Post on 10/06/2019

เจเรมี คอร์บิน ผู้นำฝ่ายค้านอังกฤษ ผู้ไม่ยอมคุกเข่าให้ควีน

ประเทศอังกฤษคือต้นแบบของระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาที่เรียกกันว่า “ระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ” ที่ครั้งหนึ่งเคยอยู่ใต้การปกครองแบบ “สาธารณรัฐ” เป็นระยะเวลาสั้น ๆ ในยุคของ โอลิเวอร์ ครอมเวลล์ เมื่อช่วงศตวรรษที่ 17 ก่อนที่ฝ่ายนิยมกษัตริย์จะรื้อฟื้นสถาบันกษัตริย์กลับมาหลังการตายของครอมเวลล์ และกลายเป็นสถาบันหลักของชาติที่ตั้งมั่นจนถึงปัจจุบัน

แต่ฝ่ายนิยมสาธารณรัฐในอังกฤษก็มิได้ล้มตายตามครอมเวลล์ไปหมด หากยังคงมีผู้ศรัทธาในสาธารณรัฐสืบมามากบ้างน้อยบ้างตามยุคสมัย โดยบุคคลตัวอย่างฝ่ายนี้ในปัจจุบันที่โดดเด่นที่สุดก็คงไม่พ้น “เจเรมี คอร์บิน” (Jeremy Corbyn) ผู้นำฝ่ายค้านจากพรรคแรงงานที่ก้าวขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคได้สำเร็จหลังการเลือกตั้งปี 2015

คอร์บินเกิดเมื่อ 26 พฤษภาคม 1949 จบมัธยมแล้วได้เรียนวิทยาลัยเทคนิคเป็นระยะเวลาสั้น ๆ ก่อนที่จะหันมาเป็นนักกิจกรรมฝ่ายซ้าย ได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นแห่งหนึ่งในลอนดอนตอนอายุ 25 ปี ก่อนได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกในนามพรรคแรงงานในปี 1983

เขาเป็นนักการเมืองฝ่ายซ้ายสุดโต่ง (ในสายตาคนอื่น แต่สำหรับเขาเรียกจุดยืนตัวเองว่าเป็นนักสังคมนิยมประชาธิปไตย) ไม่สนใจว่าใครเป็นหัวหน้าพรรคเขาก็พร้อมจะคัดค้านเสมอ หากนโยบายพรรคขัดต่ออุดมการณ์ของตนเอง ข้อมูลของ Britannica บอกว่า เขาเคยโหวตสวนมติพรรคมาแล้วกว่า 500 ครั้งตลอดระยะเวลากว่า 3 ทศวรรษที่เขาเป็นผู้แทน

จุดยืนของคอร์บินที่โดดเด่นคือการต่อต้านอาวุธนิวเคลียร์ ต่อต้านนโยบายในตะวันออกกลางที่มีสหรัฐฯ และอิสราเอลเป็นแกนกลาง (เขาเองถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกต้านยิว) ต่อต้านการเป็นสมาชิกนาโตและสหภาพยุโรปของอังกฤษ ในอีกทางหนึ่งเขาให้การสนับสนุนภาคการเมืองของกลุ่มไออาร์เอที่ต้องการปลดปล่อยไอร์แลนด์เหนือจากสหราชอาณาจักร สนับสนุนการดึงกิจการรถไฟกลับมาเป็นของรัฐ และเขายังเป็นฝ่ายนิยมสาธารณรัฐ ซึ่งการเปลี่ยนประเทศเป็นสาธารณรัฐย่อมเท่ากับการล้มเลิกสถาบันกษัตริย์ไปด้วย

แนวคิดที่ไม่ยอมประนีประนอมของคอร์บินทำให้เขาที่เป็น ส.ส. มาอย่างยาวนานไม่เคยได้นั่งตำแหน่งรัฐมนตรีกับเขาเลยในช่วงที่พรรคแรงงานได้เป็นรัฐบาล และการก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคของเขาก็ทุลักทุเลเป็นอย่างมาก เพราะนักการเมืองที่มีตำแหน่งในสภาของพรรคต่างไม่เห็นด้วยกับแนวทางซ้ายจัดของคอร์บิน

โดยหลังความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2015 เอ็ด มิลิแบนด์ ผู้นำพรรคแรงงานในขณะนั้นตัดสินใจรับผิดชอบด้วยการลาออก ตอนแรกมี ส.ส. ที่ลงชื่อสนับสนุนเขาเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่เพียง 20 ชื่อ จาก ส.ส. ที่พรรคมีทั้งหมด 232 คน แต่ตามกฎของพรรคเขาต้องการอย่างน้อย 35 รายชื่อถึงจะมีสิทธิได้เป็นแคนดิเดต และในช่วงนาทีสุดท้ายนั่นเองที่ ส.ส. ซึ่งมิได้ชื่นชอบแนวทางหรือต้องการให้คอร์บินเป็นหัวหน้าพรรค ตัดสินใจร่วมกันลงชื่อรวมได้ตามข้อกำหนดเสนอให้คอร์บินลงแข่ง ด้วยหวังจะช่วยเพิ่มตัวเลือกและการถกเถียงถึงแนวทางที่ควรจะก้าวต่อไปของพรรคเป็นสำคัญ

