Post on 01/03/2019

สัมภาษณ์วง Zeal กับ 17 ปี ที่มีความหมายมากกว่าแค่การเล่นดนตรี เพราะ “มันคือชีวิต” ของพวกเขา

ถ้าถามว่ามีกี่วงดนตรีกี่วงในบ้านเราที่สามารถยืนบนถนนสายดนตรีได้นานเกือบ 20 ปี หนึ่งในนั้นต้องมีชื่อของพวกเขาเหล่านี้ “Zeal”

ย้อนกลับไปเมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว ZEAL เกิดจากการรวมตัวของเหล่านักศึกษาดนตรีจากรั้ว มศว ประสานมิตร ที่ได้มีโอกาสเล่นดนตรีเป็นแบ็กอัพให้กับศิลปินในยุคนั้นและจึงก่อตั้งวงของตัวเองขึ้นมานำโดยสี่หนุ่ม เป๊กซ์-ปราชญ์ พงษ์ไชย (นักร้อง), ชุ-ณัฐบวร เศรษฐกนก (กีตาร์), ป๊อก-ต่อยศ จงแจ่ม (เบส) และเคน-ปรัชญา มีบำรุง (กลอง)

Zeal ถือเป็นวงร็อกที่มีสำเนียงและลายเซ็นเป็นของตัวเอง พวกเขาค้นพบส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างดนตรีร็อกและดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ และสร้างสรรค์ออกมาผ่านเพลงฮิตอย่าง สองรัก, เหวี่ยง, โง่เขลา, ล้มทั้งยืน, จูบลา, อย่าอยู่คนเดียว, พบเพื่อเพียงผ่าน หรือ หมดชีวิต (ฉันให้เธอ) และเมื่อไม่นานมานี้ Zeal ได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบของวงโดยการเพิ่มมือกีตาร์อีกคนเพื่อเพิ่มความแตกต่าง โดยชายคนนั้นมีนามว่า ศิลา นามเทพ ซึ่งนี่ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของวง

ตอนนี้ถ้าจะเรียกพวกเขาว่า “รุ่นใหญ่” ในวงการก็คงได้เพราะคงมีวงไม่กี่วงในไทยที่ผ่านมาตั้งแต่ยุคเทปยันสตรีมมิ่งและยังสามารถอยู่ในอุสาหกรรมดนตรีได้จนถึงทุกวันนี้ เมื่อช่วงกลางปี 2018 ที่ผ่านมา Zeal เพิ่งจะมีคอนเสิร์ตใหญ่ของตัวเองครั้งแรก ซึ่งมันเหมือนการสิ้นสุดการรอคอยความฝันของพวกเขากว่า 15 ปี แต่เหนือสิ่งอื่นใดนี่ถือเป็นวงร็อกที่มีทีมเวิร์คดีที่สุดวงหนึ่งในประเทศ อะไรคือเคล็ดลับของความเหนียวแน่นนั้น การเรียนดนตรีและถูกยอมรับจากสังคมได้คงเป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับพวกเขาแต่ทำไมพวกเขาถึงเลือกที่จะทำมัน ทุกคนสามารถหาคำตอบได้จากบทสัมภาษณ์นี้

The People : Zeal ตอนนี้กี่ปีแล้ว
เป๊ก
: 17
ป๊อก : โดยประมาณ
ชุ : แต่ว่าก่อนจะปี 2545 ก็รวมตัวกันมา 5 ปี ก่อนหน้านี้ รวม ๆ ก็น่าจะ 20 กว่าปี
เคน : แต่ที่ผู้คนรู้จักก็น่าจะ 17 ปี

The People : ตอนนั้นไม่มีโซเชียล ไม่มีอะไรเลย นัดซ้อมกันยังไง
เคน
: เพจเจอร์ครับ
ป๊อก : มันก็ไม่ได้ยากมากเราเรียนที่เดียวกันด้วยเพราะฉะนั้นยังไงคุณก็ต้องเจอที่มหาวิทยาลัยกันอยู่แล้ว แล้วส่วนใหญ่ก็มีแต่พี่ชุที่จะโดดเรียนบ่อย ๆ เล่นเอาเกือบไม่จบก็เลยอาจจะต้องมีการเพจเจอร์กันไปสักนิด
ป๊อก : ส่วนใหญ่ซ้อมมหาลัยเนอะ ยุคนั้นน่าจะยากในการเสียตังค์ซ้อม
เคน : เพราะเรายังเรียนอยู่ เรายังมีโควต้าในการใช้ห้องซ้อมอยู่แล้วอะไรอย่างนี้ ก็เลยชวนแค่พี่ชุกลับมาซึ่งพี่ชุก็ชอบกลับมาดูเด็ก ๆ อยู่แล้วดูน้อง ๆ พัฒนาการต่าง ๆ (หัวเราะ)
ป๊อก : ตอนนั้นพี่ชุปี 4 นิ
เคน, ชุ : ไม่ใช่จบแล้ว จบไปนานแล้ว

