Post on 11/02/2020

สัมภาษณ์ YOUNGOHM จากเด็กเรียนที่อยากเป็นแรปเปอร์ สู่วันที่ฝันเลี้ยงชีพเขาได้

       โอมรัธพงศ์ ภูรีสิทธิ์ หรือที่เรารู้จักเขาดีในชื่อ “YOUNGOHM” (ยังโอม) แรปเปอร์หนุ่มรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในช่วง 2-3 ปีมานี้ โอมเริ่มต้นจากการแต่งเพลงและอัพลงยูทูบส่วนตัว ก่อนจะมาเป็นที่รู้จักมากขึ้นในเวที Rap is Now และเปิดตัวด้วยซิงเกิลที่กวาดคะแนนนิยมล้นหลามอย่างเฉยเมยด้วยคาแรคเตอร์และสไตล์การแรปที่ตรงไปตรงมาเข้าถึงง่าย ก็ยิ่งทำให้วันนี้ โอม หรือ YOUNGOHM เป็นที่พูดถึงอย่างมาก การันตีด้วยผลงานยอดนิยมอย่างธารารัตน์หรือดูไว้

แม้ความสำเร็จในปัจจุบันจะเป็นเหมือนฝันที่เป็นจริงของเขา แต่หากย้อนกลับไปเมื่อสิบปีที่แล้ว เขายังเป็นเพียงเด็กขยันเรียนที่บางวันก็มีอารมณ์นึกแผลง ผลิตระเบิดเล่น หรือบางวันก็ต้องไปถือป้ายทำงานเสริมตามข้างทาง ทั้งหลายทั้งปวงชีวิตของเขาเปลี่ยนไปตลอดกาลเมื่อมาพบกับดนตรีฮิปฮอป จากคนที่เคยโดนปิดกั้นอยู่ในกรอบสี่เหลี่ยมแคบ วันนี้เขากลายเป็นนกที่บินสูงที่สุดตัวหนึ่งในวงการเพลงแรปเมืองไทย

The People: เด็กชายโอมตอนเด็ก เป็นอย่างไร

YOUNGOHM: ก็เหมือนเด็กทั่วไป ครอบครัวฐานะปานกลาง ร่าเริง แล้วก็เรียนเก่ง ตั้งใจเรียน เรียนดี แต่ว่าเป็นคนที่ซน ชอบทำนู่นทำนี่ หาอะไรทำไปเรื่อย แต่ว่าเรื่องการเรียนนี่ไม่เคยเสีย

The People: มาเจอกับดนตรีฮิปฮอปและแรปตอนไหน

YOUNGOHM: เอาจริงผมมาฟังฮิปฮอปตั้งแต่ประมาณช่วง .6 เพราะช่วง .6 ผมเริ่มเล่นยูทูบเป็นก็เริ่มหาเพลงฟัง เพลงต่างประเทศ ก็เริ่มช่วงนั้น

The People: ย้อนกลับไปเคยเป็นเด็กเรียนหนัก   ตอนนั้นเรามองตัวเองว่าต้องเป็นเด็กที่เรียนจบ ขยัน มีอนาคตรออยู่ แบบนั้นไหม

YOUNGOHM: ตอนนั้นผมไม่ได้มองอะไรเลย ตอนเด็ก ผมก็รู้แค่ว่า เฮ้ย นี่มันคือหน้าที่ของผมที่พ่อแม่ตั้งความหวังไว้ คือสิ่งที่พ่อแม่เราคาดหวังไว้ว่า เฮ้ย ลูกเราต้องเรียนดี ลูกเราต้องเรียนเก่ง อะไรอย่างนี้ ผมก็คิดแค่ว่าเราก็ตั้งใจเรียนไป ก็คือหน้าที่ของเรา แต่ว่าเราก็สนุกสนานเฮฮา ไม่ได้เครียดอะไรนะตอนเด็ก