แต่เมื่อการตัดสินตำแหน่งหัวหน้าพรรคไปอยู่ในมือของสมาชิกพรรคทั่วประเทศ คอร์บินซึ่งแม้จะเป็นคนรุ่นเก่าแต่เป็นผู้เสนอแนวทางการเมืองที่อยู่นอกกระแสมาตลอดทำให้ถูกมองว่าเป็น “ทางเลือกอื่น” ในหมู่คนรุ่นใหม่ และสามารถชนะการเลือกตั้งผู้นำพรรคแรงงานไปแบบขาดลอยด้วยคะแนนรวม 59.5 เปอร์เซ็นต์ ทิ้งคะแนนแคนดิเดตรายอื่นกว่า 3 เท่า

การได้ชัยชนะของคอร์บินทำให้เขาถูกพินิจพิจารณาอย่างหนักจากสาธารณะกับอุดมการณ์ส่วนตัวซึ่งขัดกับนโยบาย ค่านิยมหรือจารีตประเพณีที่มาแต่เดิมอย่างสุดขั้ว และหนึ่งในนั้นก็คือการเป็นฝ่ายนิยมสาธารณรัฐ

ไม่นานหลังจากรับตำแหน่งผู้นำพรรคแรงงานเขาถูกวิจารณ์อย่างหนัก หลังพิธีรำลึกยุทธการแห่งบริเตน (Battle of Britain – การรบทางอากาศต่อต้านการรุกรานของนาซีในสงครามโลกครั้งที่ 2) ในวิหารเซนต์พอลซึ่งผู้ร่วมพิธีมีทั้งทหารผ่านศึกและครอบครัว รวมถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกองทัพอากาศ ซึ่งมีคนสังเกตเห็นว่าคอร์บินมิได้ขยับปากร้องเพลง “God Save the Queen” แม้แต่น้อย (แต่ก่อนหน้านั้นเขาได้ออกแถลงการณ์ยกย่องผู้เสียสละชีวิตในสงครามคราวนั้นแล้ว)

ไนเจล ฟาราจ อดีตหัวหน้าพรรค UK Independence Party (ปัจจุบัน – 2019 เป็นหัวหน้าพรรค Brexit) ออกมากล่าวว่า “ผมอยู่ในเซนต์พอล แล้วผมก็สังเกตเห็นว่าคอร์บินไม่ได้ขยับปากร้องเพลงชาติสักคำ แต่ก็นะเขาคือพวกนิยมสาธารณรัฐเข้ากระดูกถึงปลายนิ้ว ซึ่งผู้สนับสนุนพรรคแรงงานน้อยคนนักที่จะเอาด้วย” (The Guardian)

ส่วน นิโคลัส โซมส์ (Nicholas Soames) ส.ส.จากพรรคอนุรักษนิยม และหลานของ วินสตัน เชอร์ชิล อดีตนายกฯ ยุคสงครามโลกให้ความเห็นว่า การไม่ยอมร้องเพลงชาติสรรเสริญพระบารมีควีน ถือเป็นการกระทำที่ไม่สุภาพ ไม่ให้เกียรติต่อควีนและทหารอากาศผู้สละชีวิตในยุทธการแห่งบริเตนเป็นอย่างสูง

ทางพรรคแรงงานได้ออกแถลงการณ์ว่า คอร์บินได้ไปร่วมงานดังกล่าวเพื่อแสดงความเคารพต่อผู้เสียสละต่อสู้ในสงครามเพื่อประเทศ และเลือกใช้การยืนสงบนิ่งเพื่อแสดงความเคารพระหว่างที่มีการร้องเพลงชาติ

และในการให้สัมภาษณ์กับบีบีซีเขาถูกถามถึงเหตุการณ์ดังกล่าวอีกครั้ง คอร์บินจึงตอบว่า เขาแปลกใจมากที่สื่อให้ความสนใจกับการที่เขาไม่ร้องเพลงมากจนเกินเหตุ แทนที่จะไปให้ความสำคัญกับเหตุการณ์ดังกล่าวในแง่ประวัติศาสตร์ หรือประเด็นทางสังคมที่มีเนื้อหาสาระกว่านี้