The People : ที่มาของชื่อวงมาจากเรื่องการมาสาย
ชุ
: sorry I’m late ครับ ก็คือแบบเวลามาซ้อมช้า นิดนึง ก็เฮ้ย โทษที sorry I’m late วะเพื่อน
ป๊อก : ขอโทษทีวะ แต่ขอโทษทุกวันเลยอะ
ชุ : ก็เลยตั้งชื่อแก้เคล็ดว่า SIL sorry I’m late
ป๊อก : เพราะว่าเวลามาสายก็จะได้ไม่ต้องพูดและเพราะว่ามันเป็นชื่อวงไปเลย

(ใคร late สุดตอนนั้น)

ชุ : ก็น่าจะเป็นผม ผมว่าแรงบันดาลใจก็น่าจะเป็นผมนี่แหละครับ
เคน : กะว่าตั้งแล้วจะแก้เคล็ด ทำให้แบบโอเคจะได้ไม่เป็นอย่างงั้นอีก
ป๊อก : ทีนี้ก็นัด 3 โมงมา 6 เลย
ชุ : พอเป็นอันนี้ก็คือทุกคนในมหาลัยหรือว่าน้อง ใครที่รู้จักก็ติดชื่อวงนี้ไปแล้ว
ป๊อก : เพราะเขาจำได้เลยว่าทำงานพังทุกงานเลย
ชุ : ก็คือ SIL นี่แหละ แล้วคือพอถึงวันที่เราต้องใช้ชื่อนี้จริง ๆ ให้หาชื่อวงเป๊กเขาก็ไปค้นคว้ามาจากไหนไม่รู้ วันรุ่งขึ้นมาให้ดูว่าเป็น Zeal เหมือนกันแต่ความหมายดีกว่า แต่ว่าพ้องเสียง

เป๊ก : หาได้ซะงั้น เพราะไม่งั้นพี่ป้อม อัสนี ไม่ยอมนะครับ
เคน : ฉันว่ามันไม่ค่อยมงคลนะ
ชุ : จะขอโทษที่มาช้าตั้งแต่อัลบั้มแรกกันเลยหรอ

(ปัจจุบันยังช้าอยู่ไหม)

ชุ : ดีขึ้นครับ ดีขึ้น เสียงผมดังสุดเลยหวะ ดีขึ้น

The People : วงร็อกที่มีกลิ่นอายของดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ ตอนนั้นหาลายเซ็นของตัวเองได้อย่างไร 
ป๊อก :
เราเริ่มจากการที่ชอบกันคนละแบบก่อนเลย เพราะว่ามาจากคนละพ่อคนละแม่ มาจากคนละทิศคนละทาง คราวนี้แต่ละคนเริ่มเอาความเป็นของตัวเองเข้าไปผสมผสานในดนตรีที่เราพยายามจะทำขึ้นมา ในยุคนั้นมันดันมีพวกดนตรีอิเล็กทรอนิกส์พวกแบบดนตรีเต้นรำหรืออะไรก็แล้วแต่ที่มันมี sound design
เคน : แล้วก็เริ่มมีการใช้ คอมพิวเตอร์มิวสิคเข้ามาเยอะขึ้น
ป๊อก : แล้วซึ่งดนตรีพวกนี้ มันดันกลายไปอยู่ในความชอบของพวกเราอยู่แล้วมันก็เลยเป็นความรู้สึกเวลาที่เราจะสร้างเพลงขึ้นมามันก็เลยน่าจะมีสีสันเข้ามากันบ้างเพื่อความปี๊ดป๊าด
เคน : ก็คือการรักทุกคนชอบร็อกเหมือนกันแล้วก็ step ต่อมาทุกคนก็อาจจะชอบอิเล็กทรอนิกส์ที่อาจจะชอบแตกต่างกัน ผมชอบพวกทรานซ์สายเต้นรำ เป๊กมีความเป็นฮิบฮอปเข้ามายุคนั้น มีอิเล็กทรอนิกส์อะไรเต็มไปหมด
เป๊ก : ก็เลยเกิดการผสมผสานกลายเป็น Zeal ตอนนั้นในอัลบั้มแรก ที่มีเรื่องของ sound design เข้ามา

The People : จากอัลบั้มแรก เคยคิดไหมว่าจะมาถึงทุกวันนี้
เป๊ก :
เราคิดแค่อยากเล่นดนตรีไปเรื่อย ๆ นะ มันก็มีคนฟังครับ เราก็เลยคิดว่าเราจะยืนหยัดอยู่บนเส้นทางดนตรีให้ได้นานที่สุด พยายามทำทุกอย่างให้ตั้งใจที่สุด ทำเพื่อแฟนเพลงด้วย

