Post on 10/01/2020

แจ็ค แบล็ค: ผู้บาลานซ์โลก 2 ใบ ภาพยนตร์และดนตรีไว้ด้วยกัน

นักแสดงสุดฮาจอมขโมยซีน หรือมือกีตาร์บ้าพลังผู้คลั่งโลกของเฮฟวีเมทัลจนตั้งเป็นวงดนตรี ไม่ว่าจะอยู่บนโลกใบไหน เขาล้วนแต่สร้างสีสัน เสียงฮา และความบ้าคลั่งให้เราได้รับรู้เสมอ นักแสดงหลายคนอาจจะต้องใช้ความพยายามมากมายกว่าจะก้าวมาถึงจุดนี้ได้ แต่ แจ็ค แบล็ค ความบ้าเท่านั้นที่ทำให้เขามายืนอยู่ตรงจุดนี้

แจ็ค แบล็ค (Jack Black) หรือ โธมัส เจคอบ แบล็ค (Thomas Jacob Black) คือนักเรียนหลังห้องผู้เบื่อหน่ายกับการเรียน ภาพที่ทุกคนเห็นจนชินตาคือแจ็คมักจะนอนกรนในห้องเรียน แม้ว่าการเรียนของเขาจะอยู่ในขั้นติดลบ แต่สำหรับเพื่อน ๆ แจ็คคือหนุ่มฮอตที่ชอบเล่นมุกอำเพื่อน ๆ แม้วิชาสามัญจะเป็นสิ่งที่แจ็คส่ายหน้า แต่แววตาเขาจะเป็นประกายทันทีเมื่อได้อยู่ในชั่วโมงศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นการวาดรูป ดนตรี หรือแม้แต่การแสดง 

“ตอนแรกผมอยากเป็นจิตแพทย์นะ ไม่รู้ทำไม คงเพราะตอนเด็กแม่กับพ่อทะเลาะกันบ่อย ๆ เลยอยากจับพวกเขามาคุยกัน แต่ไป ๆ มา ๆ ผมก็ดันสนใจการแสดง ไม่รู้สิ ตอนเรียนผมแม่งไม่สนใจอะไรเลยด้วยมั้ง ก็เลยหลับแม่งทุกคาบ จะมีวิชาเกี่ยวกับศิลปะนั่นแหละที่ผมสนใจ มันทำให้พลังในตัวผมลุกโชน” และงานแรกที่เขาได้ทำในฐานะนักแสดงก็คือโฆษณาเกมเครื่องเล่น Atari ในปี 1982 นั่นเอง

แจ็คหันเหชีวิตสู่การแสดงเมื่อตอนเรียนมหาวิทยาลัยที่ University of California ที่ Los Angeles แจ็คเข้าร่วมชมรมการแสดงของมหาวิทยาลัยเดียวกับ ทิม ร็อบบินส์ พระเอกและผู้กำกับชื่อดังจากหนัง The Shawshank Redemption จนเพื่อนซี้ต่างวัยได้หยิบยื่นโอกาสให้แจ็คได้ลองเล่นหนังหลังจากโฉบไปโฉบมาในฐานะตัวประกอบผ่านกล้องมาหลายปีกับหนัง Bob Roberts (1992) และมีส่วนร่วมในหนังและซีรีส์อีกหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น Waterworld, Demolition Man รวมไปถึง The X-Files แต่แน่นอนว่าไม่มีใครจำบทบาทของเขาได้ ใครจะไปจดจำนักแสดงตัวประกอบที่อยู่ในจอเพียงเวลาน้อยนิดได้ล่ะ แต่แจ็คก็ไม่ท้อถอย เขาพยายามใส่ตัวตนของเขาลงไปในงาน แม้จะไม่มีใครเห็นบุคลิกความห่ามที่ปรากฏเพียงน้อยนิดนั้นเลยก็ตาม 

