Post on 01/10/2019

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ แผนสละราชสมบัติ สกัดพระเจ้าปราสาททองโมเดล

การเปลี่ยนรัชกาลในระบอบกษัตริย์นั้นเป็นช่วงที่เปราะบางและอาจก่อให้เกิดการแก่งแย่งอำนาจกันทั้งในหมู่ราชวงศ์และขุนนาง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เองก็ทรงมีประสบการณ์ตรงจากการเปลี่ยนแผ่นดิน เมื่อ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ผู้เป็นพระราชบิดาสวรรคต พระองค์ซึ่งเป็นเจ้าฟ้าองค์ใหญ่ ในรัชกาลที่ 2 กับสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี ถือว่าทรงมีศักดิ์สูงสุด แต่ก็ไม่อาจได้ครองราชย์ต่อจากพระราชบิดา

เมื่อที่ประชุมขุนนางพากันยกให้ พระเจ้าลูกเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ พระราชโอรสองค์ใหญ่ ในรัชกาลที่ 2 กับพระสนมเอกขึ้นเป็นกษัตริย์ (พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3) ครั้นเมื่อพระองค์ (รัชกาลที่ 4) ทรงขึ้นครองราชย์ต่อจากพระเชษฐาก็มีพระชนมายุ 47 พรรษาแล้ว และด้วยทรงผนวชมาตลอดรัชกาลที่ 3 แม้จะทรงมีพระราชโอรสอยู่สองพระองค์ก่อนที่จะทรงผนวช แต่ทั้งสองพระองค์ก็สิ้นพระชนม์เสียก่อนพระราชบิดา 

พระราชโอรสที่จะสืบราชสมบัติต่อจากพระองค์จึงมีแต่พระราชโอรสที่ประสูติเมื่อทรงขึ้นครองราชย์แล้ว ซึ่งล้วนแล้วแต่ยังทรงพระเยาว์ ในปลายรัชกาลพระองค์จึงทรงเป็นกังวลถึงเรื่องนี้มาก จนเกรงว่าหากพระองค์สวรรคตไปแล้ว จะเกิดการรัฐประหารโดยขุนนางที่เข้มแข็ง ดังเช่นกรณีของออกญากลาโหมที่เป็นขุนนางใหญ่ในสมัยพระเจ้าทรงธรรมของกรุงศรีอยุธยาหรือไม่?  

เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อคราวที่พระเจ้าทรงธรรมสวรรคตนั้น พระองค์มีพระราชโอรสอยู่สามพระองค์ตามลำดับ คือ พระเชษฐาธิราช พระพันปีศรีสิน และ พระอาทิตยวงศ์ บรรดาขุนนางปรึกษากันแล้วได้อัญเชิญพระเชษฐาธิราชในฐานะพระโอรสองค์โตขึ้นครองราชย์ต่อ ฝ่ายพระพันปีศรีสินไม่ได้ราชสมบัติจึงรวบรวมไพร่พลแล้วหนีไปยังเมืองเพชร พระเชษฐาธิราชให้แต่งทัพตามไปจนจับตัวได้ จึงมี “พระกรุณา” (ตามศัพท์ที่ใช้ในพระราชพงศาวดาร) ให้ประหารพระราชอนุชาเสีย ณ วัดโคกพระยาพร้อมกับชาวเมืองเพชรที่เป็นใจติดตามพระราชอนุชา

ต่อมาไม่นาน มารดาออกญากลาโหมเสียชีวิตลง ออกญาฯ ก็จัดการศพตามประเพณีปรากฏว่า ขุนนางน้อยใหญ่พากันมาคารวะศพมารดาออกญาฯ อย่างไม่ขาดสาย ข่าวไปถึงพระเชษฐาธิราช ประกอบกับมีขุนนางปล่อย “เฟก นิวส์” ว่า ออกญาฯ เห็นท่าจะคิดการใหญ่เสียกระมัง พระเชษฐาธิราชทรงเชื่อจึงมีรับสั่งให้เตรียมกำลังทหารประจำการในพระราชวัง แล้วให้ไปเชิญออกญากลาโหมมาเข้าเฝ้า

ฝ่ายออกญากลาโหมก็น้อยใจนักว่า ทำดีถวายพระราชบัลลังก์ให้กลับไม่เห็นคุณและว่า “เจ้าแผ่นดินว่าเราเป็นกบฏแล้วเราจะทำตามรับสั่ง” ก่อนถามเหล่าขุนนางว่าเห็นเป็นการใด เหล่าขุนนางตอบรับว่า “ถ้าท้าวพระกรุณาจะทำการใหญ่จริง ข้าพเจ้าทั้งปวงจะเอาชีวิตสนองพระคุณตายก่อน” 

