Post on 11/08/2020

จิม โจนส์: เจ้าลัทธิผู้อยู่เบื้องหลังการฆ่าตัวตายหมู่ในเมืองโจนส์

ความเชื่อถือเป็นวิจารณญาณส่วนบุคคล โดยเฉพาะความเชื่อในตัวบุคคลหรือศาสนาที่หยิบขึ้นมาคุยกันทีไรก็อาจก่อให้เกิดการถกเถียงกันบ่อยครั้ง เพราะความเชื่อเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เป็นเหมือนดาบสองคม ดังเช่นเหตุการณ์สะเทือนขวัญในยุค 1970s เมื่อลัทธิหนึ่งในสหรัฐอเมริกามองว่าการฆ่าตัวตายหมู่จะนำไปสู่ความสงบสุขกับชีวิตอันเป็นนิรันดร์ และผู้คนที่เชื่อคำสอนของลัทธิก็ยินยอมพร้อมใจปลิดชีวิตตัวเองพร้อมกัน โดยไม่แม้แต่จะตั้งคำถาม หรือคัดค้านคำสั่งใด ๆ ของเจ้าลัทธิเลยแม้แต่น้อย

ศาสดาของลัทธิที่ก่อเหตุฆ่าตัวตายหมู่คือ เจมส์ วอร์เรน โจนส์ (James Warren Jones) เด็กชายจากครอบครัวยากจนในรัฐอินเดียน่า เติบโตมากับพ่อผู้ชอบเหยียดผิวที่เป็นสมาชิกกลุ่ม KKK (Ku Klux Klan) ครั้งหนึ่งเมื่อเพื่อนพ่อมาเยี่ยมที่บ้าน เขาก็ไม่ให้เพื่อนเข้าบ้านเพียงเพราะเขาเป็นคนผิวดำ การกระทำของพ่อทำให้โจนส์รู้สึกสงสารคนผิวดำและสังเวชบิดาของตัวเองเหลือเกิน

เหตุผลที่โจนส์มีมุมมองแตกต่างจากพ่ออย่างสิ้นเชิง เป็นเพราะเขาชื่นชอบการอ่านบทความของ โทมัส มอร์ และ คาร์ล มาร์กซ์ หลงใหลได้ปลื้มกับแนวคิดเชิงอุดมคติเกี่ยวกับโลกอันสมบูรณ์แบบ ดินแดนที่ทุกคนเท่าเทียมกันอย่าง ‘ยูโทเปีย’ พอได้เห็นพฤติกรรมเหยียดผิวของพ่อบ่อยครั้ง ทำให้เขารู้สึกต่อต้านและอยากจะสร้างดินแดนในอุดมคติขึ้นมาให้ได้

เมื่อโจนส์อายุได้ 12 ปี พ่อทิ้งเขากับครอบครัวไป แต่โจนส์ก็ไม่ได้ยี่หระกับการจากไปครั้งนี้เท่าไหร่นัก เด็กชายโจนส์ยังคงเป็นคนที่หลงรักการอ่าน ไปเรียนหนังสือ แวะเวียนไปช่วยงานโบสถ์อยู่เป็นประจำ ประกอบกับชุมชนที่อาศัยอยู่ค่อนข้างเคร่งศาสนา ทำให้เขารับความคิดเกี่ยวกับศาสนาที่เข้มข้นจนสามารถถ่ายทอดคำสอนในไบเบิลจนจบเล่มได้โดยไม่ต้องเปิดดู พอโตขึ้นก็ได้นำคำสอนศาสนากับแนวคิดปรัชญาที่ชื่นชอบเป็นการส่วนตัวมารวมกัน เริ่มออกเทศน์และชอบให้คนเรียกเขาว่า ‘จิม โจนส์’ (Jim Jones) มากกว่า เจมส์ โจนส์

จากเด็กหนุ่มตัวเล็ก ๆ เติบโตเป็นชายที่มีวาทศิลป์ยอดเยี่ยม นอกจากนี้เขายังโดดเด่นด้วยการแต่งกายสะอาดสะอ้าน มีสไตล์ ชอบสวมแว่นกันแดดดูนำแฟชั่น โจนส์รู้สึกเห็นอกเห็นใจคนผิวดำที่ต้องต่อสู้กับการเหยียดสีผิว จึงเผยแผ่คำสอนเพื่อสันติให้กับผู้คนโดยเน้นไปที่คนผิวดำ แต่ก็ยังช่วยเหลือคนผิวขาวที่ยากจน วิ่งหางานให้คนว่างงาน หาที่พักให้คนไร้บ้าน เขารักมนุษย์ทุกคนโดยไม่ยอมให้ความแตกต่างทางชาติพันธุ์มาเป็นอุปสรรค การกระทำจริงใจทำให้มีผู้ศรัทธามากขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุดโจนส์สามารถก่อตั้งลัทธิ ‘โบสถ์มวลชน’ (Peoples Temple) ขึ้นในปี 1955 โดยชูประเด็นหลักน่าสนใจอย่าง “ความเท่าเทียมโดยไม่แบ่งแยกสีผิว เชื้อชาติ หรือเงินทอง”

