Post on 05/08/2019

จิม มอร์ริสัน อัจฉริยะสุดบ้า นักร้องนำ The Doors ที่แต่งเพลงเพื่อเปิดประตูสู่การรับรู้ให้กับมวลมนุษยชาติ

พ่อและแม่ที่เราแสนรักนั้น ฆ่าเราพร้อมด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า พวกเขาฆ่าและทำลายตัวตนที่แท้จริงของเรา มันเป็นการฆาตกรรมรูปแบบหนึ่งนั่นแหละ

       นี่คือคำพูดจากปากของ จิม มอร์ริสัน (Jim Morrison) นักร้องนำควบตำแหน่งนักแต่งเพลงของวงไซคีเดลิกร็อค (Psychedelic Rock) รุ่นดึกดำบรรพ์อย่าง The Doors ที่แสดงให้เห็นถึงมุมมองที่ชายคนนี้มีต่อโลก มุมมองที่ดำดิ่ง บ้าคลั่ง และเต็มไปด้วยเรื่องราวพิลึกพิลั่นอันเราจะเห็นได้จากเนื้อเพลงมากมายที่เขาถ่ายทอดผ่านวงดนตรีที่เขาร่วมเป็นส่วนหนึ่ง

พ่อครับ ผมอยากฆ่าพ่อว่ะ, แม่ครับ ผมอยากได้แม่ฉิบหาย ประโยคหนึ่งจากเนื้อเพลงของวง The Doors ที่มีชื่อเพลงว่า ‘The End’ ท่อนดังกล่าวบ่งบอกถึงความวุ่นวายที่ดำเนินอยู่ในจิตใจของชายคนนี้ได้เป็นอย่างดี จิม พยายามเป็นอย่างมากที่จะใส่บทกวีของเขาลงในเพลงนี้และเพลงอื่น ๆ ถ้อยคำเปี่ยมความหมายที่ยากจะตีความอย่าง “Meet me at the back of the blue bus”, “ancient lake” และ “Lost in a Roman wilderness of pain. And all the children are insane.” ในเพลง ‘The End’ ทำให้มันกลายเป็นอีกหนึ่งแทร็กที่ท้าทายสำหรับแฟน ๆ และนักตีความบทเพลงจำนวนมาก กล่าวได้ว่าเพลงที่เกิดจากปลายปากกาของจิมปะปนไปด้วยเสน่ห์และความชวนขนลุกที่ยากจะอธิบาย บางเพลงก็คล้ายเรากำลังฟังบทสวดหรือเสียงพร่ำภาวนาของเหล่าภูตผีเสียด้วยซ้ำ

ด้วยภาพลักษณ์สุดยียวนที่เกิดจากบุคลิกปกติของจิม บวกกับความมึนเมาจากสารเสพติดที่เขาใช้ ทำให้บางคำที่เขาพูดอาจทำให้เรารู้สึกปวดหัวจี๊ด ๆ ขึ้นมา พลางคิดไปว่า ไอ้หมอนี่มันต้องโตมาแบบไหน ถึงได้มีความคิดสุดประหลาดผิดมนุษย์มนาและบ้าได้ถึงขนาดนั้น ?

จิม มอร์ริสัน หรือ เจมส์ ดักลาสจิมมอร์ริสัน เกิดเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม ปี 1943 ที่เมลเบิร์น รัฐฟลอริดา ในบ้านที่มีหัวหน้าครอบครัวเป็นทหารเรือยศพลเรือตรี จิมถูกเลี้ยงมาอย่างเข้มงวดกวดขัน ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับผู้เป็นพ่อไม่ค่อยจะสู้ดีนัก ถึงขนาดที่เมื่อจิมเติบโตและมีชื่อเสียงในฐานะราชากิ้งก่า (The Lizard King : ฉายาที่จิมเรียกตัวเอง) ฟรอนท์แมนของวง The Doors แล้ว เขาก็มักจะบอกใครต่อใครว่าพ่อของเขาได้ตายจากโลกนี้ไปแล้ว ถึงอย่างไรก็ตามเจ้าหนูน้อยจิมก็เป็นเด็กฉลาดใช่เล่น เขารักการอ่านและเขียน รวมไปถึงการวาดภาพ