ออกญากลาโหมจึงกระทำการเป็นกบฏขึ้นมาจริง ๆ จับพระเชษฐาธิราชไปสำเร็จโทษ แล้วยกพระอาทิตยวงศ์ขึ้นครองราชย์สืบต่อ แต่ขณะนั้นพระอาทิตยวงศ์มีพระชนมายุได้เพียง 9 พรรษาเท่านั้น ครองราชย์ได้เพียง 6 เดือน เหล่าขุนนางก็เห็นว่า กษัตริย์มิได้มีความสามารถจะปกครองบ้านเมืองได้จริง จึงปรึกษากันแล้วยกบัลลังก์ให้ออกญากลาโหม ออกญากลาโหมเห็นมุขมนตรีอ้อนวอนดังนั้นจึงรับแล้วปราบดาภิเษกขึ้นเป็น “พระเจ้าปราสาททอง”

จากบทเรียนในประวัติศาสตร์นี้ ทำให้รัชกาลที่ 4 ทรงเป็นกังวลไม่น้อยว่า หากรัชทายาทของพระองค์ขึ้นครองราชย์ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์จะเกิดเหตุการณ์ไม่ดีเหมือนในอดีตหรือไม่? จนทรงคิดแผนการรับมือเอาไว้ โดยแผนหนึ่งก็คือ พระองค์จะทรงสละราชสมบัติเพื่อให้พระราชโอรสได้ขึ้นครองราชย์ในขณะที่พระองค์ยังมีพระพลานามัยแข็งแรงจะได้ช่วยว่าราชการได้ 

สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พระราชโอรสพระองค์หนึ่งของรัชกาลที่ 4 ทรงเล่า (ตาม พระนิพนธ์ ความทรงจำ) ว่า เมื่อพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว “The Second King” สวรรคตลง ก็มิได้มีการตั้งวังหน้าขึ้นใหม่ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์จึงขึ้นสู่สถานะรัชทายาทตามราชประเพณีในฐานะพระราชโอรสองค์ใหญ่ แต่ตอนนั้นพระองค์มีพระชนมายุได้เพียง 13 พรรษา ทำให้รัชกาลที่ 4 ทรงวิตก

“ด้วยพระองค์ทรงพระชราพระชันษากว่า 60 ปีแล้ว ถ้าหากเสด็จสวรรคตไปโดยด่วน สมเด็จพระราชโอรสจะต้องเป็นพระเจ้าแผ่นดินในเวลายังทรงพระเยาว์เห็นว่าจะเป็นการเสี่ยงภัยใหญ่หลวง ด้วยตัวอย่างที่เคยมีในเรื่องพงศาวดาร พระเจ้าแผ่นดินซึ่งเสวยราชย์แต่ยังทรงพระเยาว์เป็นอันตรายด้วยถูกชิงราชสมบัติทุกพระองค์ไม่มีพระองค์ใดที่จะอยู่ได้ยั่งยืนสักพระองค์เดียว จึงทรงยับยั้งไม่ประกาศสถาปนาสมเด็จพระราชโอรสเป็นที่รัชทายาท

“ตั้งพระราชหฤทัยว่า เมื่อสมเด็จพระราชโอรสเจริญพระชันษาครบ 20 ปี (ในปีระกา พ.ศ. 2416) ได้ทรงผนวชเป็นพระภิกษุตามประเพณีแล้ว จะมอบเวนราชสมบัติพระราชทาน ส่วนพระองค์เองจะเสด็จออกเป็น ‘พระเจ้าหลวง’ เป็นที่ปรึกษา ประคับประคองสมเด็จราชโอรสไปจนตลอดพระชนมายุของพระองค์ ด้วยเหตุนั้นจึงโปรดฯ ให้สร้างวังสราญรมย์เพื่อเป็นที่ประทับเมื่อเสด็จออกจากราชสมบัติ และเอาเป็นพระราชภาระทรงฝึกสอนราชศาสตร์แก่สมเด็จพระราชโอรสเองอย่างกวดขันตั้งแต่ปีฉลูมา” สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงฯ ทรงกล่าว

นอกจากนี้ พระองค์ก็ทรงคิดเผื่อไว้ด้วยว่า หากพระองค์ไม่อยู่ในฐานะที่จะทำหน้าที่นั้นได้ก็จะต้องมีผู้อื่นขึ้นเป็นผู้สำเร็จราชการแทน ซึ่งในขณะนั้นก็มีแต่เพียงเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ในสมัยรัชกาลที่ 5) คนเดียว จึงตรัสปรึกษากับเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ ฝ่ายเจ้าพระยาฯ เห็นว่า ถ้าตัวเองต้องเป็นผู้สำเร็จราชการก็ตกอยู่ในที่นั่งลำบากไม่น้อย เพราะอาจถูกคนสงสัยว่าจะทำการชิงบรรลังก์อย่างพระเจ้าปราสาททองหรือไม่? 