The People: อะไรคือจุดเปลี่ยนจากเด็กเรียนมาเป็นแรปเปอร์

YOUNGOHM: น่าจะเป็นเพื่อนด้วย แล้วผมศึกษาพวก culture ของฮิปฮอปต่างประเทศ ของเด็กอเมริกันเยอะด้วย ก็เลยเป็นสิ่งที่หล่อหลอมผม เพื่อนแล้วก็เพลง อะไรพวกนี้ ที่สำคัญคืออินเทอร์เน็ต

The People: ทำไมต้องเป็นฮิปฮอป ทำไมต้องเป็นแรป

YOUNGOHM: เด็ก ผมก็ไม่รู้หรอกว่าเราจะชอบแนวไหน หรือว่าอะไร แต่ที่ผมชอบฮิปฮอปเพราะรู้สึกว่า ผมไปเจอเพลงฮิปฮอปที่มันพูดกันตรง มันพูดจริง ในเพลงมันพูดแบบด่ากันได้ รักกันได้ ชมกันได้ ไม่พอใจหรือว่าเสียใจ ทุกอย่างในฮิปฮอปมันมีหมด มันพูดได้หมด ผมเลยชอบจุดนี้ แล้วฮิปฮอปเป็นอะไรที่แปลก คือถ้าเป็นเพลงร็อก หรือว่าเพลงป๊อบทั่วไป เรื่องการแต่งตัวก็ไม่ได้เด่นเท่าฮิปฮอป อีกอย่างผมเบื่อคนที่ฟังเพลงเหมือน กัน ฟังแต่เพลงร็อก ฟังเพลงป๊อป ฟังอะไรที่มันตลาด ทั่วไป ผมรู้สึกว่าผมอยากฟังอะไรที่มันดีกว่านั้น แล้วผมก็มาเจอฮิปฮอป ผมรู้สึกว่าฮิปฮอปมันจริงใจกว่า มันจริงใจกว่าเพลงพวกนี้ ก็เลยชอบฮิปฮอปมาตั้งแต่ตอนนั้น ประมาณช่วงมัธยมต้น

The People:ด้วยความที่เราโด่งดังในยุคดิจิทัล เคยคิดไหมว่าถ้าเราย้อนเวลากลับไปสิบปี จังหวะชีวิตเราอาจจะไม่เหมือนตอนนี้

YOUNGOHM: ไม่นะ ผมเชื่อว่าผมเป็นคนที่เหมือนน้ำ น้ำจะไหลไปได้ทุกที่ ผมไม่ปิดกั้นตัวเอง ผมเชื่อว่าผมเกิดอีก 10 ปี 20 ปี 30 ปี แต่ผมรู้ และผมยอมรับความจริงว่าผมอยู่จุดไหน ผมทำได้แค่ไหน ผมทำยังไง ผมเชื่อว่ามันเป็นที่แนวคิดมากกว่า มันไม่ใช่เรื่องของยุคสมัย อย่างสมมติผมเกิดมายุคนี้ ผมรู้ว่ายุคนี้ถ้าเราอยากจะทันสมัยที่สุดเราต้องทำยังไง เราต้อง platform ไหน ยูทูบ หรืออะไร หรือยังไง มันก็คือเรื่องของโลกปัจจุบันมากกว่า ในโลกปัจจุบันมันก็ยังมีคนที่ตามไม่ทันทุกอย่างเหมือนกัน คนที่ยังไม่เข้าใจเรื่องของข่าวโซเชียล หรืออะไรที่มันทันสมัยมาก ก็มีหลายคนที่ยังไม่เข้าใจ ยังไม่ลึกซึ้ง แต่ผมเชื่อว่าความรู้ที่เราศึกษา หรือว่าทุกรายละเอียดในเรื่องราวพวกนี้ มันอยู่ที่ว่าเราศึกษามันดีแค่ไหน

