Post on 07/12/2018

ขุนส่า จากลูกทหารจีนไร้การศึกษาสู่ราชาแห่งสามเหลี่ยมทองคำ

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จีนยังมีสงครามภายในต่อไป ฝ่ายก๊กมินตั๋งจากยูนนานต้องถอยร่นมาตั้งหลักในแถบรัฐฉานหวังที่จะใช้เป็นฐานเพื่อโจมตีฝ่ายคอมมิวนิสต์ สร้างความไม่สบายใจให้กับฝ่ายพม่าที่กลัวว่าสถานการณ์นี้จะกลายเป็นข้ออ้างของจีนในการรุกรานเข้ามาในพรมแดนของตน

ณ ช่วงเวลานั้น จาง ซีฟู (Chang Chi-fu) หรือ “ขุนส่า” (เกิด 17 กุมภาพันธ์ 1934) ลูกของทหารก๊กมินตั๋งกับสาวไทใหญ่ในรัฐฉานกำลังอยู่ในช่วงเติบโตสร้างฐานอำนาจ ตัวเขาเองไม่มีโอกาสได้เล่าเรียนในโรงเรียนตามระบบ แต่ได้การฝึกรบเมื่อเขาตัดสินใจเดินตามรอยพ่อบังเกิดเกล้าด้วยการไปเป็นนักรบให้กับกองทัพก๊กมินตั๋ง

ตอนนั้นกองทัพก๊กมินตั๋งในพม่า (กองพล 93) ได้รับการอุดหนุนจากทั้งไทย ไต้หวันและสหรัฐฯ เพื่อเป็นกันชนให้กับรัฐคอมมิวนิสต์ (แม้จะละเมิดอธิปไตยของพม่า) แต่เป้าหมายของกองพล 93 ที่ตั้งใจจะรวมกำลังเข้าตีจีนแผ่นดินใหญ่ต้องเปลี่ยนไปเมื่อความพยายามครั้งใหญ่ประสบความล้มเหลวจนเสียกำลังไปมาก จึงหันมาเน้นการตั้งมั่นอย่างถาวรในพื้นที่ของรัฐฉานเพื่อรวบรวมการข่าวให้สปอนเซอร์ และการค้าฝิ่นก็กลายมาเป็นรายได้สำคัญของกองทัพภายใต้การสนับสนุนของซีไอเอ (เช่นเดียวกับในอัฟกานิสถาน) ยิ่งจีนคอมมิวนิสต์ทลายฐานผลิตฝิ่นในยูนนานก็ทำให้กองพล 93 กลายเป็นผู้ผูกขาดการค้าฝิ่นในย่านนี้ไปโดยปริยาย

และเมื่อกองทัพก๊กมินตั๋งต้องถอนตัวออกจากพม่าเนื่องจากแรงกดดันจากนานาชาติหลังปี 1961 ซึ่งเป็นรอบสุดท้ายที่ไต้หวันได้มาช่วยเคลื่อนย้ายกำลังออกไป ก็เปิดช่องว่างให้ขุนศึกท้องถิ่นร่วมถึงทหารก๊กมินตั๋งที่ยังหลงเหลืออยู่ได้เติมช่องว่างในธุรกิจนอกกฎหมาย

และหนึ่งในนั้นก็คือ “จาง ซีฟู”

ในปี 1962 เน วินผู้นำทหารพม่าได้ทำรัฐประหารอ้างเพื่อรักษาความเป็นปึกแผ่นของสหภาพ จากนั้นก็มีนโยบายให้การสนับสนุนกองกำลังติดอาวุธที่ภักดีด้วยการให้สิทธิทำการค้าข้ามพรมแดน การใช้ถนนหนทางที่ควบคุมโดยภาครัฐ พร้อมสิทธิคุ้มกันทางกฎหมายในการค้ายาเสพติดแลกกับการคอยก่อกวนกลุ่มแบ่งแยกดินแดน ซึ่งจางก็ได้หันมาเป็นหนึ่งในหัวหน้าหน่วยกองกำลัง KKY (Ka Kwa Ye) ที่กองทัพพม่าหนุนหลัง