จิม มอร์ริสัน

       สิ่งหนึ่งในวัยเด็กที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นตัวแปรสำคัญที่เปลี่ยนเส้นทางชีวิตของจิมไปตลอดกาล คือครั้งเจ้าหนูจิม มอร์ริสัน ในวัย 5 ขวบ กับครอบครัวขับรถไปตามถนนที่ตัดผ่านทะเลทรายในนิวเม็กซิโก และได้พบเห็นอุบัติเหตุครั้งใหญ่เข้าอย่างจัง เมื่อรถบรรทุกโดยสารของคนงานชาวอินเดียนแดงชนกันโครมใหญ่ ศพของเหล่าคนงานกระจัดกระจายไปทั่วทางหลวง

ผมยังจำได้ถึงสีแดงฉานของเลือด และพ่อกับแม่ก็ตัวสั่น นั่นทำให้ผมแน่ใจว่าพวกเขาก็ไม่ได้รู้อะไรมากไปกว่าสิ่งที่เห็น นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมได้สัมผัสกับรสชาติของความหวาดกลัว

นี่คือคำบอกเล่าจากปากจิม ที่เล่าย้อนถึงเหตุการณ์อันน่าสยดสยองที่ติดอยู่ในใจเขาแบบไม่มีวันจางหาย จิมได้นำเอาเหตุการณ์นั้นไปใส่ในเพลงต่าง ๆ หลายต่อหลายครั้ง อย่างเช่นเพลง ‘Peace Frog’ ที่มีท่อน “Indians scattered on dawn’s highway bleeding. Ghosts crowd the young child’s fragile eggshell mind.”

จิมไม่ใช่เด็กว่านอนสอนง่าย และความหัวขบถของเขาก็เริ่มปรากฏชัดเมื่อเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น เพื่อต่อต้านความเข้มงวดที่ผู้เป็นพ่อมักจะปฏิบัติต่อเขาเสมอ การต่อต้านนั้นยิ่งรุนแรงมากขึ้น เมื่อเขาค้นพบโลกใบใหม่ที่เต็มไปด้วยเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการเที่ยวผู้หญิง

ครั้งหนึ่งเขาเคยบอกครูว่าเขามีเนื้องอกในสมอง แล้วก็เดินออกจากห้องเรียนไปเฉยเลยแอน น้องสาวของจิม เล่าถึงวีรกรรมป่วน ๆ ของพี่ชาย แต่ต่อให้มีพฤติกรรมลูกผีลูกคนมากเพียงใด สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือจิมเป็นหนอนหนังสือตัวยงมาตั้งแต่เด็ก เขาชอบอ่านหนังสือเก่า ๆ ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวสุดประหลาด ทำนองทฤษฎีสมคบคิด หรืออะไรเทือก ๆ นั้น จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ในสมองที่มีไอคิวสูงถึง 149 ของเขา (แน่นอนว่าด้วยไอคิวระดับนั้น จะเรียกเขาว่าอัจฉริยะก็ย่อมได้) จะเต็มไปด้วยจินตนาการอันมหัศจรรย์พันลึก

หลังจบการศึกษาจากโรงเรียนมัธยม จิมตัดสินใจเรียนต่อในศาสตร์ของภาพยนตร์ที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแอนเจลิส (UCLA) ด้วยเหตุผลที่ว่ามันเป็นศาสตร์ใหม่ในสมัยนั้น ไม่มีใครเป็นผู้เชี่ยวชาญ ดังนั้นทางทฤษฎีก็คือ แม้แต่นักศึกษาก็สามารถเรียนรู้ได้มากเท่า ๆ กับที่ศาสตราจารย์รู้นั่นคือคำอธิบายของจิมต่อความสนใจในศาสตร์ภาพยนตร์

