Post on 18/05/2022

Just Lose It – Eminem: เมื่อราชาเพลงป๊อป-ไมเคิล แจ็คสันโดนเอ็มมิเน็ม ‘ดิส’

เรื่องราวการปะทะคารมกันระหว่างคนสองคนหรือมากกว่านับเป็นเรื่องธรรมดาในสังคมมนุษย์ ไม่ว่าจะวงการการบันเทิง วิชาการ การเมือง ศิลปะแขนงต่าง ๆ และที่เราอาจจะเห็นได้บ่อยครั้งในทุกวันนี้อย่าง ‘ดนตรี’ ผ่านการดิส (diss) และล้อเลียนกันไปมาระหว่างกัน

แม้วัฒนธรรมอันเดือดพล่านนี้จะถือกำเนิดขึ้นอย่างชัดเจนและโด่งดังจากดนตรีฮิปฮอปยุค 90s ที่มีการปะทะกันระหว่าง West Coast และ East Coast ที่มีการปะทะกันรุนแรงจากเหล่าแรปเปอร์ในตำนานชื่อดังที่เพียงแค่เอ่ยชื่อ ใครหลายคนก็น่าจะรู้จักขึ้นมาทันที อย่าง ทูพัค (2Pac) หรือ เดอะโนทอเรียสบีไอจี (The Notorious B.I.G.) ซึ่งหากจะกล่าวถึงเรื่องนี้อย่างถึงพริกถึงขิงคงต้องยกเป็นบทความแยกอย่างเจาะลึกกันไปเลย

อย่างไรก็ตาม แม้จะปะทุเดือดในยุคฮิปฮอปโอล์ดสคูล แต่เพลงก็ถูกใช้เป็นสื่อกลางแ-ทนอาวุธในการจะโจมตีเสียดสีกันไปมาตั้งแต่ก่อนหน้านั้นแล้ว ไม่เว้นแม้แต่สองอดีตสมาชิกอย่าง จอห์น เลนน่อน (John Lennon) และ พอล แม็กคาร์ตนีย์ (Paul McCartney) ที่ได้มีการดิสกันไปมาดังเช่นเพลง How Do You Sleep?

แต่เรื่องราวกรณีการดิสกันในคราวนี้ที่จะพาผู้อ่านไปรู้จัก เป็นการล้อเลียนที่สร้างบาดแผลและความแตกร้าวของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งพร้อมกับการตั้งคำถามจากสังคมอีกมากมายว่าขอบเขตเท่าไหนกันถึงเรียกว่าพอ? เส้นบาง ๆ ที่ขวางกันระหว่างเสรีภาพทางการแสดงออกและการดูถูกเหยียดหยามอยู่ที่ไหน? แล้วในฐานะศิลปินการทำเพลงมาดิสกันเป็นเรื่องที่ถือว่าควรทำหรือไม?

เราจะไปสำรวจประเด็นเหล่านี้ผ่านกรณีตัวอย่างที่สร้างข้อถกเถียงมากมายระหว่างสองศิลปินชื่อยักษ์อย่าง ไมเคิล แจ็คสัน (Michael Jackson) และ เอ็มมิเน็ม (Eminem) ผ่านเพลงและมิวสิควิดีโอ ‘Just Lose It’

 

เรื่องฉาวของแจ็คสันและการเสียดสีจากเอ็มมิเน็ม

ในเดือนพฤศจิกายน ปี 2002 หน้าโรงแรมแอดลอน ประเทศเยอรมนี เหล่าแฟนคลับของราชาเพลงป๊อปก็ได้มารวมตัวกันหน้าโรงแรมเพื่อรอคอยการปรากฎตัวเพื่อทักทายแฟน ๆ ของเขา ไมเคิล แจ๊คสันปรากฎตัวที่ระเบียงห้องสูทชั้นที่ห้าด้วยเสื้อเชิ้ตสีแดงพร้อมหน้ากากอนามัย หลังจากโบกมือทักทายแฟน ๆ เสร็จสิ้น ไมเคิลก็อุ้มลูกชายวัยเพียง 9 เดือนของเขาออกมาอวดต่อสาธารณะชนโดยที่มีผ้าสีขาวคลุมหน้าอยู่ แต่เรื่องน่าหวาดเสียวคือท่าทีของไมเคิลที่อุ้มลูกตัวน้อยของเขาออกมาโชว์แล้วหย่อนออกมานอกระเบียง

