Post on 07/02/2019

เจมส์ ไนสมิท หมอผู้คิดค้น บาสเก็ตบอล ไว้เล่นแก้ขัดยามหนาว

บาสเก็ตบอลนับเป็นกีฬาในร่มที่ได้รับความนิยมมากที่สุดชนิดกีฬาหนึ่ง มีการประเมินกันว่ามีแฟนกีฬาที่ติดตามการแข่งขันชนิดนี้ทั่วโลกราว 800 ล้านคน และเป็นกีฬาที่สร้างรายได้มหาศาลให้กับผู้จัดการแข่งขันและนักกีฬาระดับโลก โดยที่ผู้คิดค้นกีฬาชนิดนี้ขึ้นมามิได้คาดหมาย และคาดหวังมาก่อน เพราะเบื้องต้นมันเป็นเพียงกีฬาที่ถูกคิดขึ้นมาเพื่อเล่นแทนชนิดกีฬาอื่นที่มีอยู่ก่อน แต่มีข้อจำกัดเล่นเวลาเล่นในหน้าหนาว

เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อปี 1891 ที่โรงเรียนฝึกอบรมวิชาแห่งสมาคมยุวชนคริสเตียนนานาชาติในสปริงฟิลด์ รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา (International Young Men’s Christian Association Traininng School, ปัจจุบันคือ วิทยาลัยสปริงฟิลด์) เมื่อ เจมส์ ไนสมิท (James Naismith) อาจารย์วิชาพละได้รับโจทย์จากหัวหน้าแผนกให้คิดค้นกีฬาในร่มไว้ให้เด็กๆ เล่นในโรงยิมช่วงหน้าหนาวอันยาวนาน โดยต้องเป็นกีฬาที่ไม่น่าเบื่อและปลอดภัยด้วย

ไนสมิทจึงจับเอารูปแบบการเล่นของกีฬาต่างๆ ทั้งฟุตบอล รักบี ฮ็อกกี มาผสมๆ กัน และตัดเอาวิธีการเล่นที่จะทำให้เกิดการปะทะออกไปกลายมาเป็นกติกา 13 ข้อ สำหรับบาสเก็ตบอลขึ้นมา โดยตอนแรกผู้เล่นในสนามจะมีฝั่งละ 9 คน (เพราะตอนนั้น ชั้นเรียนวิชาพละของเขามีเด็กอยู่ 18 คนพอดี ตอนหลังจึงลดเหลือฝั่ง 5 คน) ใช้ตะกร้าเก็บลูกพีชมาแขวนไว้สองฝั่ง ให้ผู้เล่นเอาลูกบอล (ซึ่งก็ใช้ลูกฟุตบอลแบบอังกฤษ) ปาเข้าใส่ตะกร้าลูกพีชของฝั่งตรงข้ามให้มากที่สุด โดยผู้เล่นที่ถือบอลห้ามวิ่งเด็ดขาด (ปัจจุบันสามารถเลี้ยงลูกบอลได้ แต่ถือบอลวิ่งไม่ได้)   

ในปี 1939 ไนสมิทเคยให้สัมภาษณ์กับรายการวิทยุถึงที่มาของกติกาจากการทดลองเล่นบาสเก็ตบอลครั้งแรกเอาไว้ว่า “ผมเอาตะกร้าลูกพีชมาติดไว้สองฝั่งของโรงยิม แล้วบอกให้แต่ละฝ่ายโยนบอลเข้าตะกร้าของฝ่ายตรงข้าม เมื่อผมเป่านกหวีดก็ให้เริ่มการแข่งขัน” แต่เมื่อสิ้นเสียงนกหวีดบรรดาผู้เล่นของทั้งสองฝ่ายต่างเข้าตะลุมบอนกันอุตลุดจนหัวร้างข้างแตกไปตามๆ กัน เขาจึงต้องเขียนกฎห้ามไม่ให้ผู้เล่นที่ครอบครองบอลวิ่ง และห้ามใช้หมัดในทุกกรณี

“สิ่งสำคัญที่สุดคือห้ามวิ่งพร้อมลูกบอลเด็ดขาด มันช่วยแก้ปัญหาการปะทะต่อยตี เมื่อเราลองเล่นด้วยกติกาเหล่านี้ (กติกาดั้งเดิม 13 ข้อ) แล้ว ก็ไม่มีใครต้องเจ็บตัวอีกเลย” ไนสมิทกล่าว (The New York Times)

เมื่อเวลาภายไปกติกาก็เปลี่ยนแปลงไปตามความเหมาะสม และเพื่อทำให้เกมสนุกมากกว่าที่เน้นผลแพ้ชนะมากจนเกินเหตุ ซึ่งจริงๆ กติกาใหม่ที่เพิ่มเข้ามาอย่าง “ช็อตคล็อก” หรือการจับเวลาถอยหลังบังคับให้ฝ่ายที่ครองบอลต้องชูตบอลเข้าห่วงก่อนที่เวลาจะหมดก็เป็นสิ่งที่ไนสมิทได้คิดไว้ก่อนแล้วเพื่อแก้ปัญหาทีมที่มีคะแนนนำถ่วงเวลาด้วยการครอบครองบอลแต่ไม่ยอมบุกแต่สมัยนั้นไม่มีใครเอาด้วย กติกานี้จึงมาเพิ่มเข้าไปเมื่อปี 1954  หลังจากที่เขาเสียชีวิตไปแล้วหลายปี

