Post on 01/05/2019

“โยฮัน ครัฟฟ์”ตำนานนักเตะดัตช์ ผู้เล่นบอลข้างถนนสู่ผู้วางรากให้ “อาแจ็กซ์” คืนชีพ

ในการแข่งขันยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ฤดูกาล 2018–19 อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม (สำเนียงดัตช์ออกเสียงว่า “อายแอ็กซ์” ในที่นี้จะใช้คำว่า “อาแจ็กซ์” ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่คุ้นชินมากกว่าเพื่อให้อ่านสะดวก) เขี่ยเรอัล มาดริด และยูเวนตุส 2 ทีมยักษ์แห่งยุโรปตกรอบไปก่อนเวลาอันควรแบบที่เซียนต้องพักรักษาตัวกันหลายวัน ไปจนถึงการไปเยือนเกาะอังกฤษแล้วคว่ำทีมชั้นนำของพรีเมียร์ลีกจากสเปอร์ส ในนัดแรกของรอบรองชนะเลิศ 0-1

ผลงานครั้งนี้ชวนให้หวนกลับไปนึกถึงบุคลากรคนสำคัญซึ่งหลายคนมองว่าทำให้อาแจ็กซ์ มีวันนี้ได้ คนที่ถูกพูดถึงคือโยฮัน ครัฟฟ์ ตำนานดัตช์ผู้ล่วงลับ (สำเนียงดัตช์ออกเสียงว่า ครอยฟฟ์ ในที่นี้จะใช้คำว่า “ครัฟฟ์” ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่คุ้นชินมากกว่าเพื่อให้อ่านสะดวก) เขาคือคนลูกหนังที่ทั่วโลกยอมรับว่าเป็นผู้มีส่วนวางรากฐานนโยบายและแนวคิดต่อบุคคลากรแถวหน้าของวงการฟุตบอลมากมาย โดยเฉพาะบุคลากรในบาร์เซโลน่า จนถึงอาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ในทุกวันนี้

ครัฟฟ์ สร้างชื่อในฐานะนักเตะอาชีพกับสโมสรอาแจ็กซ์ ในถิ่นเกิด คว้าแชมป์ลีกดัตช์ 8 สมัย (ใน 2 ช่วงเวลา) ผลงานกับบาร์เซโลน่า ก็โดดเด่นไม่แพ้กันเมื่อได้แชมป์ลาลีกา สเปน ในฤดูกาลแรกที่ย้ายมา และผลงานกับทีมชาติเนเธอร์แลนด์ซึ่งทีมกังหันสีส้ม ที่นำโดยครัฟฟ์ ก็เข้าถึงรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกปี 1974 เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศ

ขณะที่การทำงานนอกสนาม ครัฟฟ์ ต่อสู้เพื่อจุดยืนที่ตัวเองยึดมั่นในการทำงานหลังม่านของอาแจ็กซ์ มีส่วนช่วยวางรากฐานที่สำคัญให้สโมสรสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน เช่นเดียวกับช่วงที่เขาทำงานกับบาร์เซโลน่า ในบทบาทคุมทีมข้างสนามและกำหนดทิศทางนโยบายด้านกีฬาของสโมสรก็ส่งอิทธิพลสำคัญหลายด้าน ถ้าจะเล่าถึงอิทธิพลและคุณูปการของตำนานลูกหนังดัตช์ ย่อมต้องเริ่มต้นที่ “รากฐาน” ภูมิหลังของครัฟฟ์

จากการบรรยายของตำนานแข้งดัตช์ ปัจจัยสำคัญที่หล่อหลอมครัฟฟ์ คืออิทธิพลจากสภาพแวดล้อมตั้งแต่วัยเด็กมากกว่าสิ่งอื่นใด ครัฟฟ์ เกิดเมื่อค.ศ. 1947 ในครอบครัวที่เปิดร้านขายผักผลไม้สดห่างจากสนามเดอ เมียร์ (De Meer) แค่ไม่กี่ร้อยเมตร พ่อของเขาแทบไม่เคยพลาดเกมของอาแจ็กซ์ ลุงของครัฟฟ์ ก็เป็นนักฟุตบอลที่เล่นให้อาแจ็กซ์ ในยุค 50s แม้จะเล่นไม่กี่นัดก็ตาม

ย่านที่ครัฟฟ์ อาศัยถูกคนในพื้นที่เรียกว่า “ป่าคอนกรีต” เป็นโซนในโปรแกรมทดลองสร้างที่อยู่อาศัยด้วยต้นทุนต่ำหลังช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 สภาพแวดล้อมของครัฟฟ์ เกิดมาในชนชั้นแรงงานแต่ถือว่าโชคดีที่คนรอบข้างมอบความรักให้

พ่อของครัฟฟ์ มีเพื่อนเป็นคนดูแลพื้นสนามของอาแจ็กซ์ ซึ่งเพื่อนของพ่อเป็นคนชวนครัฟฟ์ มาช่วยงานเล็กน้อยเมื่อมีโอกาส เพื่อนของพ่อครัฟฟ์ ยังเป็นผู้ช่วยเหลือเขาหลังจากพ่อของครัฟฟ์ เสียชีวิตตอนที่ครัฟฟ์ อายุเพียง 12 ปี แข้งดัตช์ยกให้เพื่อนของพ่อรายนี้เป็น “พ่อคนที่ 2” และยกให้เจนี ฟาน เดอร์ วีน โค้ชทีมเยาวชนเป็นพ่ออีกราย ตามมาด้วยไรนุส มิเชลส์ อีกหนึ่งโค้ชคนสำคัญของอาแจ็กซ์เป็นเสมือนพ่ออีกคนด้วย