ห้าปีต่อมา จางพยายามขยายอิทธิพลในการค้ายาจนไปล้ำเส้นเจ้าเก่ารายใหญ่อย่างกองทัพก๊กมินตั๋งที่ยังเหลืออยู่ (และเขาเองก็เคยเป็นส่วนหนึ่ง) ด้วยการปฏิเสธที่จะจ่ายค่าผ่านทางในการขนฝิ่นข้ามชายแดนไปยังประเทศลาวนำไปสู่การปะทะอย่างรุนแรง แถมยังถูกดัดหลังจากกองกำลังฝ่ายลาวนำโดยนายพลอ้วน รัตติกอนที่ซุ่มลอบทำร้าย ทำให้เขาต้องสูญเสียอย่างหนักทั้งคนและฝิ่น ความสัมพันธ์ที่ย่ำแย่ลงกับรัฐบาลทหารพม่ายังซ้ำเติมทำให้เขาถูกจับตัวไปคุมขังในย่างกุ้งนานห้าปีตั้งแต่ปี 1969 ถึง 1974  

หลังออกจากคุกได้ จางกลับมาซ่องสุมกำลังเพื่อค้ายาเสพติดอีกครั้งที่บ้านหินแตกบริเวณเทือกเขาชายแดนใกล้กับเชียงราย ตั้งชื่อกองกำลังของตัวเองว่า Shan United Army อ้างอุดมการณ์เพื่อปลดปล่อยรัฐฉานเป็นอิสระ แม้ว่าก่อนหน้านั้นเขาจะเข้ากับฝ่ายพม่าเพื่อต่อต้านการแยกตัวของชาวไทใหญ่ก็ตาม

ในช่วงเวลานี้เองที่เขาหันมาเรียกตัวเองว่า “ขุนส่า” ซึ่งแปลว่า “เจ้าผู้รุ่งเรือง” (Prince Prosperous)

กลับมาคราวนี้ ขุนส่าสามารถจัดการกับกลุ่มอิทธิพลฝ่ายลาวที่เคยลอบทำร้ายขบวนขนยาของเขาได้สำเร็จ และแม้จะต้องปะทะกับกองทัพไทยหลายครั้ง แต่เขาก็ยังรวบรวมกำลังพลได้นับหมื่นสามารถควบคุมพื้นที่บริเวณชายแดนไทยพม่าได้เกือบทั้งหมด ก่อนขยายอิทธิพลเข้าไปในพื้นที่ส่วนใหญ่ของรัฐฉาน

ในช่วงทศวรรษที่ 1980 เป็นเวลาที่ขุนส่ารุ่งเรืองที่สุดสำนักงานปราบปรามยาเสพติดของสหรัฐฯ ประเมินว่ากว่า 45 เปอร์เซนต์ของเฮโรอีในตลาดโลกมีต้นกำเนิดมาจากสามเหลี่ยมทองคำ และการที่ขุนส่าสามารถควบคุมการค้าเฮโรอีนกว่า 70 เปอร์เซนต์ในพื้นที่ ทำให้เขามีเงินมากพอที่จะเลี้ยงดูกองทัพกว่า 20,000 นาย พร้อมด้วยอาวุธที่ดีเสียยิ่งกว่าอาวุธของกองทัพพม่า

ด้วยความมั่นใจในตัวเองอย่างเต็มเปี่ยมเขาเคยให้สัมภาษณ์กับแมกกาซีน Bangkok World (ซึ่งปิดตัวไปแล้ว) โดยเรียกตัวเองว่า “ราชาแห่งสามเหลี่ยมทองคำ” (พื้นที่ติดพรมแดนสามประเทศคือ พม่า ลาว และไทย)

ขุนส่ามักจะอ้างว่า สิ่งสำคัญอันดับหนึ่งสำหรับเขาก็คือประชาชนชาวฉาน (แต่รายงานของ The Economist อ้างว่าในสายตาของชาวฉาน [นอกเหนือไปจากคนที่ชื่นชมแล้ว] ขุนส่าก็ไม่ต่างไปจากขุนศึกค้ายารายอื่นๆ และยังสงสัยในความเป็นฉานของเขาเนื่องจากการที่เขามีพ่อเป็นคนจีน) โดยขุนส่าได้ให้เหตุผลถึงการที่เขาต้องค้ายาว่า เขาจำเป็นต้องทำเพื่อหาเงินไปซื้อเครื่องยังชีพทั้งเสื้อผ้าอาหารมามอบให้กับชาวบ้านเท่านั้น

เขาได้ยื่นข้อเสนอกับทางสหรัฐฯ ว่า ถ้าอยากให้เขาเลิกค้ายาก็เอาเงินมาแลกกับธุรกิจค้ายาของเขาซะสิ เขาจะได้มีเงินไปดูแลชาวบ้าน แต่สหรัฐฯ ปฏิเสธก่อนตอบโต้ด้วยการตั้งค่าหัวเขาไว้ที่ 2 ล้านดอลลาร์ในข้อหาลักลอบนำเข้ายาเสพติด ทำให้เขามีชื่อเสียงโด่งดังยิ่งขึ้นไปอีก

