ความสุขของคุณคืออะไร

ศุกลวัฒน์: เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ อย่างความรักตอนนี้ ผมก็มีความสุขที่มีโอกาสได้ใช้ชีวิตแบบอิสระ ผมไม่แน่ใจว่าถ้าตัวเองไม่มีโอกาสเป็นนักแสดง ตอนนี้ผมจะได้ทำในสิ่งที่อยากทำหรือเปล่า หรือจะมีเงินไปทำหรือเปล่า ผมไม่รู้เลย เพราะฉะนั้นความสุขของผมตอนนี้ ผมมีความสุขที่รู้ว่าตัวเองมีความสุข

ไม่รู้ว่าจะพูดเวอร์ไหม คือทุกวันตอนเช้า ผมตื่นมาจะคิดแล้วว่า ผมจะทำอะไรที่ให้ตัวเองมีความสุขบ้าง เพราะทุกวันผมไม่ได้สุข 100 % บางวันรู้สึกดี บางวันแม่งไม่เวิร์ก ส่องกระจกแล้วรู้เลย แต่ผมก็พยายามทำให้ตัวเองโอเค ถ้าวันนี้เราสร้างความสุขให้ตัวเองไม่ได้ เราคงต้องไปหาคนที่สามารถให้ความสุขกับเราได้ ผมจะมองหาความสุขอยู่เรื่อย ๆ และเปิดรับมัน หรือวันไหนตื่นมาแล้วเรารู้สึกเป็น happy man เราจะไปทำให้ตัวเองมีความสุขเพิ่มขึ้นไปอีก ไปหาเพื่อน หรือทำกิจกรรมที่ทำให้เรามีความสุข เพราะฉะนั้นผมจะวนเวียนอยู่กับความสุขตลอดเวลา เหมือนขาดมันไม่ได้ ผมไม่ใช่คนทุกข์อะไร หรือผมไม่รู้ตัวก็ไม่รู้นะ

 

The People: “ดิว ไปด้วยกันนะ” จะให้ความสุขอะไรกับคนดูบ้าง

ศุกลวัฒน์: อย่างแรกคือความบันเทิงนี่แหละ เราอยากให้คนที่เข้าไปดูมีความรู้สึกไปกับภาพยนตร์ ทั้งความสุข ความเศร้า และความรู้สึกอิ่ม เราต้องการให้เกิดขึ้นกับทุกคนหลังดู แล้วหนังเรื่องนี้ก็สอนเรื่องครอบครัวเช่นกัน มันคือเรื่องจริงที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน คือมนุษย์มีรักโลภโกรธหลง ตัวละครทุกตัวที่อยู่ในภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คือมนุษย์จริง ๆ แล้วเราล้วนเคยผ่านช่วงชีวิตแบบนั้นมา 

“ดิว ไปด้วยกันนะ” เป็นภาพยนตร์อีกเรื่องหนึ่งที่พวกเราตั้งใจมากครับ แล้วก็เป็นครั้งแรกที่ผมได้เจอกับผู้กำกับมะเดี่ยว เป็นครั้งแรกที่ได้ร่วมงานกับทีมนักแสดง เป็นภาพยนตร์อีกเรื่องที่ภูมิใจมาก แล้วผมก็อยากจะให้ทุกคนมีส่วนกับภาพยนตร์เรื่องนี้ อยากให้เข้าไปดูด้วยกัน อยากให้ “ไปด้วยกันนะ” ไปมีความสุขด้วยกัน

 

ศุกลวัฒน์ คณารศ

Writer

ผู้เขียนเนื้อหาศิลปวัฒนธรรม และอะไรก็ตามที่เป็นความบันเทิง

Related

Jazz and the City: สนทนากับ ‘ปอ นอร์ทเกต’ ในเรื่องบาร์แจ๊ซ และสิ่งแวดล้อม

“เราไม่อยากเป็นสิ่งแปลกปลอมบนโลกใบนี้ ทั้งที่โลกใบนี้เป็นของเราเหมือนกัน” คณะละครมาร็องดู (Malongdu) คณะละครเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม

อชิรัชญ์ ไชยพจน์พานิช : นิทรรศการจิ๋นซี วัดพุทธ ศาลเจ้า ในมุมนักประวัติศาสตร์ศิลปะจีน

สัมภาษณ์ “20 ปีนางนาก” ความรักไม่มีวันตายในโลกภาพยนตร์

สัมภาษณ์ ธนา ต่อสหะกุล ปั้น ‘พรีโม เซอร์วิส โซลูชั่น’ บริการหลังการขายอสังหาฯ ครบวงจร

สำรวจรักอันบริสุทธิ์ของมนุษย์ นนท์-โอม สองนักแสดงจาก “ดิว ไปด้วยกันนะ” 

สัมภาษณ์ โจโจ้ & มิวนิค กระสือสยาม (SisterS) ความกลัว วัยรุ่น และเรื่องผี

“เราอาจหลงลืมการใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติไปแล้ว” สัมภาษณ์ โทโมมิ โยชิมูระ โปรดิวเซอร์ Every Day a Good Day