ก่อนจะมีผู้สอนวิชา ครูและโค้ชคนแรกของครัฟฟ์ คือท้องถนนที่ช่วยให้เขาพัฒนาทักษะด้านต่าง ๆ ที่จำเป็นสำหรับนักฟุตบอลเพื่อเอาตัวรอดในการเล่นกับเพื่อน หนุ่มดัตช์ใช้ขอบถนนกะจังหวะเคาะบอล 1-2 ให้เพื่อนร่วมทีม ขอบถนนช่วยพัฒนาทักษะฟุตบอลให้ เมื่อบอลกระเด้งกับมุมหรือพื้นผิวที่แตกต่างกันจะกระดอนออกมาด้วยน้ำหนักและทิศทางที่แตกต่างกัน ซึ่งทำให้ต้องปรับตัว เช่นเดียวกับทักษะการทรงตัว เมื่อต้องเล่นบอลบนพื้นคอนกรีต สิ่งที่ทุกคนไม่อยากเจอคือล้มกระแทกลงกับพื้น เขาเรียนรู้การจัดระเบียบร่างกายจากเรื่องแบบนี้

องค์ประกอบเหล่านี้คือคำตอบของคำถามที่คนมักสงสัยว่า “ทำไมครัฟฟ์ถึงยิงประตูหรือผ่านบอลจากจุดที่ไม่มีใครคาดคิดได้” ประสบการณ์จากการเปลี่ยนจุดที่เสียเปรียบให้เป็นสิ่งที่มอบประโยชน์แทนคือเครื่องมือพัฒนาตัวเองที่สำคัญตามสภาพแวดล้อมที่ครัฟฟ์ เติบโตมา

ขณะที่ความผูกพันกับอาแจ็กซ์ แบบลงรากลึกสะท้อนผ่านการบอกเล่าความทรงจำเกี่ยวกับอาแจ็กซ์ ที่ยอดเยี่ยมที่สุดของครัฟฟ์ สิ่งที่เขาจำได้แม่นไม่ใช่ประตูแรกที่ยิงได้ กลับเป็นโอกาสลงสัมผัสสนามในบรรยากาศแบบเกมแข่งครั้งแรกตอนอายุประมาณ 8 ขวบ เด็กน้อยไม่ได้ลงไปเล่น แค่ไปเตรียมพื้นที่รอบประตูให้พร้อมสำหรับเกมเท่านั้น แค่นี้ก็เป็นความรับผิดชอบสำคัญในการเตรียมสนามนักฟุตบอลที่เขาติดตาม นี่คือความใส่ใจในรายละเอียดและความผูกพันแบบพิเศษกับสโมสร

ภาพจาก commons.wikimedia.org

ด้วยความรักและความผูกพันกับอาแจ็กซ์ ครัฟฟ์ อธิบายความสัมพันธ์ของเขากับสโมสรที่มีผลสำคัญต่อชีวิตว่า เขาเป็นคนของอาแจ็กซ์ ขณะที่บาร์เซโลน่า คือทีมที่เขามีโอกาสได้รักชอบพอกัน ทุกคนจึงเห็นว่าช่วง 10 ปีหลังจากที่แขวนสตั๊ด ครัฟฟ์ ใช้เวลาปฏิรูปทั้งสองสโมสรด้วยหัวใจแบบ “คนกีฬา” อย่างแท้จริง

มีคำกล่าวว่า “ในเนเธอร์แลนด์ ฟุตบอลคือแนวคิดเชิงปรัชญา” ภาพสะท้อนที่ชัดเจนก็ต้องชี้นิ้วไปที่อาแจ็กซ์ กว่าจะเป็นทีมที่โด่งดังในยุโรป อาแจ็กซ์ มีบุคลากรที่ยึดมั่นในหลักการอย่างแรงกล้าตั้งแต่ขั้นสร้างกำลังคนขึ้นมาจากทรัพยากรในท้องถิ่นซึ่งครัฟฟ์ เองก็เป็นอีกหนึ่งผลผลิตจากอคาเดมีของอาแจ็กซ์ ผ่านมือทีมโค้ชที่เข้มงวด แต่ความหลากหลายของบุคคลในทีมก็ทำให้ “ระเบียบ” ที่รัดกุมเป็นเรื่องสนุกได้เช่นกัน

ตำนานแข้งอาแจ็กซ์ เล่าว่า ช่วงแรกเขาไม่ได้ยึดปรัชญาสูงส่งอะไรมากนัก เขาใช้วิธีซึมซับทุกอย่างราวกับเป็นฟองน้ำ เรียนรู้เรื่องการเงินจากพ่อตา (กระนั้นก็ยังเกือบเสียท่ากับการลงทุนในฟาร์มเมื่อ 1978) ในบรรดาสิ่งที่เขาเรียนรู้จากความผิดพลาด บทเรียนสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด เขามีกฎพื้นฐานที่คนฟุตบอลควรคำนึง 4 ข้อ

4 ข้อที่ว่าไม่ได้เป็นเรื่องยากเย็นอะไร ครัฟฟ์ บอกว่าหัวใจหลักเหนือสิ่งอื่นใดที่เขาเรียนรู้ในฐานะผู้เล่น คือ พื้นสนามที่ดี, ห้องแต่งตัวที่สะอาดเรียบร้อย, ผู้เล่นที่ดูแลทำความสะอาดสตั๊ดตัวเองเป็น และตาข่ายประตูที่แน่นหนา ส่วนทักษะ ศักยภาพทางร่างกาย เทคนิค และการยิงประตูจะตามมาเองหากมีองค์ประกอบพื้นฐานเตรียมพร้อมเรียบร้อย ข้อมูลด้านภูมิหลังส่วนหนึ่งนี้คงเพียงพอทำให้เห็นว่าประสบการณ์ บริบทแวดล้อม และองค์ประกอบทางพื้นที่ในท้องถิ่นทำให้ครัฟฟ์ ยึดมั่นในความมั่นคงของฐานรากเป็นสำคัญ