ถึงทศวรรษที่ 90 โลกกดดันกองกำลังของขุนส่า (ซึ่งเปลี่ยนชื่อเป็นกองทัพเมิงไต) มากยิ่งขึ้น กองทัพว้าแดง (กองกำลังที่แตกตัวมาจากอดีตพรรคคอมมิวนิสต์พม่า) ที่หันมาจับมือกับกองทัพพม่าได้ร่วมกันกดดันกองกำลังของขุนส่าอย่างหนัก การแทรกซึมของสำนักงานปราบปรามยาเสพติดของสหรัฐฯ เข้าไปในเครือข่ายขนยาเสพติดของขุนส่าทำให้รายได้ของขุนส่าลดลงไปมาก เมื่อรัฐบาลไทยให้ความร่วมมือกับพม่าด้วยการปิดชายแดนตัดเส้นทางลำเลียงเสบียงของขุนส่าก็ยิ่งทำให้ขวัญกำลังใจของกองทัพเมิงไตระส่ำนำไปสู่ความแตกแยกภายใน

ปี 1996 ขุนส่าจึงตัดสินใจยอมจำนนแลกกับการคุ้มครองจากรัฐบาลพม่าจากการดำเนินคดีทั้งในและนอกประเทศ เขาเกษียณจากชีวิตพ่อค้ายามาเป็นนักลงทุนในหลายด้านทั้งอสังหาริมทรัพย์ และการทำเหมืองหยกเหมืองพลอย ใช้ชีวิตกับภรรยาสาวชาวฉานสี่คนอย่างสงบสุขในคฤหาสถ์ในย่างกุ้ง ก่อนจากโลกนี้ไปในวันที่ 26 ตุลาคม 2007 ในวัย 73 ปี

ทั้งนี้ นักประวัติศาสตร์บางรายให้เครดิตกับขุนส่าเป็นอย่างสูง เช่น อัลเฟรด แมคคอย (Alfred McCoy) ซึ่งบรรยายว่าขุนส่าคือ “ขุนศึกฉานรายเดียวที่มีองค์กรที่เชี่ยวชาญด้านการขนของผิดกฎหมายอย่างแท้จริง สามารถขนย้ายฝิ่นได้เป็นปริมาณมาก” และถือเป็น “ขุนศึกสามเหลี่ยมทองคำรายแรกที่สมควรได้รับฉายา ‘kingpin’ (ราชามาเฟีย) “

แต่ เบอร์ทิล ลินต์เนอร์ (Bertil Lintner) ผู้เชี่ยวชาญด้านพม่าอีกรายบอกว่า จากที่เขาได้เคยพูดคุยกับขุนส่า เขาเชื่อว่าขุนส่าเป็นแค่คนบ้านนอกไม่รู้หนังสือเท่านั้น ไม่น่าจะเป็นหัวหน้าหรือมันสมองที่จะบริหารองค์กรยาเสพติดขนาดยักษ์ได้ น่าจะเป็นแค่หุ่นเชิดให้กับสมาชิกเชื้อสายจีนที่มีอิทธิพลสูงในองค์กรมากกว่า




ผู้เขียนเนื้อหาด้านประวัติศาสตร์ และต่างประเทศ

Related

จักรพรรดิไทโช จักรพรรดิยุคประชาธิปไตยเบ่งบาน ผู้ป่วยด้วยโรคซึมเศร้า

อี. จี. ซี. แบรนต์ ต่อต้านฟาสซิสต์ แต่เสนอชื่อฮิตเลอร์รับรางวัลโนเบลสันติภาพ

นักลงทุนจากบัลติมอร์ ผู้สร้าง ผีถ้วยแก้ว บอร์ดเกมของเล่นมีสิทธิบัตร 

อัลคอวาริซมีย์ นักคณิตมุสลิม ผู้เป็นที่มาของ “อัลกอริทึม”

ศาลอังกฤษ ต้นแบบคดี “หมิ่นศาล” เลิกถือสากับคำวิจารณ์ของสาธารณะ

สมิงสยาม ขุนนางชาวอยุธยาผู้กินเมืองในอาณาจักรยะไข่โบราณ และเรื่องราวชาวอยุธยาในงานเขียนของยะไข่

เอลี โคห์เอน สายลับมอสสาดที่เกือบได้เป็น รมช.กลาโหมซีเรีย

พโยม จุลานนท์ ลุงคำตัน เขยกบฏ พ่อนายกฯ จากรัฐประหาร