Post on 03/06/2021

The People Talk: ‘Unity’ สุนทรพจน์ในพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี โดยโจ ไบเดน

*The People Talk รวมสุนทรพจน์เปลี่ยนโลก
*** ‘Unity’ สุนทรพจน์ของโจ ไบเดน ในพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 46 ของสหรัฐอเมริกา ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. วันที่ 20 มกราคม ค.ศ. 2021

ท่ามกลางวิกฤตซ้อนวิกฤตในสหรัฐฯ ทั้งวิกฤตโรคระบาดโควิด-19 ที่คร่าชีวิตผู้คนในอเมริกาไปแล้วกว่า 400,000 คน และวิกฤตความขัดแย้งทางการเมืองที่ประชาชนแบ่งขั้วกันสุดโต่ง จนเกิดจลาจลขึ้นหลายครั้ง โจ ไบเดน เข้ารับตำแหน่งผู้นำคนใหม่ในช่วงเวลาท้าทาย และเรียกได้ว่า หน้าสิ่วหน้าขวานมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองสหรัฐฯ

ด้วยเหตุนี้ เขาจึงใช้สุนทรพจน์แรกระหว่างเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ เรียกร้องให้ชาวอเมริกันหันมาสามัคคีกันพาประเทศฝ่าวิกฤต โดยอ้างประวัติศาสตร์ความเป็นมาของชาติที่ผ่านความขัดแย้งในอดีตมาได้เสมอ และยกข้อความบางท่อนในเพลงชาติ มาปลุกใจให้คนรุ่นใหม่ช่วยกันส่งต่อสิ่งที่ดีที่สุดแก่ลูกหลานรุ่นต่อไป

และนี่คือทั้งหมดของสุนทรพจน์ความยาวประมาณ 21 นาที ของประธานาธิบดีโจ ไบเดน

“ท่านหัวหน้าผู้พิพากษา (จอห์น) โรเบิร์ตส, รองประธานาธิบดี (คามาลา) แฮร์ริส, ประธานรัฐสภา (แนนซี) เปโรซี, หัวหน้า (ชัค) ชูเมอร์, หัวหน้า (มิตช์) แม็กคอนเนล, รองประธานาธิบดี (ไมค์) เพนซ์, แขกผู้มีเกียรติ และชาวอเมริกันเพื่อนร่วมชาติ

นี่คือวันของอเมริกา นี่คือวันของประชาธิปไตย วันแห่งประวัติศาสตร์และความหวัง (วัน) แห่งการเริ่มต้นใหม่และความมุ่งมั่นตั้งใจ

ตลอดการทดสอบอันทรหดที่ผ่านมาหลายยุคหลายสมัย อเมริกาเผชิญการทดสอบใหม่ ๆ และอเมริกาก็ลุกขึ้นสู่กับความท้าทายนั้น

วันนี้ เรามาฉลองชัยชนะที่ไม่ใช่ของผู้สมัครคนใดคนหนึ่ง แต่เพื่อหลักการ หลักการของระบอบประชาธิปไตย

ความปรารถนาของประชาชนได้ถูกรับฟัง และความปรารถนาของประชาชนได้รับการรับรู้ เราได้เรียนรู้อีกครั้งว่าประชาธิปไตยเป็นสิ่งล้ำค่า ประชาธิปไตยเป็นสิ่งเปราะบาง และในชั่วโมงนี้ มิตรสหายทั้งหลาย ประชาธิปไตยได้รับชัยชนะ

ดังนั้นตอนนี้ บนพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์นี้ ที่ซึ่งไม่กี่วันก่อนเกิดความรุนแรงพยายามสั่นคลอนรากฐานของอาคารแคปิตอล (รัฐสภา) แห่งนี้ พวกเราได้มาร่วมกันในฐานะชาติ ๆ หนึ่ง ภายใต้พระผู้เป็นเจ้า ที่ไม่สามารถแบ่งแยกได้ เพื่อดำเนินการถ่ายโอนอำนาจอย่างสันติแบบที่เรามีมาตลอดระยะเวลากว่า 2 ศตวรรษ