จิมยังมีความสนใจอย่างลึกซึ้งต่อการเขียนบทกวี เขาชื่นชอบผลงานโรแมนติกของ วิลเลียม เบลก (William Blake) กวีและนักวาดภาพชาวอังกฤษ และบทกวีร่วมสมัยของ อัลเลน กินสเบิร์ก (Allen Ginsberg) กวีและนักปรัชญาชาวอเมริกัน อีกทั้งจิมยังเริ่มเขียนกวีด้วยตนเองอีกด้วย ความสนใจใหม่ที่เขาค้นพบในภายหลังนี้ ทำให้ชายหนุ่มหมดรักจากศาสตร์ภาพยนตร์อย่างรวดเร็วจนเกือบจะออกจากมหาวิทยาลัยกลางคันอยู่รอมร่อ แต่เหตุผลที่ทำให้พ่อหนุ่มหัวขบถของเรายังคงดันทุรังเรียนให้จบก็ไม่ใช่อะไร นอกไปเสียจาก ผมไม่อยากไปเป็นทหารว่ะ และแม่งโคตรไม่อยากทำงาน นี่พูดกันตรง ๆ เลยนะ

เส้นทางสายดนตรีของจิมเริ่มขึ้นจากการเขียนบทกวีเก็บไว้เป็นกระบุงใหญ่ ๆ และเขาไม่รู้ว่าจะเอามันไปเผยแพร่ที่ไหน จนกระทั่ง เรย์ แมนซาเร็ค (Ray Manzarek) เพื่อนที่เรียนฟิล์มมาด้วยกัน ชักชวนให้จิมไปร่วมร้องกับวงดนตรีที่เขาทำอยู่ แรกเริ่มจิมเพียงแต่แวะเวียนไปแจมกับพวกเขาเป็นครั้งคราว ก่อนที่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของวงดนตรีที่กำลังจะถูกทั่วโลกยกย่อง อย่างวง The Doors ที่จิมเป็นคนตั้งชื่อวง โดยหยิบมาจากชื่อหนังสือที่เขาชื่นชอบอย่าง The Door Of Perception ของ อัลดัส ฮักซลีย์ (Aldous Huxley)

มกราคม ปี 1967 เป็นครั้งแรกที่ผลงานของ The Doors เผยแพร่สู่สาธารณชนในรูปแบบของอัลบั้ม โดยมีเพลงจำที่สร้างชื่อให้กับพวกเขา อย่างเพลง ‘Light My Fire’ ที่ส่งให้ The Doors กลายเป็นที่สนใจในตลาดแมส จากที่เคยโด่งดังอยู่เฉพาะในวงการเพลงอันเดอร์กราวนด์ ก่อนจะตามมาด้วยเพลงฮิตมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเพลง ‘The End’, ‘Love Her Madly’, ‘Riders on The Storm’ และ ‘Hello, I Love You’ เป็นต้น

The Doors

       จิมที่มีวงดนตรี ก็เหมือนกับกวีที่มีปากกาอยู่ในมือ เขาเริ่มออกลายบ้าได้มากขึ้น ทั้งด้านการเขียนเนื้อเพลง และการใช้ชีวิตหลังม่าน ที่เต็มไปด้วยความสุขจากเหล้า ผู้หญิง และสารเสพติดหลอนประสาทต่าง ๆ นอกจากนั้น เขายังมีพฤติกรรมก้าวร้าว หยาบคาย และออกจะลามกหน่อย ๆ อยู่บ่อยครั้ง หลายครั้งทีเดียวที่โชว์ของ The Doors ต้องสะดุดกลางคัน เพราะลูกบ้าของเขาที่นึกจะทำอะไรก็ทำเอาตรงนั้น ไม่ว่าจะเป็นการโชว์ไอ้จ้อนกลางงาน หรือตะโกนด่าคนดูแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย จิมอ้างว่า เขาต้องการเตือนสติมนุษย์ให้ตระหนักในความต้อยต่ำของตน จิมกลายเป็นตัวแทนของบางอย่างที่หลายคนบูชา แต่ก็มีหลายคนที่คิดว่าสิ่งที่เขาทำไร้สาระและหลายคนกลับหวาดกลัว