The People : ถ้าพูดถึงแฟนเพลงเหนียวแน่นแล้ว ในวงเหนียวแน่นกว่า มีเคล็ดลับอะไรที่ทำให้ Zeal แข็งแรงเสมอ
ป๊อก :
คือวง Zeal ทุกคนจบออกมาทางสายดนตรีอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นอาชีพของวง Zeal จริงๆก็คือเดินสายทางด้านดนตรีเพื่อนๆที่เคยเรียนมาด้วยกันไม่ว่าจะไปเป็นครูหรือเป็นอะไรก็ยังเดินทางสายดนตรีแต่บังเอิญว่าเรามาจับพลัดจับผลูมาเป็นนักสร้างผลงานเป็นศิลปินเพราะฉะนั้นการที่มาอยู่ยืนยาวยืนอยู่ในจุดของเขาเรียกว่าการทำงานอย่างแท้จริง

       ข้อที่สองพวกเรากลายเป็นพี่เป็นน้องกันด้วย มันถูกเริ่มมาจากตรงนั้นเพราะฉะนั้นเวลาที่มันอยู่กันยาว ๆ แน่นอนมันต้องมีทะเลาะเบาะแว้งกันแน่นอน แต่สุดท้ายมันต้องหาทางลงให้ได้หาทางจบให้ได้ มันมีคำว่าพี่น้องมันมีคำว่างานที่จะต้องให้มันมีจุดจบของมัน เพราะฉะนั้นเวลามันก็เดินมาเป็นระยะเวลายาวนานซึ่งมันก็แก้ปัญหาของมันไปในแต่ละขั้นตอนของมันได้ เคล็ดลับไม่ได้มีอะไรครับอยู่กับงานที่เราจะต้องใช้ชีวิตอยู่กับมันเพราะว่าถ้าเกิดมันแตกไปตายเลยนะเพราะเราอยู่บนพื้นฐานของการทำงานของบริษัทกลุ่มนี้เขาเรียกว่ากลุ่มนี้เราต้องอยู่ด้วยกันเพื่องานของเราแล้วก็คือชีวิตง่าย ๆ เลย
เป๊ก : อยู่ด้วยกันเหมือนครอบครัวเพราะว่าเจอกันมากกว่าบางทีที่เราเจอครอบครัวอีก เจอกันทุกวันออกทัวร์คอนเสิร์ตอะไรอย่างนี้ก็เกิดความผูกพันก็มีอะไรก็ต้องคุยกันนะครับ

The People : เวลาทะเลาะกัน จุดตรงกลางของ Zeal คือตรงไหน
เป๊ก
: มันก็จบพร้อม ๆ กัน
ศิลา : ตอนทะเลาะกันคือทะเลาะกันอยู่แล้วตอนทำเพลง ส่วนมากก็ตอนทำเพลง
เป๊ก : ทะเลาะกันทุกขั้นตอนครับจนไปถึงขึ้นตอนกำลังมิกซ์ก็ยังเถียงกันอยู่ ก็ลองดูว่าอะไรมันเหมาะกับเพลงเราที่สุดอะไรที่มันใช่ที่สุดก็จะคุยกันตรงนั้น
เคน : พยายามจะลองฟังก่อน ฟังในสิ่งที่ทุกคนเสนอมา เราลองทำให้มันเห็นภาพก่อนว่าไอ้ภาพที่เขาเสนอกับภาพที่เราคิดมันได้หรือไม่ได้ แค่ลองเปิดใจว่าลองฟังก่อนลองทำดูก่อน ไม่เอาเดี๋ยวว่ากัน คนหนึ่งก็จะได้ระบายออกได้พูดได้เสนอ อีกคนหนึ่งก็ได้รับฟังอย่างนี้ครับ มันก็จะไม่อึดอัด ไม่ใช่ยังไม่ทันไรเลยปัดตกก็จะมีความอึดอัดสะสมไปเรื่อย ๆ ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ทุกคนได้แสดงออกให้ได้มากที่สุด

The People : อยู่ในวงการมานาน เคยมีหมด passion ในการเล่นดนตรีบ้างไหม
เป๊ก
: ดนตรีมันก็คือรายได้หลักของพวกเราทุกครั้งที่แบบออกไปเจอแฟนเพลงมันก็มีกำลังใจที่กลับมาทำงานต่อโอเคบางทีมันอาจจะแบบออกไปเจออะไรไม่ดีบ้างสุดท้ายเราก็มีดนตรีนี่แหละที่แบบเยียวยาแล้วก็ได้เล่นดนตรีกับทุกๆคนแล้วก็แฟนเพลงทำให้เรายังอยู่ได้เคยหมดไหมก็
เคน : ก็มีบ้าง
เป๊ก : ก็มีบ้าง แต่ว่ามันก็คงต้องไปหาแรงบันดาลใจ ออกไปดูคอนเสิร์ตไปดูมิวสิคเฟสไปดูคนอื่นเล่นคอนเสิร์ตบ้าง

