Post on 27/03/2019

จอร์แดน พีล ดาวตลกผู้สร้างความสยองรูปแบบใหม่ในฮอลลีวูด

“หนังสยองขวัญและคอเมดีต่างก็เป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมในการเผยความรู้สึกที่เรามีต่อสิ่งต่าง ๆ สำหรับผมแล้ว นั่นคือการชำระล้างจิตใจครับ”

นี่คือจุดเชื่อมโยงระหว่างความสยองขวัญและความตลกในสายตาของ จอร์แดน พีล อดีตดาราตลกทางโทรทัศน์ที่ผันตัวมาเป็นผู้กำกับหนังสยองขวัญ เพียงสร้างภาพยนตร์เรื่องแรก Get Out (2017) ก็กลายเป็นกระแสทั่ววงการฮอลลีวูด ด้วยความอัจฉริยะทางบทภาพยนตร์ และการสร้างความสยองขวัญรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน กระทั่งได้รับรางวัลออสการ์สาขาบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยมไปครอง

“เรื่องตลกที่เกิดจากช่วงเวลาตึงเครียดหรือฉากในหนังสยองขวัญเป็นสิ่งจำเป็นในการชำระล้างอารมณ์ เพื่อปลดปล่อยความตึงเครียด มันทำให้ผู้ชมของคุณมีโอกาสได้เร่งอารมณ์และเตรียมพร้อมสำหรับความสยองขวัญรอบต่อไป สำหรับหนังสยองขวัญ คุณไม่ต้องไปไกลเกินกว่าความจริงเพื่อเรียกเสียงหัวเราะ ผมไม่ชอบการปล่อยมุข หรือเขียนอะไรบางอย่างด้วยความตั้งใจที่จะทำให้มันตลก ผมชอบการเขียนสิ่งที่ให้ความรู้สึกสมจริงสำหรับตัวละครและความเป็นจริงของสถานการณ์นั้น ๆ ในแบบนั้น ผู้ชมจะไม่มีทางหลุดออกจากชั่วขณะนั้นหรือหนังแนวนั้นครับ”

และนั่นก็เป็นแก่นในการผสมผสานระหว่างอารมณ์ขันและความสยองขวัญ และเป็นส่วนสำคัญในเวทมนตร์การสร้างภาพยนตร์ของชายคนนี้

“ในตอนที่คุณมีอารมณ์ร่วมตอนดูหนัง และคุณถูกทิ้งให้ตั้งคำถามกับตัวเองว่า ‘นี่เป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร ทำไมฉันถึงมีปฏิกิริยาแบบนั้น ทำไมฉันถึงหัวเราะ ทำไมฉันถึงเอาใจช่วย’ เหตุผลหนึ่งที่ผมชอบหนังแนวพวกนี้ก็เพราะมันผลักดันให้เกิดปฏิกิริยาตอบสนองที่ชัดเจน ที่ท้ายที่สุดแล้วก็จะสอนอะไรบางอย่างเกี่ยวกับตัวคุณเองให้กับคุณ ถ้าคุณอยากจะมองน่ะนะ”

พีลหลงใหลความสยองขวัญมาตั้งแต่เด็ก เขาเคยนั่งดูและศึกษาหนังสยองขวัญด้วยตนเองจนเข้าใจกระบวนการสร้างหนังตั้งแต่อายุ 13 ปี โดยจุดเปลี่ยนของเขาเกิดขึ้นในช่วงมหาวิทยาลัย หลังเจอรูมเมทคือ คีแกน ไมเคิล คีย์ ที่กลายเป็นคู่หูดาราตลกจนเป็นรายการ Key & Peele ต้นฉบับคลิป Obama Meet & Greet ที่มีการตัดต่อข้อความจนกลายเป็นมีมดัง youtube)

เขาเดินทางสายนักแสดงตลกทางโทรทัศน์มาเนิ่นนาน ก่อนจะมีโอกาสกำกับหนังครั้งแรก Get Out ภายใต้สตูดิโอสยองขวัญชื่อดัง Blumhouse โดยต้นเรื่องมาจากประสบการณ์ส่วนตัว เรื่องราวของเพื่อน และช่วงเวลาทางการเมืองผิวสีอันคุกรุ่นในสหรัฐฯ

“การเหยียดผิวมีได้หลากหลายรูปแบบ บางทีมากับความรุนแรง บางทีมาแบบไม่เป็นภัยอันตราย แต่การเหยียดผิวมีอยู่จริง”

หลังประสบความสำเร็จกับการกำกับภาพยนตร์เรื่องแรก และได้สร้างมาตรฐานใหม่แห่งวงการภาพยนตร์สยองขวัญ จอร์แดน พีล กลับมาพร้อมภาพยนตร์เรื่องที่สอง Us (2019) ที่เต็มไปด้วยไอเดียแปลกใหม่กว่าเดิม วิสัยทัศน์ล้ำกว่าเดิม และแนวทางที่สยองกว่าเดิม