ในทุกยุคผมเชื่อว่ามันมีวิธีการที่จะเป็นนักร้อง เป็นสตาร์ ถ้าหากย้อนกลับไปสิบปีผมอาจจะต้องไปแข่งเดอะสตาร์ ถ้ามันคือหนทางที่ทำให้ผมดังได้ ก็อาจจะต้องทำ แต่ว่าในยุคนี้ผมอาจจะไม่ต้องทำแล้ว เพราะว่าผมอาจจะไปพึ่งอย่างอื่นแทน ในสื่อโซเชียล หรือว่าในรายการที่อยู่ในโซเชียล

The People: มองย้อนกลับไป คิดว่าเพราะความกล้ารึเปล่าที่ทำให้เรามาถึงจุดนี้

YOUNGOHM: แน่นอน เป็นเพราะความกล้าล้วน แล้วก็ผมเชื่อว่าใน 100 คน มันจะมีคนสำเร็จและคนไม่สำเร็จ และผมเชื่อว่าผมไม่อยากเป็นคนที่ไม่สำเร็จ ผมเลยศึกษาทุกอย่างว่าคนที่เขาสำเร็จเขาทำยังไง แล้วผมก็เชื่อว่าทุกอย่างอยู่ที่ว่าเราลึกซึ้งกับมันแค่ไหน มันไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้ เพราะว่าสิ่งที่ผมทำ การมาเป็นแรปเปอร์ที่ดังในอินเทอร์เน็ต มันก็ไม่ใช่ผมคนแรก ผมก็มีไอดอลผมอย่าง Illslick  ซึ่งเขาก็เคยผ่านมาก่อน ผมก็ศึกษาจากเขา เขาคือส่วนหนึ่งของผมเหมือนกัน ที่ผมศึกษา และผมเชื่อว่ามันเป็นไปได้ ถ้าเราดูกันจากสถิติแล้ว เรามองกันอย่างกว้าง เปิดใจกันอย่างกว้าง เราจะรู้ว่าทุกอย่างเป็นไปได้ แค่ว่าเรารู้พอหรือเปล่า เรามีความรู้มากพอหรือเปล่า

The People: ตอนที่มาเป็นแรปเปอร์เต็มตัว พ่อแม่สนับสนุนไหม และเขามีความคิดเห็นยังไงที่เราเปลี่ยนจากเด็กเรียนมาเป็นแรปเปอร์

YOUNGOHM: เขาก็ไม่เข้าใจเท่าไหร่ เพราะว่าเกรดผมก็ดร็อปเลย เพราะผมไม่สนใจเลย พอผมรู้ว่าแรปมันสามารถที่จะหาตังค์ได้ มันพอมีแนวทางที่พอจะทำได้ ในตอนนั้นถามว่าลังเลไหม ผมก็ลังเลนะ เพราะว่ารอบ ตัวผมไม่เคยมีใครทำได้ ผมลองผิดลองถูก ใช้ความรู้ที่ผมศึกษามา แล้วก็ลองทำดู มันเสี่ยงนะ เสี่ยงมาก แต่ผมเชื่อว่าชีวิตเราคนหนึ่งเกิดมาต้องมีเป้าหมายหนึ่งที่สำคัญที่สุด ผมพยายามตามหาเป้าหมายที่สำคัญที่สุดในชีวิต และผมหาอะไรไม่เจอนอกจากสิ่งที่ผมชอบ ผมรู้สึกว่ามันคือเป้าหมายเดียวที่ผมรู้ว่าผมอยากทำอะไร อยากอยู่กับอะไร แค่นั้นเอง

ตอนนั้นเขาไม่เข้าใจว่าทำไมเราไม่โฟกัสกับการเรียนเหมือนเดิม เขาไม่เข้าใจว่าเรามาแรปทำไม เขาไม่ได้สนับสนุนผมเลย เขาจะให้ผมไปเรียนอย่างเดียว แต่ว่าตอนนั้นผมมองเห็นอะไรบางอย่างที่ผมรู้สึกว่า มันมีทางเป็นไปได้ มีโอกาสที่จะเป็นไปได้ ถึงแม้ว่าจะเสี่ยง แต่ว่าชีวิตหนึ่งเราเกิดมาแล้วก็ควรที่จะลองแลกกันดู ผมก็ทำ จนเขาเห็น 