8 ปีผ่านไปอย่างเชื่องช้า เขาไม่มีโอกาสได้โลดแล่นในวงการบันเทิงได้อย่างเต็มตัวสักเท่าไหร่ แต่แล้วโอกาสก็มาถึงแจ็ค เมื่อหนังอย่าง High Fidelity (2000) ได้เปิดโอกาสอันยิ่งใหญ่ให้กับการแสดงแบบโลดโผนโจนทะยานของเขา เขารับบทเป็นแบร์รี หนุ่มอ้วนกวนบาทาพนักงานร้านขายแผ่นเสียงผู้เกรี้ยวกราด และมักจะด่าลูกค้ากลับเมื่อลูกค้ามาหาแผ่นเสียงศิลปินห่วย ๆ ในความคิดเขา 

ถึงแม้ว่าหนังจะมีศูนย์กลางอยู่ที่ จอห์น คูแซค ที่เล่าถึง Top 5 ของหญิงสาวที่ทิ้งเขาไป แต่ในเส้นเรื่องเกี่ยวกับความรักกลับสอดแทรกด้วยเพื่อนห่าม ๆ ที่แจ็คเล่นแบบทุ่มทั้งใจ เขาได้รับการพูดถึงในวงกว้างทันทีเมื่อคนดูได้ชมบทบาทการแสดงของเขา รวมไปถึงการได้เข้าชิงรางวัลมากมาย แจ็คกลายเป็นขวัญใจมหาชนในทันที เขาได้รับโอกาสมากมาย สตูดิโอเป็นฝ่ายเดินเข้าหาอย่างไม่ขาดสาย หลังจากที่เขาตระเวนหางานเมื่อหลายต่อหลายปีก่อน เขาข้ามขั้นจากตัวประกอบที่ปรากฏในหนังไม่กี่วินาที กลายร่างมาเป็นพระเอกที่มีชื่อและรูปปรากฏตัวอยู่ในโปสเตอร์หลายต่อหลายเรื่อง

บุคลิกที่ยียวนกวนประสาทของแจ็คไปเตะตา ไมค์ ไวท์ เข้าอย่างจัง จนไมค์เอาบุคลิกของแจ็คใส่เข้าไปในหนังเรื่อง School of Rock (2003) เต็ม ๆ และบทบาทคุณครูผู้ผลักดันเด็กประถมฯ ให้รู้จักกับคำว่าโลกของดนตรีร็อค ยิ่งเผยให้เห็นความมีชีวิตชีวา มีสีสัน และสร้างความเซอร์ไพรส์ในแบบที่ไม่มีนักแสดงคนไหนเคยทำมันได้มาก่อน

ตลอดทศวรรษที่ 2000s แจ็คยังคงสร้างสรรค์คาแรคเตอร์ทั้งห่าม ๆ กวน ๆ เป็นผู้ใหญ่ไม่รู้จักโต ขี้แพ้ ได้อย่างเข้าถึง มีหลายบทบาทที่ไม่น่าเชื่อว่าแจ็คจะได้ไปร่วมแสดง อาทิ ผลงานมหากาพย์เรื่อง King Kong (2005) จากผู้กำกับ Lords of the Rings ที่ ปีเตอร์ แจ็คสัน เห็นแววของแจ็คหลังจากที่เอาหนังตำนานของแหวนไปอำเล่นในงาน MTV จนเขาติดต่อแจ็คให้เล่นหนังที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตของเขาในเช้าวันต่อมา นอกจากนั้น แจ็คยังไปให้เสียงพากย์ในหนัง Kung Fu Panda (2008) ในบทบาทแพนด้าตุ้ยนุ้ย จนหนังได้ไปต่ออีกหลายภาค

ที่ว่ามาคือบทบาทในฐานะนักแสดงที่โลดแล่นบนจอใหญ่ แต่โลกของ แจ็ค แบล็ค ไม่ได้มีแค่ด้านเดียว โลกอีกด้านก็สุดเหวี่ยงไม่แพ้กัน มันคือโลกของดนตรีที่ระห่ำถึงขีดสุดเช่นกัน

