Post on 11/02/2019

Kingdom: หากฝ่าบาทกลายเป็นปีศาจกระหายเลือด พระองค์ยังเป็นกษัตริย์อยู่หรือไม่?

Kingdom อีกหนึ่งซีรีส์น้ำดีจาก Netflix ที่ซีซันหนึ่งจบลงอย่างรวดเร็ว พร้อมปมปริศนามากมายที่ยังไม่คลี่คลาย เรียกได้ว่าเป็นการปูทางสู่ซีซันสองที่ฉายในเดือนมีนาคม ปี 2020 นี้ได้อย่างน่าสนใจ 

Kingdom หรือชื่อไทย “ผีดิบคลั่ง บัลลังก์เดือด” สร้างจากเว็บคอมิกปี 2015 เรื่อง The Kingdom of the Gods โดย คิม อึนฮี นักเขียนสาวที่มาเขียนบทเวอร์ชันซีรีส์นี้ด้วย

Kingdom เล่าเรื่องย้อนกลับไปยุคโชซอนราว 600 ปีก่อน เมื่อบ้านเมืองเกิดสภาวะวิกฤต หลังกษัตริย์ติดโรคระบาดจนเกิดความระส่ำระสายทางอำนาจ ก่อนรับรู้ว่าแท้จริงแล้วพระองค์กลายเป็นซอมบี้เป็นที่เรียบร้อย ขณะเดียวกันองค์รัชทายาท “อีชาง” ต้องเดินทางหลบหนีออกจากเมืองในฐานะกบฏ พร้อมกับการสืบหาว่าเกิดอะไรขึ้นกับกษัตริย์และโรคระบาดที่แพร่กระจายไปทั่วแผ่นดินนี้

ซีรีส์จึงมีประเด็นสองทางที่น่าสนใจ คือการเอาตัวรอดนอกวังที่เต็มไปด้วยซอมบี้ (ผีดิบคลั่ง) และการเอาตัวรอดทางการเมืองในวัง (บัลลังก์เดือด)

ในวัง อัครมหาเสนาบดี “โจฮักจู” ได้กักขังและล่ามโซ่กษัตริย์ซอมบี้เอาไว้ในห้องลับ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือทางอำนาจและรักษาสถานะกษัตริย์ เพื่อผลประโยชน์ของพระมเหสีซึ่งเป็นลูกสาวในตระกูลของตน การที่พระองค์เป็นซอมบี้ ร่างกายขยับได้ ในสายตาเขาเท่ากับว่าพระองค์ยังมีพระชนม์ชีพอยู่

หากฝ่าบาทกลายเป็นปีศาจกระหายเลือด พระองค์ยังเป็นกษัตริย์อยู่หรือไม่ พวกท่านก็เห็นว่าพระองค์ทรงพระชนม์ชีพ หรือพวกท่านจะปฏิเสธว่าพระองค์มิใช่กษัตริย์ของพวกท่าน” ในฉากหนึ่งอัครมหาเสนาบดีโจฮักจูได้ถามเหล่าขุนนาง ก่อนใช้ผลประโยชน์ทางอำนาจกวาดล้างขุนนางคนอื่นๆ ที่คิดก่อการกบฎ หนำซ้ำยังปลดองค์รัชทายาทออกจากตำแหน่งอีกด้วย

อย่างไรก็ดี เกมการเมืองในวังนั้น กลับส่งผลกระทบใหญ่ถึงเรื่องราวนอกวังด้วย

ถึงแม้ปมต้นเหตุการปลุกกษัตริย์มาเป็นซอมบี้จะยังไม่เคลียร์ชัด แต่ที่แน่นอนคือผลกระทบดังกล่าวทำให้ผู้คนนอกวังกลับกลายเป็นซอมบี้ ฉะนั้นแล้วผลร้ายของการฉ้อราษฎร์บังหลวงจึงทำให้ราษฎรต้องพบกับสถานการณ์อันเลวร้าย