ผมเชื่อว่าย้อนกลับไป 4-5 ปี ไม่มีใครไปบอกพ่อแม่ได้ว่าผมจะเป็นแรปเปอร์นะ ไม่มีพ่อแม่คนไหนเข้าใจหรอก ร้อยทั้งร้อยน้อยคนที่จะเข้าใจ พ่อแม่ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน แต่ว่าผมคิดอย่างเดียวว่าต้องทำให้เขาเห็น เพราะถ้าผมไม่ทำให้เห็นก็เท่านั้น ไม่รู้จะพูดไปทำไม

The People: ทุกวันนี้เขายอมรับในความสำเร็จของเราแล้วหรือยัง

YOUNGOHM: เขาก็ไม่ยอมรับ แต่ผมก็รวยกว่าเขาทุกคน เอาตรง สิ่งที่เขาเรียกว่าโลกสมัยใหม่ ในโลกยุคดิจิทัล ผมบอกตรง ว่าผู้ใหญ่เขาไม่สามารถเห็นสิ่งที่เราเห็นได้ครบทุกอย่าง บางทีเราเห็นอะไรที่เยอะกว่าเขา ที่เขาไม่เคยเห็น อย่างการมาเป็นศิลปินตรงนี้ ผมเชื่อว่าไม่มีใครเห็นหนทางที่จะเป็นไปได้ใน 4-5 ปีที่แล้ว ไม่มีใครเห็นหนทางที่ว่า เฮ้ย มันจะได้เหรอวะ มันไส้แห้ง ไม่มีทางเป็นไปได้หรอก แต่ว่าผมเห็นหนทาง และผมก็ทำดู ผมไม่รู้ว่าเป็นไปได้ไหม แต่ผมลองทำจนมันได้แล้วล่ะทุกวันนี้ แล้วผมก็เชื่อว่าผมได้พิสูจน์ไปแล้วว่าทำได้

The People: หลายคนยังติดภาพว่าอาชีพการเป็นนักดนตรีหรือแรปเปอร์หาเงินไม่ค่อยได้ อยากจะบอกอะไรกับคนที่คิดแบบนี้

YOUNGOHM: ผมอยากจะยกคำพูดของอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์  ผมฟังอาจารย์เฉลิมชัยมา ผมไม่เคยลืมคำพูดนี้ เขาบอกว่าในทุกสายอาชีพ มันมีคนที่เก่งสุดและคนที่อ่อนสุดเสมอ คนที่หาตังค์ได้เยอะและคนหาตังค์ได้น้อยในทุกสายอาชีพ เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่าไม่ว่าจะเป็นอาชีพอะไรก็แล้วแต่ สายแรปเปอร์หรือว่านักร้อง หรือว่านักเขียนเพลง หรือว่ากรรมกร แม่ค้า ผมเชื่อว่ามีคนที่เก่งที่สุดและมีคนที่ไม่เก่ง เพราะฉะนั้น เราเลือกเองว่าเราจะเป็นคนเก่งหรือว่าคนไม่เก่ง ถ้าอยากเป็นคนเก่ง สิ่งที่ทำให้คุณเก่งคือการพัฒนาตัวเอง ความรู้ที่คุณศึกษา แล้วก็ความพยายาม

