Post on 10/09/2021

โจ ดิตต์มาร์: ผู้วิ่งลงบันได 105 ชั้น จนรอดชีวิตจากเหตุการณ์ ‘9/11’ เครื่องบินชนตึกเวิลด์เทรด

บางเหตุการณ์ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเพียงใดก็ยากจะลืม เช่นเดียวกับโศกนาฏกรรรมช็อกโลกเมื่อวันที่ 11 เดือน 9 ปี ค.ศ. 2001 หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า ‘9/11’ แม้เหตุการณ์นี้จะผ่านมาแล้ว 2 ทศวรรษ แต่ยังคงติดตรึงในความทรงจำของใครหลายคนไม่เคยจาง

โจเซฟ หรือ โจ ดิตต์มาร์ คือหนึ่งในผู้ไม่เคยลืมเหตุการณ์ครั้งนั้น เขาคือไม่กี่คนที่อยู่ในตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ที่นครนิวยอร์ก ขณะผู้ก่อการร้ายจี้เครื่องบินพุ่งชนและรอดชีวิตมาได้ ที่สำคัญ มันเป็นการเอาตัวรอดจากชั้น 105 ของตึกสูง 110 ชั้น นับเป็นชั้นที่สูงที่สุดซึ่งมีคนอยู่ ณ เวลานั้น

โจใช้เวลาหนีตายลงมาทั้งหมด 50 นาที โดย 50 นาทีชีวิตของเขาครั้งนี้ คือ การโกงความตายที่ทำให้ได้พบเรื่องราวมากมาย เป็นเรื่องราวของการตัดสินใจในเสี้ยววินาที การพบเจอความเสียสละและนาทีสุดท้ายของชีวิตใครหลายคน เป็นเรื่องที่เขาไม่เคยลืมและไม่เคยหยุดเล่า เพราะอยากให้เรื่องราวเป็นอุทาหรณ์สอนใจผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ต่อไป

 

เครื่องบินลำแรกชนตึกทิศเหนือ

เช้าตรู่ของวันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2001 ท่ามกลางท้องฟ้าแจ่มใส พนักงานขายประกัน 54 คนมีนัดประชุมกันบนยอดตึกแฝดเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ในมหานครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์เวลานั้น คือ ศูนย์กลางของวงการธุรกิจประกัน เนื่องจากบริษัทประกันยักษ์ใหญ่ทั่วโลกล้วนมีสำนักงานตั้งอยู่ในอาคารดังกล่าว การจัดประชุมของนักธุรกิจประกันจากทั่วทุกสารทิศที่นี่จึงไม่ใช่เรื่องแปลก และ โจ ดิตต์มาร์ (Joe Dittmarr) ตัวแทนขายประกันจากนครชิคาโก ก็เป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วมประชุมวันนั้น

ห้องประชุมที่โจและเพื่อนร่วมอาชีพใช้มีลักษณะเป็นผนังทึบทั้ง 4 ด้าน ตั้งอยู่บนชั้นที่ 105 ของตึกเวิลด์เทรดฝั่งทิศใต้ ซึ่งเป็นชั้นสูงที่สุดที่มีคนอยู่ เนื่องจากชั้น 107 และ 110 เป็นจุดชมวิวที่ยังไม่เปิดให้บริการ ส่วนชั้นที่เหลือเหนือ 105 ขึ้นไป เป็นที่ตั้งเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่าง ๆ ทั้งเครื่องปรับอากาศ ระบบประปา และลิฟต์ขนส่งผู้โดยสาร

“เราไม่รู้สึกและไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย” โจเล่าวินาทีเครื่องบินลำแรกพุ่งชนตึกเวิลด์เทรดฝั่งทิศเหนือ เมื่อเวลา 08:46 น. โดยระบุว่า เขารู้สึกได้เพียงไฟในห้องกะพริบเท่านั้น

หลังจากตึกทิศเหนือถูกโจมตีบริเวณชั้นที่ 90 กว่า เจ้าหน้าที่อาสาสมัครป้องกันไฟประจำอาคารทิศใต้ก็เข้ามาสั่งให้โจและผู้ร่วมประชุมทุกคนอพยพออกจากตึกทันที

โจบอกว่าเวลานั้นยังไม่มีใครทราบว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะห้องประชุมไม่มีหน้าต่างและไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ เนื่องจากเสาสัญญาณตั้งอยู่บนยอดตึกเวิลด์เทรดทิศเหนือ และได้รับความเสียหายจากการโจมตีของเครื่องบินลำแรก