เรามองไปข้างหน้าในวิถีอเมริกันอันมีเอกลักษณ์ของเรา -ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย, กล้าหาญ, มองโลกแง่ดี- และตั้งเป้าหมายของชาติที่เรารู้ว่าสามารถทำได้ และเราต้องทำ

ผมขอขอบคุณท่านอดีตประธานาธิบดีจากทั้ง 2 พรรคที่ให้เกียรติมาอยู่ ณ ที่แห่งนี้ ผมขอขอบคุณพวกเขาจากสุดขั้วของหัวใจ

ท่านรู้ดีถึงความสามารถในการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วของรัฐธรรมนูญของเรา และความเข้มแข็งของชาติเรา เหมือนกับท่านประธานาธิบดี (จิมมี) คาร์เตอร์ ซึ่งผมได้พูดคุยด้วยเมื่อคืนนี้ แต่ท่านไม่สามารถมาอยู่กับเราในวันนี้ ถึงกระนั้นเราขอสดุดีความเสียสละตลอดชีวิตที่ผ่านมาของท่าน

ผมเพิ่งกล่าวคำปฏิญาณตนแบบเดียวกับที่ท่านผู้รักชาติทุกคนในที่นี้เคยทำมา คำปฏิญาณที่จอร์จ วอชิงตัน สาบานตนเป็นคนแรก แต่เรื่องราวของอเมริกาไม่ได้ขึ้นอยู่กับพวกเราคนใดคนหนึ่ง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับบางคนในหมู่เรา แต่ขึ้นอยู่กับเราทุกคน

คำว่า “We the People (พวกเราประชาชน)” ผู้มองหาสหภาพอันสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น (ระบุในคำนำของรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ)

นี่คือชาติอันยิ่งใหญ่ และเราคือประชาชนที่ดี

ตลอดหลายศตวรรษผ่านพายุและความขัดแย้ง ทั้งในยามสงบสุขและสงคราม เราเดินทางกันมายาวไกล แต่เราก็ยังมีหนทางให้ไปอีกยาวไกลเช่นกัน

เราจะมุ่งไปข้างหน้าด้วยความเร็วและเร่งด่วน เพราะเรามีหลายสิ่งต้องทำในฤดูหนาวแห่งภยันตรายและความเป็นไปได้นานา

มีหลายสิ่งให้ซ่อมแซม หลายสิ่งให้ฟื้นฟูกลับมา หลายสิ่งให้เยียวยา หลายสิ่งให้สร้าง และหลายสิ่งให้ได้มา มีไม่กี่ช่วงเวลาในประวัติศาสตร์ชาติเราที่เผชิญความท้าทายหรือยากลำบากกว่าช่วงที่เราอยู่ในปัจจุบัน

เชื้อไวรัสที่เกิดขึ้นร้อยปีครั้งยังย่องตามประเทศเราอย่างเงียบ ๆ มันคร่าชีวิตคนไปใน 1 ปีมากพอ ๆ กับที่อเมริกาสูญเสียไปทั้งหมดในสงครามโลกครั้งที่สอง

งานหลายล้านตำแหน่งหายไป ธุรกิจหลายแสนรายต้องปิดกิจการ การร่ำร้องหาความยุติธรรมทางเชื้อชาติที่ก่อรูปก่อร่างมาราว 400 ปี มันสะเทือนใจพวกเรา ความฝันถึงความยุติธรรมอันเท่าเทียมกันสำหรับทุกคนจะไม่ถูกเลื่อนเวลาออกไปอีก

การร่ำร้องเพื่อความอยู่รอดที่มาจากโลกของเราเช่นกัน เป็นการร่ำร้องที่ไม่สามารถปล่อยให้สิ้นหวัง หรือว่างเปล่าอีกต่อไป

และตอนนี้ การเติบโตของลัทธิสุดโต่งทางการเมือง, ความเป็นใหญ่ของคนผิวขาว, การก่อการร้ายภายในประเทศที่เราต้องเผชิญ และเราจะเอาชนะมัน