แจ็คเกิดในปี 1969 ยุคที่ดนตรีกำลังจะเป็นฟันเฟืองในการหมุนโลก แม้ว่าเขาจะไม่ทันรับรู้ถึงเหตุการณ์ Woodstock หรือต้องร่ำไห้เมื่อ The Beatles แตกสลายไป แต่บทบันทึกผ่านแผ่นเสียงสีดำก็เปิดโลกให้เขาไปตลอดกาล แจ็คเริ่มต้นจากเพลงของวงป็อปสวีเดนอย่าง ABBA ก่อนจะค่อย ๆ มุดตัวลงไปขลุกอยู่โลกของร็อคแอนด์โรลจนไม่หวนกลับไปไหน The Who, Neil Young, Led Zeppelin และอีกหลายต่อหลายวง โดยเฉพาะ AC/DC ที่เขานำแรงบันดาลใจไปใส่ในหนัง School of Rock

แม้ในโมงยามที่แจ็คอยู่ในสถานะตัวประกอบที่ไม่มีราคา เขากับเพื่อนซี้ร่วมชมรมการแสดงอย่าง ไคล์ แกส ที่ต่างคนต่างก็เห็นแววเจ๋งด้านดนตรีของกันและกัน จนก่อตั้งวง Tenacious D ขึ้นมาในปี 1994 โดยเริ่มจากรายการทีวีสั้น ๆ ในช่อง MTV ในฐานะของ 2 เนิร์ดตลกแห่งวงการเมทัล ก่อนชื่อเสียงของแจ็คจะผลักดันให้พวกเขาทำอัลบั้มอย่างจริงจังในแนวทางของเฮฟวีเมทัลที่หยอดมุกตลกและความขำไว้บนดนตรีร็อคอันหนักแน่น แถมยังได้เดินสายไปทัวร์ตามเทศกาลต่าง ๆ ไม่ต่างกับร็อคสตาร์วงอื่น ๆ จนกลายเป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์สุดคัลท์แห่งทศวรรษ 2000s ที่ใคร ๆ ต่างก็พูดถึง มีเพื่อนร่วมวงการมากมายที่ซูฮกในฝีไม้ลายมือของวงดนตรีสุดฮาวงนี้ หนึ่งในนั้นก็คือ เดฟ โกรลฮ์ แห่งวง Foo Fighters 

หนึ่งในความฮาที่จะเกิดขึ้นในปี 2020 คือการแท็กทีมสร้างโปรเจกต์พิเศษร่วมกันระหว่างเขากับ แจ็ค ไวท์ ฟรอนท์แมนแห่ง The White Stripes เมื่อแจ็คขาวกับแจ็คดำมาเจอกัน ก็เกิดเป็นวงเฉพาะกิจที่ชื่อ Jack Grey ที่น่าจะสร้างความฮือฮาได้อย่างแน่นอน

แม้มีข่าวร้ายว่าการรับบทในภาคต่อของหนัง Jumanji: The Next Level อาจจะเป็นผลงานภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายของแจ็ค เนื่องจากเขาต้องการให้เวลากับครอบครัว และอยากตั้งใจทำงานเพลงให้ดีกว่านี้ เราหวังว่าจะเป็นเพียงข่าวลวง เพราะการหาคนที่สามารถบาลานซ์การทำงาน 2 ศาสตร์ได้อย่างลงตัวแบบ แจ็ค แบล็ค นั้นหาได้ยาก และคนที่ทุ่มพลังในการทำงานด้วยลูกบ้านั้นก็ไม่ได้มีเยอะ และหนึ่งในนั้นก็คือชายที่ชื่อ แจ็ค แบล็ค นั่นเอง


สกก์บงกช ขันทอง

ชายหนุ่มสมาธิสั้น ผู้กักเก็บความทรงจำไว้ให้กับ Pop Culture และชอบฝังใจกับอดีตจนกลายเป็นคนไม่มีอนาคต