เคน : บางทีมันเกิดจากที่เราทำซ้ำ ๆ มันจำเจ  มันไม่ใช่ว่าหมด passion หรอกแต่โดยปกติของมนุษย์เวลาทำอะไรเดิม ๆ ไปนา ๆก็จะถามตัวเอง เฮ้ยทำอะไรอยู่ แต่แค่เราเบรคพักอย่างที่เป๊กบอกลองไปดูคนอื่นเขา ลองไปดูงานลองไปเปิดโลกไปพักผ่อนจากสิ่งที่ทำซ้ำ ๆ เดิม ๆ เราจะเริ่มรู้สึกว่า เฮ้ย อยากกลับมาเล่นแล้ว ถ้าอย่างนี้แสดงว่าเรายังอยากเล่นอยู่ในเรื่อย ๆ แต่เมื่อไหร่ที่พักก็แล้วอะไรก็แล้วไม่อยากเล่นแล้ว แสดงว่าคุณอาจจะต้องไปขายข้าวไปทำอะไรซักอย่างที่มันไม่ใช่ แต่พอเราแก้ปัญหาอย่างที่เป๊กบอก มันก็ยังอยากกลับมาเล่นอยู่ยังอยากกลับมาขึ้นเวทีอย่างที่เราไปดู แล้วเรายังอยากจะทำให้มันดีกว่าเดิม

The People : แต่ละคนเรียนดนตรีมา หลายปีที่แล้วการศึกษาดนตรีในไทยก็ยังไม่แข็งแรง แต่ละคน deal กับพ่อแม่ตัวเองอย่างไร เพราะว่ายุคนั้นต้องยอมรับว่าเป็นยุคที่ว่าคนจะมองว่าเป็นอาชีพที่ไม่มั่นคง
ศิลา :
ของผมง่ายสุดเกิดในครอบครัวนักดนตรีอยู่แล้วแม่ก็เป็นอาจารย์สอนดนตรีก็เรียนจบถ้าเราอยากเล่นแม่ก็สนับสนุนเต็มที่ไม่เป็นปัญหาครับผม

เป๊ก : ผม ครอบครัวก็เป็นครูอาจารย์ก็จริง ๆ แล้วเขาก็สนับสนุนเรื่องดนตรีมาตั้งแต่เด็กได้เล่นดนตรีในหลาย ๆ รูปแบบ แล้วก็ใช้ดนตรีในการสอบเข้าต่าง ๆ จริง ๆ ตอนที่อยู่มัธยมก็ยังไม่มั่นใจว่าเราจะมาได้ทางสายนี้แบบเต็มตัวเพราะเราก็เลือกเรียนสายวิทย์เขาก็คงคิดว่าเราจะต้องไปเรียนสายที่มันต้องวิทย์คณิตไม่ว่าจะเป็นสถาปัตย์พวกอะไรที่แบบหวังไว้ แต่พอกำลังจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยเรามาสำรวจตัวเองว่าแบบ เฮ้ย จริง ๆ แล้วเราชอบอะไร เราอยู่กับอะไร เรารักอะไร เราก็เลยเลือกที่จะเรียนดนตรีแล้วก็ไปบอกเขา เขาก็โอเคถ้าจะเลือกเรียนดนตรีแล้วงั้นก็ต้องตั้งใจ ถ้าเกิดจะเรียนอะไรก็ต้องไปให้สุด แล้วเขาก็ส่งเข้ามาเรียนดนตรีในกรุงเทพ ตอนนั้นผมอยู่นครสวรรค์ทุกอาทิตย์

ป๊อก : ของผมนี่ deal ยากหน่อย พ่อรับราชการเป็นทหารเขาจะไม่ค่อยเข้าใจว่าไปเล่นดนตรีแล้วจะไปเอาจริงเอาจังเราจะใช้ชีวิตรอดเหรอวะสวัสดิการมันก็ไม่มีอนาคตอะไรยังไง สิ่งที่เราทำได้แล้วตอนนั้นตอนที่เราเป็นเด็กเราก็พิสูจน์ให้เขาเห็นว่าจริง ๆ มันสามารถช่วยให้เราผ่านพ้นวิกฤตหลาย ๆ อย่างได้นะ ผมเป็นคนเรียนไม่เก่ง ตอนเรียนผมอยู่วงโยธวาทิต แต่ผมก็สามารถเอาดนตรีต่อจาก ม.3 ขึ้น ม.4 ได้เลย โดยที่เกรดเฉลี่ยผมไม่ดีหรอก แต่ผมก็เป็นนักดนตรีของวงโยของโรงเรียนก็มีผลงานที่ดี

