Post on 27/04/2020

ฌาอีร์ โบลโซนารู ประธานาธิบดีบราซิล: ผู้นำที่เชื่อว่าโควิด-19 เป็นแค่ไข้หวัดธรรมดา

ประธานาธิบดีบราซิล ฌาอีร์ โบลโซนารู (Jair Bolsonaro) ถือเป็นผู้นำที่คนทั่วโลกเริ่มรู้จักชื่อเสียงของเขามากขึ้น หลังจากกล่าวต่อหน้าสาธารณชนว่า โควิด-19 เป็นเพียงไข้หวัดธรรมดา สั่งปลดรัฐมนตรีสาธารณสุขกลางอากาศจากการรณรงค์ให้ชาวบราซิลเว้นระยะห่างทางสังคม (social distancing) และเข้าร่วมม็อบต่อต้านคำสั่งล็อกดาวน์ โดยไม่สนเสียงด่าทอของประชาชน

โบลโซนารูเป็นนักการเมืองที่มีฉายาว่า ‘ทรัมป์และดูแตร์แตแห่งบราซิล’ หรือ ‘ทรัมป์ประเทศเขตร้อน’ ก่อนเข้ามาเล่นการเมืองเขาเคยเป็นนายทหารระดับสูงของกองทัพ มุ่งมั่นอยากเห็นบราซิลเดินไปข้างหน้าภายใต้การปกครองของทหาร เมื่อลงสมัครตำแหน่งประธานาธิบดี โบลโซนารูให้คำมั่นกับประชาชนว่าจะนำความสงบเรียบร้อยมาให้ผู้คน จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจย่ำแย่จากการบริหารของผู้นำคนก่อน ๆ

นโยบายการหาเสียงของเขาสวนทางกับภาพลักษณ์และท่าทีก่อนหน้าที่ไม่สนใจคอร์รัปชันของนักการเมือง มักแสดงความคิดเห็นเหยียดชาติพันธุ์ กลุ่มรักร่วมเพศ และสตรี ซึ่งต้องบอกตามตรงว่าทัศนคติชัดเจนของเขาทำให้มีคนกลุ่มหนึ่งชื่นชอบนักการเมืองคนนี้อย่างเหนียวแน่น

แม้ภาพลักษณ์ของเขาอาจไม่ได้ดูดีนักในสายตาชาวบราซิล แต่เขาคือตัวเลือกที่น่าสนใจกว่าอดีตประธานาธิบดีลูอิซ ลูลา ดา ซิลวา (Luiz Lula da Silva) ที่ปัจจุบันถูกดำเนินคดีข้อหาทุจริต จนสุดท้ายเขาสามารถชนะการเลือกตั้ง ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 38 ของบราซิล

ก่อนโบลโซนารูจะโดนวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการรับมือกับโควิด-19 เขาเคยสร้างความงุนงงให้กับ จัสติน ทรูโด (Justin Trudeau) ประธานาธิบดีแคนาดา เมื่อเก้าอี้ของผู้นำแคนาดากับบราซิลอยู่ติดกัน แต่โบลโซนารูเมินที่จะจับมือกับทรูโด แถมเขายังมีปัญหากับประธานาธิบดีฝรั่งเศส เอมมานูเอล มาครง (Emmanuel Macron) เมื่อผู้ใช้เฟซบุ๊กชาวบราซิลรายหนึ่งเยาะเย้ยภริยาของผู้นำฝรั่งเศสว่าสวยสู้ มิเชล โบลโซนารู (Michelle Bolsonaro) สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของบราซิลไม่ได้แม้แต่น้อย โบลโซนารูก็เข้าไปตอบว่า “Do not humiliate the guy, ha ha” หรือ “อย่าไปล้อเขาสิ ฮ่า ๆ” ทำให้มาครงออกมาประณามโบลโซนารูว่าเป็นชายที่หยาบคายอย่างยิ่ง

นอกจากเรื่องความสัมพันธ์ทางการทูตที่ทำให้คนบราซิลแปลกใจกับภาวะผู้นำ โบลโซนารูเคยปฏิเสธเงินสนับสนุนโครงการอนุรักษ์ธรรมชาติหลายโครงการของบราซิล หลังพบว่าป่าแอมะซอนถูกรุกรานมากขึ้นทุกปี แต่เดิมรัฐบาลเยอรมนีมอบเงินสนับสนุนมากกว่า 95 ล้านยูโร (ประมาณ 3,300 ล้านบาท) ประธานาธิบดีบราซิลก็กล่าวกับทางเยอรมันว่า “จะเอาเงินไปทำอะไรก็ได้ บราซิลไม่ต้องการเงินของคุณ” พร้อมกับสั่งปลด ริคาโด กัลวาโอ (Ricardo Galvao) ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยพื้นที่แห่งชาติบราซิล หลังจากเขาเปิดเผยว่า พื้นที่สีเขียวของแอมะซอนลดลงอย่างรวดเร็ว

