Post on 04/03/2019

“จ๊อค แซมเปิล” ผู้ชายที่ทุ่มเทให้การวิ่ง แต่เป็นตัวร้ายในสายตาผู้หญิงวิ่งมาราธอน

Boston Marathon

“Get the hell out of my race and give me those numbers!”
“ไสหัวออกไปจากงานวิ่งฉันเดี๋ยวนี้ แล้วเอาหมายเลขนั้นมาซะ!”

ภาพเหตุการณ์ที่ “จ๊อค แซมเปิล” (Jock Semple) หนึ่งในทีมผู้จัดการแข่งขัน ตะโกนสุดเสียงพร้อมวิ่งสุดฝีเท้าเพื่อคว้าตัว “แคทเธอรีน สวิทเซอร์” นักวิ่งหญิงที่เข้ามาร่วมแข่งขันบอสตันมาราธอน ปี 1967 เวลานั้นยังไม่อนุญาตให้ผู้หญิงร่วมวิ่งมาราธอน ถูกบันทึกไว้แล้วตีพิมพ์จนโด่งดังไปทั่วโลก สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้หญิงขาแรงหลายคนลุกขึ้นเรียกร้องความเท่าเทียมในการวิ่ง จนห้าปีต่อมาบอสตันมาราธอนปรับกฎให้ผู้หญิงร่วมวิ่งได้เท่าเทียมกับผู้ชาย

ภาพประวัติศาสตร์ที่ต่อมาเป็น 1 ใน 100 เปลี่ยนโลกของนิตยสารไลฟ์ ที่ตีพิมพ์ในปี 2003 นี้ ทำให้ “จ๊อค แซมเปิล” ถูกคนทั้งโลกมองว่าเป็นตัวร้ายที่ขัดขวางความมุ่งมั่นในการต่อสู้เพื่อความเสมอภาคของผู้หญิง แต่ในความเป็นจริงแล้ว แซมเปิล นี่แหละที่มีส่วนช่วยผลักดันให้นักวิ่งหญิงเข้าร่วมรายการบอสตันมาราธอนได้ ที่สำคัญเขาเป็นนักวิ่งที่รักการวิ่งมากที่สุดคนหนึ่ง และอยากให้ทุกคนได้มีโอกาสวิ่งกันอย่างอิสระเสรี

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่ 19 เมษายน 1967 แซมเปิล ไม่ต้องการสกัด สวิทเซอร์ ไม่ให้เข้าเส้นชัยที่ 42.195 กิโลเมตร แต่เขาเพียงอยากได้ป้ายหมายเลข 261 ที่อยู่บนเสื้อเธอต่างหาก !!

จ๊อค แซมเปิล เกิดเมื่อ ปี 1903 ที่ กลาสโกว์ ประเทศสกอตแลนด์ ก่อนอพยพมาสหรัฐอเมริกาในปี 1921 เพื่อทำงานเป็นช่างต่อตู้ที่ฟิลาเดลเฟีย ภายหลังจากที่เขาได้ลงแข่งบอสตันมาราธอนครั้งแรกเมื่อปี 1929 แล้วเข้าเส้นชัยเป็นอันดับที่ 29 เขาก็ได้ย้ายมาพำนักอยู่บอสตันเป็นการถาวร ทำงานในสายกีฬาทั้งการเป็นโค้ช นักวิทยาศาสตร์การกีฬา นักกายภาพบำบัด และแน่นอนเป็นนักวิ่งที่ลงแข่งขันบอสตันมาราธอนอีกหลายครั้ง ทำสถิติที่ดีที่สุดในปี 1947 ด้วยอันดับ 17 ทำเวลา 2:45:09 ( คงไม่แปลกใจว่าทำไมเขาวิ่งทันนักวิ่งขาแรงอย่างสวิทเชอร์ แม้จะสวมรองเท้าหนังใส่สแล็ค)

เวลานั้นทางสมาคมกรีฑาสมัครเล่น (AAU: Amateur Athletic Union) ยังไม่อนุญาตให้ผู้หญิงเข้าร่วมแข่งขันการวิ่งระยะไกลอย่างมาราธอน เพราะเชื่อว่าจะกระทบกระเทือนถึงระบบสืบพันธุ์ และส่งผลเสียกับสุขภาพในระยะยาวของพวกเธอ ซึ่งความเชื่อนี้ได้รับการพิสูจน์ในภายหลังแล้วว่าไม่จริง แต่ตอนนั้นเพราะกฎข้อบังคับนี้ ทำให้แชมเปิล ที่ได้ชื่อว่าเป็นมนุษย์ไม้บรรทัดที่เถรตรงและรักบอสตันมาราธอนมากที่สุดคนหนึ่งต้องออกมาปกป้อง ไม่ให้การแข่งขันบอสตันมาราธอนเสี่ยงต่อการที่สมาคมกรีฑาสมัครเล่น จะตัดสิทธิ์เนื่องจากมีผู้หญิงหลุดรอดการตรวจสอบลงแข่งวิ่งได้