แม้ว่าจะทุ่มเทด้วยตัวและหัวใจ แต่ครัฟฟ์ แสดงความคิดเห็นผ่านหนังสือ My Turn อันเป็นอัตชีวประวัติของเขาว่า ความพยายามปฏิรูปได้ผลที่บาร์เซโลน่า ประมาณ 3 ปี แต่ที่อาแจ็กซ์ กลับไม่ได้ผล

ทีมดัตช์มีรากฐานที่มั่นคงจากบุคลากรยุคก่อนก็จริง ประกอบกับแนวคิดเรื่องสไตล์การเล่นที่เฉพาะตัวซึ่งวางรากฐานการเล่นในสนามไว้ตั้งแต่ระบบการยืนจนถึงรูปแบบการเล่นบอลจากผู้รักษาประตูไปยันกองหน้าเป็นมรดกที่ครัฟฟ์ วางไว้สืบมาจนถึงปัจจุบัน ไอเดียเริ่มเกมรุกตั้งแต่ตำแหน่งผู้รักษาประตู และเกมรับเริ่มได้ตั้งแต่ตำแหน่งกองหน้าก็ได้อิทธิพลจากการผลักดันของครัฟฟ์ แต่โครงสร้างการบริหาร ความสัมพันธ์ระหว่างผู้อำนวยการสโมสร, รองประธานสโมสร และครัฟฟ์ กลับเป็นอุปสรรคในมุมมองของครัฟฟ์

ประสบการณ์ช่วงค้าแข้งในสหรัฐอเมริกาในช่วงปลายค้าแข้งทำให้ครัฟฟ์ เห็นการทำงานแบบสโมสรอาชีพ ตำนานแข้งดัตช์เล่าแบบตรงไปตรงมาว่า เมื่อมาทำงานในทีมอาแจ็กซ์ กลับพบว่า ต้องรับมือกับองค์กรที่ตกยุค (ครัฟฟ์ เล่าอย่างหดหู่ว่าปัญหายังคงอยู่อีกหลาย ปีหลังจากเขาทำงานในนั้น)

แข้งดัตช์ชี้จุดอ่อนของบอร์ดบริหารที่กุมอำนาจตัดสินใจสำคัญ แต่กลับไม่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องที่เคาะลงไปอย่างลึกซึ้งมักสร้างปัญหาใหญ่ตามมา เงินที่สูญเปล่าหลายล้าน ไปจนถึงผลงานของทีมที่ตกต่ำ

ครัฟฟ์ ได้รับความสนใจจากบาร์ซ่า ในช่วงที่ทีมสเปนตกต่ำ ได้แชมป์ลาลีกาครั้งเดียวในรอบเกือบ 10 ปี เขาใช้เวลา 4 ปีปรับเปลี่ยนระบบการซ้อม การเล่น และแนวคิดเรื่องการลงทุนดึงนักเตะจนทีมคว้าแชมป์ยุโรปปี 1992 นอกจากนี้ยังวางรากฐานสไตล์การเล่น ระบบการถ่ายทอดองค์ความรู้ในอคาเดมี เลอ มาเซีย และอีกมากมาย

ผลงานกับบาร์ซ่า เหมือนทำให้ครัฟฟ์ กลับมา “น่าสนใจ” อีกครั้งในมุมมองของอาแจ็กซ์ สโมสรพยายามดึงครัฟฟ์ กลับมาช่วยงานหลายครั้ง ดูเหมือนว่า ระบบบริหารแบบอาแจ็กซ์ ยังเป็นอุปสรรคพันแข้งพันขา และมักมีเรื่องที่ทำให้ครัฟฟ์ ไม่พอใจ อาทิ ช่วงหลังปี 1999 ที่อาแจ็กซ์ ตั้งครัฟฟ์ เป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์ ผู้บริหารมาขอความเห็นเรื่องแต่งตั้งหลุยส์ ฟาน กัล เป็นผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิค ซึ่งครัฟฟ์ คัดค้าน (ไม่ได้ขัดแย้งส่วนตัว แต่มองว่ายังไม่เหมาะกับตำแหน่ง) แต่กลับมารู้ทีหลังว่าก่อนที่ผู้บริหารจะขอความเห็น พวกเขาตัดสินใจเลือกฟาน กัล ไว้อยู่แล้ว ปัญหาที่พบในการบริหารคือมาจากคนระดับ “หอคอย” (อาแจ็กซ์ ไม่ใช่ทีมเดียวที่เจอปัญหาลักษณะนี้)

ปัญหาในการบริหารของอาแจ็กซ์ สั่งสมเรื่อยมา แต่ด้วยความที่เป็นสายเลือดอาแจ็กซ์ ครัฟฟ์ ยังทำงานที่ปรึกษาให้สโมสรหลายครั้ง ปี 2008 ก็เป็นอีกหนที่ครัฟฟ์ รับปากช่วยงานปฏิรูปการฝึกสอนเยาวชน ช่วงนั้นอาแจ็กซ์ ดึงมาร์โก ฟาน บาสเทน กลับมาเป็นกุนซือ