ข่าวการกระทำต่าง ๆ ของโบลโซนารู เริ่มสร้างความไม่พอใจให้กับชาวบราซิลบางส่วน และเริ่มหนักขึ้นเมื่อบราซิลมีจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 พุ่งสูงอย่างน่าใจหาย จนถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงอีกครั้ง จนวันที่ 21 มีนาคม 2020 โบลโซนารูออกมาตำหนิผู้ว่าการรัฐต่าง ๆ ของประเทศที่ออกมาตรการให้ประชาชนกักตัวอยู่บ้าน แสดงความไม่พอใจการสั่งปิดโรงเรียน ร้านค้า ห้างสรรพสินค้า เพราะการสั่งปิดสถานที่ต่าง ๆ จะสร้างความหวาดกลัวให้กับประชาชน ทำให้เศรษฐกิจของประเทศจะหยุดชะงัก พร้อมกับยืนยันว่าตัวเองทำหน้าที่อย่างเต็มที่แล้ว อย่าเพิ่งวิตกกังวลไปเกินกว่าเหตุจะดีกว่า 

ชาวบราซิลส่วนใหญ่ไม่พอใจกับการเพิกเฉยเรื่องโควิด-19 มองว่าชายคนนี้ไร้จิตสำนึก ขาดความรับผิดชอบต่อสังคม และไร้ความสามารถ ชาวบ้านจึงประท้วงด้วยการเคาะหม้ออยู่ที่ระเบียงบ้านตัวเอง (ออกไปเดินประท้วงไม่ได้เพราะต้องกักตัว) เป็นเวลา 5 วันติดกัน เพื่อหวังว่าเสียงนี้จะส่งไปถึงโบลโซนารู

สำนักข่าว Reuters ระบุว่า เวลานี้ไม่มีใครฟังเสียงของโบลโซนารู กลุ่มมาเฟียพ่อค้ายาที่มีอำนาจย่านฟาเวล่า (Favela) ย่านสลัมหลายแห่งในเมืองริโอ เดอ จาเนโร ตัดสินใจนำกองกำลังติดอาวุธลงพื้นที่บังคับไม่ให้ประชาชนออกจากบ้านยามวิกาลและสั่งปิดตลาดสดชั่วคราว

เดิมทีแก๊งพ่อค้ายาบราซิลมักจัดตั้ง ‘รัฐบาลน้อย’ คุมพื้นที่เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว พวกเขารู้จักหน้าตาของคนในชุมชน รู้จักว่าเด็กบ้านนี้เป็นลูกใคร ส่วนคนในชุมชนก็รู้จักกลุ่มมาเฟีย การสั่งไม่ให้ประชาชนออกจากบ้านด้วยอาวุธครบมือ ก็ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่ขัดขืนยอมอยู่บ้านตามคำสั่งมาเฟีย เพราะพวกเขาก็รู้สึกไม่ต่างจากกลุ่มมาเฟียว่า รัฐบาลไม่ช่วยประชาชนแก้ปัญหาอะไรเลย

คนบราซิลเรียกโควิด-19 ว่า “The disease of the rich” หรือ “โรคคนรวย” พวกเขามองว่า การแพร่ระบาดของไวรัสไม่ได้เริ่มต้นที่ชนชั้นล่างทางสังคม แต่มากับพวกเศรษฐีที่เดินทางกลับจากยุโรปพร้อมหอบไวรัสมาให้ชาวบราซิลคนอื่น ๆ แต่กลายเป็นเวลานี้ คนจนย่านแออัดกลับรับผลกระทบหนักกว่าใคร เพราะพวกเขาไม่มีแม้แต่น้ำสะอาดให้ล้างมือ แถมผู้นำก็ไม่สนใจไยดีชีวิตของพวกเขาเท่าไหร่นัก