ในการก้าวข้ามความท้าทายเหล่านี้ ในการฟื้นฟูจิตวิญญาณ และปกป้องอนาคตของอเมริกา มันต้องการมากกว่าแค่คำพูด มันต้องการสิ่งที่ยากที่สุดในระบอบประชาธิปไตย นั่นคือ ความสามัคคี

ความสามัคคี

เมื่อเดือนมกราคมในอดีตที่กรุงวอชิงตัน ในวันขึ้นปีใหม่ (ค.ศ.) 1863 อับราฮัม ลินคอล์น ลงนามในคำประกาศเลิกทาส

เมื่อเขาจรดปากกาลงบนกระดาษ ท่านประธานาธิบดีพูดว่า ‘หากชื่อของผมต้องถูกจารึกในประวัติศาสตร์ มันจะต้องเกิดขึ้นเพราะการกระทำนี้ และจิตวิญญาณทั้งหมดของผมก็อยู่ในนั้น’

จิตวิญญาณทั้งหมดของผมอยู่ในนั้น

วันนี้ ในวันของเดือนมกราคมนี้ จิตวิญญาณทั้งหมดของผมอยู่ในนี้:

การนำพาอเมริกามาร่วมกัน สร้างความสามัคคีให้กับประชาชน และสร้างชาติของเราให้มีความสามัคคี

ผมขอให้ชาวอเมริกันทุกคนร่วมมือกันกับผมในเรื่องนี้

สามัคคีกันต่อสู้กับศัตรูที่เราเผชิญร่วมกัน:

ความโกรธแค้น, ความขมขื่น, ความเกลียดชัง, ลัทธิสุดโต่ง, ความไร้ขื่อแป, ความรุนแรง, โรคภัยไข้เจ็บ, การว่างงาน, ความสิ้นหวัง ด้วยความสามัคคี เราสามารถทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ต่าง ๆ สิ่งที่มีความสำคัญ

เราสามารถแก้ไขเรื่องผิด ๆ เราสามารถทำให้ผู้คนได้ทำงานที่ดี เราสามารถให้การศึกษาเด็ก ๆ ในโรงเรียนที่มีความปลอดภัย เราสามารถเอาชนะเชื้อไวรัสมรณะนี้ได้

เราสามารถให้รางวัลกับการงาน, สร้างชนชั้นกลางขึ้นมาใหม่ และทำให้ประกันสุขภาพปกป้องทุกคนได้อย่างมั่นคง

เราสามารถส่งมอบความยุติธรรมทางเชื้อชาติ เราสามารถทำให้อเมริกา กลับมาเป็นกำลังหลักในการสร้างสิ่งที่ดีต่อโลกได้อีกครั้ง

ผมรู้ดีว่าการพูดถึงความสามัคคี สำหรับบางคนอาจฟังดูเหมือนความคิดเพ้อฝันอันโง่เขลา

ผมรู้ว่าพลังต่าง ๆ ที่สร้างความแตกแยกให้กับเรานั้นอยู่ลึก และพวกมันมีอยู่จริง แต่ผมก็รู้ว่า พวกมันไม่ใช่เรื่องใหม่

ประวัติศาสตร์ของเราดิ้นรนต่อสู้มาอย่างต่อเนื่อง ระหว่างอเมริกาในอุดมคติที่เราทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน กับความเป็นจริงที่น่าเกลียดและโหดร้ายที่ว่า ลัทธิแบ่งแยกเชื้อชาติ, ลัทธิท้องถิ่นนิยม, ความกลัว และการสร้างภาพปีศาจให้ฝ่ายตรงข้าม ได้สร้างความแตกแยกให้เรามาช้านาน

การต่อสู้เกิดชั่วนิรันดร์ ชัยชนะไม่เคยแน่นอนตายตัว

ตลอดการเกิดสงครามกลางเมือง, the Great Depression (วิกฤตเศรษฐกิจในทศวรรษ 1930), สงครามโลก, เหตุการณ์ 9/11 และตลอดการดิ้นรนต่อสู้, การเสียสละ และการถดถอย “เทพธิดาแห่งความดี (Better angels)” ในตัวเราจะได้รับชัยชนะเสมอ