การทำงานของทั้งคู่ไม่ราบรื่นนัก ครัฟฟ์ เห็นว่าควรเปลี่ยนโค้ชหลายรายในทีมให้เรียบร้อยก่อนเดือนเมษายน จะได้มีเวลาวางระบบทีมและมีเวลาให้โค้ชที่ตกงานได้หางานใหม่ แต่ฟาน บาสเทน เห็นว่าเร็วเกินไป (สโมสรตกลงกับฟาน บาสเทน ว่าจะให้เริ่มงานใหม่หลังจบยูโร) เมื่อไม่สามารถเกลี้ยกล่อมเรื่องแนวทางการจ้างทีมโค้ชใหม่ ครัฟฟ์ เริ่มถอยห่างออกมา (ไม่ถึงกับตีเส้นความสัมพันธ์ใหม่แบบกระทบสถานะเพื่อน)

หลังเหตุการณ์นั้น บทบาทในสโมสรของครัฟฟ์ ลดลงเรื่อย ๆ เหลือแค่ถูกเรียกเข้าไปสังเกตการณ์ทีมสำรองและทีมเยาวชนลงเล่นทุก ๆ 2-3 เดือน อดีตแข้งทีมชาติเล่าว่า หลังซ้อมเสร็จเขามักไปร่วมวงพูดคุยกับผู้เล่นที่ห้องโถงรับประทานอาหารอันเป็นสถานที่ซึ่งเขามักพบปะคนคุ้นเคยตั้งแต่สมัยทำงานเป็นนักเตะและโค้ช ช่วงเวลานี้เองที่ครัฟฟ์ เริ่มได้ยินผู้เล่นและสต๊าฟฟ์พูดคุยกันถึงบรรยากาศในสโมสรว่าไม่ค่อยราบรื่น เป็นเวลาเกือบทศวรรษแล้วที่อาแจ็กซ์ ถูกเรียกว่าเป็นหนึ่งในทีมแถวหน้าของยุโรป ขณะที่ “ปรัชญาแบบอาแจ็กซ์” ลดน้อยลงทุกวัน

ช่วงเวลาเดียวกัน ครัฟฟ์ เห็นว่าสไตล์การเล่นของทั้งอาแจ็กซ์ และทีมชาติเนเธอร์แลนด์ มีข้อบกพร่อง เล่นแบบไร้จินตนาการ คนทั่วไปเห็นว่าการวางตำแหน่งและแง่เทคนิคของกังหันสีส้มยอดเยี่ยม (ปี 2010 ถึงขั้นเข้าชิงแชมป์ฟุตบอลโลกอีกหน) แต่ครัฟฟ์ กลับมองว่า การเล่นของเนเธอร์แลนด์มีปัญหา และขัดกับแนวคิดเรื่องการเล่นที่เป็นพื้นฐานสำคัญ ยกตัวอย่าง กองหลังมักถอยร่นเข้าหาประตูฝั่งตัวเองเมื่อทีมเสียบอล แค่นี้ก็ทำให้ทั้งทีมลำบาก เพราะกองหลังที่ถอยร่นเร็วเกินไปทำให้กองกลางสับสน ขัดกับหลักการพื้นฐานที่สมัยเขาสอนกันคือ เมื่อเสียบอลต้องทำให้สนามเล็กลง (หมายถึงบีบพื้นที่)

การถอยร่นของแนวรับส่งผลตามมาคือ กองหน้าถูกทิ้งระยะห่างจากเพื่อนร่วมทีมมากขึ้น การเล่นแบบนี้ทำให้ทีมเสียสมดุล ผู้เล่นในสนามไม่สามารถเชื่อมต่อกันได้ นี่คือปัญหาจากการนำผู้เล่นที่ไม่ได้รับการบ่มเพาะที่เหมาะสมลงเล่น ซึ่งครัฟฟ์ เห็นปัญหานี้จากทั้งทีมอาแจ็กซ์ และทีมกังหันสีส้ม

ต้นตอของปัญหา (ตามความเห็นของครัฟฟ์) มาจากวิธีฝึกซ้อมของอาแจ็กซ์ เพราะจากประสบการณ์ของเขา ตั้งแต่ยุคก่อนไรนุส มิเชลส์ การฝึกซ้อมและวิธีเล่นของทีมชาติก็ได้รับอิทธิพลจากอาแจ็กซ์

การซ้อมของอาแจ็กซ์ ในช่วงที่มีปัญหายึดกับหลักการที่ทั้งไม่เข้าท่าและตกยุค ทีมชาติก็พลอยฝึกซ้อมแบบนั้นตามไปด้วย นั่นคือ เน้นซ้อมแบบรวมกลุ่มตามนโยบายสโมสร แต่ไม่โฟกัสที่การพัฒนาศักยภาพของปัจเจกเพื่อปลูกฝังความเข้าใจและลับคมทักษะเฉพาะเจาะจง ประกอบกับช่วงเวลาเดียวกัน ครัฟฟ์ สังเกตว่า ความนิยมของการเล่นฟุตบอลบนท้องถนน (ที่เขามองว่าเป็นอิทธิพลที่หล่อหลอมเขามาด้วย) ก็เสื่อมลง

