Post on 04/10/2019

Joker 2019: “โจ๊กเกอร์” ราษฎรก็อตแธมเต็มขั้น

(เปิดเผยเนื้อหาสำคัญของหนัง)

 

เชื่อไหมครับว่าโลกเราทุกวันนี้กำลังวนกลับไปสู่ความวิบัติฉิบหาย

องคาพยพทางการเมือง, เศรษฐกิจ, สังคม ดิ่งเหวโดยพร้อมเพรียงกันทั่วโลก ยักษ์ใหญ่ไล่กินปลาตัวเล็ก ๆ ช่องว่างระหว่างคนรวย-จนห่างกันในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ คนรวยยังมีจำนวนเท่าเดิม แต่พวกเขารวยขึ้นมาก ๆ ต่างหาก มีเพียงชนชั้นล่างที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกวัน 

สังคมสองมาตรฐาน ความยุติธรรมเลือกข้าง คุณผิดตั้งแต่เกิด ชะตากรรมไม่อาจเปลี่ยนแปลง คุณสู้แทบตายเพื่อลืมตาอ้าปากแต่คนบางกลุ่มยังมีสิทธิขาดชี้หน้าด่ากราด ตัดสินคุณว่ายังไม่ดีพอ ไม่เก่งพอ ไม่ขยันพอ ทั้งจนและโง่

คุณเริ่มโกรธแค้นสังคมมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่มีทางหนี ไม่มีทางออก ยิ่งสำเหนียกตัวว่าเป็นเบี้ยตัวเล็ก ๆ ไร้ค่าบนกระดานเศรษฐี คุณยิ่งเกรี้ยวกราด ระบบทุนนิยมและความดีนิยมกำลังกดทับคุณให้บี้แบน ถ้าไม่ใช่คนดี คุณก็ไม่ต่างอะไรกับสวะในคลองเน่า ๆ

ผมกำลังพูดถึง “ก็อตแธม” นะครับ เมืองสมมตินี้มีทุกอย่างที่กล่าวมาข้างต้น

และ “คุณ” ที่ผมกำลังพูดถึง ก็คือ “โจ๊กเกอร์” 

……. 

โจ๊กเกอร์ เป็นตัวละครที่สร้างขึ้นโดย บิลล์ ฟิงเกอร์, บ็อบ เคน และ เจอร์รี โรบินสัน ปรากฏตัวครั้งแรกในคอมิค  Batman #1 เมื่อปี 1940 โจ๊กเกอร์ฉบับแรกสุดนี้คืออาชญากรตัวฉกาจ เป็นฆาตกรต่อเนื่องที่ใช้กรดพิษฆ่าคน เหยื่อทุกศพจะ “ยิ้มร่า” เป็นเครื่องหมายว่านี่คือฝีมือโจ๊กเกอร์ 

วายร้ายตัวเอ้รายนี้ถูกกำหนดให้ควรจะตายในคอมิคเล่มนั้นไปแล้ว ทว่า วิทนีย์ เอลล์สเวิร์ธ บรรณาธิการของเล่มไม่เห็นด้วย เขาเชื่อว่าแบทแมนควรมีคู่ปรับที่สมน้ำสมเนื้อ และโจ๊กเกอร์คือคนที่เหมาะสมที่สุด

ทศวรรษ 1930 นั้นเป็นทศวรรษแห่งความวิบัติของอเมริกาและทั่วโลก สงครามโลกครั้งที่ 1 ผ่านพ้นไม่นาน เศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression) ในช่วงเวลาแห่งความยากจนข้นแค้นนี่เอง เกิดอาชญากรรมชื่อดังมากมาย บอนนี แอน ไคลด์, จอห์น ดิลลิงเจอร์, จอร์จ “แมชชีน กัน” เคลลี ฯลฯ ล้วนโด่งดังจากการปล้น ฆ่า เป้าหมายคือพวกคนรวยในสังคม ส่วนหนึ่งของอาชญากรเหล่านี้กลายเป็นฮีโร่ในสายตามวลชน ..การถือกำเนิดของโจ๊กเกอร์ จึงเกิดมาในห้วงเวลาแห่งกลียุคของอเมริกา 

…….