บทบาทสำคัญที่ทำให้ชื่อเสียงของนักเทศน์ผู้มากด้วยเสน่ห์คนนี้ถูกพูดถึงไปทั่วคือการจัดตั้ง ‘โครงการต่อต้านการฆ่าตัวตาย’ ครั้งหนึ่งเขากับผู้มีศรัทธากว่า 500 คน รวมตัวกันไปยังสะพานโกลเดนเกต เพื่อแสดงจุดยืนต่อต้านการฆ่าตัวตาย ณ สถานที่ที่ชาวอเมริกันเลือกเป็นสถานที่จบชีวิตมากที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศ จากนั้นเริ่มจัดปราศรัยหน้าเรือนจำ ย้ำเตือนคนคุกว่าพวกเขามีโอกาสที่สองเสมอ หากอยากกลับตัวกลับใจเป็นคนดี

การกระทำแสนดีที่ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์โดยไม่แบ่งแยก ทำให้โจนส์ได้รับเหรียญเชิดชูเกียรติจากทำงานหนักเพื่อสังคม แถมเขายังเป็นชายที่น่าเห็นใจเพราะการออกตัวเรียกร้องสิทธิของคนผิวดำแบบไม่ไว้หน้าใคร ทำให้กลุ่มเหยียดผิวจ้องจะทำร้ายเขา จนโจนส์ต้องจ้างบอดี้การ์ดคอยประกบข้างกายตลอดเวลา  

ในเวลาเพียงไม่นาน กลุ่มผู้ศรัทธาเพิ่มจำนวนมากขึ้น ลัทธิโบสถ์มวลชนดึงดูดผู้โดยเฉพาะคนจน คนผิวสี และอดีตนักโทษ พวกเขาส่วนใหญ่เคยสิ้นหวังมาก่อนและคิดว่าการเข้าลัทธิจะทำให้สงบจิตใจที่ว้าวุ่นได้ แต่แล้วทุกอย่างที่ดำเนินมาอย่างดีกลับต้องหยุดชะงัก เมื่ออยู่ ๆ ท่าทีของนักเทศน์เริ่มเปลี่ยนไป โจนส์ไม่กล่าวคำสอนตามไบเบิล แถมยังติติงว่าพระเจ้าคือสิ่งสมมุติ สวรรค์ไม่มีจริง ชีวิตของมนุษย์ที่ต้องดิ้นรนกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันต่างหากคือของจริง

หลังจากคำสอนของโจนส์เริ่มเปลี่ยนไป เขาเสี้ยมสอนให้ผู้มีศรัทธารวมตัวกันสัปดาห์ละครั้งเพื่อซ้อมฆ่าตัวตายหมู่ที่เรียกว่า ‘ไวท์ ไนท์ส’ (White Nights) รอจนกว่าวันที่การฆ่าตัวตายจริง ๆ จะมาถึง โจนส์ให้เหตุผลที่สาวกต้องซ้อมตายเพราะทุกคนจะต้องไม่ถูกฆ่า พวกเราต้องไม่ถูกสังหารหมู่ และเมื่อเวลานั้นมาถึงก็จะขอตายพร้อมกันด้วยน้ำมือของตัวเอง แล้วหลังจากนั้นวิญญาณของทุกคนจะรวมเป็นหนึ่ง พากันไปใช้ชีวิตอย่างมีความสุขบนโลกใบอื่น แนวคิดของเขาเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน ไม่เหลือคราบนักเทศน์แสนดีที่เคยตั้งโครงการต่อต้านการฆ่าตัวตาย