จะว่าไปซอมบี้ในเรื่อง Kingdom มีการออบแบบคาแรคเตอร์ออกมาได้น่าสนใจ หาใช่ซอมบี้เดินช้าอืดอาดยืดยาด แต่นี่คือซอมบี้คลั่งวิ่งเร็ว 4×100 ที่กัดกินคนทุกคนที่ขวางหน้า ไม่เพียงเท่านั้น เรายังทราบว่าซอมบี้จะออกล่าเฉพาะกลางคืน ส่วนตอนกลางวันจะซ่อนตัวหลบแสงแดด ซึ่งประเด็นนี้จะเฉลยความจริงอีกอย่างในตอนท้ายของซีรีส์

หลายคนอาจกลัวเมื่อพูดถึงซอมบี้ แต่ฉันกลับรู้สึกเศร้า เพราะถึงแม้จะไม่ใช่มนุษย์แล้วก็ไม่ละทิ้งสัญชาตญาณในการกิน ฉันต้องการนำเสนอความกระหาย ถ้าครอบครัวขนาดใหญ่ซึ่งมีสมาชิกมากมายแย่งชิงปลาตัวเล็กเพียงตัวเดียว ใช้เวลาไม่นานปลาก็คงหมด และถึงแม้พวกเขาจะเป็นซอมบี้ไปแล้ว แต่สัญชาตญาณการแย่งชิงอาหารเพียงน้อยนิดนี้ยังไม่หมดไป ฉันหวังว่าคุณคงจะเห็นความน่าเศร้าจากเรื่องเหล่านี้” นักเขียนบทสาวกล่าวถึงประเด็นซอมบี้ในเรื่อง

ส่วนพระเอก จูจีฮุน ผู้รับบทองค์รัชทายาท กล่าวถึงซอมบี้ว่า “ซอมบี้เปรียบเสมือนมนุษย์ที่กำลังหิว มีความโลภ ซึ่งอาจจะเป็นคนในครอบครัวของคุณหรือใครก็ได้ ในซีรีส์คนตายกลายเป็นซอมบี้เพราะติดเชื้อมาจนไปทำร้ายคนอื่น แต่มนุษย์เรามีความคิด ได้รับการศึกษามาแล้ว ซึ่งก็มีบางคนที่ทำร้ายคนอื่นเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง”

ความโลภที่ว่า คือความโลภทางการเมือง ความกระหายทางอำนาจ และใช้ผลประโยชน์จากร่างกษัตริย์เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว โดย รยู ซึงรยง ผู้รับบท ข้าหลวงโจฮักจู เคยให้สัมภาษณ์ว่า

คาแรคเตอร์ของโจฮักจูน่าทึ่งมากครับ สามารถอธิบายความโลภของมนุษย์ได้หมดเลย เขาเป็นคนที่มีความทะเยอทะยานต่อสิ่งที่อยากได้ ทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ต้องการ ซึ่งอาจจะไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องก็ตาม โจฮักจูทำให้ผมได้เรียนรู้ว่า การแย่งชิงอำนาจ และความโลภของมนุษย์น่ากลัวกว่าซอมบี้เสียอีก”

กล่าวได้ว่า Kingdom เป็นการผนวกรวมโลกของซอมบี้มาใช้วิพากษ์วิจารณ์สังคมอย่างมีนัยยะสำคัญ เมื่อซอมบี้นอกวังเป็นชาวบ้านธรรมดาที่ได้รับผลกรรมจากการปลุกซอมบี้กษัตริย์ในวัง ทว่าซอมบี้ชาวบ้านกลับถูกกำจัดด้วยการตัดคอหรือเผาทิ้ง แต่ซอมบี้กษัตริย์กลับถูกเลี้ยงดูป้อนอาหารให้กินเป็นอย่างดี เป็นเพียงกษัตริย์ในตำแหน่ง ที่ไม่มีอำนาจ (และสติสัมปชัญญะ) ใดๆ หลงเหลืออยู่ มีเพียงข้าราชบริพารเท่านั้นที่กุมอำนาจนั้นแทน

อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจเมื่อตัวซอมบี้ในเรื่องกลายเป็นสัญญะของการวิพากษ์ชนชั้น ต่างจากซอมบี้เรื่องอื่นๆ จากฝั่งฮอลลีวูดที่มักเป็นตัวแทนของบริโภคนิยม จนมีคำว่า “Zombie Politics” ขึ้นมาบ่งบอกว่า มนุษย์เราคือก้อนเนื้อมีชีวิตที่ขยับขับเคลื่อนตามกลไกของระบบทุนนิยม ที่จะเติมเต็มความต้องการของตัวเองเรื่อยๆ และหากคุณหลงกลมันละก็ ทุนนิยมก็จะกัดกินจนไม่เหลือความมนุษย์อีกต่อไป

ในทำนองเดียวกัน Kingdom พาเราย้อนกลับไปในยุคโชซอนที่ทุนนิยมยังไม่ได้มีบทบาทมากนัก มีเพียงแต่ “อำนาจ” จากระบบ ที่ทุกคนต่างหลงกล และถูกกัดกินจนไม่เหลือความเป็นมนุษย์อีกต่อไป

ฉะนั้นแล้วการแย่งชิงอำนาจเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว หรือใช้กฎหมายป้องกันกษัตริย์มาทำร้ายฝ่ายตรงข้าม มันสะท้อนกลายๆ ให้เห็นถึงความเห็นแก่ตัวของชนชั้นสูงที่โหยหาและพยายามรักษาอำนาจเดิมนั้นไว้ และไม่ว่าคุณจะอยู่ยุคสมัยไหน เชื่อได้ว่าทุกสังคมทุกหนแห่งก็ยังมีคนแบบนี้อยู่ นั่นอาจเป็นความโหดร้ายที่ Kingdom ต้องการนำเสนอก็เป็นได้

มันก็เหมือนอย่างที่ รยู ซึงรยง ให้สัมภาษณ์นั่นแหละว่า “การแย่งชิงอำนาจ และความโลภของมนุษย์น่ากลัวกว่าซอมบี้เสียอีก”

ที่มา

 


Writer

ผู้เขียนเนื้อหาศิลปวัฒนธรรม และอะไรก็ตามที่เป็นความบันเทิง

Illustrator

ชอบวาดรูป ชอบดูหนัง ชอบเที่ยว ชอบหมา ชอบนอน

Related

ดิเอโก มาราโดนา วันเวลาค้าแข้งท่ามกลางมรสุมชีวิตในนาโปลี

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย “สื่อและการปรับตัวเพื่อ disrupt”

สฤณี อาชวานันทกุล “5 เรื่องที่ควรทำและไม่ควรทำ ในการถกเถียงบนโลกออนไลน์”

สิ่งเล็กเล็กที่เรียกว่า…รัก กับการกดทับจากสิ่งใหญ่ใหญ่ที่เรียกว่า Beauty Standard

แฟรงก์ แทสโซน แห่ง Bad Education: ตีแผ่คดีคอร์รัปชันการศึกษา ผลเสียจากแนวคิดที่ว่า ‘เขาเป็นคนดี จึงไม่จำเป็นต้องตรวจสอบ’

รีวิวคอนเสิร์ต Alvvays ค่ำคืนแห่งความฝันของวงดนตรีอินดี้ป๊อป ที่ทั้งเท่ น่ารัก หวาน และมัน ครบ จบในคืนเดียว

Joker 2019: “โจ๊กเกอร์” ราษฎรก็อตแธมเต็มขั้น

อดิสรณ์ พึ่งยา “นักข่าวสายกีฬา ฟุตบอล การรอคอย และความสำเร็จ”