กว่าจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นด้านนอก เขาต้องลงบันไดหนีไฟมาถึงชั้นที่ 90 และพบว่าประตูบันไดหนีไฟเปิดอยู่ หลายคนจึงเดินออกไปเพื่อหาทางออกจุดอื่น ซึ่งโจก็เดินตามไปจนได้เห็นภาพอันน่าสยดสยองของสิ่งที่เกิดขึ้นกับตึกแฝดด้านข้าง

“นั่นเป็นช่วงเวลา 30 – 40 วินาที ที่เลวร้ายที่สุดในชีวิต”

โจกล่าวถึงภาพเปลวเพลิงและควันไฟที่พวยพุ่งออกมาจากตึกฝั่งตรงข้าม ซึ่งทำให้เขาตระหนักได้ทันทีว่า นี่ไม่ใช่เพลิงไหม้ธรรมดาและต้องรีบเดินกลับมาที่บันไดหนีไฟเพื่อออกไปให้เร็วที่สุด

 

เวลาชี้เป็นชี้ตายก่อนตึกทิศใต้ถูกโจมตี

ภาพความเสียหายที่เกิดขึ้นกับตึกทิศเหนือเหมือนมีมนต์สะกดให้เพื่อนร่วมทางหลายคนหยุดดูและไม่รีบหนีไป ขณะเดียวกัน โจยังสวนกับเพื่อนที่เดินออกจากบันไดหนีไฟเพื่อไปแวะเข้าห้องน้ำ และนั่นคือภาพสุดท้ายที่เขาได้เห็นหน้าเพื่อนร่วมงานเหล่านั้น

ระหว่างลงมาถึงชั้น 78 เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งยังชักชวนให้โจหยุดรอลิฟต์เพื่อลงสู่ชั้นล่างโดยไม่ต้องลงบันได แต่ด้วยประสบการณ์ขายประกันอัคคีภัยมาทั้งชีวิต เขารู้ดีว่าลิฟต์ไม่ใช่สถานที่ปลอดภัยระหว่างเกิดเพลิงไหม้ จึงตัดสินใจไม่ตอบรับคำชวนและเลือกเดินลงบันไดหนีไฟต่อไป

“นั่นคือการตัดสินใจที่ดีที่สุดที่ผมเคยมีในชีวิต”

โจเล่าย้อนถึงวินาทีชี้เป็นชี้ตายก่อนจะลงมาถึงประมาณชั้น 72 – 74 และมีเครื่องบินลำที่สองพุ่งชนตึกทิศใต้บริเวณชั้น 77 – 83 เมื่อเวลา 09:03 น. ห่างจากเครื่องบินลำแรกที่ชนตึกทิศเหนือเพียง 17 นาที นั่นเป็นอีกครั้งที่เขาทราบดีว่า การตัดสินใจไม่ใช้ลิฟต์คือสิ่งที่ถูกต้อง

“ราวบันไดหลุดออกมาจากผนัง ขั้นบันไดใต้ฝ่าเท้าผมสั่นไหวคล้ายเกลียวคลื่นในมหาสมุทร เรารู้สึกได้ถึงความร้อนจากผนัง และกลิ่นของน้ำมันเครื่องบินไอพ่นที่ลอยมาเตะจมูก”

โจ ดิตต์มาร์ เล่าสิ่งที่เขาประสบหลังเครื่องบินลำที่สองพุ่งชนตึกทิศใต้ เหนือจุดที่เขาอยู่บนบันไดหนีไฟขึ้นไปไม่กี่ชั้น แรงกระแทกทำให้ตึกโคลงเคลงไปมา และเขาเป็นเพียง 1 ใน 7 จากจำนวนผู้เข้าร่วมประชุม 54 คนบนชั้นที่ 105 ซึ่งรอดชีวิตออกมาในวันนั้น

 

ผู้ก่อการร้าย ผู้เคราะห์ร้าย วีรบุรุษ

เหตุวินาศกรรม 9/11 มีเครื่องบินพาณิชย์ทั้งหมด 4 ลำ ถูกผู้ก่อการร้าย 19 คน กระจายกำลังกันจี้ลำละ 4 – 5 คน เพื่อใช้เป็นอาวุธพุ่งชนเป้าหมายหลายจุดพร้อมกัน โดยนอกจากตึกแฝดเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ยังมีอาคารเพนตากอน ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และลำที่ 4 มีผู้โดยสารช่วยกันต่อสู้ ทำให้พลาดเป้าไปตกกลางทุ่งในรัฐเพนซิลเวเนีย แทนที่จะเป็นอาคารรัฐสภา หรือทำเนียบขาว