“ผมจะไม่แก้ตัวกับสิ่งที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้นอารมณ์ความตื่นเต้นมาพาให้ผมต้องทำแบบนั้น ผมไม่เคยมีเจตนาที่จะเอาชีวิตลูกของผมไปอยู่ในจุดเสี่ยงเช่นนั้น”

การกระทำของเขาสร้างเสียงฮือฮาและคำวิจารณ์ออกมาอยากท่วมท้น สื่อหลายสำนักวิจารณ์สิ่งที่ไมเคิลทำอย่างหนัก แม้ว่าไมเคิลจะแก้ตัวว่าเขาอุ้มลูกของเขาไว้แน่นมากแต่อีกหลาย ๆ คนก็มองว่า ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม การนำลูกตัวเองไปอยู่ในสุดเสี่ยงเช่นนั้นนับว่าเป็นการกระทำที่ไม่สมเหตุสมผลและบ้าบิ่นมาก

เดือนมิถุนายน ปีถัดมา ในขณะที่ศิลปินฮิปฮอปดาวรุ่งชื่อดังอย่างเอ็มมิเน็มกำลังตระเวนทัวร์รอบโลกที่มีชื่อว่า ‘Anger Management Tour’ ตั้งแต่ปี 2000 ณ ขณะนั้นเขากำลังทัวร์อยู่ที่สหราชอาณาจักร และในสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกัน แฟนคลับของเอ็มมิเน็มก็มารายล้อมโรงแรมที่เขาพักอาศัยอยู่ ณ ขณะนั้นที่เมืองกลาสโกว์ (Glasgow) ในสก็อตแลนด์ และเขาก็ออกมาทักทายตามปกติ

สิ่งที่ไม่ปกติของการออกมาทักทายครั้งนี้คือเอ็มมิเน็มออกมาพร้อมกับหน้ากากอนามัยและตุ๊กตาเด็กของปลอมและเอาผ้าสีขาวคลุมหัวตุ๊กตาไว้ แล้วเขาก็ยื่นตุ๊กตาออกมานอกระเบียงห้องพักของเขาและโยนเล่นให้ดูหวาดเสียวคล้ายกับการกระทำของราชาเพลงป๊อปในไม่กี่เดือนก่อนหน้าและนี่ถือเป็นการเคลื่อนไหวครั้งแรกที่เอ็มมิเน็มทำเพื่อเสียดสีล้อเลียนไมเคิล แจ็คสัน แต่แล้วไมเคิลก็ไม่ได้ตอบโต้การกระทำที่ล้อเลียนของเอ็มมิเน็มเลยแม้แต่น้อย

แต่ในปลายปีเดียวกัน ไมเคิลก็ถูกออกหมายจับข้อหาล่วงละเมิดและลวนลามทางเพศผู้เยาว์ที่เป็นเรื่องอื้อฉาวตั้งแต่ปี 1993 จนเกิดการสอบสวนมากมาย ณ วิมานยักษ์ใหญ่อย่าง Neverland ของเขาพร้อมทั้งมีครอบครัวเด็กที่เป็นเหยื่อมาฟ้องร้องต่อศาลในการกระทำของไมเคิล แม้แต่พี่สาวของไมเคิลอย่าง ลา โทยา แจ็คสัน (La Toya Jackson) ยังออกมายืนยันว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวนั้นคือเรื่องจริง หนึ่งทศวรรษถัดมาไมเคิลก็ถูกออกหมายจับในข้อหาที่กล่าวไปข้างต้น แต่แล้วไมเคิลก็ได้รับสิทธิ์ประกันตัวเพื่อรอไต่สวนคดีในชั้นศาลต่อไป

