Post on 24/07/2021

Kingdom: Ashin of the North: ชีวิตไร้ทางเลือกของชนกลุ่มน้อยที่ไม่มีใครยอมรับ ‘ต่อต้านก็ไร้ที่พึ่ง ซื่อสัตย์ก็ถูกหักหลัง’

/ *** บทความชิ้นนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาของ Kingdom: Ashin of the North ออกฉายทาง Netflix*** /

ตอนพิเศษของซีรีส์ ‘ผีดิบคลั่ง บัลลังก์เดือด’ (Kingdom) ในชื่อ ‘อาชินแห่งเผ่าเหนือ’ (Kingdom: Ashin of the North) นับเป็นผลงานที่ถ่ายทอดชีวิตของ ‘คนรากหญ้า’ ‘คนชายขอบ’ และ ‘กลุ่มชาติพันธุ์’ ได้อย่างออกรส ทั้งความลำบาก ความสับสน ความโศกเศร้า และความเคียดแค้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถสะท้อนเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในสังคมได้เป็นอย่างดี เพราะไม่ว่าจะยุคของอาณาจักรโชซอน หรือยุคศตวรรษที่ 21 การเอารัดเอาเปรียบจากความเหลื่อมล้ำ และการทอดทิ้งคนชายขอบก็ยังคงเป็นปัญหาเสมอ

‘จะต่อต้านก็ไร้ที่พึ่ง ถึงซื่อสัตย์ก็ถูกหักหลัง’ คงจะเป็นประโยคที่เล่าถึงชีวิตของชนกลุ่มน้อยของ ‘หนี่ว์เจิน’ อย่างหมู่บ้าน ‘ซองจอยาอิน’ ที่ตั้งอยู่ ณ ชายแดนทางตอนเหนือของโชซอนได้อย่างครอบคลุม เพราะพวกเขาตั้งหมู่บ้านอยู่ระหว่างสองขั้วอำนาจที่กำลังแย่งชิงพื้นที่กัน นั่นก็คือ ‘ทหารโชซอน’ ที่มีรองแม่ทัพ ‘มินชีรก’ (รับบทโดย พัคบยองอึน) เป็นตัวเอก และ ‘ชนหนี่ว์เจินพาจอวี’ นำโดย ‘ไอดากัน’ (รับบทโดย คูคโยฮวาน) หัวหน้าชนเผ่านักรบผู้แข็งแกร่งที่ต้องการรวมชนกลุ่มน้อยทั้งหลายเอาไว้ใต้บัญชาของตัวเอง

ในหมู่บ้านซองจอยาอินของตัวละครหลัก ‘อาชิน’ (รับบทโดย จอนจีฮยอน) นับว่าแทบไม่ได้ประโยชน์ทั้งขึ้นทั้งล่องที่จะยอมศิโรราบต่อกองทัพโชซอน หากจะได้ก็คงมีเพียงสถานะที่ไม่ถูกยอมรับอย่างเป็นทางการในฐานะพลเมืองโชซอน เช่นเดียวกับชีวิตจริงของกลุ่มชาติพันธุ์ในหลายสังคมที่ถูกละเลยจากภาครัฐ และต้องทนดำเนินชีวิตอย่างไร้ที่พึ่งพา ทั้งยังถูกกดทับจากชนชั้นทางสังคม จนพวกเขาเกิดความสับสนในตัวเอง และถูกทำให้กลายเป็นประชากรที่ไร้จุดยืนไปในที่สุด

ชนกลุ่มน้อยที่ไร้จุดยืนกับความรุนแรงที่ต้องพบเจอ

ขณะที่หนี่ว์เจินพาจอวี คือกลุ่มนักรบที่แข็งแกร่งและโหดเหี้ยมผู้ครอบครองแผ่นดินอีกฝั่งน้ำของโชซอน ซองจอยาอินก็คือกลุ่มหนี่ว์เจินที่อาศัยอยู่ในโชซอนมานานนับศตวรรษ แต่พวกเขากลับไม่เคยได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการ มิหนำซ้ำยังถูกดูหมิ่นจากทั้งฝั่งโชซอนและหนี่ว์เจินกลุ่มใหญ่

เมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นชนกลุ่มน้อย ชนกลุ่มใหญ่ก็มักจะไม่เหลียวแล และทำทุกวิถีทางเพื่อหาประโยชน์จากคนที่ไร้ปากเสียง นั่นคือสิ่งที่ถูกสื่อออกมาผ่านตัวละครอย่าง ‘พ่อของอาชิน’ ที่เขายอมเป็นไส้ศึกให้กับรองแม่ทัพชีรก เพื่อหวังว่าสักวันจะได้ตำแหน่งทางราชการจากโชซอน และซองจอยาอินจะได้รับการยอมรับเสียที