โศกนาฏกรรมครั้งนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 2,977 คน ไม่รวมผู้ก่อการร้ายทั้ง 19 คนจากเครือข่ายอัลกออิดะห์ ซึ่งเป็นพลเมืองซาอุดีอาระเบีย 15 คน ชาวยูเออี 2 คน และชาวอียิปต์กับเลบานอนอีกชาติละคน

ผู้บริสุทธิ์ที่เสียชีวิตส่วนใหญ่ใน 9/11 อยู่ในอาคารแฝดเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ มีจำนวนทั้งหมด 2,606 คน ในจำนวนนี้เป็นตำรวจ พนักงานดับเพลิง และทีมแพทย์ฉุกเฉินที่รุดไปช่วยเหลือผู้ประสบภัย และได้รับการยกย่องเป็นฮีโร่ผู้พลีชีพทั้งหมด 441 ราย

“ภาพในดวงตาของพวกเขามันฟ้องว่า พวกเขารู้ตัวดีว่ากำลังวิ่งขึ้นไปและจะไม่ได้กลับลงมา คุณช่างมีความกล้าหาญเช่นนั้นได้อย่างไร คุณมีความเข้มแข็งอย่างนั้นได้อย่างไร” 

โจเล่าถึงแววตาฮีโร่พนักงานดับเพลิงและหน่วยกู้ภัยที่วิ่งสวนขึ้นไป ระหว่างที่เขาลงมาถึงชั้น 35 และเมื่อมาถึงชั้นที่ 15 เขาก็พบว่ามีพนักงานรักษาความปลอดภัยอีกคนถือโทรโข่งร้องเพลงปลุกใจ ‘God Bless America’ เพื่อทำให้บรรยากาศคลายความตึงเครียด

“เขาร้องด้วยน้ำเสียงที่ไม่น่าฟังแต่มันเปี่ยมไปด้วยความหมาย คล้ายบนเรือไททานิก เมื่อกัปตันขอให้นักดนตรีบรรเลงเพลงเพื่อคลายความตื่นตระหนก ขณะพยายามอพยพผู้คนลงเรือกู้ชีพออกมา”

คนขายประกันวัย 44 ปี และคุณพ่อลูก 4 จากชิคาโก เล่าถึงภาพที่เจอระหว่างทาง 

นอกจากความเสียสละของพนักงานดับเพลิง หน่วยกู้ภัย และพนักงานรักษาความปลอดภัยที่ได้พบ โจยังเห็นน้ำใจของผู้ประสบภัยด้วยกันอีกมากมาย บางคนช่วยกันอุ้มคนพิการ จูงผู้บาดเจ็บและต้องการความช่วยเหลือลงบันไดหนีไฟมาอย่างไม่เห็นแก่ตัว

เรื่องราวเหล่านี้เกิดขึ้นภายในเวลา 50 นาทีที่โจ ดิตต์มาร์ เดินจากชั้น 105 ลงมาถึงชั้นล่าง

 

ตึกถล่มและเสียงกรีดร้องก้องโลก

แม้จะหนีออกจากตึกได้อย่างปลอดภัย ภาพที่โจเห็นเบื้องล่าง คือ ความเสียหายราวกับมันเป็นวันสุดท้ายของมนุษยชาติ

เศษเหล็กและคอนกรีตของตัวอาคารที่บิดงอและแตกร้าวเพราะความร้อน ร่องรอยคราบเลือดสีแดงขนาดใหญ่จากผู้เคราะห์ร้ายที่กระโดดหนีตายลงมาบนพื้น แต่นั่นยังไม่ทำให้เขาฝันร้ายเท่ากับเสียงกรีดร้องของคนบนท้องถนนเมื่อตึกแฝดสูงระฟ้าทั้งคู่พังถล่มลงมา

เวลา 09:59 น. ตึกเวิลด์เทรดทิศใต้ ซึ่งโจเพิ่งหนีออกมาพังลงมาเป็นหลังแรก หลังถูกเครื่องบินพุ่งชน 56 นาที ส่วนตึกทิศเหนือถล่มตามมาในเวลา 10:28 น. หรือ 1 ชั่วโมง 42 นาที หลังเครื่องบินลำแรกพุ่งชน