ในขณะเดียวกัน เอ็มมิเน็มที่เคยได้โอกาสยั่วโมโหราชาเพลงป๊อปแต่ก็ไม่สำเร็จในตอนต้นปีก็ดูเหมือนจะได้วัตถุดิบชิ้นใหญ่ไปใช้เพื่อก่อร่างสร้างการล้อเลียนอีกครั้ง และก้าวต่อไปของโอกาสในการยุแหย่ไมเคิลผ่านสิ่งที่เขาถนัดอย่าง ‘เพลงแร็ป’ ก็มาถึง แถมยังจะก่อให้เกิดข้อถกเถียงมากมายที่จะตามมาอีกด้วย

 

เพลงเสียดสี เอ็มวีเพื่อล้อเลียน แต่เขาไม่เล่นด้วย

/ And that’s not a stab at Michael
That’s just a metaphor, I’m just psycho /

/ ฉันไม่ได้จะประชดเสียดสีไมเคิลหรอกนะ
ฉันแค่เปรียบเปรยต่างหาก ฉันมันโรคจิต /

ในระหว่างที่เอ็มมิเน็ม กำลังมุ่งหน้าก่อร่างสร้างอัลบั้มชุดที่ห้าของเขาอย่าง Encore เขาก็ได้ปล่อยซิงเกิ้ลอันเดือดดาลที่เสียดสีดาราคนดังมากมายหลายคน ไม่ว่าจะเป็นเอ็มซี แฮมเมอร์ (MC Hammer), มาดอนน่า (Madonna), พีวี เฮอร์แมน (Pee-wee Herman) และแน่นอนไฮไลท์ของเพลงนี้อย่าง ไมเคิล แจ็คสัน ที่ถูกเอ่ยถึงในหลายเรื่องราวทั้งในปัจจุบันและที่เกิดขึ้นในอดีต

/ Guess who’s back with a brand new rap?
And I don’t mean rap as in a new case
Of child molestation accusations /

/ เดาดูสิว่าใครกลับมากับแรปมาดใหม่
แต่ฉันก็ไม่ได้หมายถึงแรป
ในแบบของคดีการล่วงละเมิดทางเพศเด็กหรอกนะ /

/ No worries, papa’s got a brand new bag of toys
What else could I possibly do to make noise?
I done touched on everything but little boys /

/ อย่าห่วงเลย ป๊ะป๋ามีของเล่นชุดใหม่มาเพียบ
มีอะไรบ้างนะที่ฉันสามารถทำเพื่อให้เกิดเสียงได้
ฉันเนี่ยแตะต้องมาทุกอย่างแล้ว ยกเว้นเด็กผู้ชาย /

ไรม์ต่าง ๆ ที่ถูกร้อยเรียงมาในเพลงบ่งชี้ชัดว่าเขากำลังกล่าวถึงกรณีฉาวของไมเคิล ไม่ว่าจะเป็นท่อนที่กล่าวถึง การลวนลามผู้เยาว์ (Child Molestation) หรือท่อนที่เอ่ยในเชิงเสียดสีอย่าง “ฉันแตะต้องทุกอย่างยกเว้นเด็กผู้ชาย” แม้ว่าคนอื่น ๆ ในรายชื่อที่กล่าวมาก็โดนด้วยแต่ปฏิเสธไม่ว่าราชาเพลงป๊อปเป็นรายที่โดนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

