Post on 03/05/2019

คีอานู รีฟส์ ในจอฆ่าไม่เลือก นอกจอเดินตามพระพุทธเจ้า

กังฟู, จูโด, วูซู, ยิวยิตสู, คราฟ มากา, คาราเต้, มวย, ปืนพก, ไรเฟิล และอีกสารพัดปืน ไม่เคยเกินศักยภาพของ คีอานู รีฟส์ ดารายอดนักบู๊ชาวแคนาดาในภาพยนตร์แอ็กชันที่ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามใน Point Break (1991), Speed (1994), The Matrix (1999) และที่ไม่พลาดคือแฟรนไชส์ John Wick แน่นอนว่าความสามารถด้านการต่อสู้ของ คีอานู รีฟส์ ไม่เป็นสองรองใคร และอาจเป็นอีกหนึ่งเหตุผลให้หลายคนติดภาพเขาเป็นชายเลือดร้อน

แต่ในความจริงแล้ว เขาคือชายที่น้อมนำคำสอนของพระพุทธเจ้ามาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต

ก่อนจะมาเป็น คีอานู รีฟส์ พระเอกยอดนักฆ่าอย่างทุกวันนี้ เขาได้ผ่านการแสดงมาหลากหลายรูปแบบ โดยมีผลงานการแสดงชิ้นแรกในวัย 9 ปี ด้วยการเป็นคอรัสในมิวสิเคิลคอเมดี Damn Yankee เขาเคยให้สัมภาษณ์ว่า ความหลงใหลในการแสดงของเขาอาจเริ่มมาจากการใช้การแสดงเพื่อทำเป็นเข้าใจกับสิ่งที่เรียนในโรงเรียน ในขณะที่ความจริงนั้นเขาเป็นโรคดิสเล็กเซีย (Dyslexia) ซึ่งเป็นโรคของความบกพร่องในการอ่านที่ทำให้เขารู้สึกแปลกแยกจากเพื่อน

คีอานู รีฟส์ ไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองเหมาะกับการเรียนในโรงเรียน ตอนอยู่มัธยมฯ ปลาย เขาย้ายโรงเรียนถึง 4 รอบ และถึงแม้เขาจะผ่านการออดิชันเข้า Performing Art High School หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็ถูกไล่ออก

การออกจากโรงเรียนเป็นจุดเริ่มต้นของการตัดสินใจเป็นนักแสดงอย่างเต็มตัว เขาเริ่มหาคลาสเรียนการแสดงและเข้าร่วมกิจกรรมของโรงละครของชุมชน อีกทั้งแสวงหาบทบาทของตัวละครที่ซับซ้อนมากขึ้น จนเตะตาผู้กำกับละครเวที Romeo and Juliet ผู้กำกับกล่าวถึงเขาว่า “รีฟส์บอกผมว่าเขาจำเป็นต้องเป็น Mercutio ไม่ใช่เขาอยากเป็นหรือต้องการจะเป็น แต่เขาจำเป็นต้องเป็น”

หลังจากใช้เวลาช่วงต้นในการแสดงละครเวที คีอานู รีฟส์ เริ่มเข้าสู่วงการในแคนาดาด้วยซีรีส์ Hangin’ In และภาพยนตร์ดรามา Young Blood (1989) ก่อนจะย้ายมาที่ประเทศสหรัฐอเมริกา และประสบความสำเร็จจนเริ่มเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางกับบทบาท “เท็ด” ในภาพยนตร์คอเมดี Bill and Ted’s Excellent Adventure (1989)

อเล็ก วินเทอร์ และ คีอานู รีฟส์ จาก Bill and Ted’s Excellent Adventure (1989)