ผมเชื่อว่ามันอยู่ที่ตัวเรามากกว่า ยิ่งในยุคนี้ด้วย ทุกอย่างมันง่ายไปหมด มันอยู่ที่ความพยายาม แล้วก็ผลงานล้วน เลยว่าทำออกมาได้ดีแค่ไหน รู้เกี่ยวกับมันมากแค่ไหน ผมเชื่อว่ามันหากินได้ทุกอาชีพ ทุกอย่างที่คุณทำแล้วมีความสุข ก็เป็นไปได้หมด ไม่ว่าจะเล่นเกม หรือว่าอะไร ยุคนี้หาตังค์ได้หมด เพียงแค่คุณมองเห็นมัน คุณศึกษามัน มองโลก เปิดใจ อย่าไปอคติกับอะไรก็แล้วแต่ แข็งแกร่งได้ เข้มแข็งได้ แต่คุณต้องเปิดใจกับทุกอย่าง หมดยุคแห่งการมาเหยียดกันแล้วว่าอาชีพนี้ดี อาชีพนี้ไม่ดี เพลงแนวนี้ดี เพลงแนวนี้ไม่ดี ยุคนี้เป็นยุคที่ทุกคนเชื่อมต่อกันหมดแล้ว ผมเชื่อว่าเราทำอะไรก็ได้ที่ไม่เดือดร้อนคนอื่น แล้วก็ไม่เดือดร้อนใคร ไม่เดือดร้อนอะไรก็แล้วแต่ อยากจะทำเพลง อยากจะแต่งตัวยังไง อยากจะทำอาชีพอะไร ผมเชื่อว่าทำได้ อยู่ที่จินตนาการของเรา อย่าไปปิดกั้นใคร และอย่าให้ใครมาปิดกั้นจินตนาการของเรา นี่สำคัญมาก

The People: จากวันแรกถึงวันนี้ เราเรียนรู้อะไรบ้าง

YOUNGOHM: ผมเรียนรู้ว่าคนเราก็เหมือนกันหมดแหละ ไม่ว่าจะรวยหรือจน ผิวขาว ผิวดำ เอเชีย อเมริกัน คนไทย ญี่ปุ่น ผมเชื่อว่าทุกคนคือคนเหมือนกัน ผมเป็นคนคนหนึ่งที่ ถามว่าย้อนกลับไป 5 ปี 10 ปี ยังไม่ได้มีอะไรเลย แต่ว่าทุกก้าวที่ผมเดินมา ผมไม่ได้เดินมามั่ว ผมศึกษามัน และผมทำได้ ผมเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนเท่ากันหมด คุณมีความคิด คุณมีสองมือเท่ากัน เพียงแค่ว่าคุณหาเป้าหมายเจอหรือเปล่า แล้วคุณหาวิธีไปหามันเจอหรือเปล่า วันหนึ่งผมอาจจะกลับไปจนก็ได้ ผมก็ไม่ได้ซีเรียสอะไร เพราะผมเชื่อว่าผมแค่อยากจะอยู่ตรงที่ผมมีความสุข

ทุกวันนี้เงินก็ไม่ใช่ความสุขทั้งหมดของผม มันไม่ใช่เป้าหมายของผมทั้งหมด สิ่งที่ผมมีความสุขคือผมได้อยู่กับเพลง ผมได้ทำสิ่งที่ผมรัก ผมได้อยู่กับคนที่ผมมีความสุข เพราะฉะนั้นชีวิตมีอะไรมากกว่าความสำเร็จเยอะ แล้วก็อยากให้ทุกคนลองใช้ใจกับมันเยอะ อย่าไปฟังคำคนเยอะ คนอื่นที่เขามาเป่าหูเรา บางทีเป็นแค่เรื่องลวงหลอก แล้วสิ่งที่ทำให้เราไขว้เขว ถามใจตัวเองเยอะ ว่าเรารู้สึกอะไร เรามีความสุขกับอะไรจริง เรารักกับอะไรจริง ไม่ใช่แค่รักเพื่อที่จะให้คนอื่นชมเรา ถามตัวเองจริง ซื่อสัตย์กับตัวเอง ผมเชื่อว่ามันเป็นไปได้ทุกอย่าง