ในแต่ละช่วงเวลาเหล่านี้ เรามีผู้คนเพียงพอที่มาร่วมกันนำพาเราทุกคนก้าวไปข้างหน้า และเราก็สามารถทำเช่นนั้นได้ในตอนนี้

ประวัติศาสตร์, ความศรัทธา และเหตุผล เผยให้เห็นหนทาง, หนทางแห่งความสามัคคี

เราสามารถมองหน้ากันแบบไม่ใช่ศัตรู แต่คือเพื่อนบ้านกัน เราสามารถปฏิบัติต่อกันโดยให้เกียรติและความเคารพ เราสามารถรวมตัวกัน, ยุติการร้องตะโกน และลดอุณหภูมิลง หากปราศจากความสามัคคี สันติภาพก็จะไม่เกิดขึ้น จะมีเพียงความขมขื่นและความโกรธแค้น

ไม่มีความก้าวหน้า มีเพียงความแค้นเคืองที่น่าเหนื่อยใจ ไม่มีชาติ มีเพียงรัฐแห่งความโกลาหล

นี่คือช่วงเวลาประวัติศาสตร์แห่งวิกฤตกาลและความท้าทาย และความสามัคคีคือหนทางให้ก้าวไปข้างหน้า และเราต้องพบกับช่วงเวลานี้ของสหรัฐอเมริกา

หากเราทำสิ่งนั้น ผมขอรับประกันกับท่านว่า เราจะไม่มีทางล้มเหลว เราจะไม่มีทาง, ไม่มีทางล้มเหลวในอเมริกา เมื่อเราลงมือทำร่วมกัน และในวันนี้ ณ เวลานี้ ในสถานที่แห่งนี้ เราจงมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

พวกเราทุกคน เราจงมารับฟังกัน ได้ยินเสียงของกันและกัน มองเห็นกัน แสดงความเคารพแก่กัน

การเมืองไม่จำเป็นต้องเป็นเพลิงแค้นเผาไหม้ทำลายทุกสิ่งที่ขวางหน้า

ทุกความเห็นขัดแย้งไม่จำเป็นต้องเป็นชนวนแห่งสงครามเบ็ดเสร็จ และเราต้องปฏิเสธวัฒนธรรมที่ข้อเท็จจริงต่าง ๆ ในตัวของมันเอง ถูกนำไปหาประโยชน์ หรือแม้แต่ถูกปั้นแต่ง

มิตรสหายชาวอเมริกัน เราต้องแตกต่างไปจากสิ่งนี้

อเมริกาต้องดีกว่านี้ และผมก็เชื่อว่าอเมริกาดีกว่านี้ได้

แค่ลองมองไปรอบ ๆ

เรายืนอยู่ตรงนี้ใต้ร่มเงาโดมของตึกแคปิตอล ที่สร้างเสร็จสมบูรณ์ท่ามกลางสงครามกลางเมือง ในยามที่ฝ่ายสหภาพยังสู้รบกันอย่างสูสี

แต่เรายังอดทน และเราก็ได้รับชัยชนะ

เรายืนอยู่ตรงนี้ มองออกไปที่ลานอันกว้างใหญ่ ที่ซึ่งด็อกเตอร์ (มาร์ติน ลูเธอร์) คิง ได้พูดถึงความฝันของท่าน

เรายืนอยู่ตรงนี้ ที่ซึ่งเมื่อ 108 ปีก่อน ในพิธีสาบานตนอีกงาน ผู้ประท้วงหลายพันคนพยายามขัดขวางเหล่าสตรีผู้กล้าหาญไม่ให้เดินขบวนเพื่อเรียกร้องสิทธิในการเลือกตั้ง

วันนี้ เราได้รับรู้ถึงการสาบานตนเข้ารับตำแหน่งสตรีคนแรกในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งระดับชาติของอเมริกา รองประธานาธิบดีคามาลา แฮร์ริส