แต่ภาพยนตร์เรื่องสำคัญที่เริ่มเปลี่ยนแปลงวีถีชีวิตของ คีอานู รีฟส์ คือบทเจ้าชายสิทธัตถะในเรื่อง Little Buddha (1993) ที่ว่าด้วยการตามหาพระพุทธเจ้าที่กลับชาติมาเกิดของพระทิเบตคนหนึ่ง ในตอนแรกเขายังไม่ค่อยเข้าใจกับแนวคิดเกี่ยวกับศาสนามากนัก โดยเฉพาะเมื่อเขาเป็นเอทิสต์ (atheist) หรือบุคคลที่ไม่เชื่อในพระเจ้า หรือที่คนไทยเข้าใจกันง่าย ๆ ว่า บุคคลที่ไม่มีศาสนา คีอานู รีฟส์ ในวัย 23 ปี เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า

“ผมว่าผมเชื่อในพระเจ้านะ ไม่สิ ผมไม่เชื่อในพระเจ้า ไม่รู้เหมือนกัน เรื่องพวกนี้ยังเป็นเรื่องที่ผมสับสนอยู่”

หลังจากที่เขาเดินทางไปที่ประเทศเนปาลเพื่อถ่ายทำ Little Buddha เขาได้เรียนรู้คำสอนและบทเรียนชีวิตหลายอย่าง และได้ตัดสินใจบวชเป็นเวลา 3 เดือนในเวลาต่อมาที่วัดในประเทศจีน นอกจากนี้เขายังเป็นผู้ดำเนินรายการ Discovering Buddhism สารคดีเกี่ยวกับพุทธศาสนา ที่เล่าเรื่องราวพุทธศาสนาในทิเบตที่มีอิทธิพลมาจากคำสอนของ ดาไล ลามะ อีกด้วย

“ในระหว่างการถ่ายทำ Little Buddha กับผู้กำกับ (แบร์นาโด) แบร์โตลุชชี ผมใช้เวลาที่พักจากงานไปพูดคุยกับชาวพุทธในเมืองกาฐมาณฑุ และปะฏันในเนปาล ผมเรียนรู้การนั่งสมาธิที่นั่น และยังได้ค้นพบมุมมองของความทุกข์ มุมมองในเรื่องของตัวตน… ประสบการณ์จากการนั่งสมาธิเปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิตของผมด้วยการเปลี่ยนมุมมองที่ผมมีต่อตัวเองและคนอื่น”

เขาใช้ชีวิตอย่างไม่ยึดติดกับสิ่งรอบกายภายนอกและมักเป็นผู้ปิดทองหลังพระ ด้วยการเป็นผู้ดูแลมูลนิธิเพื่อช่วยเหลือการวิจัยโรคมะเร็งและโรงพยาบาลเด็กหลายแห่งโดยไม่ได้ประกาศให้สื่อรับรู้

“ผมไม่ชอบใช้ชื่อผมไปโยงกับมูลนิธิ ผมแค่ให้มูลนิธิทำในสิ่งที่มันควรจะทำ”

ปีให้หลังจาก Little Buddha เขาได้เหยียบเข้าสู่การเป็นนักแสดงภาพยนตร์แอ็กชันอย่างเต็มตัว และคว้ารางวัล Best On-Screen Duo จาก MTV award ร่วมกับ ซานดรา บุลล็อก ด้วยภาพยนตร์เรื่อง Speed ที่มีรายได้จากบ็อกซ์ออฟฟิศถึง 350 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ความสำเร็จนี้ทำให้ 20th Century Fox ยื่นข้อเสนอกับบทบาทในภาพยนตร์ภาคต่อ Speed 2 ให้กับเขา แต่ คีอานู รีฟส์ กลับปฏิเสธค่าตอบแทนกว่า 10 ล้านดอลลาร์ฯ เพียงเพราะเขาไม่ชอบเรื่องราวในภาคนี้

“เงินไม่ได้มีความหมายอะไรเลยสำหรับผม ถึงผมจะหาเงินได้เยอะ ผมก็ยังอยากที่จะมีความสุขกับชีวิต”