“เราสู้กับความหิวโหยและลักขโมยมาก่อน จนกษัตริย์แห่งโชซอนมอบแผ่นดินให้ โชซอนมีบุญคุณต่อเรามาก พ่อไม่มีทางทรยศพวกเขาได้”

แต่ความทุกข์ทรมานจากการถูกจับได้ว่าเป็นไส้ศึกกลับเป็นผลลัพธ์ของความซื่อสัตย์ที่พ่อของอาชินมีให้แก่อาณาจักรโชซอน เขาถูกตัดขาโดยกลุ่มหนี่ว์เจินพาจอวี และสลักคำว่า ‘ไส้ศึกที่ทรยศสายเลือดตนเอง’ เอาไว้ที่เครื่องจองจำ สิ่งนี้สะท้อนว่า ไม่ว่าใจเขาจะฝักใฝ่ฝ่ายใด เขาก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย

ยิ่งในยุคที่ผู้คนยังเชื่อเรื่อง ‘โอรสแห่งสวรรค์’ ความเท่าเทียม หรือหลักสิทธิมนุษยชนย่อมเป็นสิ่งที่ไม่อาจผลิบานได้ในสังคม ส่งผลให้เกิดความรุนแรงเชิงโครงสร้างและวัฒนธรรมที่ยากจะแก้ไข โดยความรุนแรงเชิงโครงสร้างที่ปรากฏในเรื่องคือการที่ซองจอยาอินไม่ได้รับสิทธิในการมีชีวิตเท่าพลเมืองโชซอน พวกเขาต้องอยู่อย่างอดอยาก ไร้สถานะ และต้องส่งเครื่องบรรณาการเป็นหนังสัตว์หายากให้แก่เมืองหลวง

“พวกเขาอาจมีบุญคุณต่อบรรพบุรุษเราก็จริง แต่ตอนนี้พวกเขาทวงทุกอย่างคืนไปหมดแล้ว” อาชินบอกกับพ่อของเธอเช่นนั้น เพราะแม้กระทั่งเนื้อสัตว์ที่ผสมอยู่ในซุป ก็เป็นเวลานานกว่าจะได้กินสักครั้ง

ส่วนความรุนแรงทางวัฒนธรรมที่ซองจอยาอินต้องพบเจอก็ปรากฏให้เห็นอยู่ตลอดทั้งเรื่องเช่นกัน เพราะมันคือ ‘ทัศนคติ’ ที่ฝังลึกอย่างการมองคนไม่เท่ากัน ยกตัวอย่างฉากที่หญิงชาวโชซอนนำหมูมาให้พ่อของอาชินแล่ ด้วยความที่เธอเป็นชาวโชซอน เธอจึงไม่ยอมรับชนเผ่าชายแดนแห่งนี้

เธอบอกกับเด็กสาวที่มาด้วยกันว่า “บอกแล้วไงว่าอย่ามอง เลือดและเครื่องในสัตว์เป็นของชั้นต่ำ” และเธอก็ปฏิบัติกับพ่อของอาชินเป็นของชั้นต่ำเช่นเดียวกัน เพราะเมื่อคนขนหมูทำท่าว่าจะล้ม พ่อของอาชินได้เข้าไปช่วยโดยการจับกะละมังใส่เนื้อหมูเอาไว้ แต่หญิงสาวคนนั้นกลับถ่มน้ำลายใส่ และบอกให้เขา “เอามือโสโครกนั่นออกไป” ทั้งยังใช้ผ้าเช็ดหน้าของตัวเองหยิบเนื้อหมูออกมาหนึ่งชิ้น ก่อนจะโยนมันลงพื้นไปพร้อมผ้าเช็ดหน้าที่เธอไม่คิดจะใช้มันอีกแล้ว เพราะมันเปรอะ ‘ความชั้นต่ำ’ ของทั้งคนและหมู

แต่สำหรับหมู่บ้านชายแดนที่ถูกกดขี่มานาน ทั้งยังได้รับผลกระทบด้านปากท้องจากการไม่เป็นทั้งหนี่ว์เจินพาจอวีและชาวโชซอน เนื้อหมูที่เธอโยนลงมาจึงเปรียบดั่งของขวัญที่ฟ้าประทาน พ่อของอาชินไม่ได้สนใจการปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียมเหล่านั้น เพราะเขาเองก็ยอมรับมันไปเสียแล้ว ทั้งที่จริง ๆ ‘กลุ่มชาติพันธุ์ก็คือคน’ แต่เมื่อพวกเขาเกิดมาในยุคที่ไร้ซึ่งหลักสิทธิมนุษยชน พวกเขาจึงถูกตีตราว่าไร้จุดยืน และไม่ถูกมองว่าเป็นคนเท่ากันเสียที