หลักฐานคือ นอกจากแล้วสวิทเซอร์แล้ว ในรายการเดียวกันนี้ยังมีผู้หญิงเข้าร่วมวิ่งอีกหลายคน ที่สำคัญมี บ๊อบบี้ กิ๊บบ์ (Bobbi Gibb) นักวิ่งหญิงที่แอบวิ่งในรายการนี้แบบไม่มีเบอร์ตั้งแต่ปี 1966 แล้วในปีที่เกิดเรื่องเธอยังได้วิ่งแบบไม่มีบิบอีกครั้ง แถมยังสามารถทำเวลาได้ดีกว่าสวิทเซอร์ ถึงหนึ่งชั่วโมง โดยไม่ถูกเจ้าหน้าที่ขัดขวาง ซึ่งเธอเคยให้สัมภาษณ์ว่า

“แซมเปิลเคยบอกว่าเห็นฉันตอนแอบวิ่งในบอสตันมาราธอน แต่เขาปล่อยผ่านเพราะฉันไม่ได้ติดบิบ ที่จริงเขาเป็นคนให้เกียรตินักวิ่งผู้หญิงมาก เพราะแม่ของเขาเองก็เป็นนักกีฬาคนหนึ่ง ซึ่งบอสตันมาราธอนเปรียบเสมือนชีวิตของเขา ไม่แปลกที่พอเห็นบิบของสวิทเซอร์ในปี 1967 เขาจะบ้าคลั่งเพื่อพยายามปกป้องมัน แต่สำหรับฉันที่วิ่งโดยไม่มีบิบกลับไม่มีเจ้าหน้าที่ หรือสื่อมวลชนมาห้ามฉันสักคน”

ปัจจุบันบอสตันมาราธอนเป็นหนึ่งในหกรายการเมเจอร์สำหรับการวิ่งมาราธอน โดยเป็นรายการแข่งขันประจำปีที่มีอายุยาวนานที่สุด จัดมาตั้งแต่ปี 1897 ทุกวันจันทร์ที่ 3 ของเดือนเมษายน หรือ วันรักชาติ (Patriots’ Day) ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีผู้เข้าร่วมวิ่งมากกว่า 30,000 คน เป็นนักวิ่งผู้หญิงราวครึ่งหนึ่ง หรือเกือบ 15,000 คนเมื่อเทียบกับปี 1967 ที่มีผู้หญิงที่ลงทะเบียนอย่างเป็นทางการเพียงสวิทเซอร์เท่านั้น ใช้ชื่อ “K.V Switzer” สมัครโดยไม่ต้องระบุเพศ เข้าลงแข่งด้วยบิบหมายเลข 261 ท่ามกลางนักวิ่งน่องเหล็กอีก 741 คน

วันนั้นสวิทเซอร์ไม่ได้วิ่งเพียงลำพัง เพราะมีครูฝึกส่วนตัวและแฟนหนุ่มอดีตผู้เล่นอเมริกันฟุตบอลร่างยักษ์ที่พ่วงกีฬาขว้างค้อน ผู้ซึ่งใช้น้ำหนักตัวร่วม 117 กิโลกรัม กระแทกแซมเปิลจนกระเด็นออกไปขณะที่เขากำลังวิ่งไปดึงเบอร์เสื้อจากเธอ

“ผมไม่ได้มีอคติกับพวกผู้หญิงนะ แค่พวกเธอจะมาวิ่งในรายการของผมไม่ได้!”