แต่เอ็มมิเน็มยกระดับวีรกรรมครั้งนี้ไปอีกขั้นผ่านการทำมิวสิควิดีโอที่ประกาศตนอย่างชัดเจนว่าเจ้าตัวกำลังล้อเลียนและยุแหย่ไมเคิลอยู่ นอกจากจะเปิดฉากเอ็มวีด้วยฉากเต้นไอคอนนิคที่ลอกมาจากเอ็มวีของเพลงในตำนานอย่าง Billie Jean แล้ว เขาก็ยังล้อเลียนการศัลยกรรมของไมเคิลโดยการที่ตัวเขาที่เต้น ๆ อยู่แล้วทำจมูกหล่นจนต้องมางมหา อย่างไรก็ตามสิ่งที่หนักหนาไปกว่านั้นคือการนำอุบัติเหตุของไมเคิล แจ็คสันที่เกิดไฟไหม้ลุกลามทั่วหัวขณะที่ถ่ายทำโฆษณาให้กับเป๊ปซี่ในปี 1984 มาล้อเลียนในเอ็มวีด้วย

จากการล้อเลียนประการต่าง ๆ ที่กล่าวมาข้างต้นมารวมเข้ากับประเด็นฉาวร้อนระอุของไมเคิลที่มีการล่วงละเมิดผู้เยาว์และถูกนำมาเสียดสีในผลงานของเอ็มมิเน็ม จึงทำให้คราวนี้ราชาเพลงป๊อปจึงเลือกที่จะไม่เมินเฉยเหมือนครั้งก่อน ๆ

 

ละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพการแสดงออก?

“ผมรู้สึกว่ามันระรานและโครตจะไม่เคารพกันเลย มันก็มีเส้นบาง ๆ กั้นอยู่นะระหว่างล้อเลียนกับการเหยียดหยาม”

“ผมเคารพและชื่นชมเอ็มมิเน็มในฐานะศิลปินคนหนึ่งนะ แต่ผมช็อคเลยกับสิ่งที่เกิดขึ้น มันไม่เหมาะสมเลยสักนิด ไม่ว่าจะต่อผม ต่อลูกของผม ต่อครอบครัวผม หรือแม้กระทั่งสาธารณชน”

มิวสิควิดีโอของเพลงดังกล่าวสร้างข้อถกเถียงและเสียงฮือฮากับสิ่งที่เกิดขึ้นมากมายไปหมด แม้ไมเคิลจะร้องขอให้สถานีเพลงต่าง ๆ เช่น MTV, VH1, และ BET ให้นำมิวสิควิดีโอเพลงที่อื้อฉาวนี้ออก แต่มีเพียง BET เพียงเจ้าเดียวเท่านั้นที่ทำ ด้วยเหตุนี้ไมเคิลก็ได้ตัดสินใจที่จะวางแผนดำเนินการฟ้องศิลปินฮิปฮอปผู้ก่อเรื่องก่อราวนี้

พร้อม ๆ กันก็มีเหล่าแฟนคลับราชาเพลงป๊อปหลายคนรวมตัวกันเพื่อประท้วงให้สถานีต่าง ๆ ถอดเอ็มวีนี้ออกไป การประท้วงดังกล่าวถึงขั้นออกข่าวและมีข่าวหลายสำนักไปสัมภาษณ์ผู้ออกไปประท้วงมากมาย พร้อมโฟนอินกับไมเคิลเพื่อให้กำลังใจเหล่าคนที่ประท้วง แต่อย่างไรก็ตาม การประท้วงดูจะไม่เป็นผล เหตุเพราะทางฝั่งของเอ็มมิเน็มก็อ้างว่าการมาประท้วงให้ระงับการเผยแพร่ของเอ็มวีของเพลงนับเป็นการละเมิดสิทธิในการแสดงออก

“ผมเป็นศิลปินมาแทบทั้งชีวิต แต่ผมไม่เคยโจมตีให้ร้ายเพื่อนร่วมอาชีพคนอื่นเลยสักครั้ง ผมว่าศิลปินที่ดีเขาไม่ทำแบบนั้นนะ”

