Post on 19/02/2021

จ๊ะ-นงผณี มหาดไทย: จากคันหู สู่ เพลงสิบสอง สาวมั่นผู้ไม่หยุดสร้างกระแส

หากเอ่ยชื่อ นงผณี มหาดไทย หลายคนอาจจะคิ้วขมวดด้วยความมึนงง แต่ถ้าเรากระชับพื้นที่เรียกชื่อเล่นเธอสักนิดว่า ‘จ๊ะ’ เกินครึ่งก็น่าจะเริ่มรู้จักเธอกัน แม้นามสกุลห้อยท้ายจะแตกต่างตามยุคสมัยที่เราคุ้นเคย แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ทุกช่วงเวลาของสาวสุดแรงคนนี้ ไม่มีช่วงไหนเลยที่เธอจะแผ่วในด้านการสร้างกระแส ตลอด 10 กว่าปีแห่งวงการบันเทิง มีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นกับตัวเธอ เรามาย้อนดูชีวิตของเธอตามฉายาต่าง ๆ ที่แปรผันไปตามจังหวะของชีวิตที่พลิกผันจากยากเกินคาดเดากัน 

 

จ๊ะ คณะลิเกบรรจงรักวิทยาคูณ 

เด็กหญิงจ๊ะ ถือกำเนิดในอำเภอแสวงหา จังหวัดอ่างทอง เธอเติบโตในครอบครัวคณะลิเกบรรจงรักวิทยาคูณ ที่พ่อและแม่ของเธอพำนักอยู่ 

ด้วยความสนใจและหลงใหลในเสียงเพลง รวมไปถึงอยากช่วยพ่อแม่ทำงานตั้งแต่เยาว์วัย จ๊ะเริ่มจับไมค์ตั้งแต่อายุ 6 ขวบ นอกจากจะเดินสายไปตามคณะลิเกแล้ว ตลอดช่วงระยะเวลาในการเรียนประถมฯ เธอเดินสายไปตามจังหวัดต่าง ๆ เพื่อประกวดร้องเพลงในฐานะตัวแทนนักเรียน ตกรอบบ้าง เข้ารอบบ้างตามแต่จังหวะลิขิตของชีวิต แต่มากกว่ารางวัลที่ได้เพียงเล็กน้อย คือประสบการณ์และความกล้าที่เธอค่อย ๆ สั่งสมจนไม่มีซึ่งความกลัวใด ๆ จวบจนย่างก้าวสู่วัยสาว จ๊ะ นงผณี ก็เริ่มโลดแล่นด้วยการไปร้องเพลงในฐานะนักร้องอิเล็กโทนตามวงต่าง ๆ เพื่อสร้างความบันเทิงตามงานบวช งานแต่ง แล้วแต่โอกาส โดยได้ค่าตัวประมาณ 300 บาทต่อครั้ง ซึ่งเธอร้องเพลงไปด้วยส่งเสียตัวเองเพื่อร่ำเรียนศึกษาไปด้วย และด้วยลีลาและความกล้าแสดงออก วันหนึ่งช่วงตอนที่จ๊ะเรียนอยู่ ม.6 เธอก็ได้รับโทรศัพท์ปริศนา ที่ปลายสายคือ ไผ่ เทอร์โบ วงวาไรตี้ภูธรชื่อดังแห่งเมืองสุพรรณ  

 

จ๊ะ เทอร์โบ

วงเทอร์โบมิวสิค เป็นวงดนตรีชื่อดังแห่งเมืองสุพรรณบุรี ที่โด่งดังตั้งแต่ยุค 90s จากวงดนตรีที่เล่นประกอบลานสเก็ต จนกลายเป็นเอนเตอร์เทนเมนต์วาไรตี้โชว์เต็มรูปแบบ ที่สร้างความบันเทิงให้แขกเหรื่อตามงานต่าง ๆ มาอย่างยาวนาน โดยวงปรับเปลี่ยนโชว์ไปตามสมัยนิยม นำเพลงที่เป็นกระแสฮิตในช่วงนั้นมาคัฟเวอร์ แม้จะมีชื่อเสียงในระดับภูมิภาค แต่วงเทอร์โบมิวสิคก็ถูกพูดถึงอย่างมาก เมื่อตอนที่ จิรภัทร คูหาพัฒนกุล หรือ ไผ่ เทอร์โบ หัวหน้าวงเทอร์โบมิวสิค ได้เห็นการโชว์ของจ๊ะในงานงานหนึ่ง จนเขาได้โทรฯ เชิญชวนให้จ๊ะมาร่วมอยู่กับวง เพื่อมาเป็นหนึ่งในนักร้องร่วมวงดนตรีวาไรตี้วงนี้ ที่ให้ความบันเทิงในงานรื่นเริง รวมไปถึงงานบุญต่าง ๆ ด้วยสเกลที่ใหญ่กว่าดนตรีอีเล็กโทน 