       จาก ม.6 จนเข้ามหาวิทยาลัยเราก็สำรวจตัวเองดูแล้วละว่าอย่างที่เป๊กว่าเราชอบจริงหรือเปล่า โอเคมันเป็นสิ่งเดียวที่เราทำได้ดีที่สุด แล้วเราก็พิสูจน์ให้เขาเห็นว่าเราสามารถเอาดนตรีที่เราเถียงกันมาตลอดเนี่ยสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้นะ คือเราคนเรียนไม่เก่งไงแต่เราสามารถเอาตัวรอดเอาชีวิตรอดของเราทำให้มันเกิดบางสิ่งบางอย่างได้พอเขาเห็นหลายครั้งเข้าจากการพิสูจน์เขาก็รู้สึกว่าเออ เฮ้ย มันเอาตัวรอดเอาชีวิตรอดจากสิ่งที่มันรักแล้วมันชอบได้นี่

ชุ : ผมก็คล้าย ๆ ป๊อกครับ ครอบครัวเป็นข้าราชการเหมือนกันของป๊อกทหารของผมเป็นตำรวจคือ คุณพ่อก็อยากให้เป็นตำรวจตั้งแต่อยู่ ม.4-.6 อยากให้เรียนนายร้อยตำรวจผมก็ไม่ได้ไปสมัครตามที่พ่อเอาใบสมัครมาให้ ผมก็ดื้อเราก็ไม่สมัครคือเราก็รู้แหละว่าเขาเสียใจเขาก็ไม่ได้พูดอะไรมาก แล้วพอใกล้จะ entrance ตอนยุคนั้นจะประสบความสำเร็จในชีวิตก็คือต้องเข้ามหาวิทยาลัยได้ความคิดนะตอนนั้นของผมผมมีความรู้สึกว่าเราทำให้พ่อแม่เสียใจแล้วเราพยายามจะทำให้สอบติดโอเคเราชอบจริงก็เลยไปศึกษาว่ามีคณะกีตาร์ที่มันใช้กีตาร์คลาสสิคสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้เราก็พยายามไปสอบปีแรกก็สอบไม่ติดเราก็กะจะเอาให้ได้เลยตัดสินใจซิ่วมาปีหนึ่งมาฝึกกีตาร์เพื่อที่จะเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้แล้วในที่สุดก็เข้ามหาลัยได้

       ตอนนั้นก็ไม่คิดหรอกว่ามันจะเป็นอาชีพที่จะยืนยาวมาจนถึงวันนี้ ก็แค่คิดตอนนั้นทำไงให้สอบติดและไปกับดนตรีที่เราพยายามดื้อมาตลอด แต่ว่าสิ่งนี้มันก็ทำให้เราได้เจอคน แล้วก็เป็นสายพานที่ทำให้ผมมาเจอเคนเจอเป๊กเจอศิลาเจอป๊อก ผมว่ามันก็เป็นการเลือกที่แบบวันนั้นทำให้เหตุการณ์แบบนี้มันเกิดขึ้น

เคน : ของผมก็กึ่งกลางครับคุณแม่ก็เป็นราชการแต่โชคดีที่เป็นข้าราชการในมหาวิทยาลัย คือตอนนั้นคนจะต้องคิดว่าคนจะอยู่บนโลกใบนี้ได้มีอยู่ประมาณข้าราชการกับขายของนี่แหละคืองานที่จะทำให้ชีวิตอยู่รอดได้ แต่โชคดีที่คุณแม่คือเห็น เขาอยู่กับเด็ก ๆ เยอะในหลาย ๆ สาขาวิชาในหลาย ๆ อาชีพ เขาก็เลยรู้สึกโอเค บวกกับที่เขาเคยอยากเล่นดนตรีแล้วก็โดนห้ามมาพอถึงยุคลูก เราบอกแค่นี้เขาก็เลยรู้สึกว่าดีเขาจะไปลงกับลูกให้หมด ถ้าเรารักจริงอยากได้กลองใช่ไหมเค้าไม่ค่อยมีเงินแต่ก็พยายามจะหามาให้ไม่มีห้องซ้อมก็เอากลองไปตั้งอยู่ในที่ทำงานตอนที่ทำงานมันปิดก็ให้ไปแอบซ้อมได้หรืออะไรอย่างนี้ ก็ถือว่าได้รับการสนับสนุนในระดับหนึ่งหลังจากที่เราหาข้อมูลให้เขาแล้วนะครับ