เจมส์ ไนสมิท เกิดเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 1861 ที่อัลมอนเท (Almonte) ออนแทรีโอ ประเทศแคนาดา กลายเป็นเด็กกำพร้าตั้งแต่ 9 ขวบ เมื่อพ่อแม่มาเสียชีวิตด้วยไข้ไทฟอยด์ เขาจบด้านเทววิทยาแต่เป็นนักกีฬาที่เก่งหลายด้าน เมื่อเรียนจบเขาเลือกที่จะไม่ทำงานเป็นนักเทศน์ด้วยเห็นว่ายังมีวิธีการอื่นที่จะช่วยนำทางเยาวชนรุ่นใหม่ เขาเลยไปเป็นครูพละอยู่ที่สหรัฐฯ

ภายหลังเขาเรียนหมอจนจบจาก Gross Medical College ในปี 1898 แต่ไม่ใช่เพราะอยากเป็นหมอ หากเพียงแค่อยากรู้การทำงานของร่างกายมนุษย์เท่านั้น และได้ย้ายมาอยู่กับมหาวิทยาลัยแคนซัสในปีเดียวกันพร้อมกับเป็นโค้ชทีมบาสเก็ตบอลมหาวิทยาลัยจนถึงปี 1908 และเป็นผู้อำนวยการด้านการกีฬาให้มหาวิทยาลัยอย่างยาวนาน

ไนสมิทยังเป็นหัวหอกคนสำคัญที่ผลักดันให้กีฬาบาสเก็ตบอลเป็นกีฬาในโอลิมปิกฤดูร้อน หลังใช้เวลาต่อสู้อยู่หลายสิบปี บาสเก็ตบอลก็ได้รับการบรรจุลงในการแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อนที่เบอร์ลินในปี 1936 มีทีมชาติเข้าแข่งขัน 23 ทีม และไนสมิทก็ได้เป็นผู้มอบเหรียญทองให้กับทีมชาติสหรัฐฯ ในการแข่งขันคราวนั้นด้วย

ไนสมิทถือเป็นผู้ที่มีความคิดก้าวหน้า ไม่เห็นด้วยกับนโยบายการแบ่งแยกสีผิวในสหรัฐฯ โดยแม้ว่าเขาจะไม่ได้รับเอานักศึกษาผิวดำมาเล่นในทีมชุดใหญ่ของมหาวิทยาลัย แต่เขาก็เป็นคนที่ทำให้นักศึกษาผิวดำมีโอกาสได้ใช้สระว่ายน้ำ ซึ่งก่อนหน้านั้นนักศึกษาผิวดำจะได้รับการยกเว้นการสอบว่ายน้ำโดยให้สอบผ่านไปทันที เพื่อให้สระว่ายน้ำมีแต่นักศึกษาผิวขาวเท่านั้น

และเขายังเป็นผู้ฝึกสอน จอห์น แมคเลนดอน (John McLendon) ชาวแอฟริกันอเมริกันซึ่งกลายมาเป็นโค้ชบาสเก็ตบอลอาชีพผิวดำคนแรก ตั้งแต่สมัยที่คนดำต้องแข่งกับคนดำเท่านั้น และแมคเลนดอนยังเป็นผู้นำทีมวิทยาลัยสำหรับนิโกรแห่งนอร์ทแคโรไลนา [์North Carolina College for Negroes] ลงแข่ง “อย่างลับๆ” กับทีมจากมหาวิทยาลัยดุก [Duke University] ซึ่งเป็นการแข่งขันบาสเก็ตบอลระดับมหาวิทยาลัยระหว่างคนขาวกับคนดำเป็นครั้งแรก โดยแมคเลนดอนกล่าวถึงไนสมิทเอาไว้ว่า ไนสมิทไม่ได้สนใจเรื่องของสีผิวหรือสัญชาติ และวิชาที่เขาได้มาก็ล้วนมาจากไนสมิททั้งสิ้น (The New York Times)


ผู้เขียนเนื้อหาด้านประวัติศาสตร์ และต่างประเทศ

Related

ซากุรางิ ฮานามิจิ: ปรัชญาชัยชนะแห่ง Slam Dunk “พื้นฐานคือสิ่งสำคัญ”

คาสเตอร์ เซเมนยา แชมป์โลกวิ่ง 800 เมตรหญิง ที่ถูกตัดสินว่าไม่ใช่ผู้หญิง 

มาเรีย เทเรซ่า เด ฟิลิปปิส นักขับหญิงคนแรกที่เข้าแข่งขันฟอร์มูล่าวัน

“โรดา มูลอดซี” เจ้าหญิงแห่งเวนด้า ผู้สละมงกุฎเพื่อค้าแข้งในลีกอาชีพ

เอรียา จุฑานุกาล “โปรเม” กับความสุขที่ไม่จำเป็นต้องเป็นที่หนึ่ง

ซน ฮึงมิน อปป้า นักฟุตบอลสเปอร์ส ผู้เป็นสตาร์ของซูเปอร์สตาร์เกาหลีใต้

มิโน่ ไรโอล่า ซูเปอร์เอเยนต์ จอมสูบ? เทวดาในคราบปีศาจของเหล่านักฟุตบอล

เอกนิษฐ์ ปัญญา สตาร์ดวงใหม่ผู้แจ้งเกิดจากการปฏิวัติวงการฟุตบอลไทย