จ๊ะไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่าเงินค่าตอบแทนต้องได้มากกว่าในอดีต เธอจึงตอบรับคำชวนนั้น แม้ตัวจริงจะเป็นคนตรง ๆ ห้าว ๆ แต่เมื่ออยู่บนเวที จ๊ะก็เอนเตอร์เทนคนดูได้เต็มรูปแบบ ทั้งการเต้น การร้อง ที่หากลิมิตมีอยู่ที่ 100 เธอก็จัดเต็มเกินร้อยทุกครั้ง แต่สิ่งที่ทำให้วงเทอร์โบและจ๊ะกลายเป็นที่พูดถึงในชั่วข้ามคืน คือการแจ้งเกิดที่ดังแบบไม่ทันตั้งตัวในโลกโซเชียลมีเดีย เมื่อเพลง ‘คันหู’ ที่ถ่ายได้ถูกอัปโหลดลง YouTube เมื่อประมาณปี 2554 และคลิปเดียว เพลงเดียวนี้ ก็เปลี่ยนสถานะของจ๊ะไปตลอดกาล

 

จ๊ะ คันหู

“คันหู ไม่รู้เป็นอะไร เอาสำลีมาปั่นก็ไม่หาย คันจรี๊งงงง คันอยู่ข้างใน คันหูทีไร ล่ะขนลุกทุกที”

เพลงคันหู ต้นฉบับโดย หลิว วาริสสรา เพลงลูกทุ่งน่ารักน้ำเสียงออดอ้อนที่ออกเมื่อตอนปี 2542 แต่ดังอยู่ในวงจำกัด แต่จู่ ๆ เพลงนี้ก็กลับมาดังในระดับปรากฏการณ์ เมื่อได้ถูกดัดแปลงโดยการเพิ่มบีทให้เข้ากับยุคสมัย ใส่ความเป็นสามช่าโจ๊ะ ๆ รวมไปถึงการตีความสองแง่สองง่ามลงลึกใต้สะดือให้เข้าใจว่าหูเป็นอวัยวะอย่างอื่นแทน ด้วยการเพิ่มเสียงกระเส่าที่เพิ่มเข้ามา รวมไปถึงคอสตูมสุดหวือหวา และการเต้นยั่วยวน

เพลงนี้ได้แจ้งเกิด จ๊ะ จนถูกเรียกติดปากว่า จ๊ะ คันหู ในทันที เมื่อคลิปโชว์เพลงคันหูเริ่มถูกปล่อยในโลกโซเชียลมีเดีย ความจัดจ้านและความกล้าแบบไร้ขีดจำกัด นำพาให้จ๊ะเป็นที่กล่าวขวัญถึงในโลกออนไลน์ในแบบกระหึ่ม วงเทอร์โบมิวสิคจากที่งานเยอะอยู่แล้ว ก็เยอะขึ้นแบบทวีคูณ หนุ่ม ๆ ต่างยืนออรอดูจ๊ะกันหน้าเวที เพื่อโชว์ลีลา จนเพลงคันหูกลายเป็นเพลงชาติของวงดนตรีวาไรตี้ภูธรที่ทุกวงต้องเล่นกัน แต่ความเซ็กซี่ ความระห่ำบนเวที ที่เต็มไปด้วยลูกบ้าและดีกรีจัดจ้านเต็มกำลัง มีเพียงจ๊ะคนเดียวที่ครองตำแหน่งนั้น นอกจากตารางทัวร์ที่แน่นไปจนถึงปีต่อ ๆ ไปแล้ว เธอยังเดินสายไปปรากฏตัวตามสื่อต่าง ๆ ทั้งสื่อหลักสื่อรอง เพื่อเล่าถึงปรากฏการณ์คันหูแบบไม่มีเว้นว่าง และยิ่งบุคลิกพูดตรง ๆ ไร้ซึ่งจริตจะก้านบวกสำเนียงอ่างทองของเธอ ยิ่งโหมความเป็นสาวข้างบ้าน และสร้างคาแรกเตอร์ให้เป็นที่เลื่องลือในเวลาอันรวดเร็ว

แต่ความสุดโต่งของการแสดงออกนั้น ก็เป็นดาบสองคม เมื่อการแสดงอย่างถึงพริกถึงขิงบนเวที มีฝ่ายอนุรักษนิยมมากมายรุมโจมตีในภาพลักษณ์สุดแรงของเธอ รวมไปถึงเหล่านักเลงคีย์บอร์ดที่ตัดกำลังใจด้วยการวิพากษ์วิจารณ์เธอแบบเสีย ๆ หาย ๆ แต่จ๊ะก็เลือกที่จะโต้ตอบอย่างเผ็ดร้อนไปว่า  