วีรกรรมใหญ่ ๆ ก็เช่นครั้งที่วง The Doors ไปแสดงที่ New Haven หนุ่มจิมของเราก็เกิดอาการครั่นเนื้อครั่นตัวจนต้องพาสาวไปจู๋จี๋ในห้องอาบน้ำของที่จัดงาน ซึ่งขณะนั้นตำรวจที่เดินตรวจอยู่แถวนั้นเห็นเข้า อาจจะด้วยไฟที่มืดสลัว หรือไม่ก็พี่จิมของเราคงยังดังไม่พอ ตำรวจนายนั้นจำจิมไม่ได้ และได้พยายามห้ามให้เขาหยุดพฤติกรรมอนาจารในที่สาธารณะลงสักที ซึ่งจิมก็หาได้แคร์ไม่ ส่ง F…k และกล้วยกลับไปจนตำรวจต้องย้ำอีกครั้งว่านี่คือโอกาสสุดท้ายและจิมสวนกลับไปทันควันนี่ก็โอกาสสุดท้ายเหมือนกันนะ ที่มึงจะได้กินกล้วยกูน่ะ มากินสิแน่นอนว่าวีรกรรมครั้งนั้นจบไม่สวยเพราะมันลงท้ายด้วยการที่งานวันนั้นเกือบจะล่มและจิมก็ต้องโดนจับกุมหลังจากงานเลิก

เราอาจจะดูเป็นพวกขี้ยา แต่เพราะ LSD เราถึงได้เปิดประตูสู่การรับรู้ และได้เห็นว่าเรากับทุกคนล้วนเท่าเทียมกัน หรืออาจจะดีกว่าด้วยซ้ำ เราสามารถทำอะไรก็ได้คือคำพูดที่ เรย์ แมนซาแร็ค สมาชิกในวง พูดถึงความบ้าคลั่งที่ไม่แยแสอะไรเลยของ The Doors

เขากำลังพูดถึงเรื่องการฆ่าตัวตายและอะไรทำนองนั้น และนั่นคือวิธีที่เราได้อัลบั้ม Strange Days (1967) มา”  ร็อบบี ครีเกอร์ (Robert Krieger) มือกีตาร์ The Doors กล่าวย้อนถึงวันที่เขากับจิมแต่งเพลงร่วมกัน

       เรื่องราวของ จิม มอร์ริสัน อาจจะธรรมดาและน่าจดจำน้อยกว่านี้ หากเขาไม่ลาโลกไปในวัย 27 ปี ด้วยอาการหัวใจล้มเหลวจากการใช้เฮโรอีน จิมตายในอ่างอาบน้ำที่อพาร์ตเมนต์ในกรุงปารีส ฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม ปี 1971 หลังจากเขาออกจาก The Doors เพื่อไปกบดานแต่งกวีอยู่กับ พาเมลา คอร์สัน (Pamela Courson) แฟนสาวอย่างเงียบ ๆ 

การตายของจิมมีเงื่อนงำ นั่นคือสิ่งที่แฟน ๆ พูดกัน แซม เบอร์เน็ตต์ (Sam Bernett) เพื่อนของจิมกล่าวว่า แท้จริงแล้วเขาตายในห้องอาบน้ำของสโมสร Rock & Roll Circus ที่แซมเป็นผู้จัดการอยู่ต่างหาก จิมมักจะไปที่นั่นเพื่อเสพยา และเขามาปรากฏตัวในคืนก่อนที่จะเสียชีวิตเพื่อซื้อเฮโรอีน แล้วเข้าไปเสพมันในห้องอาบน้ำและไม่กลับออกมาอีกเลย

ตอนที่เราพบศพ มีเลือดไหลออกมาจากจมูกของเขา และหมอก็บอกว่าเพื่อนเราโอเวอร์โดสไปแล้วแซมกล่าวถึงเหตุการณ์ในวันนั้น แฟนเพลงหลายคนเชื่อกันว่าเขาตายที่นั่น ก่อนถูกนายหน้าค้ายาพาศพไปแช่อยู่ในอ่างอาบน้ำที่บ้านให้พาเมลามาพบในรุ่งเช้า เพื่อปกปิดความผิดฐานค้ายาของตนต่างหาก