“ไอเดียสำหรับเรื่องนี้เกิดขึ้นจากความกลัวด็อปเปิลแกงเกอร์ (Doppelganger หรือ แฝดปีศาจ) ที่ฝังรากลึกครับ ผมชื่นชอบตำนานด็อปเปิลแกงเกอร์หรือหนังที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ผมหลงใหลในไอเดียที่ว่า เราต่างเป็นศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดของตัวเอง แต่ความจริงเรามักจะกลบไว้ข้างในลึก ๆ แล้วโทษคนอื่น แต่ในหนังเรื่องนี้ ปีศาจกลับมีใบหน้าเป็นของเรา”

เพราะด็อปเปิลแกงเกอร์เป็นต้นเหตุของความกลัว ตามตำนานยังเชื่อมโยงกับความรู้สึกกลัวตาย เป็นตัวแทนลางร้าย หรือเป็นตัวทำนายการเสียชีวิตของใครสักคน “ผมอยากจะชี้ชัดๆ ลงไป แล้วค่อยพัฒนาเรื่องราวจากความกลัวตามสัญชาตญาณนั้นครับ”

Us ว่าด้วยเรื่องราวของครอบครัววิลสันชาวอเมริกันที่ไปเที่ยวชายหาดหวังใช้เวลาสนุกสนานรวมกัน ทว่าบรรยากาศแห่งความสงบสุขเริ่มเปลี่ยนเป็นความตึงเครียด และความหายนะเริ่มก่อตัวขึ้นมาเมื่อมีแขกไม่ได้รับเชิญที่หน้าตาเหมือนพวกเขาทั้งหมดเดินทางมาถึง

“ผมมักจะได้แรงบันดาลใจจากความกลัวของผมเองครับ บางครั้งผมก็ถามตัวเองว่า ‘โดยส่วนตัวแล้ว อะไรเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับผม’ ในกรณีนี้ คำตอบคือการมองเห็นตัวเอง”

แล้วทำไมการมองเห็นตัวเองถึงน่ากลัว?

นั่นก็เพราะไม่มีใครอยากจะมองข้อบกพร่อง ความผิดพลาด หรือปีศาจร้ายของตัวเองไงเล่า!

“หนังมีไอเดียที่เฉพาะเจาะจงบางอย่าง ที่ผมกำลังสำรวจและพยายามจะบอกกล่าว ทั้งหมดนั้นเกี่ยวกับแง่มุมสองแบบของเราในฐานะมนุษย์ บาป และความผิดที่เราฝังลึกในใจเรา ผมตื่นเต้นที่สุดที่จะได้เห็นว่าผู้ชมจะมีปฏิกิริยาอย่างไรกับตอนจบของหนังเรื่องนี้ ตอนท้ายมันค่อนข้างจะบ้ามาก ๆ เลย”

ท้ายที่สุดแล้ว ตามแนวคิดของ จอร์แดน พีล ทั้งแนวสยองขวัญและคอเมดีต่างก็มีความสามารถในการท้าทายวิธีคิด และวิธีมองโลกของเรา ด้วยเหตุผลนั้นเอง ภาพยนตร์จึงเป็นรูปแบบที่สมบูรณ์แบบต่อการเล่าเรื่องที่ถ่ายทอดข้อคิดทางสังคม

 “หนังสยองขวัญมักมีพื้นฐานบนความเป็นจริง ซึ่งก็เป็นแนวทางที่ผมชอบในการสร้างหนังคอเมดีด้วยเช่นกัน มันเปิดโอกาสให้เรื่องที่ไร้เหตุผลเกิดขึ้นได้ แต่มันก็ผสมผสานกับความเป็นจริง อย่างดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ผมยังมองไม่เห็นว่าตัวเองจะถอยหนีไปจากหนังสยองขวัญในเร็ว ๆ นี้เลย”

ข้อมูลจาก

 

 


Writer

ผู้เขียนเนื้อหาศิลปวัฒนธรรม และอะไรก็ตามที่เป็นความบันเทิง

Related

ชาร์ลี ไลท์เทนนิง สำรวจชีวิตเลียม กัลลาเกอร์ 10 ปีที่แตกหักจาก Oasis ในสารคดี As It Was

Thundercat กับโชว์ครั้งแรกในไทยที่โซโล่ซอยยิกชนิดแทบขาดลมหายใจ

คานเย เวสต์ จากแรปเปอร์ตัวพ่อสู่การเป็น Yeezus เส้นทางแฟชันที่มี Yeezy เป็นเดิมพัน

ปิดตำนานวง “BOYZONE” คอนเสิร์ตดักแก่ของชาว 90s

โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ “คนรู้จัก โทนี สตาร์ค มากกว่าตัวผมเสียอีก”

“แค้น 23 ปี ดีกันเพราะเงินใกล้หมด ?” สังเวียนมวยคู่หูร็อคแอนด์โรล แอ็กเซิล โรส และ สแลช แห่งวงร็อคจอมเกรี้ยวกราด Guns N’ Roses

บิลลี ฮอลิเดย์ สร้างสรรค์เสียงเพลงบนทางแพร่งของโศกนาฏกรรม: เสียงเพลงและกัญชา

โมริ โคโกโร่ หรือ “โคโกโร่นิทรา” แห่งโคนัน นักสืบไม่ได้เรื่อง (?) ที่เรารัก