ด้วยคำตอบเชิงรับเชิงสู้เช่นนี้ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงฯ ทรงกล่าวว่า รัชกาลที่ 4 ทรงหยั่งทราบความคิดของเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ว่าคงประสงค์จะให้มีวังหน้าขึ้นกีดขวางวังหลวง ซึ่งพระองค์ไม่ทรงพระราชดำริเห็นชอบด้วย แต่จะขัดขวางไปก็ไม่เป็นประโยชน์ และทรงดำริว่า อีก 7 ปีพระราชโอรสก็จะมีพระชันษาครบ 20 ปี ก็ไม่จำเป็นต้องมีผู้สำเร็จราชการ จึงทรงวางเรื่องนี้ไป

อย่างไรก็ดี เพียงสองปีหลังจากนั้น รัชกาลที่ 4 ก็ประชวรหนักและเสด็จสวรรคต แผนที่จะสละราชบัลลังก์แล้วเสด็จเป็นพระเจ้าหลวงจึงไม่สามารถสำเร็จได้ และพระราชประสงค์ที่ไม่ต้องการให้มีการตั้งวังหน้าก็ไม่อาจขัดขวางได้ เพราะพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นครองราชย์พระองค์มีพระชนมายุ 15 พรรษา ที่ประชุมขุนนางเห็นว่าต้องมีผู้สำเร็จราชการแทน และผู้ที่ได้รับตำแหน่งนั้นก็คือ เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ เจ้าพระยาฯ จึงตั้งวังหน้าได้ดั่งใจ แม้กรมขุนวรจักรธรานุภาพ (พระราชโอรสในรัชกาลที่ 2 หนึ่งในสมาชิกราชวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ที่ร่วมประชุมในคราวนั้น) จะทรงคัดค้านว่า ตำแหน่งพระมหาอุปราชควรให้กษัตริย์เป็นผู้เลือก ไม่ใช่ที่ประชุมขุนนาง-ราชวงศ์ ทั้งนี้ตามราชประเพณีที่เป็นมาโดยตลอด

สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงฯ ทรงกล่าวว่า เหตุนี้ทำให้เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ขัดเคือง ว่ากล่าวบริภาษกรมขุนวรจักร์ฯ ต่าง ๆ และทูลถามว่า “ที่ไม่ยอมนั้นอยากจะเป็นเองหรือ” กรมขุนวรจักร์ฯ จึงตอบว่า “ถ้าจะให้ยอมก็ต้องยอม”  กรมหมื่นบวรวิชัยชาญ พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้ขึ้นเป็นวังหน้า กรมพระราชวังบวรสถานมงคล ด้วยเหตุประการนี้

 


ผู้เขียนเนื้อหาด้านประวัติศาสตร์ สังคม และต่างประเทศ

Related

โยชิอากิ ชิราอิชิ บิดาแห่งซูชิสายพาน ผู้ปฏิวัติการกินซูชิ

มาห์มุดแห่งกาซนา อดีตลูกทาสผู้เป็นกลายมาเป็นจักรพรรดิ 

แฟรงก์ และลิเลียน กิลเบร็ธ นักวิเคราะห์การเคลื่อนไหว ผู้ริเริ่มใช้ผังเชื่อมโยง

แดน คานารี จากเด็กส่งเอกสาร สู่นักยกล้อคนแรกในตำนาน

เลนนี บรูซ ใช้ “ตลก” ท้าทายขีดจำกัดการแสดงความคิดเห็น

ปีเตอร์ เฟกเตอร์ การตายที่น่าสลดใจข้างกำแพงเบอร์ลิน

โรเบิร์ต เฟิร์ชกอตต์, หลุยส์ อิกนาร์โร และ เฟริด มูราด: ได้โนเบลจากการค้นพบที่นำไปสู่การรักษาโรคเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ

เอช. ลาวิตี สเตาต์ จากช่างก่อสร้างสู่ผู้สร้างรากฐานของบริติชเวอร์จิน