เช่นเดียวกับการกำเนิดของโจ๊กเกอร์ใน Joker (2019, ผู้กำกับ: ท็อดด์ ฟิลิปส์) หนังให้ฉากหลังของเรื่องดำเนินในปลายทศวรรษ 70 ทีวีมีบทบาทเข้าถึงในบ้านเรา คนดังใช้ทีวีเป็นสื่อสร้างภาพให้ตัวเอง ตั้งแต่พิธีกรรายการทอล์กโชว์ (เมอเรย์ แฟรงคลิน) จนถึงนักการเมืองท้องถิ่น (โทมัส เวย์น) คุณสามารถเป็นคนดีและดังได้พร้อม ๆ กันถ้าคุณออกทีวี

เรารู้จัก “อาเธอร์ แฟลค” ชายผู้ที่กำลังจะกลายเป็นโจ๊กเกอร์ในตอนท้ายของหนัง นี่เป็นสิ่งที่คนดูรู้ดีแน่ชัดก่อนจะก้าวเข้าโรงด้วยซ้ำ ภาพแรกที่เราเห็นเขาคือเป็นตลกถือป้ายหน้าร้านโชห่วยที่กำลังเจ๊ง วัยรุ่นกลุ่มหนึ่งแย่งป้ายเขาไป เขาวิ่งตาม พวกมันล่อเขาเข้าซอยเปลี่ยวแล้วรุมกระทืบเขา … อาเธอร์ไม่ได้ทำอะไรผิดเลย และเราก็รู้สึกเจ็บปวดไปกับเขาด้วย

อาเธอร์อาศัยอยู่กับแม่ที่ป่วยในอะพาร์ตเมนต์เส็งเคร็ง มีความฝันอยากจะเป็นดาวตลก เพราะเชื่อว่าการสร้างเสียงหัวเราะให้คนอื่นจะทำให้ตัวเองมีความสุข แต่เขามีอาการป่วยประหลาดที่ไม่มีใครเข้าใจ ทุกครั้งที่เขารู้สึกเครียดหรือกดดัน เขาจะหัวเราะอย่างควบคุมตัวเองไม่ได้ 

ปลายทศวรรษ 70 ในอเมริกาเป็นดั่งกลียุคอีกครั้ง ประเทศเพิ่งเผชิญความพ่ายแพ้ในสงครามเวียดนาม เศรษฐกิจตกต่ำ อาชญากรรมสูงลิ่ว คนรวยล้นฟ้า คนตกงานเป็นประวัติการณ์ รัฐเลือกตัดระบบสวัสดิการพื้นฐานของคนจนเพื่อเซฟภาระคงคลังของประเทศ อาเธอร์จะไม่ได้รับยาและคำปรึกษาทางแพทย์อีกต่อไป เขาต้องเผชิญอาการป่วยประหลาดนี้อย่างโดดเดี่ยว 

“หัวเราะทั้งน้ำตา” อาจเป็นคำนิยามที่เหมาะกับโจ๊กเกอร์ฉบับนี้มากที่สุด

เมืองก็อตแธมในหนังก็คือเมืองกินคน คนไม่เท่ากัน อาเธอร์เป็นตัวตลกจริง ๆ ในสายตาคนอื่น เพราะนิสัยแปลกประหลาด หน้าตารูปร่างชวนสะพรึง บุคลิกไม่น่าวางใจ คุณไม่อยากให้คนคนนี้อยู่ใกล้ลูกคุณแน่ และคุณคงไม่เที่ยวบอกใครต่อใครว่าคุณรู้จักเขา ไม่มีใครนับอาเธอร์เป็นเพื่อนด้วยซ้ำตลอดทั้งเรื่อง เขาเลยสร้างจินตนาการขึ้นมา สร้างโลกอีกใบ…

โลกที่ใคร ๆ มองเห็นเขาเป็นคนปกติคนหนึ่ง มีชีวิตเรียบง่ายตามมาตรฐานที่สังคมยอมรับ มีงานทำ มีคนรัก มีคนเห็นคุณค่า สามสิ่งพื้นฐานนี้ที่เขาถวิลหา แต่ไม่เคยได้รับมัน เขาหนีความจริงไปกับรายการตลก เสียงหัวเราะทำให้เราลืมเรื่องเลวร้ายในชีวิตได้ เสียงหัวเราะทำให้เรื่องแย่ ๆ กลายเป็นเรื่องธรรมดา …อาเธอร์หัวเราะเพื่อลืมว่าตัวเองเป็นใคร

และแล้วโลกของอาเธอร์ก็พังทลาย 

…..