บราซิลมีประชากรราว 100 ล้านคน เวลานี้ยังมีคนกว่า 40 ล้านคนที่ไม่สามารถเข้าถึงระบบสาธารณสุขที่ได้มาตรฐาน พวกเขาอาศัยอยู่ในบ้านที่มีน้ำประปาสีน้ำตาล เด็กหนุ่มคนหนึ่งในฟาเวล่า เมืองริโอ เดอ จาเนโร ให้สัมภาษณ์กับนักข่าว Reuters ว่า “ปกติพวกเราไม่มีน้ำสะอาดให้ซักผ้าด้วยซ้ำ ไม่ต้องพูดถึงการล้างมือบ่อย ๆ เพื่อป้องกันไวรัส เพราะสุขาภิบาลขั้นพื้นฐานของประเทศย่ำแย่มาก ๆ”

เมื่อนักข่าวถามถึง ฌาอีร์ โบลโซนารู ก็ได้รับท่าทีไม่พอใจจากประชาชนส่วนใหญ่ พวกเขามองว่า โบลโซนารูไม่มีความสามารถ ไม่ยอมออกมาตรการใด ๆ เพื่อป้องกันไวรัส งบประมาณส่วนใหญ่ก็เหลือน้อยเต็มที นอกจากนี้ ประชาชนยังไม่สามารถตรวจสอบการใช้จ่ายเหล่านี้ได้เลย ทั้งที่เงินถูกใช้ไปจนหมดคลัง แต่คุณภาพชีวิตของคนบราซิลกลับไม่ได้ดีขึ้น และปิดปากเงียบเรื่องการสร้างเคอร์ฟิวของแก๊งมาเฟีย เพราะพวกเขากลัวอำนาจของคนเหล่านี้ที่คอยสอดส่องชุมชนอยู่เสมอ

ประธานาธิบดีบราซิลเชื่อมั่นหมดใจว่า โควิด-19 เป็นเพียงแค่ไข้หวัดธรรมดา กินยานอนพักเดี๋ยวก็หาย แต่สิ่งน่าห่วงกว่าคือระบบเศรษฐกิจของประเทศที่ต้องปิดตัวลงชั่วคราว การเพิกเฉยของเขาทำให้ หลุยส์ เฮนริเก แมนเด็ตตา (Luiz Henrique Mandetta) รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข ออกมาให้คำแนะนำเรื่อง social distancing แก่ประชาชน ออกตัวสนับสนุนกลุ่มผู้ว่าการรัฐที่ตัดสินใจปิดเมือง แมนเด็ตตาได้รับเสียงชื่นชมจากชาวบราซิลเป็นจำนวนมาก แต่แนวคิดเรื่องไวรัสของเขาทำให้ตัวเองขัดแย้งกับประธานาธิบดีบราซิล

แมนเด็ตตาเสนอให้รัฐบาลเปิดอกคุยกับแก๊งมาเฟีย “เรารู้ดีว่าอำนาจรัฐไม่สามารถเข้าถึงฟาเวล่าได้ตลอดเวลา คนที่รับผิดชอบชุมชนจริง ๆ ดันเป็นแก๊งมาเฟีย เราอยากจะสร้างสะพานที่เดินไปหาพวกคุณได้ เวลานี้ทุกคนต่างต้องการความช่วยเหลือ และพวกเราต้องคุยกัน” ซึ่งการจะยอมเจรจากับแก๊งมาเฟีย คือสิ่งที่โบลโซนารูไม่มีวันยอมให้เกิดขึ้น

16 เมษายน 2020 โบลโซนารูสั่งปลดแมนเด็ตตากลางอากาศ พร้อมแสดงความไม่พอใจต่อ โรดริโก มาเอีย (Rodrigo Maia) ประธานสมาชิกวุฒิสภา เรื่องการรับมือกับไวรัส โบลโซนารูมองว่า มาเอียชักจูงให้ผู้ว่าการรัฐต่อต้านเขา ฝั่งมาเอียออกมาโต้ตอบว่า เขาเห็นด้วยกับแนวคิดของรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขที่ประธานาธิบดีเพิ่งสั่งปลดลงจากตำแหน่ง ยืนยันว่าแมนเด็ตตาออกมาตรการที่เป็นประโยชน์แก่ประเทศ

แม้โบลโซนารูจะเป็นประธานาธิบดี แต่เสียงข้างมากในสภาไม่เห็นด้วยกับความคิดของเขา ศาลสูงและสภาผู้แทนราษฎรยืนยันจะทำมาตรการล็อกดาวน์ต่อไป เพราะโควิด-19 กำลังคร่าชีวิตของคนในประเทศ กลายเป็นว่าผู้นำของประเทศเป็นผู้โดดเดี่ยวทางการเมืองไปเสียแล้ว ส่วนนักการเมืองจากพรรคฝ่ายค้านก็เรียกร้องให้โบลโซนารูลาออกจากตำแหน่ง เพราะก่ออาชญากรรมด้านสาธารณสุข