อย่าบอกผมว่าสิ่งต่าง ๆ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เรายืนอยู่ตรงนี้ตรงข้ามสุสานแห่งชาติอาร์ลิงตันอีกฝั่งของแม่น้ำโพโตแมก ที่ซึ่งบรรดาวีรบุรุษผู้เสียสละอย่างเต็มเปี่ยมในวาระสุดท้ายนอนหลับอย่างสุคติชั่วนิรันดร์

และเรายืนอยู่ตรงนี้ ไม่กี่วันหลังจากม็อบก่อจลาจลคิดว่า พวกเขาสามารถใช้ความรุนแรงปิดปากความปรารถนาของประชาชน, หยุดยั้งการทำหน้าที่ของประชาธิปไตย และขับไล่พวกเราออกจากพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้

สิ่งนั้นไม่ได้เกิดขึ้น มันจะไม่มีทางเกิดขึ้น ไม่ใช่ในวันนี้ ไม่ใช่วันพรุ่งนี้ จะไม่เกิดขึ้นตลอดไป

ถึงทุกคนที่สนับสนุนแคมเปญของเรา ผมรู้สึกเป็นเกียรติด้วยศรัทธาที่ท่านมอบให้กับเรา ถึงทุกคนที่ไม่ได้สนับสนุนเรา ผมขอพูดอย่างนี้: จงฟังผมสักนิดขณะเราเคลื่อนไปข้างหน้า จงประเมินตัวผมและหัวใจของผม และหากท่านยังไม่เห็นด้วย ก็ตามนั้น

นั่นคือประชาธิปไตย, นั่นคืออเมริกา สิทธิในการเห็นต่างอย่างสันติ ภายในราวกั้นแห่งสาธารณรัฐของเรา บางทีอาจเป็นความเข้มแข็งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของชาติ

แต่จงฟังผมให้ชัด: ความเห็นขัดแย้งต้องไม่นำไปสู่การแตกแยก และผมขอรับปากสิ่งนี้กับท่าน: ผมจะเป็นประธานาธิบดีของชาวอเมริกันทุกคน

ผมจะสู้เพื่อผู้ที่ไม่ได้สนับสนุนให้หนักพอกับผู้ที่สนับสนุนผม

หลายศตวรรษที่ผ่านมา เซนต์ออกัสติน นักบุญประจำโบสถ์ของผม เคยเขียนไว้ว่า ผู้คนมีความหลากหลายแบ่งได้ด้วยจุดมุ่งหมายร่วมกันของความรัก

แล้วอะไรคือจุดมุ่งหมายร่วมกันที่เรารักซึ่งบ่งชี้ว่าเราคือชาวอเมริกัน?

ผมคิดว่าผมทราบ:

โอกาส ความมั่นคง เสรีภาพ ศักดิ์ศรี ความเคารพ เกียรติยศ และถูกต้องครับ ความจริง

หลายสัปดาห์และหลายเดือนล่าสุดที่ผ่านมาให้บทเรียนอันเจ็บปวดแก่พวกเรา

มันมีทั้งความจริง และคำโกหกหลอกลวง คำโกหกเพื่ออำนาจ และเพื่อผลกำไร

และเราแต่ละคนมีหน้าที่และความรับผิดชอบ ในฐานะพลเมือง, ในฐานะชาวอเมริกัน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะผู้นำ, บรรดาผู้นำที่ปฏิญาณว่าจะรักษาเกียรติของรัฐธรรมนูญ และปกป้องประเทศชาติ จะปกป้องความจริง และเอาชนะคำโกหกหลอกลวง

ผมเข้าใจดีว่าชาวอเมริกันหลายคนมองอนาคตด้วยความหวาดกลัวและกังวลใจ ผมเข้าใจดีว่าพวกเขาวิตกเรื่องหน้าที่การงาน, เรื่องการดูแลครอบครัว, เรื่องสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป

ผมเข้าใจสิ่งนั้น

แต่คำตอบไม่ใช่การหันกลับมาข้างใน, ไม่ใช่การถอยร่นสู่ฝ่ายต่าง ๆ ที่แข่งขันกัน, ไม่ใช่การไม่เชื่อใจผู้ที่ทำหรือบูชาสิ่งที่ไม่เหมือนกับท่าน หรือไม่ได้รับข่าวสารจากแหล่งเดียวกันกับท่าน

เราต้องยุติสงครามที่ไม่มีอารยะนี้ ซึ่งสร้างสีแดงให้ต่อต้านสีน้ำเงิน, ชนบทปะทะคนเมือง, อนุรักษนิยมปะทะเสรีนิยม

เราทำสิ่งนี้ได้ถ้าเราเปิดใจ แทนที่จะทำใจแข็ง ถ้าเราแสดงออกถึงความอดทน และอ่อนน้อมถ่อมตนสักนิด ถ้าเราเต็มใจจะพยายามเข้าใจผู้อื่นสักชั่วขณะแบบที่แม่ผมเคยสอน

เพราะนี่คือสิ่งที่เกี่ยวกับชีวิต: มันไม่มีทางอธิบายได้ว่าชะตากรรมของท่านจะเป็นอย่างไร

มีบางวันที่เราต้องการความช่วยเหลือ มีวันอื่น ๆ ที่เราถูกร้องขอให้ช่วยเหลือใครสักคน นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเราต้องอยู่ด้วยกัน และถ้าเราอยู่กันแบบนี้ ประเทศของเราจะเข้มแข็งขึ้น, รุ่งเรืองยิ่งขึ้น, มีความพร้อมมากขึ้นสำหรับอนาคต

มิตรสหายชาวอเมริกัน งานที่รอเราอยู่ข้างหน้า เราจำเป็นต้องมีกันและกัน เราต้องการพละกำลังทั้งหมดที่มีเพื่อเดินหน้าฟันฝ่าฤดูหนาวอันมืดมนนี้ เรากำลังเข้าสู่สิ่งที่อาจเป็นช่วงเวลาที่ยากที่สุด และมีผู้ล้มตายมากที่สุดจากเชื้อไวรัส เราต้องปล่อยวางเรื่องการเมือง และสุดท้ายต้องเผชิญกับโรคระบาดนี้ในฐานะคนชาติเดียวกัน

ผมขอสัญญากับท่านอย่างนี้: ตามที่ระบุในพระคัมภีร์ไบเบิลว่า ยามค่ำคืนอาจต้องเสียน้ำตา แต่ความสุขจะมาในเพลาเช้า

เราจะผ่านสิ่งนี้ไปด้วยกัน โลกกำลังมองเราในวันนี้ ดังนั้นนี่คือข้อความของผมถึงพวกท่านที่อยู่นอกพรมแดนของเรา: อเมริกาได้ถูกทดสอบ และสิ่งนี้ทำให้เราเข้มแข็งมากขึ้น

เราจะแก้ไขความสัมพันธ์กับเหล่าพันธมิตร และเข้าไปมีส่วนร่วมกับโลกอีกครั้ง ไม่ใช่เพื่อเจอกับความท้าทายของเมื่อวาน แต่เป็นของวันนี้ และวันพรุ่งนี้ เราจะไม่ใช่ผู้นำด้วยการเป็นแค่ตัวอย่างของมหาอำนาจ แต่ด้วยพลังอำนาจจากตัวอย่างของเรา

เราจะเป็นหุ้นส่วนที่น่าเชื่อถือและเข้มแข็งเพื่อสันติภาพ, ความก้าวหน้า และความมั่นคง เราผ่านเรื่องราวต่าง ๆ มามากมายในประเทศชาติแห่งนี้

และสิ่งแรกที่ผมจะทำในฐานะประธานาธิบดี ผมต้องการขอร้องพวกท่านให้ร่วมกันกับผมในการสงบนิ่งไว้อาลัยแด่ผู้เสียชีวิตจากโรคระบาดทุกคนตลอดปีที่ผ่านมา

แด่มิตรสหายชาวอเมริกัน 400,000 คนเหล่านั้น มารดาและบิดา, สามีและภรรยา, ลูกชายและลูกสาว, มิตร, เพื่อนบ้าน และเพื่อนร่วมงาน