โจนส์เปลี่ยนการเทศน์จากกล่าวคำสอนให้คนทำดีคิดดีมาโจมตีกลุ่มความเชื่อและลัทธิอื่นอย่างดุดัน เขาต่อว่ากลุ่มอื่นว่าเป็นแค่พวกที่ใช้ความเชื่อบังหน้าแล้วกอบโกยเงินกับผลประโยชน์ ลัทธิพวกนี้ไม่ได้สนใจชีวิตของผู้คนแต่หวังเรื่องอื่นแอบแฝง ระหว่างที่เทศน์โจมตีลัทธิอื่น โจนส์ผูกมิตรกับนักการเมืองท้องถิ่นหลายฝ่าย พยายามสะสมอำนาจมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเขามีแผนการที่ใหญ่ว่าการสร้างโบสถ์ประจำลัทธิ

ในปี 1965 โจนส์ก่อตั้งโบสถ์ในแคลิฟอร์เนีย และถูกสื่อวิจารณ์ว่าเป็นแหล่งมั่วสุม ส่วนศาสดาก็แอบฟอกเงิน ซื้อยาเสพติดมาเสพ และมีความสัมพันธ์กับสาวกตัวเองทั้งชายและหญิง จนทำให้ปีถัดมาต้องย้ายโบสถ์ไปยังซานฟรานซิสโกเพื่อหนีข่าวฉาว

อย่างไรก็ตาม การย้ายเมืองไม่ทำให้โจนส์สามารถวางใจได้ เขายังกังวลว่าสื่อกับรัฐบาลจะจับตาดูตัวเองอย่างใกล้ชิดเพราะเขามีแนวคิดฝักใฝ่คอมมิวนิสต์ และเคยโดนข้อหาทำร้ายร่างกายกับการล่วงละเมิดทางเพศ โจนส์จึงเริ่มมองหาดินแดนใหม่สักแห่งที่ไกลสายตาของรัฐบาลสหรัฐฯ และพวกสื่อ เพื่อสร้างเมืองในอุดมคติแท้จริงให้สำเร็จ  

โจนส์ใช้เวลาพักใหญ่รวบรวมเงินบริจาค จากนั้นนำเงินไปซื้อที่ดินว่างเปล่าราว 3,000 เอเคอร์ ในประเทศกายอานา (สาธารณรัฐสหกรณ์กายอานา: Co-operative Republic of Guyana) ทางชายฝั่งตอนเหนือของทวีปอเมริกาใต้ ก่อสร้างบ้าน ลานกว้าง พื้นที่เพาะปลูก โรงอาหาร และโซนปศุสัตว์ พร้อมกับตั้งเมืองขึ้นชื่อว่า ‘โจนส์ทาวน์’ (Jonestown) ในปี 1977 เพื่อสานฝันวัยเด็กที่หวังสร้างเมืองแบบยูโทเปีย เขาเล่าเรื่องเมืองในอุดมคติกับสาวก จากนั้นเชื้อเชิญสาวก 50 คนแรก มาลองใช้ชีวิตในเมือง จากนั้นโจนส์ทาวน์ก็ขยายตัวอย่างรวดเร็วจนมีผู้อาศัยราวพันคน

ผู้มีศรัทธาที่เลื่อมใสในตัวโจนส์ยอมเดินทางมาไกลเพื่อหวังความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น คาดหวังว่าเมืองแห่งใหม่จะทำให้ทุกคนเท่าเทียมกันอย่างแท้จริง ผู้คนจะเต็มไปด้วยน้ำใจ คอยช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกัน แต่พอมาถึงสิ่งที่พบคือชีวิตแบบเผด็จการ ถูกตัดขาดจากโลกภายนอก เมื่อก้าวเท้าเข้ามายังโจนส์ทาวน์จะไม่มีวันได้ออกไปอีก

โจนส์ทาวน์มีกฎสำหรับผู้อาศัยว่าทุกคนต้องเท่างานเท่ากัน เมื่อได้ผลประโยชน์ก็ต้องแบ่งสรรปันส่วนให้เท่า ๆ กัน ขณะที่ชาวบ้านลงมือถางหญ้า ขุดดิน ปลูกผัก ทำงานก่อสร้าง ผลัดเวรกันทำอาหาร และทำปศุสัตว์อย่างขะมักเขม้น โจนส์ใช้เวลาว่างเดินตรวจตราเมือง เทศนาสาวกผ่านเสียงตามสายที่ส่งเสียงหนวกหูเกือบตลอดเวลา จากนั้นมั่วเซ็กซ์กับสาวกที่เข้าตา เสพยาอย่างหนัก และมีความเป็นอยู่ที่ดีกว่าชาวเมืองคนอื่น ๆ ทั้งที่ปากก็พร่ำบอกทุกคนอยู่ตลอดว่าชุมชนของเราเท่าเทียมกัน