เยาวชนฝึกซ้อมเรื่องทักษะพื้นฐาน 10 ชั่วโมงต่อสัปดาห์หรือน้อยกว่านั้น ที่สำคัญคือ ผู้เล่นเยาวชนทำแบบนี้ไป 2-3 ปีซึ่งเสียเวลาอันมีค่า ผลลัพธ์คือผู้เล่นมากพรสวรรค์ที่เคยแจ้งเกิดจากเยาวชนตั้งแต่ยุคเขาไปจนถึงปี 1995 จางหายลงเรื่อย ๆ ทั้งหมดนี้คือเหตุผลที่ทำให้อาแจ็กซ์ และเนเธอร์แลนด์ ไม่สามารถยืนหยัดในหัวแถวทีมชั้นยอดของยุโรปในระยะยาว

ปัญหานี้เหมือนระเบิดเวลาที่เรื้อรังนานปี เริ่มออกฤทธิ์ในช่วง 2008 และมาปะทุในปี 2010 จุดพีกสำหรับครัฟฟ์ คือเกมที่แพ้เรอัล มาดริด 0-2 ในรอบแบ่งกลุ่มศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ครัฟฟ์ มองว่า หากยังเล่นแบบนี้สกอร์อาจเป็น 0-12 ก็ได้ ด้วยอารมณ์ขัดใจ ครัฟฟ์ เขียนบทความวิจารณ์ทีมรักแบบเละเทะลงสื่อ ความพ่ายแพ้และบทความนั้นเป็นจุดเปลี่ยนสู่การปฏิวัติของครัฟฟ์

ใจกลางของปัญหา ครัฟฟ์ เล็งเห็นว่าสโมสรเต็มไปด้วยคนที่ไม่มีองค์ความรู้เรื่องฟุตบอล ไม่มีอดีตนักฟุตบอลชุดใหญ่ของทีมแม้แต่คนเดียวที่ทำงานในตำแหน่งสมาชิกบอร์ดหรือคณะกรรมการฝ่ายบริหาร จนต้องเรียกร้องให้เปลี่ยนบอร์ดบริหารตั้งแต่ประธานสโมสรไปจนถึงผู้อำนวยการทั่วไป

เขาแนะนำว่าควรเป็นคนอย่างวิม ยองค์ และเดนนิส เบิร์กแคมป์ มาเป็นผู้สนับสนุนการทำงานในสนามของอาแจ็กซ์ ประการสำคัญคือ อาแจ็กซ์ ไม่สามารถแข่งกับทีมใหญ่ของยุโรปในเรื่องซื้อตัว ไม่สามารถจ่ายค่าตัวและค่าเหนื่อยแพงลิบ การเจรจากับเอเยนต์ส่วนตัวที่หน้าเลือดก็เป็นเรื่องไม่ฉลาดนัก หนทางที่จะกลับไปสู่ความรุ่งเรืองคือหยุดซื้อนักเตะต่างชาติค่าตัวเกินฝีเท้า หันมาสร้างผู้เล่นเยาวชนที่โตมาจากภายในทีม

ครัฟฟ์ เชื่อมั่นในความสามารถของคนที่อาแจ็กซ์ คุ้นเคยอย่างวิม ยองค์, เดนนิส เบิร์กแคมป์, มาร์ก โอเวอร์มาร์ส และฟรองค์ เดอ บัว ในตำแหน่งโค้ชใหญ่ ช่วงเวลานั้นสมาคมอดีตผู้เล่นอาแจ็กซ์ มีประชุมพอดี และครัฟฟ์ ก็เกลี้ยกล่อมให้อดีตนักเตะมาช่วยทีมได้ ซึ่งต้องขอบคุณอดีตแข้งสายเลือดอาแจ็กซ์เหล่านี้ที่ยินดีช่วยเหลืออย่างเต็มที่ กระทั่งมีอดีตผู้เล่น 7 รายได้รับเลือกตั้งเข้าเป็นสมาชิกสภาของสโมสร

ภาพจาก commons.wikimedia.org

ก้าวแรกผ่านไปด้วยดี ยกต่อมาครัฟฟ์ ไปสู่เรื่องตำแหน่งคณะกรรมาธิการซึ่ง 3 ใน 5 ของสมาชิกบอร์ดเป็นคนหน้าใหม่ในอาแจ็กซ์ และไม่มีความรู้เรื่องฟุตบอล ครัฟฟ์ มีไอเดียว่าเขาควรเข้าไปศึกษาประเมินเรื่องทางเทคนิคทีมเองและนำเสนอสิ่งที่พบต่อผู้อำนวยการใหม่ หลังจากนำเสนอแผนปฏิรูปสโมสร ซึ่งเน้นหนักที่การปัดฝุ่นอคาเดมี่ให้เป็นฟันเฟืองหลักอีกครั้ง บอร์ดที่ปรึกษาและซีอีโอของสโมสรลาออกเมื่อปลายมีนาคม 2011 ไม่กี่เดือนต่อมา ครัฟฟ์ รับตำแหน่งเป็นบอร์ดที่ปรึกษาคนใหม่ แต่แค่วันแรกครัฟฟ์ ก็มีลางสังหรณ์ไม่ดีแล้ว

ข้อตกลงในการรับตำแหน่งมีว่า ครัฟฟ์ ต้องปิดปากให้สนิท ห้ามพูดถึงเรื่องใดโดยไม่ได้รับไฟเขียว เรื่องไม่ชอบมาพากลอย่างกรณีแต่งตั้งผู้อำนวยการเมื่อครั้งก่อนหน้านี้ที่เล่าไปข้างต้น ครัฟฟ์ เห็นว่าเป็นเกมการเมืองมากกว่าเพื่อประโยชน์สโมสร ไปจนถึงการปฏิบัติตัวของบอร์ดต่ออดีตนักเตะในทีม เป็นอุปสรรค์ที่พันแข้งพันขา