ตึกแฝดทั้งคู่มีโครงสร้างหลักเป็นเหล็ก ออกแบบให้ต้านแรงลมได้มากกว่า 320 กม./ชม. และสามารถทนความร้อนจากอัคคีภัยทั่วไป แต่ความร้อนจากน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบินไอพ่นขนาดมหึมามีอุณหภูมิสูงกว่ามาก ทำให้โครงสร้างไม่สามารถต้านทานได้

“เสียงกรีดร้องของคนหลายแสนคนตามท้องถนนในนิวยอร์กที่เปล่งออกมาพร้อมกันขณะอาคารทิศใต้พังลงมา นั่นคือเสียงแรกที่ผมได้ยินทุกเช้า และเป็นเสียงสุดท้ายในยามค่ำคืน”

โจกล่าวถึงความทรงจำจากเหตุวินาศกรรม 9/11 โดยระหว่างที่ตึกหลังแรกพังลงมา เขาวิ่งจาก ‘กราวด์ซีโร่’ หรือฐานที่ตั้งของตึกเวิลด์เทรดทั้งสองห่างออกมาประมาณ 8 ช่วงถนน 

“ผมคือคนที่โชคดีมาก ๆ” โจยอมรับกับชะตากรรมที่เจอ

เพื่อเป็นการตอบแทนความโชคดีที่เพื่อนร่วมชะตากรรมผู้เสียชีวิตเกือบ 3,000 รายไม่ได้รับ โจ ดิตต์มาร์ ตัดสินใจนำเรื่องราวที่พบ ไม่ว่าจะเป็นความโหดร้ายของการก่อการร้าย ความเสียสละของฮีโร่มากมาย และการยืนหยัดไม่ยอมแพ้โชคชะตา มาบอกเล่าถ่ายทอดแก่คนรุ่นหลังทุกครั้งที่มีโอกาส โดยเฉพาะทุกปีที่มีการรำลึกถึงเหตุการณ์ครั้งนี้

“มันรู้สึกเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน บางทีก็รู้สึกเหมือนมันอยู่ตลอดไป แต่ความทรงจำ สิ่งที่เรารู้สึกและได้เจอวันนั้น มันหวนกลับมาทุกปีโดยเฉพาะช่วงเวลานี้ (พิธีรำลึกครบรอบ 9/11) อย่างที่ผมบอกไป มันเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน” 

 

ภาพ: https://www.youtube.com/watch?v=q7S61-geibA

Getty image

ข้อมูลอ้างอิง:

https://www.barrons.com/news/joseph-dittmar-sharing-memories-of-9-11-escape-is-my-therapy-01627522508

https://spacecoastdaily.com/2021/09/special-tv-series-9-11-survivor-joe-dittmar-recalls-horrifying-day-with-steve-wilson-to-mark-20th-anniversary/

https://www.chicagotribune.com/suburbs/daily-southtown/ct-sta-911-survivor-sandburg-high-school-orland-park-st-0910-20190909-q5muejcwcjadlkcqvyfrfex76e-story.html

https://abc7news.com/911-survivor-sept-11-never-forgotten-remembering-pictures/6419324/

https://www.bbc.com/news/world-us-canada-57698668


อดีตนักข่าว ผู้ชื่นชอบการอ่านประวัติบุคคลและสนใจทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง และกีฬา

Related

เบื้องหลังแท้จริงของคดีฆาตรกรรม ‘แคทเธอรีน เจโนวีส’ ที่มีพยานรู้เห็น 38 คน แต่กลับไม่มีผู้ช่วยเหลือ

กองทัพญี่ปุ่น วางระเบิดทางรถไฟตัวเอง อ้างเหตุรุกรานแมนจูเรีย

บอนนี และ ไคลด์ โจรปล้นฆ่า ฮีโรแห่งยุคเศรษฐกิจถดถอย     

ลุดมิลา พาฟลิเชนโก จากแม่ม่ายลูกติด สู่ตำนานนักแม่นปืนแห่งกองทัพโซเวียต

ออสการ์ บาร์นัก ผู้ให้กำเนิดกล้อง Leica สร้างมาตรฐานกล้องฟิล์ม 35

หน่วยรบคุดส์ กองกำลังปลดปล่อยเยรูซาเลมของอิหร่าน 

ฟรองซัว ดูว์วาลีเย ประธานาธิบดีเฮติ: เผด็จการหมอผีที่ใช้ไสยศาสตร์ควบคุมประชาชน

ปาโบล เอสโกบาร์: ราชายาเสพติด จากเด็กขโมยหินหลุมฝังศพ สู่ผู้มีอำนาจเหนือเงินตราและการเมือง