ทุกคนต้องก้มหน้าก้มตาทำงาน ต้องเรียกโจนส์ว่า ‘บิดา’ ผู้ปันส่วนอาหารแต่ละมื้อคือศาสดาที่จะเจียดเศษเสี้ยวอาหารที่คนในชุมชนสร้างมากับมือให้กินแค่พออิ่ม ความเป็นอยู่ของสาวกไม่ได้ดีขึ้นจากครั้งที่อยู่อเมริกาเท่าไหร่นัก ซ้ำร้ายยังแย่กว่าเดิมเพราะโจนส์ปกครองเมืองด้วยระบอบเผด็จการ ปิดหูปิดตาผู้คน ทำร้ายร่างกายคนอื่นเมื่อไม่ได้ดั่งใจ แถมยังต้องแบ่งเวลาว่างหลังทำงานหนักมาซ้อมไวท์ ไนท์ส อยู่บ่อย ๆ

กฎข้อบังคับในเมืองถูกตั้งโดยโจนส์ และทุกคนต้องทำตามโดยไม่มีข้อแม้ ส่วนใหญ่มักมีแต่ข้อบังคับแปลกประหลาด ชายหญิงห้ามอยู่ด้วยกัน แม้จะแต่งงานกันแล้วก็ต้องแยกกันอยู่ตามเพศ ห้ามแสดงความรักในที่สาธารณะ ครั้งหนึ่งมีชายหญิงยิ้มให้กันระหว่างทำงาน ศาสดาจับทั้งสองคนมาแก้ผ้าประจานความผิด ทำให้อับอายเพื่อไม่ให้คนอื่นทำตาม

โจนส์จะเป็นผู้คัดกรองข่าวสาร เป็นผู้เลือกว่าชาวบ้านควรเห็นอะไรและไม่ควรเห็นอะไร มักเลือกแต่ข่าวที่โจมตีรัฐบาลสหรัฐฯ ส่วนใครที่ต้องการส่งจดหมายออกจากเมืองต้องเปิดผนึกให้บิดาอ่านก่อน เพราะข้อความที่ส่งออกไปต้องไม่ใช่การด่าทอโจนส์ทาวน์หรือว่าร้ายลัทธิโบสถ์มวลชน

หากคนที่จากครอบครัวมาอยู่โจนส์ทาวน์อยากโทรศัพท์คุยกับที่บ้าน พวกเขาต้องทำเรื่องขอใช้โทรศัพท์ เมื่อได้โทรหาที่บ้านจะต้องพูดด้วยประโยคที่โจนส์อยากให้พูด เช่น “ตอนนี้มีความสุขดี” หรือ เมืองแห่งนี้คือดินแดนแห่งสวรรค์” (ยืนยันจากคำบอกเล่าของคนที่เคยรับโทรศัพท์จากญาติในโจนส์ทาวน์ เขาเล่าว่าได้ยินเสียงกระซิบจากปลายสายคอยบอกว่าญาติตัวเองต้องพูดอะไร) และกฎข้อสำคัญอีกประการหนึ่งคือ ใครที่คิดหนีออกจากเมืองจะต้องได้รับโทษหนัก บางคนที่หนีแล้วโดนจับได้ถูกพาตัวไปปล่อยในป่า บางคนถูกโยนลงบ่อ อดข้าวอดน้ำให้สำนึกผิด

ทางรัฐบาลสหรัฐฯ ที่จับตาดูลัทธิโบสถ์มวลชนมาพักใหญ่เริ่มมองเห็นความผิดปกติหลายอย่าง ประกอบกับคำร้องเรียนของญาติพี่น้องรวมถึงอดีตสาวกที่ไหวตัวทัน ทำให้รัฐบาลสงสัยว่าเพราะเหตุใดถึงไม่มีใครออกจากเมืองเลยตั้งแต่ย้ายเข้าไป ทางการจึงส่งสมาชิกวุฒิสภารัฐแคลิฟอร์เนีย ลีโอ ไรอัน (Leo Ryan) กับผู้ติดตามและผู้สื่อข่าวไปยังโจนส์ทาวน์ เพื่อเยี่ยมเยียนผู้ย้ายถิ่นฐานว่ามีความเป็นอยู่อย่างไรบ้าง