ชีวิตของคนรากหญ้าและคนชายขอบ

ในซีรีส์หลัก Kingdom ผู้กำกับ ‘คิมซองฮุน’ ตั้งใจสะท้อนยุคที่ข้าราชการแย่งชิงอำนาจ ขณะที่ราษฎร์ต้องทุกข์ทรมานทั้งจากภัยสงคราม ความอดอยากอย่างแสนสาหัส และ ‘โรคระบาด’ ซึ่ง ‘คิมอึนฮี’ ผู้เขียนบทได้ให้สัมภาษณ์ถึงเบื้องหลังการถ่ายทำไว้ว่า ประเด็นความหิวโหยคือสิ่งที่เธอต้องการเน้นที่สุด

เช่นเดียวกับในตอนพิเศษของอาชิน หากชีวิตพลเมืองโชซอนยังถูกรัฐทอดทิ้งให้ตาย แล้วคนชายขอบแดนเหนืออย่างซองจอยาอินจะไปเหลืออะไร? พวกเขาไม่ใช่ทั้งหนี่ว์เจินพาจอวีและชาวโชซอน ความไร้จุดยืนจึงทำให้ชีวิตพวกเขาขัดสนยิ่งกว่า เพราะไม่รู้ว่าจะพึ่งพาใครได้บ้าง

ในหมู่บ้านชายแดนแห่งนี้ แม่ของอาชินป่วยหนัก หญิงสาวที่เข้ามาช่วยดูอาการบอกกับอาชินว่าจะต้องรีบตามหมออย่างเร่งด่วน แต่อาชินรู้สถานการณ์ดี เธอตอบอย่างชัดเจนและสิ้นหวังว่า “ไม่มีหมอมาที่นี่หรอก” ไม่ต่างจากชีวิตจริงของกลุ่มชาติพันธุ์ที่กว่าจะเดินทางมาโรงพยาบาลก็ใช้เวลาหลายชั่วโมงหรือหลายวัน ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่รัฐมักจะปล่อยปละละเลย ไม่เข้าไปช่วยเหลืออย่างจริงจัง หรือมักจะแก้ไขผิดจุด กลายเป็นการไล่พวกเขาออกจากบ้าน และยัดเยียดความเป็นคนเมืองให้ ทั้งที่สิทธิพื้นฐานในการใช้ชีวิต หรือสิทธิทางการศึกษา พวกเขาก็ยังไม่ได้รับอย่างเท่าเทียม

ความเหลื่อมล้ำดังกล่าวนำมาสู่ความเคียดแค้น ซึ่งเป็นประเด็นหลักที่ทางผู้สร้างซีรีส์ต้องการปูให้กับตัวละครอาชิน เพื่อนำเธอเข้าสู่เนื้อเรื่องหลัก และเข้าปะทะกับองค์รัชทายาทชาง อาชินคือตัวแทนของชนกลุ่มน้อยที่ถูกกดขี่ เธอไม่มีอำนาจต่อรองกับรัฐ เธอถูกหลอกใช้ เธอถูกขืนใจ และถูกปล่อยให้ใช้ชีวิตอย่างขมขื่นเหมือนตายทั้งเป็น

“ท่านพ่อข้าซื่อสัตย์กับโชซอนมาตลอด ถึงจะช่วยให้พ่อรับตำแหน่งราชการไม่ได้ แต่เรื่องแก้แค้นก็น่าจะช่วยได้ไม่ใช่หรอ? ไม่ต้องทำตอนนี้ก็ได้ ปีหน้า ปีถัดไปก็ได้ สิบปี ยี่สิบปีหลังจากนี้ก็ได้ ถ้าทำให้พวกนั้นร้องไห้ออกมาเป็นสายเลือดได้ ข้าก็พอใจแล้ว”

เพราะถูกกำหนดโดยผู้อำนาจให้เป็นคนชายขอบมาตั้งแต่กำเนิด แม้พ่อของอาชินจะพยายามใช้ความดีและความซื่อสัตย์เข้าสู้ แต่ผู้ได้ประโยชน์จากความเหลื่อมล้ำย่อมไม่ปล่อยให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาขึ้นมามีบทบาทเท่าเทียมกัน นี่แหละคือชีวิตจริงที่กลุ่มชาติพันธุ์ต้องดิ้นรนต่อสู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ทรราชกดขี่ผู้คน และคนรากหญ้ากลายเป็นขี้ข้ารับใช้ผู้มีอำนาจอย่างไร้ทางเลือก

ในยุคของความป่าเถื่อน ชาวบ้านคือผู้รับเคราะห์

‘ภายใต้ธงพาจอวีอันดุดันและทรงพลัง ถ้าหนี่ว์เจินรวมตัวกันเป็นหมื่นใครก็ชนะไม่ได้’