The People : ฟองเบียร์  ถือเป็นนักแต่งเพลงคู่บุญอีกคนของวง ประทับใจเพลงไหนที่ชายคนนี้แต่งให้มากที่สุด
ศิลา :
ของผมชอบเพลง “zero” ครับ คือจริง ๆ ตอนนั้นเราทำเพลงเป็นดนตรีเบาเบาอยู่นานมากเลย พยายามจะเขียนเองพยายามให้คนนั้นคนนี้ทะเลาะกับเขาไปทั่วจนสุดท้ายพี่ฟองเบียร์ก็เข้ามาช่วย ครั้งแรกที่เขาร้องเนื้อเพลงให้ฟังมันเป็นเนื้อเพลงที่แบบเท่มากเป็นการที่ชอบตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ยินเลย

ชุ : ถ้าส่วนผมชอบ เพลงนี้เลยครับอย่าอยู่คนเดียวเพราะด้วยความที่เราชื่นชอบในผลงานของเขาอยู่แล้วแต่พอเขาบอกว่าจะเขียนเพลงให้วง Zeal ปุ๊บ ผมก็ตื่นเต้นรอลุ้นมาตลอด พอวันที่ได้ฟังครั้งแรกพอเป็นเสียงกีตาร์โป่งดีดมา ผมก็เออมันเก่งจริงว่ะมันคิดแทนเป๊กว่าเป๊กควรจะร้องคำแบบนี้ ๆ แล้วเพลงแม่งโคตรแมนเลยว่ะอะไรอย่างนี้ แล้วก็เลยรู้สึกว่าผู้ชายคนนี้อบอุ่นมาก

ป๊อก : ผมชอบทุกเพลงที่ฟองเบียร์แต่ง ชอบในความมหัศจรรย์ของเพลงนี้ที่เขาแต่ง โดยเฉพาะเพลงเสี้ยมคืงเราเคยได้รับรู้เรื่องการเขียนเพลงที่ไวของเขา แต่ผมไม่เชื่อที่ว่ามันจะไวถึงขนาดสั่งก๋วยเตี๋ยวกลับมากินที่บ้านยังไม่ทันเลย ในวันที่เขาจะต้องมาเขียนเพลงนี้ที่ห้องอัด พอมาถึงเขาบอกเออยังไม่มีเลยว่ะ แต่หิวมากวานใครออกไปซื้อของให้กินหน่อย พี่ชุก็ออกไปซื้อก๋วยเตี๋ยวผมก็อยู่กับเขาเนี่ยระหว่างที่ผมอยู่กับเขา เขาก็ค่อย ๆ เขียนไปเรื่อย ๆ จนเขาบอกเสร็จแล้ว พี่ก๋วยเตี๋ยวมาหรือยัง ก๋วยเตี๋ยวยังไม่มาเลยแต่เพลงนี้มันเสร็จไปแล้วผมก็แบบเฮ้ย อ๋อโอเค เรา คือเร็วมากเส้นยังลวกไม่สุกเลย ไอ้บ้าผมก็เลยรู้สึกว่าผมจำเรื่องราวอันนี้ได้ แต่ถ้าถามว่าเพลงของฟองเบียร์ผมชอบผมชอบหมด

เคน :บุคคลตัวอย่างผมว่ามันเป็นเรื่องที่มันมีความซับซ้อนในการพูดในการอธิบายประเด็นมันเยอะอยู่ในนั้นแต่ว่ามันเขียนให้มันอยู่ในเพลง ๆ หนึ่งได้ เออ บุคคลตัวอย่างแล้วมันเป็นการประชดไปประชดมามันล้ำมากถ้ามานั่งฟังแบบละเอียด ๆ ทีละคำทีละคำ โอ้โหเวลาเรานั่งฟังเอาแค่ว่าเวลาพูดให้คนฟังอธิบายยังงงเลยแต่อันนี้มันร้อยอยู่ในเพลงแล้วฟังแล้วสวยมากมันแบบไม่เยิ่นเย้อไม่งงแล้วเข้าใจง่าย นี่คือศิลปะและความอัจฉริยะของฟองเบียร์

เป๊ก : ของผมก็น่าจะชอบหลายเพลงเหมือนที่ทุกคนบอกแต่ว่าเพลงที่ชอบอีกเพลงหนึ่งก็คือหมดชีวิตฉันให้เธอครับ คือผมชอบดูเนื้อหาด้วยความมหัศจรรย์ของเพลงนี้ก็คือท่อน pre chorus ก่อนที่จะไปฮุกเนี่ย คือมันเป็นเมโลดี้ที่แบบคือถ้าฟังเปล่า ๆ จะร้องยากมากแต่ว่าเหมือนแบบเขาทำให้เมโลดี้นี้กับคอร์ด เราก็มาปรับตามเมโลดี้ว่าเขาคิดอะไรอยู่แล้วก็มันเป็นเมโลดี้ที่ค่อนข้างยากแต่พอสุดท้ายแล้วทำออกมาคนก็ร้องตามได้แล้วก็ร้องแล้วฟังง่าย เด็กก็ร้องได้ผู้ใหญ่ก็ร้องได้  มันเป็นความมหัศจรรย์ของเมโลดี้ของพี่ฟองเบียร์จริง ๆ ยากแต่ฟังเพราะ

ป๊อก : มันเหมือนเป็นนักแต่งเพลงแบบฝรั่งเลย ที่แบบพอเราแกะเพลงปุ๊บแม่งซับซ้อนว่ะแต่ถ้าเกิดฟังอย่างเดียวมันฟังเพราะฟังง่ายร้องตามได้อะไรอย่างนี้มันทรงนี้เลย
เคน : แล้วเพลงนี้ก็เป็นอีกเพลงหนึ่งที่แต่งเร็วมากแค่ไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่จะไปขึ้นบินแล้วไม่ได้นอนมาด้วยไม่ได้พักผ่อนมาเสียงแหบมาเลยแต่ต้องไปต่างประเทศ
ชุ : ผมวิ่งไปเอากีตาร์ที่ มอร์ มิวสิค มาให้เขาเล่น
เคน : แล้วก็ไปสนามบินเลย

The People : เพลงที่มีความหมายกับ Zeal มากที่สุด
ป๊อก :
มันมีเพลงจุดเริ่มต้นอย่าง จากตรงนี้ มันก็เป็นเพลงที่เป็นเขาเรียกว่ามันเป็นเพลงเปิดก๊อก เพลงแรกของวง Zeal ถ้าไม่มีเพลงนี้เพลงอื่นมันก็ไม่ไหลมา ถ้าไม่มีเพลงนี้ไปนำเสนอเขาก็ไม่เลือกเราหรืออะไรต่าง นา มันก็คงไม่มีวง Zeal จนถึงทุกวันนี้ เพราะฉะนั้นเพลงนี้มันก็จะเป็นจุดที่จะอยู่ในความทรงจำแล้วก็เป็นเพลงถือว่าเป็นสุดยอด ถึงจะไม่ใช่เพลงโปรโมทหรืออะไรก็แล้วแต่ แต่เราก็จะจำ ความงดงามของเพลงนี้ได้ในตอนที่เราอยู่ในห้องเล็ก บรรยากาศการแต่งเพลงนี้โดยการแต่งคนละท่อนคือพวกเราเขียนเพลงกันไม่เป็นไงแต่ต้องมีเพลงเราก็เขียนกันคนละคำเขียนกันไปเขียนกันมาเป๊กหลับไปแล้วตื่นขึ้นมาขอแก้นะพี่คือมันเป็นอารมณ์แบบอันนี้ไม่ได้เลยพี่ถ้าลองอันนี้ไปปุ๊ป ลูกทุ่งเลยนะ เอาคำนี้ออกมามีความหมายคือมันมีวิธีการเริ่มอะไรแบบนั้นเพราะฉะนั้นเพลงนี้มันน่าจะเป็นเพลงที่เป็นหัวใจหลักของวงเหมือนกัน

ชุ : เห็นด้วยครับ เป็นเอกฉันท์

The People : เมื่อก่อนจะมีพี่ศิรศักดิ์ที่เป็นเจ้าพ่อเพลงละคร อันนี้ Zeal ก็ถือว่าเป็นวงที่เจ้าพ่อเพลงละครอยู่เหมือนกัน
ชุ
: 10 กว่าเพลงอะ

ป๊อก : คือมันเริ่มมานานมากเพลงแรกน่าจะเป็นไม่รู้ทำไมของค่ายเอ็กแซ็กท์ กับเรื่องพรุ่งนี้ไม่สาย อันนั้นคือเพลงแรกเลย หลังจากเปิดก๊อกมันก็มากันหลาย ๆ เพลง มันกลายเป็นว่าวงร็อกที่เวลาที่ใครอยากจะทำหนังแล้วอยากจะได้ดนตรีที่มันออกจากแบบร็อก ๆ หน่อยเขาก็จะเผอิญว่านึกถึงเราพอดี แล้วอาจจะเป็นเพราะเสียงของเป๊กในการร้องที่ทำให้ผู้จัดแต่ละคนอาจจะทำให้รู้สึกอยากให้มานำเสนอ มันก็เลยได้เป็นความโชคดี