เมื่อลีโอมาถึงเมือง เขาได้รับการต้อนรับอันอบอุ่น ผู้คนในชุมชนยิ้มแย้มแจ่มใส ลีโอได้พูดคุยกับชาวบ้าน ถามถึงความเป็นอยู่แล้วกระเซ้าด้วยรอยยิ้มว่า “ใครอยากกลับอเมริกาก็สามารถกลับไปด้วยกันได้เลย” แต่ทุกคนยิ้มแล้วปฏิเสธอย่างสุภาพ แถมยังบอกลีโอว่าอยู่ที่นี่ก็มีความสุขดีอยู่แล้ว เสมือนว่าโจนส์ทาวน์คือดินแดนในฝันตรงตามอุดมคติแบบยูโทเปียจริง ๆ

ระหว่างที่ลีโอกำลังเยี่ยมชมเมือง มีเหตุการณ์ผิดสังเกตเกิดขึ้นในช่วงวันท้าย ๆ ของการมาเยือน ชาวบ้านคนหนึ่งแอบเขียนข้อความขอความช่วยเหลือใส่เศษกระดาษแล้วยัดใส่มือลีโอ ข้อความที่เขียนคือคำอ้อนวอนขอร้องให้พาเขาออกไปจากเมือง ส.ส. ลีโอเริ่มสัมผัสได้ว่ารอยยิ้มและการต้อนรับอบอุ่นที่พบอาจไม่ใช่เรื่องจริง และเมืองแห่งนี้กำลังซ่อนเรื่องราวบางอย่างเอาไว้

ในคืนสุดท้ายลีโอถามผู้คนซ้ำอีกครั้งว่ามีใครอยากกลับบ้านไหม มีสาวกกว่าสิบคนแสดงความต้องการว่าอยากออกจากเมือง ลีโอตกลงพาชาวบ้านที่ประสงค์ออกจากดินแดนแห่งนี้กลับไปพร้อมกัน โดยไม่สนคำทักท้วงของโจนส์ และจะนำเรื่องราวที่เจอกับพยานกลับไปยังสหรัฐฯ เพื่อเร่งหาคำตอบถึงความไม่ชอบมาพากลนี้

เช้าวันรุ่นขึ้นขณะที่คณะผู้มาเยือนกำลังเตรียมตัวกลับ อยู่ ๆ มีชาวบ้านคนหนึ่งถือมีดทำครัวพุ่งเข้ามาจะแทงลีโอ เพราะไม่พอใจที่คนนอกเข้ามาทำให้ชุมชนวุ่นวาย โชคดีที่เขาไม่ได้รับบาดเจ็บอะไร แต่เหตุการณ์วุ่นวายนี้เป็นเครื่องยืนยันชั้นดีว่าโจนส์ทาวน์ปกปิดบางสิ่งเอาไว้

ทีมงานของรัฐบาล นักข่าว และสาวกกลับใจ รีบออกเดินทางไปยังสนามบินเพื่อกลับอเมริกา แต่พวกเขาบางส่วนกลับไม่ถึงบ้าน กลุ่มผู้ภักดีต่อโจนส์แบบหมดใจขับรถตามมาและเปิดฉากกราดยิงกลางลานจอดเครื่องบิน ส่งผลให้ลีโอและผู้ติดตามอีก 3 คน เสียชีวิตคาที่ ส่วนคนที่รอดจากห่ากระสุนรีบขึ้นเครื่องบินหนีไป

แม้จะสังหาร ลีโอ ไรอัน ได้สำเร็จ แต่สุดท้ายมีคนหนีรอดไปได้ โจนส์มั่นใจว่าคนที่เหลือจะนำเรื่องไปบอกรัฐบาล แล้วสุดท้ายเขาจะต้องถูกจับติดคุก ทุกอย่างที่สร้างมาต้องพังลง โจนส์จึงรีบเดินไปยังลานชุมชน ประกาศเสียงตามสายเรียกคนมารวมตัวกัน เขากล่าวกับทุกคนว่าอีกไม่นานอเมริกาจะส่งมือสังหารชั้นยอดมาที่เมือง พวกเขาจะโรยตัวลงมาจากฟากฟ้า กราดยิงทุกคนที่นี่จนกว่าจะแน่ใจว่าตายหมด ไม่มียกเว้นว่าเป็นเด็ก ผู้หญิง หรือคนแก่ ซ้ำยังจะทรมานเราก่อนตายอีก ดังนั้นสิ่งที่ชาวเมืองต้องทำคือการทำให้ไวท์ ไนท์ส ที่ซักซ้อมกันมาตลอดเป็นจริงสักที