ชาวพาจอวีที่อาศัยอยู่ทางตอนเหนือของโชซอนถูกฝึกให้เป็นนักรบตั้งแต่เด็ก พวกเขาแข็งแกร่งและดุดันจนชาวโชซอนหวั่นใจว่า หากหนี่ว์เจินพาจอวีรวมตัวกันได้หนึ่งหมื่นคน โชซอนจะต้องถึงคราวระส่ำระส่าย ประกอบกับที่ขณะนั้นกองทัพญี่ปุ่นได้เข้ารุกรานโชซอนใต้ โชซอนจึงต้องเผชิญศึกสองด้าน

เมื่อผู้มีอำนาจสองฝั่งน้ำหันคมดาบเข้าปะทะกัน ผู้ที่เดือดร้อนยืนหนึ่งคือชาวบ้านธรรมดา รวมไปถึงชาวบ้านที่อยู่ ‘ตรงกลาง’ อย่างซองจอยาอิน เพราะพวกเขาไร้จุดยืนและถูกมองว่า ‘เป็นอื่น’ จากทั้งสองฝั่ง พวกเขาจึงสามารถถูกตัดหางปล่อยวัดเมื่อไหร่ก็ได้ และไม่นานนัก สิ่งที่หวั่นใจว่าจะเกิดก็เกิดขึ้นจริง

‘สงครามกับหนี่ว์เจินพาจอวีวุ่นวายและตึงเครียดมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่เราสังเวยหมู่บ้านซองจอยาอิน เพื่อจัดการเรื่องทุกอย่างแล้ว’

นั่นคือสิ่งที่ถูกบันทึกเอาไว้ในเอกสารของรองแม่ทัพชีรก เขาจำใจทิ้งหมู่บ้านชายแดนของอาชิน เพื่อรักษาความสงบระหว่างโชซอนและหนี่ว์เจินพาจอวี จากการโกหกของเขาทำให้ซองจอยาอินถูกทำลาย ชาวบ้านตายทั้งหมด และพ่อของอาชินถูกจับตัวไปตัดขา

พ่อของอาชินทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสจนไม่อยากมีชีวิตอยู่ เมื่อเขาได้พบอาชินอีกครั้งในสภาพที่ตนเองน่าอนาถที่สุด เขาจึงขอให้เธอปลิดชีวิตของเขาเสีย “ฆ่าพ่อเถอะ ฆ่าพ่อเถอะ พอกันที”

พอกันทีกับชีวิตที่ไม่เหลือความเป็นคน และพอกันทีกับการถูกกดขี่อย่างไร้มนุษยธรรม ผู้เขียนบทคิมอึนฮีได้บอกเอาไว้ในการสัมภาษณ์ว่า ‘พ่อของอาชินคือสัญลักษณ์ของคนรากหญ้า’ เขาจึงเป็นตัวแทนของคนธรรมดาที่มีทั้งมิติที่อ่อนโยน แต่ขณะเดียวกันก็ต้องเข้มแข็งเพื่อต่อสู้กับความไม่เท่าเทียมในชีวิต และต้องดิ้นรนเอาตัวรอดเพื่อครอบครัว

ไม่ต่างจากชีวิตจริงของใครหลายคนในสังคมที่ความเหลื่อมล้ำยังเป็นปัญหาอันดับหนึ่งในการฉุดรั้งความฝัน รวมไปถึงการเข้าถึงสิทธิต่าง ๆ ในฐานะคนอย่างเท่าเทียม และสถานการณ์ก็ดูจะย่ำแย่ยิ่งกว่า เมื่อออกจากเขตปกครองอันศิวิไลซ์เข้าใกล้ป่าใหญ่ หรือท้องทะเลที่คนชายขอบและกลุ่มชาติพันธุ์อาศัยอยู่ ดังนั้นปัญหาเชิงโครงสร้างเหล่านี้จึงควรได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ไม่ใช่เพราะกลัวจะเกิดอาชินในชีวิตจริงขึ้น แต่เพราะปัจจุบันไม่ใช่ยุคโชซอน และความก้าวหน้าด้านสิทธิมนุษยชนของโลกก็ควรทำให้รัฐคืนความเท่าเทียมและความเป็นมนุษย์ให้กับสังคมได้แล้ว

เรื่อง วโรดม เตชศรีสุธี

ภาพ

https://www.imdb.com/title/tt13412252/

Kingdom: Ashin of the North ออกฉายทาง Netflix

อ้างอิง

Kingdom: Ashin of the North ออกฉายทาง Netflix

https://www.youtube.com/watch?v=BL3Ot6zFHTs

https://www.youtube.com/watch?v=kvNo-4jxT08&t=65s


นักจิบชามะนาวผู้หลงใหลในการเขียนและงานเขียน รักธรรมชาติ และการสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม