Post on 10/06/2020

ฆวน ปูโยล การ์เซีย จากสายลับฟรีแลนซ์ สู่สายลับเบอร์ 1 ของ MI5

ฆวน ปูโยล การ์เซีย (ภาพจาก หอจดหมายเหตุแห่งชาติ สหราชอาณาจักร)

“เขาไม่ใช่ เจมส์ บอนด์ (สายลับ 007 ในนิยายชื่อดังของ เอียน เฟลมมิง) หัวก็ล้าน หน้าตาก็จืดแห้ง ตัวเล็ก ๆ แต่เขาทำให้พวกเยอรมันหลงเชื่อได้อย่างสนิทใจ คิดว่าข้อมูลที่เขาส่งให้มีความแม่นยำสูงมาก”  

อัมยาส ก็อดฟรีย์ (Amyas Godfrey) เจ้าหน้าที่ประจำ Royal United Services สถาบันวิจัยด้านการทหารและความมั่นคงของอังกฤษ กล่าวถึง ฆวน ปูโยล การ์เซีย (Juan Pujol Garcia) สายลับ MI5 ชาวสเปน ที่มีส่วนสำคัญในการช่วยให้แผนการยกพลขึ้นบกของฝ่ายสัมพันธมิตรที่นอร์มังดี (D-Day) ประสบความสำเร็จ (BBC

“เอเจนต์การ์โบ” (Agent GARBO – ชื่อรหัสลับของปูโยลใน MI5) เล่าถึงปูมหลังของตนเองใน Operation GARBO (หนังสือที่ปูโยลเขียนร่วมกับ ไนเจล เวสต์ [Nigel West] นักเขียนที่เชี่ยวชาญงานสายลับและเป็นผู้สืบหาปูโยลจนเจอ) ว่า เขาเกิดเมื่อปี 1912 ที่บาร์เซโลนา มีพ่อที่ไม่ฝักใฝ่การเมืองฝ่ายใด เป็นกลางที่มีหัวไปทางเสรีนิยม ต่อต้านเผด็จการและสงคราม และเป็นผู้ที่สั่งสอนเขาว่า 

“จงเคารพในความเป็นมนุษย์ของมนุษย์ทุกคน มองเห็นความทุกข์เข็ญของผู้อื่น ไม่ว่าคนผู้นั้นจะรวยหรือจน จะผิวดำหรือผิวขาว”

ปูโยลไม่ได้ใฝ่เรียนเท่าใดนัก เมื่ออายุได้ 15 ปี ก็ขออนุญาตพ่อเลิกเรียนต่อ พ่อเขาอนุญาตแต่ให้เงื่อนไขว่าต้องหางานทำ เขาก็เลยไปทำงานในร้านขายของ ทำไปสักพักก็เลิก ตั้งใจว่าจะไปเรียนต่อด้านศิลปะโดยเริ่มจากการอ่านหนังสือในห้องสมุดของพ่อ แต่ก็ล้มเลิกอีกหลังไส้ติ่งแตก พอหายดีแล้วก็ไปเรียนทำฟาร์มไก่แทน

พอเรียนจบปูโยลก็ถึงเวลาต้องเข้ากรมเกณฑ์ทหารพอดี สมัยนั้นมีโครงการที่ทหารเกณฑ์สามารถจ่ายค่าธรรมเนียมพิเศษเพื่อปลดประจำการใน 6 เดือน ปูโยลรีบสมัครด้วยใจที่ไม่ใฝ่การสู้รบ และนับว่าโชคดีที่เขาไม่ถูกส่งไปปราบปรามการจลาจลที่เกิดขึ้นหลายครั้งในภาวะที่สเปนใกล้เข้าสู่สงครามกลางเมือง (ระหว่างที่เขายังเข้าประจำการตรงกับปี 1933)

ตอนที่สเปนตกอยู่ในภาวะสงครามกลางเมือง (1936-1939 เป็นการต่อสู้ระหว่างรัฐบาลสาธารณรัฐ และคณะรัฐประหารชาตินิยม) ปูโยลอ้างว่าเขาลังเลที่จะเลือกข้างจึงมีส่วนเกี่ยวพันกับทั้งสองฝ่าย แต่ก็ไม่เคยใช้ปืนยิงเพื่อนร่วมชาติไม่ว่าจะตอนอยู่ร่วมกับฝ่ายใด 

ขณะเดียวกัน ผลของสงครามคราวนั้นทำให้เขารู้สึกรังเกียจระบอบอำนาจนิยมโดยเฉพาะลัทธินาซี เมื่อโลกเดินหน้าเข้าสู่ภาวะสงครามในปี 1939 ปูโยลจึงตัดสินใจที่จะเข้าช่วยฝ่ายสัมพันธมิตรด้วยตนเอง (สเปนภายใต้การปกครองของฟรังโกประกาศวางตัวเป็นกลาง) 

“[ที่ผมทำแบบนี้] คำตอบอยู่ที่ความเชื่อของผม อันเป็นความเชื่อเดียวกันกับที่คุณพ่อได้ปลูกฝังเมื่อครั้งที่ผมยังเด็ก ความเชื่อที่ผลักดันให้ผมต้องต่อสู้กับเผด็จการและการกดขี่ทุกรูปแบบ” ปูโยลกล่าว

“เมื่อตอนที่ผมยังเป็นเด็ก ผมเคยคิดว่า สงครามคือการลงทัณฑ์ที่ไม่อาจเลี่ยง เป็นโทษอันโหดร้ายทารุณที่ยมทูตส่งมาเพื่อเป็นการชำระบาปของเรา แต่มันยากที่จะคิดเช่นนั้นต่อไปหลังจากที่ผมได้มาเห็นวิบากกรรมจากสงครามกลางเมืองของเรา เมื่อบางคนอ้างความคิดเรื่องแผ่นดินเกิดและเสรีภาพแล้วเอามายัดเยียดให้เราถือตาม เราถูกบังคับให้ต้องจำนนต่อศีลธรรมอันชั่วร้ายของผู้ก่อการ ซึ่งล้วนเป็นสัตว์นรกอสูรกายที่สามารถพาโลกไปยังจุดจบได้

“ตอนนี้ผมเริ่มได้ยินคำว่า ‘อารยัน’ ‘เชื้อชาติ’ และ ‘สายพันธุ์ที่เหนือกว่า’ ในวิทยุ และได้เห็นคำเหล่านี้ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์และนิตยสาร คำเหล่านี้ไม่เคยมีความหมายอะไรสำหรับผมจนถึงตอนนี้ แต่ไม่นานผมก็ได้เรียนรู้ว่า ภายใต้ฉากหน้าว่าด้วยแนวคิดเหล่านี้ ประชาชนคนธรรมดาในเยอรมนีต่างถูกคุกคาม พลเรือนที่มีความผิดเพียงเพราะพวกเขาไม่ได้เป็นอารยัน หรือสืบเชื้อสายนั้น ๆ มา หรือไม่ยอมสมาทานความเชื่อลัทธิสายพันธุ์ที่เหนือกว่า”

เมื่อไม่อาจทนเห็นความเลวร้ายทางมนุษยธรรมได้อีกต่อไป ในปี 1941 ปูโยลจึงพยายามหาทางโค่นล้มนาซีด้วยการเข้าร่วมกับอังกฤษ ผู้นำสัมพันธมิตรในยุโรป โดยได้เดินทางไปยังสถานทูตอังกฤษในกรุงมาดริดขอพบเจ้าหน้าที่ทูตระดับสูงเพื่อขอทำงานด้านข่าวกรอง ด้วยเชื่อว่าเขาจะสามารถแสวงหาข้อมูลที่จำเป็นทั้งด้านการเมืองและการทหารที่จะเป็นประโยชน์กับฝ่ายสัมพันธมิตรได้ แต่คนของสถานทูตอังกฤษไม่เอาด้วย 

ถึงจะถูกปฏิเสธ แต่ปูโยลก็ไม่ถอดใจ เขาตัดสินใจเดินหน้าเข้าหาฝ่ายนาซีทำทีเป็นผู้ฝักใฝ่ลัทธินาซีหลอกให้ฝ่ายนาซียอมรับเป็นสายลับ ซึ่งเขาประสบความสำเร็จง่ายดายกว่าที่คิด ฝ่ายนาซียอมรับเขาเข้าเป็นสายลับโดยได้ชื่อรหัสลับว่า “อราเบล” (ARABEL) ก่อนมอบเงินทุนในการสืบหาข้อมูล และน้ำหมึกล่องหนเพื่อใช้ปกปิดการสื่อสารข้อมูลลับ

เดือนกรกฎาคมปีเดียวกัน เมื่อได้กลายเป็นสายลับนาซีแล้ว ปูโยลเชื่อว่า การที่เขาสามารถแฝงตัวเข้าไปอยู่ในดงศัตรูได้ น่าจะทำให้ฝ่ายอังกฤษเห็นประโยชน์ของเขาและรับเขาเข้าเป็นสายลับอย่างแน่นอน เพื่อความปลอดภัยจากสายลับนาซีที่อาจแฝงอยู่ในมาดริด เขาเลือกที่จะติดต่อกับอังกฤษผ่านสถานทูตอังกฤษในกรุงลิสบอนของโปรตุเกส เพื่อแสดงหลักฐานว่าเขาเป็นสายลับนาซีให้กับเจ้าหน้าที่สถานทูตอังกฤษที่นี่ดู แต่เขาก็ยังถูกปฏิเสธอีกครั้ง  

“ผมไม่เข้าใจเลยว่า ทำไมทางอังกฤษถึงเข้าถึงได้ยากนัก ขณะที่ฝั่งเยอรมันช่างเข้าใจให้ความร่วมมือดีเหลือเกิน ผมได้แต่ถามตัวเองว่าทำไมศัตรูถึงให้ความช่วยเหลือดี ขณะที่คนที่ผมอยากจะเป็นมิตรด้วยกลับไม่ยอมโอนอ่อนเข้าหาบ้าง ไม่ว่าอย่างไร ผมเป็นพวกหัวดื้ออยู่แล้ว ผมมุ่งมั่นทำหน้าที่สายลับนอกขนบแบบของตัวเองต่อไป ด้วยหวังว่าวันหนึ่งมันจะช่วยเปลี่ยนอะไรให้ดีขึ้นได้”

ปูโยลหลอกนาซีว่าสามารถแทรกซึมเข้าไปอยู่ในอังกฤษได้สำเร็จทั้ง ๆ ที่ยังอยู่โปรตุเกส โดยอ้างว่าเขาได้รับความช่วยเหลือจากนักบินรายหนึ่งที่เห็นใจเขา เนื่องจากเขาอ้างว่าตัวเองเป็นคาตาลันลี้ภัยการเมืองมาอยู่อังกฤษ และนักบินรายนี้ก็เป็นธุระจัดการช่วยขนจดหมายจากอังกฤษมายังโปรตุเกส ซึ่งเป็นการช่วยให้จดหมายของเขาไม่ถูกทางการอังกฤษดักอ่านก่อนถึงมือนาซี และฝ่ายนาซีก็เชื่อเขาสนิท ทั้งที่ความจริงแล้วปูโยลเองนั่นแหละที่เป็นคนส่งจดหมายไปถึงสถานทูตเยอรมนีในโปรตุเกส

แล้วจุดเปลี่ยนที่ทำให้ปูโยลได้รับความสนใจจากฝ่ายอังกฤษก็มาถึง (โดยที่ปูโยลเองก็ไม่รู้ตัว) เมื่อจดหมายฉบับที่ 3 ที่เขานั่งเทียนเขียนส่งไปให้กับฝ่ายนาซีว่าจะมีการเคลื่อนย้ายกองเรือจาก 5 ลำ จากลิเวอร์พูลไปยังมอลตา ทำให้ฝ่ายนาซีส่งเครื่องบินออกลาดตระเวนในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งบังเอิญใกล้เคียงกับแผนการของฝ่ายอังกฤษพอดี แม้ว่าวันเวลาและจำนวนเรือจะไม่ตรง แต่นั่นก็ทำให้ฝ่ายอังกฤษตกใจว่ามีสายลับของนาซีแฝงอยู่ในฝั่งตนเองเป็นแน่ และเป็นจุดเริ่มต้นที่สายลับอังกฤษเป็นฝ่ายที่ต้องควานหาตัวปูโยลเอง (ซึ่ง ณ ขณะนั้น ปูโยลยังไม่เคยเดินทางไปอังกฤษแม้แต่ครั้งเดียว)

และทางฝั่งอังกฤษเองก็คาดเดาว่า สายลับฟรีแลนซ์ในโปรตุเกสที่พยายามขอร่วมงานกับฝ่ายอังกฤษเองหรือเปล่าที่เป็นคนปล่อยข่าวนี้ให้นาซีเยอรมัน เขาจึงได้รับการติดต่อจากฝ่ายอังกฤษ และ MI6 (หน่วยงานสายลับของอังกฤษที่ขึ้นกับกระทรวงการต่างประเทศ) ก็ช่วยพาตัวเขามาส่งถึงกรุงลอนดอน

เมื่อมาถึงเมืองหลวงของอังกฤษในต้นปี 1942 MI5 (หน่วยสายลับของกระทรวงมหาดไทยอังกฤษ) ก็ทำการรับช่วงต่อ ปูโยลได้รับหน้าที่เป็นสายลับสองหน้าให้กับอังกฤษในชื่อรหัสลับ “การ์โบ” (GARBO) ตามชื่อของนักแสดงหญิงที่ได้รับการยกย่องว่ายอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาล “เกรตา การ์โบ” (Greta Garbo) โดยอยู่ภายใต้การดูแลของโตมาส (ทอมมี) แฮร์ริส (Tomás [Tommy] Harris) ทั้งคู่ร่วมกันสร้างเครือข่ายสายลับกำมะลอที่มีสายรวม 27 คน ขึ้นมา โดยแต่งเรื่องราวของแต่ละคนขึ้นมาให้น่าเชื่อถือ มีทั้งชาวเวนาซุเอลาในกลาสโกว์ จ่าทหารสหรัฐฯ ปากไว ผู้นำชาวเวลส์ชาตินิยมฟาสซิสต์ในสวอนซี

ปูโยลสร้างความน่าเชื่อถือให้ตนเองด้วยการใช้ข้อมูลทางการทหารที่ถูกต้อง แต่ไม่มีประโยชน์ในเชิงปฏิบัติ เช่น การเคลื่อนทัพของฝ่ายพันธมิตรในแอฟริกาคราวหนึ่ง (Operation TORCH) เขาส่งข้อมูลที่แม่นยำของฝ่ายสัมพันธมิตรให้กับนาซี แต่ทำทีว่าข้อมูลนั้นล่าช้าไปด้วยเหตุไม่คาดคิด (ที่จริงคือตั้งใจให้ถึง ณ เวลานั้น แต่ลงวันที่ย้อนหลังให้ดูเหมือนส่งมานานแล้ว) ซึ่งทำให้ฝ่ายนาซีเชื่อถือข้อมูลของปูโยลเป็นอย่างมาก

แต่ที่เรียกได้ว่าเป็นวีรกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และนับเป็นจุดสำคัญที่ทำให้ฝ่ายสัมพันธมิตรสามารถตั้งหลักได้ในยุโรป ก็คือ Operation FORTITUDE ที่ปูโยลรับบทนำ 

ตอนนั้นเป็นช่วงต้นปี 1944 ทางฝ่ายนาซีเริ่มรู้ข่าวระแคะระคายว่า ฝ่ายสัมพันธมิตรกำลังวางแผนรุกยุโรป และมอบหมายให้อราเบลสายลับอันดับหนึ่งของพวกเขาในเกาะอังกฤษเป็นผู้สืบข่าว  

สิ่งที่นาซีคาดการณ์ไว้ไม่ผิด ฝ่ายสัมพันธมิตรเตรียมการที่จะรุกยุโรปในเดือนมิถุนายน ระหว่างนั้น ปูโยลกับ MI5 ก็ได้วางแผนลวงให้นาซีไขว้เขวเมื่อใกล้ถึงวันยกพลขึ้นบกจริงในแผ่นดินฝรั่งเศส โดยเบี่ยงเบนความสนใจของฝ่ายนาซีไปจากจุดยกพลขึ้นบกจริงที่นอร์มังดีในวัน D-Day

ปูโยลสร้างเรื่องว่า กองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรในชื่อ First US Army Group (FUSAG) ประกอบด้วยทหารนับแสนนายภายใต้การบัญชาของนายพลจอร์จ เอส. แพตตัน (George S. Patton) หนึ่งในนายพลรถถังที่เก่งกาจที่สุดของฝ่ายสัมพันธมิตรได้รวมกำลังเตรียมความพร้อมอยู่ที่เคนต์ และเอสเซ็กซ์ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะอังกฤษ โดยมีเป้าหมายที่จะยกพลขึ้นบกที่ Pas-de-Calais ฝั่งตรงข้ามของช่องแคบโดเวอร์ซึ่งอยู่ห่างจากนอร์มังดีไปกว่า 300 กิโลเมตร และอ้างว่า การยกพลขึ้นบกที่นอร์มังดีเป็นเพียงแผนการที่จะตบตานาซีเท่านั้น

ขณะเดียวกันฝ่ายสัมพันธมิตรก็จัดตั้งฐานทัพปลอมในพื้นที่ที่ปูโยลกล่าวอ้าง มีการใช้รถถังปลอม สร้างท่าเรือปลอมไว้ตบตาหน่วยลาดตระเวนของนาซีด้วย

ในวันที่ 5 มิถุนายน ปีเดียวกัน ซึ่งเป็นวันที่ฝ่ายสัมพันธมิตรวางแผนที่จะยกพลขึ้นบกที่นอร์มังดี แต่ต้องเลื่อนไป 24 ชั่วโมงเนื่องจากปัญหาสภาพอากาศ ปูโยลได้ส่งข้อความวิทยุไปถึงฝ่ายนาซีว่า ให้เตรียมรับข่าวฉุกเฉินในเวลาตี 3 ของเช้าวันถัดไป แต่ด้วยความที่ปูโยลส่งข้อความที่ทั้งยาวและยากแก่การตีความ และเจ้าหน้าที่วิทยุผู้รับสารก็เกิดข้อขัดข้องไม่ได้ส่งต่อข้อความของเขาสู่เจ้าหน้าที่ระดับสูง เมื่อฝ่ายสัมพันธมิตรเริ่มยกพลขึ้นบกในนอร์มังดีเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน ฝ่ายนาซีแม้จะตั้งตัวไม่ติด แต่ปูโยลก็ยิ่งได้รับความเชื่อถือ เพราะเขาอ้างว่าได้แจ้งเตือนก่อนล่วงหน้าแล้ว

ในวันที่ 9 มิถุนายน หลัง D-Day ผ่านไป 3 วัน ปูโยลยังส่งข้อความไปยังฝ่ายนาซียืนยันว่า การยกพลขึ้นบกในนอร์มังดีเป็นเพียงแค่การล่อลวง และให้ระวังการรุกรานจริงด้วยกองกำลังที่มากมายมหาศาลยิ่งกว่าที่ Pas-de-Calais

ฝ่ายผู้บังคับบัญชาระดับสูงของนาซีให้ความเชื่อมั่นกับข่าวกรองที่ได้รับจากปูโยล (ประกอบกับการโจมตีทางอากาศที่เบี่ยงเบนความสนใจนาซีจากนอร์มังดี) เช่น นายพลแอร์วีน ร็อมเมิล ( Erwin Rommel) แม่ทัพรถถังชื่อดังก็เชื่อว่า การโจมตีระลอกที่ 2 น่าจะเกิดขึ้นในบริเวณช่องแคบบริเวณ Cap Gris Nez หรือไม่ก็พื้นที่ระหว่าง Somme กับ Le Havre’ ซึ่งจากข้อความที่เขาส่งไปถึงจอมพลแกร์ท ฟ็อน รุนท์ชเต็ท (Gerd von Rundstedt) แสดงให้เห็นว่า เขาเชื่อในเรื่องนี้อย่างน้อย 11 สัปดาห์ หลังวัน D-Day 

ฝ่ายนาซีจึงยังคงให้หน่วยยานเกราะ 2 กองพล และหน่วยทหารราบอีก 19 กองพล ตั้งหลักรอรับการรุกรานจากฝ่ายสัมพันธมิตรบริเวณ Pas-de-Calais ต่อไป เป็นเวลานับเดือน ทำให้กองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรสามารถตั้งหลักได้อย่างมั่นคงหลังการยกพลขึ้นบกที่นอร์มังดี ขณะที่ศูนย์สายลับนาซีในมาดริดก็ส่งข้อความแสดงความยินดีมาถึงปูโยลว่า

“ในวันนี้ผมสามารถบอกกับคุณด้วยความสุขและสมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ท่านผู้นำสูงสุดได้มอบกางเขนเหล็ก (เหรียญเกียรติยศ) เพื่อเชิดชูเกียรติคุณอันหาที่เปรียบมิได้ของคุณ มันเป็นเหรียญตราที่มอบให้กับหน่วยรบในแนวหน้าโดยไม่มีข้อยกเว้น ด้วยเหตุนี้เราจึงขอแสดงความยินดีอย่างจริงใจและบริสุทธิ์ใจกับคุณด้วย”