การปฏิเสธเรื่อง Speed 2 ทำให้เขาถูกแบนจาก 20th Century Fox เป็นเวลา 11 ปี และหันมาร่วมงานกับ Warner Bros. ในซีรีส์ The Matrix ที่เปิดตัวด้วยการคว้ารางวัลออสการ์ไปถึง 4 สาขาด้วยกัน

หลังจากห่างหายไปจากภาพยนตร์แอ็กชันจอยักษ์ไปกว่า 20 ปี ตอนนี้เขาได้กลับมาพร้อมกับบทบาทของ John Wick นักฆ่าระดับตำนานที่กลับเข้าสู่วงการเพื่อล้างแค้นชายที่ฆ่าสุนัขของเขา และเพื่อสวมบทบาทนี้ให้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ คีอานู รีฟส์ต้องฝึกฝนร่างกายอย่างหนักกับผู้เชี่ยวชาญหลายต่อหลายสำนักเป็นเวลา 5 วันต่อสัปดาห์ วันละ 8 ชั่วโมง

“ผมต้องเรียนรู้เทคนิค ทั้งยิวยิตสู จูโด พวกพื้นฐานต่าง ๆ เพราะผมไม่รู้อะไรเลย”

ทีมงานยังกล่าวอีกว่า เขาเป็นนักแสดงที่มีความทุ่มเทให้กับบทเป็นอย่างมาก เขามักจะเป็นคนแรกที่มาซ้อมและคนสุดท้ายที่กลับบ้าน และความพยายามของเขาก็ส่งผลให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับรางวัล Best Action Movie จาก IGN Summer Movie Award

ไม่เพียงเท่านั้น ปี 2019 ที่ John Wick: Chapter 3 – Parabellum ออกฉาย เขามั่นใจว่า ฉากแอ็กชันจะยิ่งเข้มข้นกว่าเดิม เพราะเขาได้ใช้เวลา 4 เดือนเพื่อฝึกฝนอย่างหนักก่อนการถ่ายทำ “มันมีฉากแอ็กชันหลายแบบมากจริง ๆ มันไม่ใช่แค่ศิลปะป้องกันตัวรูปแบบใหม่หรือเทคนิคการใช้ปืนแบบใหม่ ๆ แต่มันยังมีมอเตอร์ไซค์ ม้า แล้วก็หมาอีก การฝึกครั้งนี้เลยเป็นเรื่องที่หนักหน่วงมาก”

นอกจากสมรรถภาพทางร่างกายที่เต็มเปี่ยมแล้ว เขายังมีชั้นเชิงขั้นสูงในการต่อสู้กับหน่วยซีล และ CIA (Central Intelligence Agency) เพื่อให้เหมือนจริงที่สุด โดยรูปแบบการฝึกมีทั้ง Room Entry แบบ Fatal Funnel หรือการเข้าไปในบริเวณที่มีพื้นที่แคบและยากในการหลบศัตรูที่ดักรออยู่ ความลื่นไหลในการเปลี่ยนและเก็บอาวุธ (Weapon Flows) เช่น การลดปืนลงเมื่อเดินผ่านประตูเพื่อลดโอกาสที่ศัตรูจะเห็นเขา รวมไปถึงรายละเอียดเล็ก ๆ อีกมากมายเพื่อความสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ

ความพยายามของเด็กหนุ่มจิตใจดีคนหนึ่งที่มีความทุ่มเทไม่หมดสิ้นให้กับสิ่งที่เขารัก ทำให้เขาประสบความสำเร็จและเป็นที่จดจำในนาม คีอานู รีฟส์ ผู้สร้างตำนาน “โคตรนักฆ่าหน้าหล่อ” ใน John Wick

อ้างอิง

 

เรื่อง: จิดาภา กนกศิริมา (The People Junior)


The People Junior

เด็กฝึกงานผู้มีใจรักในการสร้างสรรค์คอนเทนต์