และเป็นบอร์ดบริหารอีกที่ไปเจรจากับหลุยส์ ฟาน กัล (อีกแล้ว) ให้มาเป็นผู้อำนวยการทั่วไปโดยที่ครัฟฟ์ ซึ่งเป็นคณะกรรมาธิการและควรรับทราบ แต่ครัฟฟ์ไม่ได้รับแจ้งใด ๆ เลย เหล่าอดีตนักเตะอาแจ็กซ์ เห็นว่าการแต่งตั้งไม่ชอบด้วยกฎหมายจึงยื่นเรื่องทางกฎหมายต่อคณะกรรมาธิการ 4 ราย สุดท้ายครัฟฟ์ เป็นฝ่ายชนะคดีที่พอให้คนในสโมสรอุ่นใจขึ้นบ้าง

เมื่อเคสผ่านไป “แผนการของครัฟฟ์” ในการปฏิรูปดำเนินต่อด้วยการนำอดีตผู้เล่นที่มีความรู้เข้ามาทำงานโค้ชและบริหาร อาทิ วิม ยองค์, เดนนิส เบิร์กแคมป์, มาร์ก โอเวอร์มาร์ส หรือเอ็ดวิน ฟาน เดอร์ ซาร์ (ในภายหลัง) ซึ่งบุคลากรเหล่านี้กลายเป็นหัวใจสำคัญในแง่ทางเทคนิคของครัฟฟ์ ขณะที่ครัฟฟ์ คอยดูภาพรวมแบบห่าง ๆ ในระยะปลอดภัยจากบ้านในบาร์เซโลน่า

กลุ่มอดีตนักเตะดัตช์มีอิสระในการทำงานอย่างเต็มที่ ไอเดียต่าง ๆ หลั่งไหลมา การทำงานในอคาเดมี มีแนวทางแปลกแตกต่างจากเดิม อาทิ ไม่สอนโดยเน้นให้เยาวชนมุ่งเอาชนะในเกมอย่างเดียว ให้ความสำคัญกับการพัฒนาความสามารถรายบุคคลมากกว่าเน้นผลงานของทีม หรือสนับสนุนให้ลองเล่นกีฬาประเภทอื่นไปด้วย

อาแจ็กซ์ ภายใต้การคุมทีมของฟรองค์ เดอ บัว คว้าแชมป์ลีกเอเรดิวิซีติดต่อกันตั้งแต่ 2011-2014 ทิศทางการพัฒนาทีมและผู้เล่นภายใต้ “ปรัชญาแบบอาแจ็กซ์” โดยคนที่เข้าใจฟุตบอลนำมาสู่ผู้เล่นที่สร้างชื่อในทีมอย่างดาลีย์ บลินด์ ลูกชายของแดนนี บลินด์ ที่ผูกพันกับอาแจ็กซ์, หลุยส์ ซัวเรซ, คริสเตียน เอริคเซ่น และแยน แฟร์ทองเก้น

ถึงจะประสบความสำเร็จ แต่สไตล์การเล่นยุคเดอบัว กลับถูกวิจารณ์ว่าจืดชืด ความสำเร็จในยุโรปที่วาดฝันก็ไม่ได้ตามเป้า แต่อย่างน้อยคุณูปการของเดอ บัว ไม่ได้มีเพียงแชมป์ ในช่วงแรกก็ได้รับชื่นชมว่ายังยึดมั่นแนวทางของสโมสร ไม่ซื้อนักเตะมาแทนที่คนดังจากการปั้นของสโมสรซึ่งทีมขายไป แม้แต่ดาวดังในลีกเองก็ไม่ทุ่มซื้อ แต่ความสำเร็จไม่ยืนยง ฤดูกาลต่อมา พีเอสวี คู่ปรับตัวยงกลับมาแย่งแชมป์ลีกคืน เดอ บัว เป็นอันต้องพ้นตำแหน่ง

คนที่มาแทนคือ ปีเตอร์ บอสซ์ อดีตแข้งดัตช์ที่เป็นแฟนติดตามผลงานของครัฟฟ์ ตั้งแต่เด็กและได้อิทธิพลทางแนวคิดทำงานจากครัฟฟ์ มาคุมทีม ผลงานที่ยอดเยี่ยมคือพาทีมที่มีมูลค่ารวมแค่ 20 ล้านยูโรเข้าชิงยูโรป้า ลีก 2017 โดยรวมแล้วทั้งเดอบัว และบอสซ์ ยึดแนวทางใช้งานเยาวชน พร้อมสนับสนุนองค์ประกอบต่าง ๆ ให้นักเตะพลังหนุ่มได้มีโอกาสพัฒนาตัวเองจนฉายแวว

เมื่อประสบความสำเร็จในลีกจากยุคเดอบัว และได้เล่นในรายการยุโรปอย่างต่อเนื่อง ถึงจะหยุดแค่รอบแบ่งกลุ่มในแชมเปี้ยนส์ ลีก 5 ฤดูกาลจาก 6 ฤดูกาล แต่การได้เล่นรายการยุโรปก็ช่วยให้การเงินสโมสรดีขึ้น ขณะเดียวกันผู้บริหารที่ใส่สูท (โดยไม่รู้เรื่องฟุตบอล ถ้าใส่สูทแล้วรู้เรื่องก็คงไม่เกี่ยง) ที่ประชุมกันอย่างเดียวก็ลดจำนวนลง