19 เมษายน 2020 โบลโซนารูออกมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง ด้วยการกระโดดขึ้นท้ายรถกระบะไปร่วมประท้วงกับเหล่าผู้ชุมนุม คนจำนวนหนึ่งออกจากบ้านมารวมกลุ่มประท้วงอยู่หน้ากองบัญชาการกองทัพบก พวกเขาไม่เห็นด้วยกับมาตรการล็อกดาวน์ ที่ผู้ว่าการรัฐหลายเมืองสั่งให้ประชาชนอยู่แต่บ้าน โบลโซนารูออกมาประท้วงกับผู้คนโดยไม่ใส่หน้ากากอนามัย ขึ้นปราศรัยพร้อมกับไออยู่บ่อย ๆ สร้างความหวาดวิตกให้คนบราซิลไปอีกขั้น

สำนักข่าว Dailymail รายงานว่า เวอร์จิลิโอ เนโต (Virgilio Neto) นายกเทศมนตรีเมืองมาเนาส์ รัฐอามาโซนัส ทางตอนเหนือของบราซิล แถลงถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ของเมืองมาเนาส์ว่าเข้าขั้นวิกฤต เป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบรุนแรง แม้จะผ่านช่วงประกาศภาวะฉุกเฉิน แต่ตัวเลขผู้เสียชีวิตพุ่งเป็นร้อยรายต่อวัน จากเดิมที่มีจำนวนอยู่ 20-30 ราย

เนโต กล่าวว่า ร่างไร้วิญญาณของผู้ติดเชื้อในเมืองมาเนาส์มีจำนวนมากจนฝังไม่ทัน ภาพที่ออกมาหดหู่เหมือนกับฉากเศร้าของหนังสยองขวัญ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในเมืองคือความจริง และประธานาธิบดีของเรากลับบอกว่า โควิด-19 เป็นแค่ไข้หวัดธรรมดาเท่านั้น

นับถึงเกือบปลายเดือนเมษายน 2020 บราซิลถือเป็นประเทศที่มีจำนวนผู้เสียชีวิตมากที่สุดในลาตินอเมริกา มีคนติดเชื้อมากกว่า 40,000 คน ทีมแพทย์และนักวิจัยทั่วโลกต่างคิดว่าจริง ๆ แล้วบราซิลยังมีคนติดเชื้อไวรัสมากกว่าที่แจ้งไว้ถึง 15 เท่า เพราะระบบสาธารณสุขไม่ได้มาตรฐาน ทำให้บราซิลมีอัตราการตรวจโรคเพียง 300 คน ต่อประชากร 1 ล้านคนเท่านั้น และไม่ใช่แค่ทีมแพทย์ต่างประเทศ แต่สถาบันวิจัยหลายแห่งของบราซิลก็ออกมาคาดการณ์ว่า คนในประเทศอาจติดเชื้อโควิด-19 ไปแล้วกว่า 300,000 คน

คงต้องติดตามสถานการณ์ไวรัสของบราซิลกันต่อไปว่า นโยบายกับแนวคิดของประธานาธิบดีโบลโซนารู จะสามารถเยียวยาผู้คนที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัส และทำให้ยอดผู้ติดเชื้อกับผู้เสียชีวิตลดลงได้หรือไม่ แต่ในเวลานี้ เขาเป็นผู้นำโลกที่ถูกประชาชนวิพากษ์วิจารณ์หนักไม่แพ้ โดนัลด์ ทรัมป์ หรือ สี จิ้น ผิง เลยทีเดียว  

 

ที่มา 

https://www.reuters.com/article/us-health-coronavirus-brazil-favelas-fea/gangs-call-curfews-as-coronavirus-hits-rio-favelas-idUSKBN21B3EV

 https://www.bbc.com/news/world-latin-america-52351636

https://www.france24.com/en/20190811-no-need-german-amazon-subsidy-brazils-bolsonaro

https://www.dw.com/en/no-need-for-german-amazon-aid-brazils-bolsonaro/a-49988862

https://www.bbc.com/news/world-latin-america-49212115

https://www.dailymail.co.uk/news/article-8252459/Bodies-piled-Brazilian-city-Manaus-coronavirus.html

 

เรื่อง: ตรีนุช อิงคุทานนท์

 


นักเขียนผู้สนใจการเมือง เฟมินิสต์ และการเรียกร้องสิทธิของชาว LGBTQ+