Joker เป็นหนังในระนาบเดียวกับหนังไทยอย่าง “ชีวิตบัดซบ” (1976, เพิ่มพล เชยอรุณ), “ทองพูน โคกโพธิ์ ราษฎรเต็มขั้น” (1977, หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล) และ “คนกลางแดด” (1979, คิด สุวรรณศร) ตลกร้ายอีกประการก็คือฉากหลังของหนังก็อยู่ร่วมในยุคสมัยที่หนังไทยข้างต้นกำลังออกฉายอยู่ (เช่นเดียวกับหนังฮอลลีวูดที่ Joker ใช้เป็นต้นแบบหลักอย่าง Taxi Driver (1976, มาร์ติน สกอร์เซซี)  

เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ทุกคนรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ทุกคนรู้ว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง แต่ไม่มีใครทำอะไรได้ หนังข้างต้นนี้ฉายความคับแค้นคั่งในอกของคนหลัง 6 ตุลาฯ คนที่รับรู้ถึงความอยุติธรรมในสังคม แต่ไร้ทางออกในโลกความเป็นจริง ตัวละครในหนังทั้งสามเรื่องจึงใช้ความรุนแรงเอาคืน ตาต่อตาฟันต่อฟัน เพื่อพบว่าชีวิตจริงมันไม่เหมือนในหนังบู๊ ทั้งสามถูกจับกุม ดำเนินคดีและกลายเป็นผู้ร้ายในท้ายสุด

กฎหมายและความยุติธรรมไม่ได้อยู่ข้างคนถูกต้องเสมอไป 

คำถามสำคัญของยุคสมัยนั้นคือ เราเกิดมาเพื่อรับใช้อะไร? รับใช้สังคมที่ไม่เคยเหลียวแลเรา? รับใช้คนที่คอยหาผลประโยชน์จากเรา? รับใช้อุดมการณ์ที่มีใครชักใยอยู่เบื้องหลัง? 

…..

คำถามของอาเธอร์ แทบไม่ต่างกับคำถามของทองพูน ทำไมเขาต้องถูกกระทำแบบนี้ ทำไมไม่มีใครยื่นมือช่วยเหลือ ทำไมกฎหมายถึงเลือกข้างคนผิด และทั้งคู่ก็ได้คำตอบเดียวกัน เพราะพวกเขาเป็น “คนนอก” ทองพูนเป็นคนอีสาน เป็นคนจน การเป็นคนดีไม่มีค่าอะไรกับเขา

พอ ๆ กับที่อาเธอร์พบว่าต่อให้ตัวเองเกิดในเมืองนี้ โตที่เมืองนี้ แต่เขาก็ยังเป็นคนนอกของเมืองนี้ การยอมรับอย่างภาคภูมิว่าเขาเป็นคนเมืองก็อตแธมโดยกำเนิดกลายเป็นเรื่องตลก เพราะคนก็อตแธมส่วนใหญ่ไม่รับเขาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมอันภาคภูมินี้ สังคมศิวิไลซ์ที่มีเพียงคนรวยและคนดีได้ออกทีวี อาเธอร์เป็นลูกรับมาเลี้ยง เป็นสิ่งแปลกปลอมนอกระบบสืบทอดทางสายเลือด

อาเธอร์โหยหาการยอมรับ การได้เป็นคนที่เขาเป็นจริง ๆ ไม่ต้องเสแสร้งแกล้งทำ ไม่ต้องคอยเอาใจพวกระยำที่ไม่เคยเหลียวแล 

สังคมต้องการความเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงที่เต็มไปด้วยความรุนแรงถึงจะเกิดผลแท้จริง นี่เป็นสิ่งที่อาเธอร์เชื่อ สิ่งที่ฝังอยู่ในสังคมอเมริกันมาตลอดนับแต่ยุคตะวันตก ความรุนแรงเท่านั้นที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมได้ในฉับพลัน กฎปืนศักดิ์สิทธิ์กว่ากฎหมาย ความตายเสียงดังกว่าความจริง 