จิม โจนส์ เร่งให้สาวกเตรียมเหล้าองุ่นถังใหญ่ที่ผสมไซยาไนด์ สารพิษฤทธิ์แรงที่ไร้สีไร้กลิ่น แจกจ่ายให้ชาวเมืองทุกคนได้ดื่มหรือใช้เข็มฉีดยาฉีดเข้าเส้นเลือดโดยตรง โจนส์เทศน์ครั้งสุดท้าย แล้วสั่งให้พ่อแม่เอาเหล้าองุ่นให้เด็กดื่มก่อนแล้วตัวเองค่อยดื่มตาม พ่อแม่หลายคนต้องลงมือสังหารลูกหลานตัวเอง มองดูเด็ก ๆ ดิ้นทุรนทุรายก่อนตาย ลานชุมชนเต็มไปด้วยเสียงกรีดร้องจากความทรมาน

เมื่อกองทัพของสหรัฐฯ มาถึง ทุกอย่างก็สายเกินไปเสียแล้ว พวกเขาพบซากศพเกลื่อนกลาดหลายร้อยร่าง บางคนนอนกอดคนรักจนถึงวินาทีสุดท้ายของชีวิต ร่างไว้วิญญาณของแม่ที่จับมือลูกนอนตายอยู่บนสนามหญ้า ศพส่วนใหญ่ขึ้นอืดส่งกลิ่นเน่าเหม็นคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ บางร่างถูกยิงจนพรุน เด็กชายหลายคนมีรอยกระสุนปืนที่ยิงจากด้านหลัง เดาได้ง่าย ๆ ว่าหากใครไม่ยอมดื่มยาพิษ พวกเขาจะถูกยิงตายอยู่ดี

เจ้าหน้าที่เดินผ่านศพแล้วศพเล่าเพื่อเร่งตามหาจิม โจนส์ สุดท้ายพบบิดาแห่งลัทธินอนตายเหมือนกับสาวกคนอื่น ๆ บริเวณศีรษะของเขามีรอยกระสุน คาดว่าเขาน่าจะจบชีวิตตัวเองหลังจากเดินเช็กว่าสาวกตายหมดทั้งเมือง เหตุการณ์สุดสะเทือนใจในโจนส์ทาวน์มีผู้เสียชีวิตรวมแล้ว 914 ราย โดย 276 คน เป็นเยาวชนที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ สร้างความหดหู่ให้กับผู้คนทั่วโลกที่รู้ข่าว

“การฆ่าตัวตายครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากความพ่ายแพ้”

– จิม โจนส์

ปัจจุบันคนส่วนใหญ่ยังคงถกเถียงกันว่าเหตุการณ์ที่เมืองโจนส์จะเรียกว่าเป็นการ ‘ฆ่าตัวตายหมู่’ หรือ ‘ฆาตกรรมหมู่’ กันแน่ เพราะหากใครไม่กินเหล้าผสมยาพิษก็คงไม่พ้นถูกยิงตายหรือถูกจับกรอกเหล้าใส่ปากอยู่ดี พวกเขาไม่สามารถปฏิเสธความตายได้ ส่วนโจนส์ทาวน์ก็ถูกทิ้งร้างมาจนถึงตอนนี้ เหลือไว้เพียงเรื่องเล่าน่าเศร้าที่เกิดจากความเชื่อต่อตัวบุคคล จนนำมาสู่โศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์

 

ที่มา

https://www.theguardian.com/world/2018/nov/17/an-apocalyptic-cult-900-dead-remembering-the-jonestown-massacre-40-years-on

https://indianahistory.org/stories/countdown-to-armageddon-the-reverend-jim-jones-and-indiana/

https://www.thesun.co.uk/news/7727025/who-was-jim-jones-jonestown-massacre/

https://www.britannica.com/biography/Jim-Jones

https://abcnews.go.com/US/40-years-jonestown-massacre-members-describe-jim-jones/story?id=57933856

 

เรื่อง: ตรีนุช อิงคุทานนท์

 

#ThePeople #Culture #History #JamesWarrenJones #JimJones #PeoplesTemple #ลัทธิ #ความเชื่อ #สังหารหมู่ #โจนส์ทาวน์ #จิมโจนส์ #ศาสดา #โบสถ์มวลชน #ฆ่าตัวตายหมู่ #ประวัติศาสตร์ 


นักเขียนผู้สนใจการเมือง เฟมินิสต์ และการเรียกร้องสิทธิของชาว LGBTQ+