เมื่อศพของจิมไม่ได้ถูกชันสูตรและไม่ปรากฏภาพถ่ายในสถานที่เกิดเหตุ ทำให้แฟน ๆ อีกส่วนหนึ่งยังคงปักใจเชื่อว่าจิมยังไม่ตาย หากแต่แกล้งทำเป็นว่าตายแล้วต่างหาก แฟนคลับเหล่านั้นเชื่อกันว่าจิมคงจะอยากปลีกตัวไปใช้ชีวิตสงบ ๆ โดยทิ้งให้ราชากิ้งก่า นักร้องนำ The Doors ยังคงเป็นตำนานต่อไป บ้างกล่าวว่าเขาย้ายไปนิวยอร์กเพื่อประพันธ์บทกวี บ้างก็ว่าเขาย้ายไปโอเรกอน และเปิดฟาร์มปศุสัตว์ ภายใต้ชื่อ บิล ลอเยอร์ (Bill Loyer)

จิม มอร์ริสัน ตายหรืออย่างน้อยที่สุดก็เหมือนว่าตาย ตอนอายุ 27 ปี เช่นเดียวกับนักร้อง นักดนตรีชื่อดังอีกหลาย ๆ คน อีกทั้งเวลาตายของเขายังไล่เลี่ยกับอีกสองศิลปินอย่าง จิมี เฮนดริกซ์ และ เจนิส จอปลิน ที่เสียชีวิตเมื่ออายุ 27 ปีเช่นกัน เรียกได้ว่า จิม มอร์ริสัน รอต้อนรับอยู่ในคลับศิลปินที่ตายตอนอายุ 27 ก่อนแล้ว ตอนที่ เคิร์ธ โคเบน, เอมี ไวน์เฮาส์ และศิลปินคนอื่น ๆ ถึงแก่ความตายในอายุอาถรรพ์นั้น

เขาไปไกลเกินไปร็อบบียอมรับในที่สุด ผมอยากจะพูดว่าเขาไปในที่ที่ไม่มีร็อคสตาร์คนไหนเคยไปมาก่อน

คล้ายกับคนดังอีกหลายคน จิม มอร์ริสัน มีชื่อเสียงขึ้นกว่าเดิมเมื่อเขาหยุดหายใจ ชีวิต ความเยาว์วัย และหนุ่มแน่นของเขาหยุดอยู่ที่อายุ 27 ปี นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมชายผู้นี้ถึงไม่มีวันแก่ และแน่นอนว่าไม่มีวันตาย แม้ร่างของเขาจะ (ถูกเชื่อว่า) ถูกฝังอยู่ในสุสานแปร์ ลาแชส กรุงปารีสไปแล้วก็ตาม แต่ตัวเขายังเป็นที่จดจำจนถึงปัจจุบันนี้ ดังคำที่จิมเคยพูดราวกับจะทำนายอนาคตของตัวเองไว้ว่า

ผมมองเห็นตัวเองเป็นดาวตกดวงใหญ่ สว่างวาบและหายลับไปในตอนที่ผู้คนแหงนมองฟ้า ผู้คนอาจจะมองหา แต่เขาจะไม่มีวันพบใครที่เหมือนผมอีกแล้ว ผมจากไป แต่พวกเขาจะไม่มีวันลืมผมได้ ไม่มีทาง” จิม มอร์ริสัน

 

เรื่อง : จิรภิญญา สมเทพ

ที่มา :

https://www.rollingstone.com/music/music-news/jim-morrison-lives-the-legacy-of-the-lizard-king-64885/

https://www.biography.com/musician/jim-morrison

https://www.notablebiographies.com/Mo-Ni/Morrison-Jim.html

https://inspirationfeed.com/jim-morrison-quotes/

https://www.loudersound.com/features/the-doors-the-story-of-strange-days-and-the-madness-of-jim-morrison

https://ultimateclassicrock.com/jim-morrison-maced-and-arrested-in-new-haven/

https://todayincthistory.com/2018/12/09/december-9-jim-morrison-arrested-in-new-haven/


นักเขียนรับเชิญ

นักเขียนรับเชิญที่ The People เชิญมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และนำเสนอบทความตามความสนใจ