The People: ดนตรีและแรปสำคัญกับ YOUNGOHM ยังไง

YOUNGOHM: มันเหมือนแฟน เหมือนคนคนหนึ่งที่มีแฟนแล้วรู้สึกว่านี่คือคู่ชีวิต ที่เวลาเราเหนื่อย เรากลับมาบ้าน เรากลับมาหาแฟนเรา เรากลับมาระบายเรื่องในชีวิตให้แฟนเราฟัง แล้วเราก็ เออ รู้สึกสบายใจที่เขาอยู่ข้างเรา

ทุกครั้งที่ผมท้อแท้ในชีวิต ผมก็จะถามว่าชีวิตเรามีค่าอะไร ทุกวันนี้เรามีค่าอะไร ผมก็มีแค่คำตอบเดียว ก็คิดว่า เนี่ย กูแรปได้นะ กูทำเพลงได้ คนอื่นเขารอฟังเพลงกู เขามีความสุขที่ได้ฟังเพลงผม เขามีกำลังใจที่จะเดินไปในเส้นทางที่เขาเลือก ผมเห็นคนประสบความสำเร็จ เห็นคนกล้าที่จะทำ ผมรู้สึกมีความสุข ผมเคยเป็นคนที่โดนปิดกั้นอยู่ในกรอบสี่เหลี่ยมแคบ แล้ววันหนึ่งผมได้บินออกมา ผมแค่อยากให้ทุกคนได้บินออกมาเหมือนผม และอยากให้เขาได้รู้สึกเหมือนผมว่า การที่เราได้ใช้ชีวิตแบบเป็นตัวของตัวเองและมีความสุขอย่างแท้จริงมันเป็นยังไง มันไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องเงินด้วยซ้ำ มันเกี่ยวกับว่าเราทำอะไรแล้วเรามีความสุข

ผมอยู่กับเพลง ผมมีความสุขในการที่ผมจะระบายเรื่องของผมลงไปในนั้น และให้ทุกคนได้รับฟัง ให้ทุกคนในประเทศ ในโลก ได้รับฟังเพลงของผม แล้วเขาเข้าใจผม นี่แหละคือคุณค่าของผม ที่ผมยังมีคุณค่าอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะเพลง แล้วก็เรื่องครอบครัว ทุกคนตอนนี้สบายดี ที่บ้านผมมีตังค์ ผมหล่อเลี้ยงทุกคน ทีมงานผม นั่นแหละคือเป้าหมายของผม แล้วก็เป็นสิ่งที่ทำให้ผมมีคุณค่าอยู่ทุกวันนี้ มันก็แค่นั้น

The People: หลังจากประสบความสำเร็จ เป้าหมายตอนนี้คืออะไร

YOUNGOHM: เป้าหมายหลัก เลยคือยังต้องทำอัลบั้มอีกเยอะมาก ผมยังมีอัลบั้ม มีไอเดียที่อยากทำเยอะมาก เรื่องราวที่อยากส่งผ่านออกไปในเพลงให้ทุกคนได้ฟังเยอะมาก แล้วก็เห็นทุกคน ครอบครัวเพื่อนพี่น้อง มีความสุข แค่นี้แหละ ก็ไม่มีอะไรแล้ว

The People: ฝากอะไรถึงคนที่มีแพชชั่น แต่ยังไม่ลงมือทำ

YOUNGOHM: อยากให้ทุกคนมองรอยสักผมที่คอ คอนี่เป็นจุดที่ทุกคนมองเห็น มันอันตรายมาก และผมเชื่อว่าสำคัญมาก การที่เราจะกล้าสักคอมันสำคัญมาก ตรงนี้คือรูปหัวกะโหลก เตือนไว้ว่าทุกคนต้องตาย วันหนึ่งทุกคนต้องตาย และคำพูดซ้ายขวาตรงนี้ เขียนว่า Last Life หมายถึงว่าชีวิตสุดท้าย เรื่องหลังความตายสำหรับผมเป็นเรื่องจินตนาการ ทุกคนจินตนาการกันไปเรื่อยว่าจะไปนู่นไปนี่ ไปสวรรค์ ไปนรก ไปเกิดใหม่ ไปหาพระเจ้า หรืออะไร ผมไม่รู้ว่าอันไหนจริง ผมไม่ได้บอกว่าอันไหนโกหก แต่ผมไม่รู้อันไหนจริง อันไหนเป็นเรื่องจินตนาการ แล้วแต่คนจะคิดยังไง