แม้หนังจะวางตัวเองอยู่ในปลายทศวรรษ 70 แต่ก็สอดรับกับสภาพสังคมปัจจุบันได้อย่างแนบสนิท ยุคสมัยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ถูกมองเป็นวิกฤตทางสังคมอเมริกัน ความรุนแรงเกิดขึ้นต่อเนื่องทุกวัน ปัญหาความเหลื่อมล้ำแตกแยกทั่วประเทศ ทีวีและสื่อสมัยใหม่ไม่ได้ต้องการความจริงอีกแล้ว พวกเขาต้องการอะไรก็ตามที่มันเรียกร้องความสนใจคนหมู่มาก ความตายและความรุนแรงเป็นเรื่องอันดับต้น ๆ ที่เรียกร้องความสนใจคนได้เสมอ ข่าวหน้าหนึ่งมักมีแต่ความตาย ชีวิตฉิบหายของคนดัง 

น่าสนใจว่าฉากท้ายๆ ของหนัง ความตายของโทมัส เวย์น กับการยิงฆ่าคนออกจอทีวีของอาเธอร์ในนาม “โจ๊กเกอร์”

ข่าวไหนจะขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์วันพรุ่งนี้ ข่าวไหนจะออกทีวีทุกเช้าในเช้าวันถัดไป

โดยไม่คาดคิด ฉากจบของหนัง กำลังพาเราคนดูไปสู่อรุณรุ่งใหม่ ที่ก็อตแธมไม่มีวันเหมือนเดิมอีกตลอดกาล…

…… 

ถ้าดูหนังเรื่องนี้จบแล้วคุณรู้สึกโกรธ โกรธสังคม เกลียดความอยุติธรรม หรือแม้แต่เกลียดหนังที่มันทำให้คุณรู้สึกชิงชังอะไรต่ออะไรได้มากมายเหลือเกิน อย่าได้รู้สึกผิดหรือโทษตัวเองเลย 

หนังจงใจทำให้ “โคตรวายร้าย” (supervillain) มีความเป็นมนุษย์มาก ๆ ทำให้คุณสงสารเห็นใจและเลยเถิดถึงขั้นเอาใจช่วย กระอักกระอ่วนเมื่อเขาข้ามเส้นศีลธรรมครั้งแล้วครั้งเล่า บีบคั้นหัวใจคุณจนวินาทีสุดท้าย เพราะคนทำนั้นรู้ดีว่า…

ส่วนเสี้ยวของอาเธอร์ หรือ “โจ๊กเกอร์” อยู่ในตัวพวกเราทุกคน

 

เรื่อง: ชาญชนะ หอมทรัพย์


นักเขียนรับเชิญ

นักเขียนรับเชิญที่ The People เชิญมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และนำเสนอบทความตามความสนใจ

Related

การแข่งขันโปโลครั้งประวัติศาสตร์ สานต่อความฝัน “วิชัย ศรีวัฒนประภา”

รีวิวคอนเสิร์ต Alvvays ค่ำคืนแห่งความฝันของวงดนตรีอินดี้ป๊อป ที่ทั้งเท่ น่ารัก หวาน และมัน ครบ จบในคืนเดียว

รีวิวคอนเสิร์ต Mumford & Sons โชว์ 10 เต็ม 10 กับความ “งดงาม” ของฮาร์โมนีที่ส่งตรงถึงใจคนดู…จะหาเพอร์เฟกต์ ได้จากที่ไหนอีก

วิชิต ซ้ายเกล้า “I Believe in Diversity”

บทวิเคราะห์ภาพยนตร์ Parasite ชนชั้นที่ต่าง ใครกันแน่ที่เป็นปรสิต?

รีวิวคอนเสิร์ต Snow Patrol โชว์อะคูสติกที่ไม่น่าเบื่อเลยสักนิด เครื่องดนตรีน้อยชิ้นแต่เอาอยู่ และชวนให้นึกถึง MTV Unplugged

แฟรงก์ แทสโซน แห่ง Bad Education: ตีแผ่คดีคอร์รัปชันการศึกษา ผลเสียจากแนวคิดที่ว่า ‘เขาเป็นคนดี จึงไม่จำเป็นต้องตรวจสอบ’

รีวิวคอนเสิร์ต Foals โชว์โคตรเดือดสะท้านปฐพี ความมันนี้ตราตรึงไปอีกนาน “ก็มาดิคร้าบ”