อาแจ็กซ์ มีโครงสร้างภายนอกแบบสมัยใหม่ มีผู้ถือหุ้น มีบอร์ดบริหารแต่ภายในกลับตกยุคถูกเปลี่ยนให้เป็นสโมสรแบบ “ธุรกิจครอบครัว” แต่ด้วยการบริหารจากแนวคิดที่เข้ากับยุคสมัย โดยประยุกต์ใช้ปรัชญาฟุตบอลดัตช์ที่ครัฟฟ์ ได้รับอิทธิพลมาจากไรนุส มิเชลส์ ผู้โลดแล่นและวางรากฐานฟุตบอลให้ทีมตั้งแต่ยุค 60s อีกทอด

ในแง่ทางเทคนิคของฟุตบอล ครัฟฟ์ ยกตัวอย่างวิม ยองค์ ผู้ฝึกสอนคนสำคัญของอาแจ็กซ์อคาเดมีระหว่าง 2008-2015 เป็นตัวอย่างของการสร้างทรัพยากรแบบครัฟฟ์ เป็นคนที่ครัฟฟ์ ชื่นชมอย่างมาก ยองค์ คือคนที่ทำงานทางเทคนิคให้อาแจ็กซ์ ขณะที่ไม่มีใครทำ ทีมเดียวในอาแจ็กซ์ ที่เล่นใกล้เคียงกับปรัชญาฟุตบอลพื้นฐานแบบครัฟฟ์ คือทีมเยาวชนชุดใหญ่ที่มียองค์ ทำทีม

ในการพัฒนาผู้เล่นเยาวชนที่กลายมาเป็นกำลังหลักของอาแจ็กซ์ ถือเป็นผลงานที่ชัดเจน ตั้งแต่เริ่มทำงานจนถึงวันสุดท้าย ยองค์ สร้างรายได้ให้สโมสร 85 ล้านยูโรจากการขายนักเตะในระบบเยาวชนของสโมสร ทีมของยองค์ ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมในแชมเปี้ยนส์ ลีก ของทีมระดับเยาวชน แต่ประเด็นคือไม่ค่อยมีใครตั้งคำถามว่า เขาทำได้อย่างไร และได้แต่ยกให้ยองค์ เป็นต้นแบบเท่านั้น สุดท้ายยองค์ ก็โดนไล่ออกเมื่อปี 2015 หลังจากที่ครัฟฟ์ ก้าวออกจากทีมแค่ 2 สัปดาห์

วิม ยองค์ ถือเป็นหัวใจหลักของการพัฒนาอคาเดมีโดยนำแนวคิดของครัฟฟ์ มาใช้ในช่วงที่ครัฟฟ์ กลับมามีบทบาทในทีม ภายหลังจากที่ครัฟฟ์ ตัดสินใจว่าพอกับอาแจ็กซ์แล้ว ไม่มีใครที่คอยหนุนหลังคนของครัฟฟ์ ผู้บริหารที่มีพื้นเพมาจากนายธนาคารก็ปลดคนที่ครัฟฟ์ ไว้ใจออก

18 Mar 1996: Portrait of Barcelona Coach Johan Cruyff before the UEFA Cup match against PSV Eindhoven at the Philips Stadion in Eindhoven, Holland. Mandatory Credit: Gary M Prior/Allsport

ความเป็นจริงแล้ว ช่วงปี 2014-2015 ก็เป็นอีกหนึ่งช่วงที่อาแจ็กซ์ เริ่มถดถอยอีกครั้ง ผลงานในรอบแบ่งกลุ่มแย่กว่าฤดูกาล 2010-11 ที่โดนครัฟฟ์ สวดแบบยับเยินเสียอีก เมื่อกลับมาดูรายชื่อนักเตะในทีมของเดอบัว เมื่อปี 2014 เทียบกับทีมของมาร์ติน โยล เมื่อปี 2010 จะพบว่า ผู้เล่นที่มีชื่อในเกมกับเรอัล มาดริด ชุดปี 2010 ยังมี 12 คนเป็นผลผลิตจากระบบเยาวชนแบบอาแจ็กซ์ ส่วนปี 2014 นัดแพ้ปารีส แซงต์ แชร์กแมง มีแค่ 7 คนที่มาจากอคาเดมี (ถ้านับผู้เล่นที่มาจากทีมลูกอย่าง Ajax Cape Town จะมี 8 คน)

หลังจากนั้น เดอ บัว ก็เริ่มซื้อนักเตะมาเสริมทีมด้วย ซึ่งแนวทางในทีมแตกต่างจากพื้นฐานแบบครัฟฟ์

ถ้ายังจำกันได้ เมื่อปี 2017 อาแจ็กซ์ คือทีมที่แข่งนัดชิงชนะเลิศ ยูโรป้า ลีก กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผู้เล่นอาแจ็กซ์ ชุดที่ล้มลียง จากฝรั่งเศสในรอบรองชนะเลิศ เกมเลกแรกผู้เล่นอาแจ็กซ์ อายุเฉลี่ยแค่ 21 ปี 8 เดือน ส่วนเลก 2 มีผู้เล่น 7 รายที่อายุ 21 ปีหรือน้อยกว่านั้น (ประมาณ 1 ใน 3 ของทีมเป็นเยาวชน) ปีนั้นมีดาวโรจน์ร่างโย่งอย่างมัทไธส์ เดอลิกต์ กองหลังดาวรุ่งชาวดัตช์ที่ตอนนี้เนื้อหอมสุด ๆ แฟรงกี้ เดอ ยอง มิดฟิลด์ดาวรุ่ง และดอนนี ฟาน เดอ บีค กองกลางที่ครบเครื่อง ที่กล่าวมานี้ไม่มีใครอายุถึง 21 ปีในเกมที่ล้มลียง (บางคนยังมีชื่อเป็นตัวสำรอง)