“มันก็เป็นกระแส มีแต่คนโทรฯ มาบอกหนูว่า คลิปหนูร้องเพลงไปอยู่ตามเว็บต่าง ๆ เต็มไปหมด หนูไม่เคยเล่นอินเทอร์เน็ตก็ยังงงว่ามันคืออะไร สุดท้ายถึงรู้ โอ้โฮ! ทำเอาหนูไม่กล้าออกจากบ้านไปไหนเลยช่วงนั้น เพราะมีแต่คนไม่เข้าใจมาด่ามาว่าแบบพ่อแม่ไม่สั่งสอน มาว่าหนูขายตัว โห! หนูอยากบอกพวกเขามากเลยนะ ถ้าหนูขายตัวจะมาร้องเพลงหาเงินทำไม

“ช่วงนั้นหนูเครียดมากเลยนะ หนูร้องไห้ทุกวันเลยว่าทำไมคนไม่เข้าใจเรา หนูทำงานหาเงิน แต่คนก็ไปตีความว่าเราขายตัว คือจริง ๆ คำมันแรงกว่านี้มาก ช่วงนั้นก็เลยเดินไปบอกกับหัวหน้าวงว่า จ๊ะจะไม่ร้องเพลงแล้ว แต่พี่เขาก็ตอบกลับมาทำให้หนูได้คิดนะ แล้วมันเป็นแรงผลักดันหนูมาจนถึงทุกวันนี้ พี่เขาพูดว่า จ๊ะต้องร้องเพลงต่อ ทำให้คนเห็นว่าเราไม่ได้เป็นแบบนั้น เราเป็นนักร้องที่สร้างความสุขให้คนดู จากนั้นหนูก็คิดได้ว่า ต้องทำให้คนเขาเข้าใจในสิ่งที่เราเป็น แล้วอีกอย่างคนใกล้ตัวเราทุกคนเข้าใจเราหมด พ่อแม่เพื่อนให้กำลังใจจ๊ะตลอด”

ในขณะที่กลางคืนแสงไฟและสายตาของหนุ่ม ๆ จับจ้องส่องเธอ กลางวันเธอก็ทำหน้าที่เป็นนักศึกษาที่เรียนจนจบ จากการหาเงินที่แสนยากในอดีต แม้เงินในช่วงที่เป็นจ๊ะ คันหู นั้นหาง่ายขึ้นจากการโชว์ แต่เธอยังต้องพิสูจน์ตัวเองด้วยใบปริญญาเพื่อให้พ่อและแม่ได้ภาคภูมิใจ 

 

จ๊ะ อาร์สยาม

แต่แล้วจ๊ะก็ได้เปลี่ยนฉายาอีกครั้ง เมื่อความดังของเธอ นำพาเธอให้ได้ไปเป็นนักร้องในค่ายอาร์สยาม ด้วยชื่อ จ๊ะ อาร์สยาม ที่เปลี่ยนบุคลิกเป็นสาวมั่นโฉบเฉี่ยว แม้จุดขายจะไม่แรงเท่าสมัยตอนเป็นจ๊ะ คันหู แต่ค่ายอาร์สยามที่เก่งกาจในการปั้นนักร้องให้มีบุคลิกของสาวลูกทุ่งยุคใหม่ แบบที่เคยทำสำเร็จกับใบเตย หรือกระแต แม้จะถูกลดทอนความแรงเพื่อลดข้อครหา และสร้างชื่อเสียงในระดับมหาชน แต่บทเพลงที่จ๊ะได้ร้องนั้นก็ถือเป็นเพลงที่สร้างกระแสไม่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็น ‘นิสัยฉันเปลี่ยนตามสันดานเธอ’ เพลงร็อกช้า ๆ แต่ว่าแสดงความแกร่งของตัวจ๊ะให้เห็น และเพลงไฮไลต์อย่าง ‘เห็นนางเงียบ ๆ ฟาดเรียบนะคะ’ ที่แสดงศักยภาพทั้งจริตจะก้าน การเต้น และน้ำเสียงออดอ้อนที่ถอดรหัสตัวตนของเธอได้อย่างชัดเจน โดยไม่จำเป็นต้องแสดงออกอย่างโจ๋งครึ่มเหมือนสมัยตอนเป็นจ๊ะ คันหู 