จ๊อค แซมเปิล ได้ให้สัมภาษณ์หลังเหตุการณ์นั้นผ่านมาไม่นาน ถึงเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังความหัวร้อนของเขาว่าทั้งหมดเป็นเพราะกฎกติกามารยาทในการแข่งขันที่เขาเองไม่ได้เป็นคนกำหนด แต่เป็นทางสมาคมกรีฑาสมัครเล่น และกว่าที่คณะกรรมการโอลิมปิกสากล จะให้ผู้หญิงลงแข่งขันมาราธอนในกีฬาโอลิมปิกก็ล่วงมาถึงปี 1984

ความเคร่งครัดในกฎเกณฑ์อย่างสุดลิ่มในวันนั้นของ จ๊อค แซมเปิล หรือ ที่คนตั้งฉายาเขาว่า “มิสเตอร์บอสตันมาราธอน” กลายเป็นที่มาของภาพบันทึกประวิติศาสตร์ที่ทรงพลังมากที่สุดภาพหนึ่ง มีส่วนให้เกิดการเคลื่อนไหวจนผ่านกฎหมายด้านความเท่าเทียมทางเพศในเวลาต่อมา

การดูแลการแข่งขันบอสตันมาราธอนต่อเนื่องกว่า 30 ปี ทำให้เขาเป็นที่รักของคนที่ชื่นชอบการวิ่งทุกคนที่เข้าใจแพชชันและความตั้งใจในการรักษากฎเพื่อสิ่งที่เขาทุ่มเทและหลงใหล คือ การวิ่งในบอสตันมาราธอน ทางสมาคมกรีฑาบอสตันเลยตั้งรางวัลแซมเปิล (The Semple Award) เพื่อเป็นเกียรติให้กับเขา โดยมอบให้กับนักกรีฑาท้องถิ่นที่สร้างผลกระทบในวงกว้าง รวมไปถึงในปี 1985 สโมสรนักวิ่งทางเรียบของอเมริกา (Road Runners Club of America) ได้บรรจุชื่อเขาในหอเกียรติยศ

ส่วนเรื่องราวความขัดแย้งของ จ๊อค แซมเปิล และ แคทเธอรีน สวิทเซอร์ จบลงอย่างแฮปปี้เอนดิ้ง ทั้งคู่ได้จับมือคืนดีกันในงานบอสตันมาราธอนปี 1973 และในปี 1981 แซมเปิลได้ออกหนังสืออัตชีวประวัติชื่อ “ขานนามข้าว่าจ๊อค” (Just Call Me Jock.) ซึ่งสวิทเซอร์ได้มาช่วยโปรโมทหนังสือเล่มนี้ด้วย และยังคงมาเยี่ยมแซมเปิลที่โรงพยาบาลอย่างสม่ำเสมอ ก่อนเขาจะจากโลกนี้ไปด้วยโรคมะเร็งตับอ่อนในเดือนมีนาคมปี 1988 เพียงเดือนเดียวก่อนบอสตันมาราธอนจะมาถึงอีกครั้ง

 

ที่มา :

https://www.runnersworld.com
https://www.moneytrans.eu/
http://www.scottishdistancerunninghistory.scot
https://kathrineswitzer.com
https://deadspin.com
https://arrs.run


นักเขียนที่ชอบนั่งนิ่งเงียบแอบมองโลกและผู้คนที่ผ่านไป แล้วแปลงให้กลายเป็นเรื่องราวบนโลกดิจิทัล

Related

“ปีเตอร์ ทาบีชี” ครูดีเด่นโลกที่ปฏิวัติการสอนจากพ่อแม่เด็ก

ยาสซิน และ อาร์ลีน คู่รักมุสลิม-ยิว นัก Vlog ผู้เดินทางรอบโลกไปด้วยกัน

นักศึกษาปีหนึ่ง ที่เปลี่ยนโลกด้วยการเปลี่ยนของเหลือใช้เป็นต้นแบบผลิตภัณฑ์รักษ์โลก

หยาง เฟิ่งหลาน นักธุรกิจจีน ฉายา ราชินีงาช้างแห่งแทนซาเนีย

“แพทริก ดาวน์ส, เจสสิกา เคนสกี้” คู่รักบอสตันสตรองที่เยียวยาตัวเองด้วยการวิ่งหลังเสียขาสามข้างจากระเบิดบอสตันมาราธอน

“เปิดบ้าน จันท์ช่วยจันท์” สร้างโอกาสให้ผู้ก้าวพลาดในเรือนจำจันทบุรี

“ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์” ผู้เชี่ยวชาญทางด้านอุโมงค์คนแรกของไทย ที่ตั้งใจคืนรอยยิ้มให้กับคนกรุงเทพด้วยการขุดใต้ดิน

“ไคล์ คาร์เพนเตอร์” ทหารหนุ่มอายุน้อยที่สุดตำนานแห่ง Medal of Honor ที่ยังมีชีวิต