แต่ว่าสิ่งที่เรารู้คือ วันนี้เรามีชีวิตอยู่ ทำไมเราไม่ใช้มันซะ เราไม่จำเป็นต้องเดือดร้อนคนอื่น เราแค่ทำตามความฝันเรา มันไม่ได้ผิดอะไรเลย พ่อแม่อยากให้เราเป็นอะไรไม่สำคัญ สำคัญว่าเราอยากเป็นอะไร และเรามีความสุขกับอะไร เราทำมันจนสำเร็จ หาตังค์ได้ เลี้ยงครอบครัวได้ นั่นแหละ ผมเชื่อว่าเป็นจุดที่สูงสุดที่สุดแล้วในชีวิตคนคนหนึ่ง สำหรับผมนะ แต่คนอื่นเขาอาจจะมีเรื่องศาสนา หรือเรื่องอะไรที่ผมไม่รู้ แล้วแต่คนเชื่อ แต่สำหรับผม ผมมองแค่หลักความจริง ปัจจุบัน ว่ามนุษย์เราก็รู้แค่ว่าอยากทำอะไร แล้วก็อยากให้ใครมีความสุข รอบตัว ครอบครัว แค่นั้นเอง ก็คิดดูนะ ชีวิตเดียวเท่านั้น

สำหรับผมมีชีวิตเดียว อยากทำอะไรก็ทำซะ แล้วก็สู้แค่ตาย ยังไม่ตาย ยังมีลมหายใจก็อย่าไปท้อแท้ มีหลาย คนที่เขาไม่มีมือ ไม่มีตีน พิการ หรืออะไรก็แล้วแต่ ที่เขาแย่กว่าเรา หรือว่าแม้กระทั่งคนที่พิการก็แล้วแต่ ให้มองไปว่ามีคนที่แย่กว่าเราเสมอ มีคนที่ลำบากกว่าเราเสมอ เพราะฉะนั้น ในหลาย เหตุการณ์ที่รู้สึกว่าแย่ อย่าไปคิดอะไร คิดว่าเป็นเรื่องปกติของชีวิต ชีวิตเรามีสุข มีความทุกข์เข้ามาวนเวียน เป็นหยินกับหยางที่ต้องสมดุลกันอยู่แล้ว ไม่มีใครจะสุขตลอดชีวิตและทุกข์ตลอดชีวิต อย่าไปมองว่าวันนี้ทุกข์แล้วจะทุกข์ตลอดไป ไม่มีวัน เราแค่ต้องทำสิ่งที่เราอยากทำ แล้วก็สู้เพื่อมัน แล้วก็ดูแลคนรอบตัวให้ดี คนที่เรารัก คนที่เราไว้ใจ ก็แค่นั้นเอง แล้วก็ชีวิตเดียว ใช้ซะ