แม้การโจมตีระลอก 2 โดย FUSAG จะไม่เกิดขึ้นอยากที่ปูโยลอ้าง แต่การกุเรื่องใหม่ว่า FUSAG มีการจัดองค์กรใหม่เพื่อภารกิจที่ยืดหยุ่นขึ้น จากข้อความที่ตอบกลับก็ยังแสดงให้เห็นว่า นาซีเชื่อในข้อมูลที่ได้รับจากปูโยลอยู่

ภารกิจของปูโยลเรียกได้ว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างยิ่ง บนเว็บไซต์ของ MI5 กล่าวถึง “Agent GARBO” ว่า “การยกบนขึ้นบกที่นอร์มังดีในวันที่ 6 มิถุนายน 1944 คือจุดเริ่มต้นของการปลดปล่อยยุโรปตะวันตกจากการยึดครอง (ของนาซี) ความสำเร็จของ D-Day หน่วยงานความมั่นคง (MI5) ได้มีส่วนช่วยเหลืออย่างสำคัญผ่านสายลับสองหน้า ฆวน ปูโยล ชื่อรหัส GARBO ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นสายลับสองหน้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2”

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง ปูโยลต้องหลบซ่อนตัวจากอดีตสมาชิกนาซีที่อาจตามล้างแค้น มีการปล่อยข่าวว่าเขาประกอบธุรกิจนำเข้าส่งออกที่แองโกลา ก่อนเสียชีวิตลงในปี 1959 ด้วยโรคมาลาเรีย แต่ ไนเจล เวสต์ พยายามสืบหาร่องรอยของเขาจนในปี 1984 ก็ได้พบว่าปูโยลยังมีชีวิตอยู่ในเวเนซุเอลา ประกอบอาชีพเป็นครูสอนภาษาให้กับพนักงานบริษัทน้ำมันแห่งหนึ่ง และขอให้ปูโยลเผยแพร่เรื่องราวที่เขาเก็บเป็นความลับเกือบ 40 ปี 

ความพยายามของเวสต์ทำให้ปูโยลใจอ่อนยอมเผยตัวต่อสาธารณะ เมื่อเขาเดินทางมาถึงอังกฤษยังได้รับเกียรติให้เข้าเฝ้าเจ้าชายฟิลิป ดยุกแห่งเอดินบะระที่ต้องการพบตัวเขาเป็นอย่างมาก และเกียรติประวัติของเขาจึงได้เป็นที่รับรู้ของคนรุ่นหลัง โดย MI5 ให้การยืนยัน (ซึ่งปกติทาง MI5 จะไม่เผยชื่อสายลับขององค์กร แต่กรณีนี้ ปูโยลเป็นผู้เปิดเผยความสัมพันธ์นั้นเอง) 


ผู้เขียนเนื้อหาด้านประวัติศาสตร์ สังคม และต่างประเทศ

Related

พ่อค้า-สื่อ-รัฐบาล อังกฤษ กับเหตุผลที่ใช้ในการสนับสนุนการลักลอบค้าฝิ่นในจีน

หง ซิ่วเฉวียน (อ้างเป็น) น้องพระเยซู ใช้คริสต์ผสมขงจื้อ ต้านราชวงศ์ชิง

ดักลาส แมกอาเธอร์ ผู้เปลี่ยนฐานะเทพเจ้าของจักรพรรดิให้เป็น “คนธรรมดา”

โจน ควิกลีย์ หมอดูทำเนียบขาว ที่ปรึกษาหลังม่านของ เรแกน

ปรีดี พนมยงค์ กับธุรกิจโรงพิมพ์และหนังสือ “นิติสาส์น” สร้างแสงสว่างทางปัญญา

มาดาม ซี.เจ.วอล์คเกอร์ จากทาส สู่ ‘เศรษฐินีผิวสี’ คนแรกของอเมริกา

คิตะซาโตะ ชิบะซาบุโร: บิดาแห่งการแพทย์สมัยใหม่ ผู้เสนอให้คนญี่ปุ่น ‘เลี้ยงแมว’ ป้องกันกาฬโรค

ไทชิ โชโตกุ: เชื้อพระวงศ์เพียงคนเดียวที่ได้อยู่บนธนบัตรญี่ปุ่น