ท้ายที่สุดไมเคิล แจ็คสันก็ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับ Fox News ถึงความเห็นต่อประเด็นดังกล่าวด้วยท่าทีที่ไม่ค่อยถือสาอะไรเอ็มมิเน็มเท่าไหร่นัก แต่ตัวเขาเองก็มองว่าในฐานะศิลปินเหมือนกัน ก็ไม่น่าจะต้องมาโจมตีให้ร้ายกันและกัน และเขาก็ไม่อยากให้ใครต้องมาเห็นอะไรแบบนี้ โดยเฉพาะครอบครัวและคนใกล้ตัวของเขา

เหตุการณ์เพลงดิสครั้งนี้ก็ช่วยตั้งคำถามที่น่าสนใจต่อวัฒนธรรมการดิสว่าเท่าไหร่ถึงจะเรียกว่าเหมาะสม? เส้นบาง ๆ ที่ขวางกั้นระหว่างการล้อเลียนตามประสาความบันเทิงกับการให้ร้ายดูถูกเหยียดหยามอยู่ตรงไหน? เสรีภาพในการแสดงออกหมายความว่าเราสามารถสรรค์เพลงให้อ้างอิงถึงใครก็ได้ ในรูปแบบใดก็ได้ เรื่องอะไรก็ได้ใช่หรือไม่? หากจะแสวงหาคำตอบที่ชัดแจ้งจากเหตุการณ์ครั้งนี้คงเป็นไปไม่ได้ แต่คงจะต้องอาศัยวิจารณญานรายบุคคลว่ามองเรื่องนี้กันแบบไหนบ้าง

“จริง ๆ เพลงนี้มันก็ไม่ได้ทำผมก็ไม่เจ็บแสบอะไรจากมันมากหรอก ผมว่ามันไร้สาระและโคตรจะเด็กน้อยเลย”

“แต่ผมก็หวังว่าเขาสนุกสนานกับสิ่งที่เขาอยากจะทำแล้วกัน”- ไมเคิล แจ็คสัน

ภาพ: จากปกซิงเกิ้ล Just Lose It
Kevork Djansezian-Pool / Getty Images
Eminem – Just Lose It (Official Music Video)

อ้างอิง:
https://www.koimoi.com/…/when-michael-jackson-dangled…/
https://www.history.com/…/an-arrest-warrant-is-issued…
https://www.npr.org/…/michael-jackson-a-quarter-century…
https://www.theguardian.com/…/14/usa.michaeljacksontrial
https://www.youtube.com/watch?v=Iro4QiCwyUA
https://www.smh.com.au/…/wonder-blasts-eminem-20041206…


Content Creator

An economics graduate who fell in love with weird films, intriguing past, and 70s songs.

Related

ก้องกาน – กันตภณ เมธีกุล: ศิลปินผู้เปลี่ยน ‘รู’ ให้กลายเป็น ‘ประตูสู่โลกที่ต้องการ’

The Beatles: เดอะค่ำคืนที่สี่เต่าทองลองเสพกัญชา (ของบ็อบ ดีแลน) เป็นครั้งแรก

Dr. Strange กับบทบาทสำคัญในการโยงใยมัลติเวิร์สแห่งจักรวาล Marvel 

แอนดรูว์ การ์ฟิลด์: ไอ้แมงมุมยอดชายนาย Amazing

Mariah Carey – All I Want for Christmas Is You: เพลงคริสต์มาสและปรากฏการณ์หนึ่งในห้าพันล้านปี

ฉากตัดสัมพันธ์เหนือร่างมังกรหลับแห่งเมืองจีน และงานศิลปะว่าด้วยความรักแสนขม ความทรงจำแสนหวาน ระหว่าง ‘มารินา อบราโมวิช’ กับ ‘อูไลย์’

เทย์เลอร์ สวิฟต์: การเอาชนะบนโลกดนตรีที่เต็มไปด้วยอคติทางเพศ

หน้าปีศาจ – The Exorcist: ใบหน้าที่ปรากฎมาชั่วพริบตาแต่หลอกหลอนผู้ชมผ่านจินตนาการและความกลัว