แม้จำนวนเพลงที่เธอร้องจะน้อย แต่งานโชว์ของเธอก็ยังแน่นเช่นเดิม ในฐานะที่จ๊ะเรียนบริหารธุรกิจ เธอมองลู่ทางที่น่าจะสดใสและไปได้สวยกว่าการโชว์บนเวทีแล้ว ด้วยการเริ่มคิดทำธุรกิจจากที่ในช่วงหนึ่งเธอได้รับงานรีวิวค่อนข้างเยอะ ทำให้เธอคิดว่าคงจะดีไม่ใช่น้อยหากเธอเป็นเจ้าของธุรกิจเสียเอง นำไปสู่การเป็นเจ้าของแบรนด์เสริมความงาม และนำไปสู่การได้รับฉายา ‘เศรษฐินีแห่งวงการลูกทุ่ง’ ในทันที ที่ผลตอบรับแห่งความอุตสาหะ ความฝันของเธอไม่ว่าจะบ้านหรือรถ ก็เป็นสิ่งที่หาไม่ยากแล้วสำหรับตัวเธอ แต่ถึงธุรกิจจะรัดตัวอย่างไร จ๊ะก็ไม่คิดจะทิ้งไมค์ ไปร้องโชว์ตัวตามที่ต่าง ๆ เพราะบทเพลงเป็นสิ่งที่ทำให้เธอแจ้งเกิดได้จนถึงทุกวันนี้ เธอยังเดินสายโชว์ตัว / ร้องเพลง รวมไปถึงเรียนต่อในระดับปริญญาโท ให้พ่อแม่ได้ภาคภูมิใจอย่างไม่มีวันเหน็ดเหนื่อย  

 

จ๊ะ สิบสอง

แม้จะไปได้สวยทั้งการบริหารชื่อเสียง บริหารธุรกิจ รวมไปถึงบริหารชีวิตได้ดังใจฝัน แต่จ๊ะก็ไม่หยุดสร้างกระแส เธอมีช่องทางของตัวเองในชื่อ อีจ๊ะ Channel ที่นำเสนอไลฟ์สไตล์ที่บ่งบอกความเป็นตัวเธอให้แฟน ๆ ได้ติดตามกัน 

แต่จ๊ะก็กลับมาจุดกระแสความดังเป็น Talk of the Town อีกครั้ง เมื่อเธอนำเพลงในอดีตที่หลายคนแทบไม่เคยได้ยินอย่างเพลง ‘นาฏศิลป์อินเดีย’ ที่ร้องโดย พรทิพา บูรณะกิจบํารุง และแต่งเนื้อร้องทำนองโดย ครูพยงค์ มุกดา เพลงทำนองภารตะที่เนื้อร้องจำง่ายได้ใจความด้วยนำเดือนทั้ง 12 เดือนมาเรียงร้อยเป็นบทเพลง และจ๊ะนำมาร้องจนเกิดเป็นกระแสอีกครั้งในคลิปที่ชื่อ เพลงสิบสอง Cover by อีจ๊ะ ด้วยความฮาและใส่สำเนียงในแบบของเธอ ก็กลายเป็นที่กล่าวขวัญและกลายเป็นบทเพลงติดหูที่ถูกนำไปคัฟเวอร์ และเต้นบนแพลตฟอร์ม TikTok ให้กระหึ่มอีกครั้ง

จากเด็กหญิงที่เดินสายร้องเพลงประกวด สู่สาวน้อยลีลาแพรวพราวที่ฉาวในโลกโซเชียลฯ จนมาสู่การเป็นนักธุรกิจเต็มตัว และจุดประแสเพลงดึกดำบรรพ์ให้กลับมา สิ่งหนึ่งที่แสดงให้เห็นอย่างเด่นชัด คือ จ๊ะ นงผณี ไม่เคยย่อท้อ หรือหยุดที่จะสร้างโอกาส นอกจากเธอจะเป็นสาวผู้จุดกระแสในโลกยุคใหม่ด้วยความแกร่งและความกล้าแล้ว เธอยังสร้างโอกาสที่หลากหลาย ไม่เสียแรงที่เธอเป็นคนอำเภอแสวงหา เธอจึงแสวงหาโอกาสและสร้างตำนานของจ๊ะต่อไป 

เรามาดูกันว่า จ๊ะจะเปลี่ยนฉายาห้อยท้ายว่าเป็นอะไรอีกในอนาคต

 

ที่มา

รายการ ซุป’ตาร์ พาตะลุย / ที่นี่หมอชิต / วู้ดดี้ เกิดมาคุย

https://www.posttoday.com/ent/celeb/323094

https://mgronline.com/live/detail/9540000116823

 

เรื่อง: สกก์บงกช ขันทอง

ภาพ: จาก Instagram jaja_nongpanee


สกก์บงกช ขันทอง

ชายหนุ่มสมาธิสั้น ผู้กักเก็บความทรงจำไว้ให้กับ Pop Culture และชอบฝังใจกับอดีตจนกลายเป็นคนไม่มีอนาคต