เราจะให้เกียรติพวกเขาด้วยการกลายเป็นประชาชนและประเทศชาติที่เรารู้ว่าเราสามารถและควรจะเป็น

เราจงสวดมนตร์ในใจเพื่อพวกเขาเหล่านั้นที่เสียชีวิต, เพื่อพวกเขาเหล่านั้นที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และเพื่อประเทศของเรา

เอเมน

นี่คือเวลาของการทดสอบ เราเผชิญกับการโจมตีที่ประชาธิปไตย และความจริง

เชื้อไวรัสที่รุนแรง ความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มขึ้น การทำร้ายจากลัทธิเหยียดเชื้อชาติอย่างเป็นระบบ ภูมิอากาศในช่วงวิกฤต บทบาทของอเมริกาในเวทีโลก สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เพียงพอที่จะท้าทายเราได้อย่างลึกซึ้ง

แต่ข้อเท็จจริงก็คือ เราเผชิญพวกมันทั้งหมดพร้อมกันในคราวเดียว นำเสนอประเทศชาตินี้ด้วยความรับผิดชอบอันสาหัสสากรรจ์

ตอนนี้เราต้องก้าวออกมา

พวกเราทุกคน

มันถึงเวลาที่ต้องกล้าหาญ เพราะมีอีกมากมายที่เราต้องทำ

และนี่คือความแน่นอน เราจะถูกพิพากษา ทั้งท่านและผม ว่าเราแก้ไขวิกฤตต่าง ๆ ที่ถาโถมเข้ามาในยุคของเราได้อย่างไร? เราจะลุกขึ้นสู้กับโอกาสนี้หรือไม่? เราจะเอาชนะชั่วโมงที่ยากลำบากและเกิดขึ้นได้ยากนี้หรือไม่? เราจะบรรลุข้อตกลงและส่งต่อโลกใบใหม่ที่ดีกว่าแก่ลูกหลานของเราหรือไม่?

ผมเชื่อว่าเราต้องทำ และเชื่อว่าเราจะทำ

และเมื่อเราทำได้ เราจะเขียนประวัติศาสตร์บทต่อไปให้กับอเมริกา

มันคือเรื่องราวที่อาจฟังคล้ายบทเพลงที่มีความหมายมากสำหรับผม มันคือ ‘เพลงชาติอเมริกา’ และมีท่อนหนึ่งที่โดดเด่นสำหรับผม:

‘การทำงานและการสวดมนตร์มาเป็นเวลาหลายร้อยปี นำพาเรามาถึงวันนี้ มรดกของเราจะเป็นอะไร? ลูกหลานของเราจะพูดอะไร? ขอให้ผมรู้อยู่ในใจ เมื่อวันของผมผ่านไป อเมริกา อเมริกา ผมได้มอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับท่าน’

เราจงมาช่วยกันเติมการทำงานและการสวดมนตร์ให้กับเรื่องราวที่ถูกเผยแพร่ของชาติเรา

หากเราทำสิ่งนี้ และเมื่อวันเวลาของเราผ่านไปสู่ลูกหลาน และลูก ๆ ของลูกหลานเราจะพูดถึงเราว่า พวกเขาได้มอบสิ่งที่ดีที่สุดมาให้

พวกเขาทำตามหน้าที่ พวกเขาสมานดินแดนอันแตกร้าว มิตรสหายชาวอเมริกัน ผมขอจบวันนี้ตรงที่เราเริ่มต้นขึ้น ด้วยคำปฏิญาณอันศักดิ์สิทธิ์ ต่อหน้าพระผู้เป็นเจ้าและท่านทั้งหลาย ผมขอให้คำมั่นว่า

ผมจะซื่อสัตย์กับพวกท่านเสมอ ผมจะปกป้องรัฐธรรมนูญ ผมจะปกป้องประชาธิปไตย ผมจะปกป้องอเมริกา