หลังจากนั้นไม่นาน ประเด็นเรื่องความจงรักภักดีของคอร์บินก็ถูกจับตามองอีกครั้ง เมื่อเขาซึ่งเป็นผู้นำฝ่ายค้านโดยตำแหน่งจะได้รับเชิญให้เข้าร่วมสภาองคมนตรี และโดยพิธีการเขาจะต้องคุกเข่าต่อหน้าควีนเพื่อรับตำแหน่งดังกล่าว ซึ่งทางบีบีซีเคยถามคอร์บินก่อนแล้วว่าเขาจะยอมคุกเข่าให้ควีนหรือไม่? เขาตอบว่าเขาไม่รู้มาก่อนว่าพิธีกรรมเป็นเช่นนั้น เขาคงต้องปรึกษากับทีมงานเสียก่อนว่าจะวางตัวเช่นใด แต่ได้ตอบเป็นนัย ๆ ว่า

“แน่นอนว่าสุดท้ายผมก็ต้องเป็นสมาชิกสภาองคมนตรีถ้ามันเป็นส่วนหนึ่งของหน้าที่ [ขณะเดียวกัน] ผมคิดว่ามีหลายอย่างในสังคมที่มันควรจะต้องเปลี่ยน และนี่ก็อาจจะเป็นหนึ่งในนั้นด้วยก็ได้”

เมื่อมีข่าวว่า คอร์บินตอบรับหนังสือเชิญร่วมเป็นสมาชิกสภาองคมนตรีก็ทำให้สื่อบางรายตีข่าวว่า ผู้นิยมสาธารณรัฐอย่างเขายอมคุกเข่าให้กับควีนแล้ว (Telegraph) แต่เมื่อถึงวันพิธีสาบานตนจริง ทาง The Guardian กลับรายงานว่า “เจเรมี คอร์บินไม่ได้คุกเข่าให้กับควีน” โดยชี้ว่า แม้โดยธรรมเนียมแล้วผู้เข้ารับตำแหน่งองคมนตรีจะต้องคุกเข่าและจุมพิตพระหัตถ์ของควีน แต่ทางราชสำนักก็ “ไม่บังคับ” ให้สมาชิกองคมนตรีต้องทำในสิ่งที่ลำบากใจแต่อย่างใด คอร์บินจึงไม่ต้องคุกเข่าอย่างที่คนคาดหมายไว้ก่อนหน้าเมื่อเขาแรกประกาศรับตำแหน่งดังกล่าว

แม้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์และจับจ้องในความจงรักภักดีต่อสถาบันเป็นอย่างมาก เนื่องจากคนส่วนใหญ่ในอังกฤษยังคงเห็นดีเห็นงามกับระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ โดยในการสำรวจเมื่อปี 2018 ของ YouGov สำนักวิจัยด้านการตลาดและการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า ชาวอังกฤษกว่า 69 เปอร์เซ็นต์ยังสนับสนุนสถาบันกษัตริย์ มีเพียง 21 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ต่อต้าน และอีกราว 11 เปอร์เซ็นต์บอกว่าไม่แน่ใจ

ถึงอย่างนั้น คอร์บินก็ยังมั่นคงในอุดมการณ์เดิม ขณะเดียวกันเขาก็ไม่คิดจะผลักดันความเชื่อส่วนตัวให้กลายเป็นวาระของพรรค ทำให้คนอังกฤษที่ส่วนใหญ่นิยมกษัตริย์รวมถึงสมาชิกพรรคแรงงาน เทคะแนนให้กับผู้นิยมระบอบสาธารณรัฐอย่างเขาในการเลือกผู้นำพรรคแรงงานปี 2015 และอีกครั้งในปีต่อมาเมื่อเขาถูกท้าชิงจากผู้ต่อต้านภายในพรรค (ทั้งนี้ อังกฤษมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น แม้กระทั่งความศรัทธาในระบอบอื่นโดยไม่เห็นว่านั่นเป็นปัญหาต่อความมั่นคงแต่ประการใด)  


ผู้เขียนเนื้อหาด้านประวัติศาสตร์ สังคม และต่างประเทศ

Related

จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ศิษย์ “นายหัวชวน” 33 ปี สู่เส้นทางผู้นำทัพประชาธิปัตย์

ยุวรัตน์ กมลเวชช กกต. รุ่นดรีมทีม “เสือ” ตัวจริง ไม่ใช่ “เสือกระดาษ”

สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ จาก รมต.สีเทา ขยับเป็นเบี้ยล่อขุน

Movimento Passe Livre ขบวนการ “ขนส่งสาธารณะปลอดค่าโดยสาร”

มนตรี พงษ์พานิช ลูกทุ่งกรุงเก่า และ อภิมหากฐินโฮปเวลล์

เบ. เจ. ฮาบีบี อดีตประธานาธิบดีอินโดนีเซีย กับ 17 เดือนประวัติศาสตร์ ปูทางเอกราช “ติมอร์ตะวันออก”

เสกสรรค์ ประเสริฐกุล – ฝันค้างเดือนตุลา: …และยังคงเป็นเช่นนั้นจนถึงวันนี้

ศาลปกครอง ตัดสิทธิผู้ใหญ่บ้านเคยต้องคำพิพากษา แม้จะได้รับการล้างมลทิน