ความพ่ายแพ้ต่อทีมปีศาจแดง ไม่ได้ทำให้พลังหนุ่มถดถอย ปี 2019 พวกเขากลับมาตอกย้ำให้เห็นถึงศักยภาพของทีมพลังหนุ่มอีกครั้งเมื่อผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศมาดวลกับท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ จากอังกฤษ แน่นอนว่า การเขี่ยทั้งมาดริด และยูเว่ ติดต่อกันคงพิสูจน์ว่าไม่น่าจะเป็นเพราะโชคเพียงอย่างเดียวแล้ว

“คลาสออฟ 2019” ชุดที่เอริก เตน ฮาก กุนซือหนุ่มดัตช์ที่มาแรงที่สุดอีกคนในยุคนี้ทำทีมก็มีผู้เล่นดาวรุ่งจาก 2017 เป็นกำลังหลักในตำแหน่งสำคัญซะส่วนใหญ่ ซึ่งเตน ฮาก ก็เป็นอีกหนึ่งคนที่ได้รับอิทธิพลจากครัฟฟ์ ในทางอ้อม กล่าวคือ เตน ฮาก เคยถูกเป๊ป กวาร์ดิโอล่า ดึงไปทำทีมสำรอง 2 ฤดูกาลก่อนมาคุมอูเทร็คท์ และย้ายมาเป็นกุนซืออาแจ็กซ์ เมื่อปลายปี 2017 (เป๊ป ได้ทำทีมบาร์เซโลน่า ส่วนหนึ่งก็เพราะครัฟฟ์ เป็นอีกหนึ่งเสียงที่สนับสนุนคนอย่างแฟรงค์ ไรจ์การ์ด และเป๊ป ต่อบอร์ดเรื่องแต่งตั้งกุนซือ)

ทั้งหมดคืออิทธิพลของครัฟฟ์ ต่ออาแจ็กซ์ จากวันแรกจนถึงวันที่เขาถอยออกมาแล้ว ไล่เรียงไปจนถึงมรดกที่ครัฟฟ์ หลงเหลือไว้ แนวคิดของตำนานแข้งดัตช์จะยังคงปรากฏเสมอผ่านการทำงานของบุคลาการแถวหน้าของวงการฟุตบอลที่ได้รับอิทธิพลทางแนวคิด ได้รับแรงบันดาลใจจากแนวทางของครัฟฟ์ นับจากวันที่เป็นนักเตะจนถึงที่ปรึกษาสโมสรระดับโลก ฟันเฟืองเหล่านี้จะยังคงหมุนไปต่อเนื่อง ตราบใดที่แนวคิดและระเบียบวิธีถูกปฏิบัติอย่างครบถ้วน และระบบนี้จะส่งผ่านคนรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่งแบบที่ครัฟฟ์ ได้รับมาและถ่ายทอดสู่คนรุ่นหลังนั่นเอง

เมื่อมองย้อนกลับไป ปรัชญาของครัฟฟ์ ได้ผลมาตั้งแต่ยุค 80s ได้ผลกับอาแจ็กซ์ ได้ผลกับบาร์เซโลน่า หากไม่มีอุปสรรค์เชิงโครงสร้างแบบที่ประสบก็มีแนวโน้มสูงมากที่แนวคิดนี้จะยังคงได้ผลต่อไป

ถ้ามีคำถามว่าหัวใจของการทำงานแบบครัฟฟ์ “แผนการของครัฟฟ์” คืออะไร อาจกล่าวได้ว่า มันคือ “knowhow” (ที่สำคัญไม่แพ้กันคือคนรู้ที่ knowhow) รู้ในสิ่งที่ตัวเองทำอย่างถ่องแท้ ให้ความสำคัญและใส่ใจในรายละเอียดทางเทคนิคตั้งแต่ฐานรากด้วยความเข้าใจอย่างลึกถึงแก่นจริง ๆ

เรื่อง: คุณวัฒนะ


นักเขียนรับเชิญ

นักเขียนรับเชิญที่ The People เชิญมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และนำเสนอบทความตามความสนใจ

Related

มิโน่ ไรโอล่า ซูเปอร์เอเยนต์ จอมสูบ? เทวดาในคราบปีศาจของเหล่านักฟุตบอล

คาสเตอร์ เซเมนยา แชมป์โลกวิ่ง 800 เมตรหญิง ที่ถูกตัดสินว่าไม่ใช่ผู้หญิง 

เมาริซิโอ โปเช็ตติโน กุนซือศูนย์บาท เด็กช่างฝันจากฟาร์มโคนม ที่เนรมิตความสำเร็จจากการ “สร้างคน”

ทอม เคอร์ริดจ์ เชฟมิชลินสตาร์คนใหม่ของแมนฯยูฯ ผู้เข้ามาเปลี่ยนโอลด์ แทรฟฟอร์ด ให้เป็น รีสอร์ท แอนด์ สปา ของจริง

เจอร์เกน คล็อปป์ เปิดหัวใจกุนซือเฮฟวี่ เมทัล ทุกอย่างสำเร็จได้อยู่ที่ “ใจ”

เมแกน ราปิโน: เสียงเงียบอันทรงพลังของนักฟุตบอลหญิงผู้ไม่ร้องเพลงชาติอเมริกา

คอเนอร์ แม็คเกรเกอร์ จากอดีตช่างประปาสู่การเป็นนักสู้เงินล้าน เจ้าของฉายา “หมาบ้าไอริช”

ถอดรหัส เมสัน กรีนวูด แห่งแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ว่าที่ผู้กอบกู้ผีแดง?