The People:ในวันที่ฝันเป็นจริงแล้ว มีอะไรอยากจะพูดกับตัวเองไหม

YOUNGOHM: ขอบคุณนะ ขอบคุณตัวเองที่ซื่อสัตย์กับตัวเอง ที่เสียสละ ยอมให้คนด่า ยอมให้พ่อแม่ด่า ยอมให้ทุกคนแม่งด่า ดูถูก ยอมเสียสละเพื่อที่จะมาถึงจุดนี้ ขอบคุณที่ผมซื่อสัตย์กับตัวเองเสมอ ผมสู้ สู้จนสำเร็จ ถึงวันนี้ก็เป็นจุดที่เราแบ่งปันความคิด แบ่งปันความรู้ให้กับแฟน หรือว่าทุกคน เป็นสิ่งที่ผมเชื่อว่าวันหนึ่งที่เราพอใจกับตัวเองแล้ว เราก็ควรจะแบ่งปัน ผมไม่รู้ว่าจะอธิบายความดีของการแบ่งปันได้แค่ไหน แต่การที่เราได้แบ่งปัน ผมเชื่อว่ามันดีมาก ไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่เป็นเรื่องความคิด ความรู้ แล้วก็หลาย อย่าง การแบ่งปันดีเสมอ

ผมขอบคุณตัวเอง แล้วก็ขอบคุณทุก คนด้วยที่สนับสนุน พ่อแม่พี่น้องทุกคน เพื่อนทุกคน ทีมงานที่สนับสนุนความคิดเรา สนับสนุนแนวทางเรา แล้วก็อยู่ด้วยกันมาจนถึงทุกวันนี้ ทุกคนที่ยังอยู่ ขอบคุณแฟน ที่น่ารักทุกคน ที่คอยช่วยเหลือ สนับสนุนผมมาเสมอ วันนี้ก็อยู่ด้วยกันไปเรื่อย เหมือนครอบครัว

มนุษย์ทุกคนเหมือนครอบครัวของผม ผมเชื่อว่าผมอยากจะช่วยทุกคนให้มีความสุข พอผมเห็นทุกคนมีความสุข ผมก็มีความสุข ผมไม่รู้ว่าทุกคนเป็นแบบผมรึเปล่า แต่ทุกครั้งที่ผมเห็นคนที่มีความสุขแล้ว ผมจะมีความสุข ผมเลยรู้สึกว่าการทำให้ทุกคนมีความสุข มันก็คือความสุข แค่นั้นเอง ไม่อยากให้ใครมีความทุกข์ ไม่อยากเห็นสงคราม ไม่อยากเห็นคนตีกัน ไม่อยากเห็นคนทะเลาะกัน อยากให้ทุกคนรักกันเข้าไว้ในโลก แล้วทุกคนช่วยเหลือกัน แค่นั้นเอง


นักดนตรี, นักวิจารณ์ดนตรี บัณฑิตดนตรีจากรั้วศิลปากร หลังฝึกปรือกีตาร์แจ๊สอยู่หลายปี ปัจจุบันเขาหันมาสนุกกับงานเขียนด้านดนตรี, กีฬา และ กินเที่ยว

Photographer

ช่างภาพนิ่งและเคลื่อนไหว

Related

สัมภาษณ์ บีเบนซ์ พงศธร ธิติศรัณย์ ชายผู้แกว่งปากหาเงิน

“เพศไม่ใช่แค่จู๋ – จิ๋ม” สัมภาษณ์ พญ.จิราภรณ์ อรุณากูร ผู้ก่อตั้งคลินิกเพศหลากหลายแห่งแรกในเอเชีย

สัมภาษณ์ มัดหมี่-พิมดาว ชีวิตหลังออกจากพื้นที่ความเศร้าแล้วให้ดาวนำทาง

สัมภาษณ์ หม่อมหลวงขวัญทิพย์ เทวกุล รสชาติสมดุลของอาหารจานชีวิต

วิศรุต สินพงศพร: 5 ยอดผู้จัดการทีมกับแรงบันดาลใจในเพจ “วิเคราะห์บอลจริงจัง”

สัมภาษณ์ วิโอเลต วอเทียร์: ชีวิต ความรัก ดนตรี กับบทเพลงที่ไม่ได้ทำเพื่อเอาใจใคร

วง MEAN ลาออกจากงานประจำ มาเดิมพันกับดนตรี เพื่อสร้างนิยามความสุขให้ทุกคน

ปอ-ญาณกร อภิราชกมล เมื่อหัวใจของเทศกาลดนตรีไม่ได้อยู่ที่เสียงเพลง