ผมจะรับใช้พวกท่านอย่างสุดความสามารถ ไม่คิดถึงเรื่องอำนาจ แต่คิดถึงความเป็นไปได้นานา ไม่ทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว แต่เพื่อผลประโยชน์สาธารณะ และร่วมกับทุกท่าน เราจะเขียนเรื่องราวของอเมริกาด้วยความหวัง ไม่ใช่ความหวาดกลัว

ด้วยความสามัคคี ไม่ใช่การแบ่งแยก ด้วยแสงสว่าง ไม่ใช่ความมืดมน เป็นเรื่องราวของอเมริกาที่สุภาพ และมีเกียรติ

ด้วยความรัก และการเยียวยา ด้วยความยิ่งใหญ่ และคุณงามความดี

ขอให้สิ่งนี้เป็นเรื่องราวที่นำทางพวกเรา เป็นเรื่องราวที่ให้แรงบันดาลใจเรา เป็นเรื่องราวที่บอกเล่ายุคสมัยต่าง ๆ ที่ยังมาไม่ถึง ซึ่งเราได้ตอบคำเรียกร้องของประวัติศาสตร์

เราได้พบกับช่วงเวลา ที่ประชาธิปไตย และความหวัง, ความจริง และความยุติธรรม, จะไม่ตายไปต่อหน้าเรา แต่เจริญงอกงามขึ้น

ที่อเมริกาของเรายังคงรักษาเสรีภาพภายในบ้าน และลุกขึ้นยืนอีกครั้งในฐานะแสงนำทางของโลก

นั่นคือสิ่งที่เราเป็นหนี้บรรพชน, คนอื่น ๆ และรุ่นอื่น ๆ ที่ตามมา

ดังนั้น ด้วยเป้าหมายและความแน่วแน่ เราได้หันมาสู่ภาระหน้าที่ในช่วงเวลาของเรา

คงไว้ซึ่งศรัทธา ขับเคลื่อนด้วยความเชื่อมั่น และอุทิศแก่กัน และแก่ประเทศนี้ที่เรารักด้วยหัวใจของทุกคน

ขอพระเจ้าจงมอบพรแด่อเมริกา และขอให้พระเจ้าคุ้มครองกองทัพของเรา

ขอบคุณครับ อเมริกา”

เรียบเรียง: ภานุวัตร เอื้ออุดมชัยสกุล

ข้อมูลอ้างอิง:
https://www.politico.com/…/joe-biden-inauguration…


อดีตนักข่าว ผู้ชื่นชอบการอ่านประวัติบุคคลและสนใจทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง และกีฬา

Related

The People Talk: “นี่คือเวลาแห่งการเยียวยารักษาอเมริกา” สุนทรพจน์ประวัติศาสตร์ของ ‘โจ ไบเดน’

The People Talk : สุนทรพจน์เนื่องในวันขึ้นปีใหม่ของอังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีแห่งเยอรมนี

The People Talk: ‘หากท่านต้องการรับใช้ยุคสมัยใด จงทรยศมันซะ’ สุนทรพจน์ปลุกพลังคนรุ่นใหม่ของโบโน ร็อกสตาร์วง U2

The People Talk: ‘การต่อสู้ต้องไม่ใช้ความรุนแรงและเกลียดชัง’ สุนทรพจน์ตอกย้ำสันติวิธีขององค์ดาไลลามะ เจ้าของรางวัลโนเบลสันติภาพ

The People talk: สุนทรพจน์ที่ดีที่สุดของสตีฟ จ็อบส์

บิลล์ เกตส์: สุนทรพจน์วันรับปริญญาที่ดีที่สุดของศิษย์เก่าฮาร์วาร์ดที่เรียนไม่จบ

The People Talk: “Nobody ever has to say ‘Me too’ again” สุนทรพจน์เรียกร้องสิทธิสตรีสุดกินใจของ โอปราห์ วินฟรีย์

The People Talk: ‘เทคโนโลยีที่ก้าวหน้านั้นไม่ต่างจากเวทมนตร์’ สุนทรพจน์เบื้องหลังไอเดียของ อีลอน มัสก์