ศิลา : คืออย่างเมื่อก่อนผมก็เชื่อว่าวง Zeal เป็นวงร็อกที่แข็งแรงอยู่แล้ว แล้วจู่ วันหนึ่งก็แบบไปประกอบละครนั่นนู่นนี่เยอะไปหมดเลยเพลงแรกที่ผมเข้ามาร่วมทำเพลงแรกชื่อว่า หยุดรักยังไง ซึ่งก็เป็นเพลงประกอบละครเราก็เอ้ยได้ทำเพลงที่เปิดตัวทั้งทีทำเพลงละครคือเรามีอีโก้อย่างนี้อยู่แต่พอเราได้สัมผัสมันเพราะอยู่จนละครมันจบแล้วก็เล่นมาจนถึงทุกวันนี้ในที่สุดละครมันจบแต่เพลงก็เป็นเพลงของเรา ดนตรียังไงก็เป็นดนตรีของเรา


The People : พูดถึงผลงานพิเศษชุดล่าสุดหน่อย ?
ป๊อก
: อัลบั้มนี้มันคลอดขึ้นมาตอนที่เราเริ่มจะทำคอนเสิร์ตแล้วเรารู้สึกว่าอยากจะมีอะไรที่มันเป็นพิเศษในช่วงเวลานี้แหละแล้วเราก็เออ เฮ้ย ก็อยู่ในยุคที่เราเคยทำซีดีกันมาอัลบั้มมาตั้ง 5 อัลบั้ม เราก็น่าสนใจว่าเราอยากทำอัลบั้มอีกสักอัลบั้มหนึ่ง ก็แล้วกันเพื่ออยากจะให้แฟนเพลงเนี่ยได้เก็บสะสมแล้วก็มันเป็นช่วงเวลาของคอนเสิร์ตใหญ่ของเราด้วย

เคน : แล้วก็เพื่อให้สมาชิกใหม่เรามีอัลบั้ม
ป๊อก : ใช่ ศิลาก็ยังไม่เคยมี คือตอนนี้มันมีขายที่ Muzikmovestore.com หลายคนอาจจะคิดว่าซื้อยาก แต่จริง มันก็ไม่ยากแต่มันอาจจะไม่ได้ทุกคน แต่เวลาใครที่ไปดูคอนเสิร์ตเราซึ่งการจะไปดูคอนเสิร์ตเราได้ต้องตามมาที่ IG Zeal หรือ facebook ของ Zeal ชื่อว่า Zealrockband ง่ายนิดเดียวเราขายท้ายรถตู้

The People : ฝากอะไรถึงแฟน ๆ หน่อย
เป๊ก
: ก็ขอบคุณนะครับขอบคุณตลอดระยะเวลาการเดินทางของพวกเรา จริง แล้วพวกเราก็พยายามที่จะทำงานสร้างงานดี ออกมาสม่ำเสมอนะครับ ก็ขอบคุณที่ยังติดตามอยู่แล้วก็มันสำคัญกับเรามาก ถ้าทำเพลงมาเล่นดนตรีไปแล้วไม่มีคนฟังก็เราก็ไม่รู้ว่าเราจะเล่นไปทำไมนะครับ ก็มันความรู้สึกดีครับแล้วก็จะพยายามสร้างสิ่งดี ตอบแทนทุก คน


นักดนตรี, นักวิจารณ์ดนตรี บัณฑิตดนตรีจากรั้วศิลปากร หลังฝึกปรือกีตาร์แจ๊สอยู่หลายปี ปัจจุบันเขาหันมาสนุกกับงานเขียนด้านดนตรี, กีฬา และ กินเที่ยว

Related

กอลลัม ตัวละครที่คนทั้งรักทั้งเกลียด แห่ง The Lord of the Rings

ซน ฮึงมิน อปป้า นักฟุตบอลสเปอร์ส ผู้เป็นสตาร์ของซูเปอร์สตาร์เกาหลีใต้

ซีเจ เมเจอร์ เปิดตัวภาพยนตร์โรแมนติกแห่งปี “Classic Again จดหมาย สายฝน ร่มวิเศษ”พร้อมชวนคนดูร่วม “เปิดกล่องความทรงจำไปกับรักครั้งแรก”

ขบวนพาเหรดสินค้า ELLE -ELLE HOMME กระหน่ำลดราคาครั้งยิ่งใหญ่ที่ศูนย์การค้าเมญ่าฯ เชียงใหม่

เสกสรรค์ ประเสริฐกุล – ฝันค้างเดือนตุลา: …และยังคงเป็นเช่นนั้นจนถึงวันนี้

โรลส์-รอยซ์ ‘วิสเปอร์ส’ สร้างแรงบันดาลใจ เพื่อความยิ่งใหญ่ แม้อยู่บ้าน

อิคาริ ชินจิ:ปมทางเพศในอีวานเกเลียนของวัยรุ่นอายุ 14 ต้องมาเป็นหนุ่มขับหุ่นยนต์

ติดปีกศักยภาพผู้ประกอบการไทย…เพื่อก้าวสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 โดย ธรินทร์ ธนียวัน กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย