Post on 23/07/2021

Three Man Down ความเป็นเด็ก และการแสดงภาพยนตร์ครั้งแรกของ ‘กิต – กฤตย์ จีรพัฒนานุวงศ์’

หาก Three Man Down คือวงดนตรีที่น่าจับตามองมากที่สุดวงหนึ่งของแวดวงเพลงไทยในปัจจุบัน ‘กิต Three Man Down’ หรือ ‘กฤตย์ จีรพัฒนานุวงศ์’ ก็คือนักร้องนำมากความสามารถที่น่าจับตามองมากที่สุดคนหนึ่งเช่นกัน ด้วยน้ำเสียงที่จะหวานก็ได้ จะร็อกมีพลัง หรืออินดนตรีแบบเต็มสูบก็ฟังเพราะหูไม่น้อยของเขา ทำให้หลังจากสู้ฝันกันมาอย่างยาวนาน Three Man Down ก็ได้ฤกษ์ปล่อย ‘This City Won’t Be Lonely Anymore’ อัลบั้มเต็มชุดแรกออกมาให้ชาวเมืองได้ฟัง

ในบทสัมภาษณ์นี้ The People ไม่ได้ชวน ‘กิต’ คุยแค่เรื่องวงดนตรี แต่ยังชวนนักร้องหนุ่มเท้าความไปถึงเรื่องราวของเขาในสมัยเรียน ‘ภาพยนตร์’ ที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เรื่องการท้าทายความสามารถของตัวเองใน ‘DEEP โปรเจกต์ลับ หลับเป็นตาย’ ภาพยนตร์เรื่องแรกที่เขาเป็นหนึ่งในนักแสดงนำ และเรื่องมุมคิดเกี่ยวกับ ‘ความเป็นเด็ก’ ที่ซ่อนอยู่ในตัวกิต ที่เขาเห็นว่าทุกวันนี้ประเทศไทยยังไม่ค่อยมีพื้นที่ให้ผู้คนได้ ‘เป็นเด็ก’ เท่าที่พวกเขาอยากจะเป็นสักเท่าไร

“ประเทศของเราการเป็นเด็กนั้นมันดูไม่เวิร์ก แต่ผมพยายามสื่อสารตรงนี้อยู่ ผมอยากให้เรื่องนี้มันเป็นเรื่องปกติ ไม่มีใคร look down ความชอบของคนอื่น”

 

The People: เล่าย้อนถึง Three Man Down สักหน่อย สมาชิกทุกคนมารวมตัวกันเป็นวงได้อย่างไร

กิต: ผมเจอกับวงที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ปฐมนิเทศผมไปเพื่อจะไปหาวงดนตรี ก็คือไปยืนตะโกนอยู่หน้าปฐมนิเทศว่าใครเล่นดนตรีบ้าง จนมีคนคนหนึ่งมาบอกว่าให้มาทำวงด้วยกัน ผมก็เลย ได้ มาทำวงด้วยกัน พอเปิดเทอมปุ๊บมันเบี้ยวผม ไปทำวงอื่น ผมก็เลยฉิบหายละ ไม่มีวงแล้ว แต่เขาบอกไม่เป็นไร เดี๋ยวจะส่งคนไปให้ ก็ส่งเป็น เต กับ ตูน มา มารับผมที่ร้านกาแฟ บอกว่ามีคนส่งให้มาหาคนนี้เพราะว่าคนนี้หาวงอยู่ เราก็เลยเจอกันสามคนที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ แล้วก็เข้าห้องซ้อม รู้สึกว่าเคมีตรงกัน เตก็เลยชวน โอม กับ เส็ง มาด้วย เกิดขึ้นรวดเร็วมาก ภายในเดือนแรกก็เป็น Three Man Down เลย

 

The People: หลังจากที่เริ่มทำวง Three Man Down อย่างจริงจังเมื่อหลายปีก่อน มีช่วงที่ท้อหรืออยากเลิกบ้างไหม

กิต: ถ้าเกิดว่าเลิกทำวงเลยจริง ๆ ไม่มี อยากจะทำวงไปเรื่อย ๆ แต่อาจจะลดความสำคัญลง อาจจะไม่ใช่ priority หลักแล้ว เราเคยคุยกันไว้ว่า ผมกับเตเคยคุยกันไว้ว่า ถ้าอายุยี่สิบห้าแล้วยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันสักที ผมอาจจะต้องขอลดบทบาทตรงนี้ลง อาจจะหาอาชีพอื่นขึ้นมาที่จะเลี้ยงดูเราแล้วให้ดนตรีเป็นงานอดิเรกไปดีกว่า แต่ว่าโชคดีที่ยี่สิบห้าพอดีแล้วเป็นที่รู้จัก

สิ่งที่น่าจดจำ มันเกิดขึ้นเป็นช่วง ๆ ก่อนหน้านี้จะเป็นเรื่องไสยศาสตร์ฝนตก ที่เล่นเพลงฝนตกไหมครั้งแรกแล้วฝนมันตก อันนั้นก็ทำให้ผมร้องไห้ไปแล้วบนเวที คือผมไม่รู้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นแต่ถ้าฝนฟ้าอากาศมันส่งให้ขนาดนั้นแล้วบนเวที ตอนนั้นผมคิดในใจว่า ผมขอให้มันเป็นเพลงนี้แหละที่ทำให้ผมมีชีวิตรอดต่อไปในเส้นทางดนตรี และมันก็เป็นเพลงนี้จริง ๆ

The People: ในสายตาคุณ Three Man Down คืออะไร?

กิต: เราเคยคุยกันว่าจริง ๆ แล้ววงเรามีหกคน มีสมาชิกทั้งห้า และมี Three Man Down อีกคนหนึ่ง เราใช้วิธีการทำวงแบบการสร้างแบรนด์ เราจะคุยกันว่า Three Man Down คืออะไร เราทำเป็นประวัติของไอ้เด็กคนนี้ขึ้นมา อายุเท่าไร หน้าตาเป็นแบบไหน รสนิยมแต่งตัวยังไง ฟังเพลงอะไร เราทำข้อมูลออกมาแล้วเราก็มาตกลงกันว่า หลังจากนี้ Three Man Down จะเป็นแบบนี้นะ เพราะว่าเราเคยเรียนเรื่องการสร้างแบรนด์มา เราพยายามสร้าง identity ให้กับแบรนด์เราให้ได้มากที่สุด

กำหนดเด็กชาย Three Man Down ให้มันขึ้นมาเป็นหนึ่งคน แล้วเมื่อไหร่ที่เรามีบทบาทร่วมกับ Three Man Down คนจะเห็น คนจะรู้สึกได้ว่ามันคือเด็กหนุ่มที่มันร่าเริงอยู่ตรงไหนก็ได้ จะไปอยู่ในงานหรูก็ได้ หรืองานที่ไม่ได้หรูมากก็ได้ คือเราอยากให้ Three Man Down อยู่ทุกที่ แล้วก็อยากให้ Three Man Down เป็น Icon ไม่ต้องเป็นตลอดไปก็ได้ วันหนึ่งเราอาจจะแก่ วันหนึ่งเราอาจจะไม่ดังแล้ว แต่อยากให้คนพูดได้เต็มปากว่า เราโตมากับ Three Man Down

 

The People: Three Man Down ทำงานแบบ communism?

กิต: พี่โอมถามว่า Three Man Down ทำงานแบบไหน ผมบอกว่า Three Man Down ทำงานแบบ communism คือผู้นำเป็นใหญ่ มีแบ่งพาร์ตกันชัดเจน ผมจะดูเรื่องภาพ ภาพลักษณ์ของวง ทุกอย่างที่เป็น image ของวง ผมจะดูแลทั้งหมด ส่วนตูนจะดูแลเรื่องเพลงทั้งหมด ถ้าท่อนนี้สี่คนบอกว่าไม่เวิร์ก แต่ตูนบอกว่าเวิร์ก เราเชื่อ director แต่ถ้าภาพนี้ทุกคนบอกว่าไม่เวิร์ก ผมบอกว่าเวิร์ก ทุกคนไม่ชอบ ผมชอบ ทุกคนจะเชื่อผม เพราะว่าเรามีการกำหนด director ของพาร์ตนั้น ๆ ออกมาแล้ว มันก็เหมือนกับการทำงานกองถ่ายที่ทุกคนต้องฟังผู้กำกับ ถ้าผู้กำกับโอเคก็คือโอเค

 

The People: เรื่องที่ไม่มีใครรู้ของ Three Man Down

กิต: ผมเป็นคนที่ถ้าได้สวมหัวโขนหัวนั้น หัวที่ทุกคนน่าจะรู้จักกันดีนั่นคือการที่ผมพูดกับตัวเองว่าผมกำลังทำงาน เมื่อไหร่ที่เราทำงานผมจะรับผิดชอบหน้าที่นั้นด้วยการเป็นคนคนนั้นให้ทุกคน แต่จริง ๆ แล้วข้างในผมกำลังค่อย ๆ ลดทอนพลังงานในวันนั้นอยู่ การที่ออกไปเล่นคอนเสิร์ต ออกไป happy ใส่ผู้คน อันนั้นผมไม่ได้ fake ผม happy จริง ๆ แต่ว่าแค่ถ้าอยู่คนเดียว ผมไม่ได้เป็นแบบนั้น ถ้าอยู่กับเพื่อนผมไม่ได้เป็นแบบนั้น คนในวงรู้ดีว่าเมื่อไหร่ที่ผม alert ขึ้นมาคือผมกำลังมี mindset ว่าผมกำลังทำงาน

Three Man Down ทั้งห้าคนเป็น introvert หมด ระหว่างที่นั่งรถไปเล่นบรรยากาศ happy มาก เล่นเสร็จนั่งรถกลับ ไม่มีใครคุยกันแล้ว ขออยู่กับตัวเอง ทุกคนอยากอยู่กับตัวเอง อยู่ในห้อง ผมกับเตไม่เคยคุยกันเลย อยากอยู่กับตัวเอง มันมี space ของเรา ไม่มีการทะเลาะกันเรื่องไม่พูดกัน ดีมากที่ไม่พูดกัน เพราะว่ามันใช้พลังงานมากในการเป็นคน extrovert บ้าง

The People: คุณสนใจดนตรีมาโดยตลอด อะไรคือสิ่งที่ทำให้ไม่เลือกเรียนดนตรี แต่เรียนภาพยนตร์

กิต: ตอนแรกผมจะไปเรียนดุริยางคศิลป์ มหิดลแล้ว แต่ว่าตอนนั้นผมคิดว่าถ้าเกิดว่าผมไม่ดัง ถ้าไม่เกิดทางดนตรี ผมจะทำอาชีพอะไร ใจมันไม่กล้า ถ้าเกิดว่าเป็นคนที่โหด ๆ มาก ๆ เขาก็ไปแล้ว ไปตายเอาดาบหน้า แต่ผมกลัว กลัวที่จะเลี้ยงครอบครัวไม่ได้ กลัวที่จะเลี้ยงคนข้าง ๆ ไม่ได้ ผมเลยเลือกที่ชอบอันดับรองลงมาก็คือ Production อยากเป็น editor อยากเป็น director ก็เลยไปเรียนภาพยนตร์ที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ คือเลือกอันดับสองมาเรียน ส่วนอันดับหนึ่งก็เอาไปเป็นงานอดิเรก

ทุกวันนี้ผมได้ใช้ความรู้จากการเรียนภาพยนตร์แทบทั้งหมดเลยในการใช้ชีวิตบนเส้นทางดนตรี อย่างโชว์ของ Three Man Down ผมจะเป็นคนเรียงโชว์ทุกโชว์ ผมจะบอกไอเดียทุกอย่างแล้วให้ตูนทำออกมา แล้วเราจะไปโชว์กัน วิธีการเรียงโชว์ของ Three Man Down จะใช้หลักการเส้นกราฟภาพยนตร์ มันต้องมี intro มันต้องมีเพลงที่นำเข้าไปสู่เพลงนี้ ตรงนี้เป็น climax ถ้าวันนี้เราเลือกว่าฝนตกไหมเป็น climax การ cool down ลงมาจะไปจบเพลงไหน ผมจะเป็นคนไป double head เอ็มวีของ Three Man Down ทุกตัว ภาพทุกอย่างต้องส่งมาที่ผมก่อนหมด ผมจะเป็นคนคัดว่าภาพนี้คือปก ภาพนี้คือ cover ภาพนี้คือ banner ได้ใช้หมดเลยนะที่เรียนมาทั้งหมด

 

The People: พูดถึง ‘DEEP โปรเจกต์ลับ หลับเป็นตาย’ ภาพยนตร์เรื่องแรกที่คุณรับเล่น ได้ข่าวว่ากิตไม่ค่อยโดนบรีฟในกอง?

กิต: ใช่ครับ ผมไม่ค่อยโดยใครบรีฟเลย เพราะว่าผมง่วงจริง ผมเหมือนคนง่วงจริง ๆ เพราะว่ากูง่วงจริง ๆ ไง ผมไม่ต้องการการ acting อะไรทั้งนั้น สั่ง action กูหลับโชว์เลย หลับจริงด้วย cut แล้วปลุกด้วย ไปถ่ายโปสเตอร์วันก่อนนอนเรียงกันสี่คน หลับตา กูหลับเลย ไอ้แคลร์เป็นคนปลุก ใช่ ผมง่วงจริง หลาย ๆ อย่างผมรู้สึกมันจริง ๆ นะครับ ผมรู้สึกว่ามันเป็นบทที่ค่อนข้าง complicated ด้วย บทเด็กเนิร์ดมันยากที่จะเข้าใจครับ มันจะมีแค่ผู้กำกับบางคนที่เข้าใจ

 

The People: เล่าเรื่องสนุก ๆ ในกองถ่ายให้ฟังหน่อย

กิต: มันก็จะมีอยู่ซีนหนึ่งที่ถ่ายเสร็จแล้วทำผมปัดขึ้นไป แบบว่าเนี้ยบเป็นทักซิโดเลย เนี้ยบเป็นอากง ผมก็ถามว่าจะถ่ายอันนี้ก่อนไหม หรือว่าถ่ายทีหลังดี เพราะว่าเซตแล้วต้องมาสระผมนะ สรุปก็ถ่ายอันนั้นก่อนแล้วสระผม ซึ่งประสบการณ์ที่สุดยอดของผมก็คือการสระผมในกองถ่ายแล้วก็ต้องเป่าให้แห้งแล้วไปถ่ายต่อ มันอาจจะดูไม่สนุก แต่เป็นเรื่องที่ผมจดจำไปจนวันตายเลย ต้องยืนสระผมท่ามกลางผู้คนมากมาย แล้วก็เช็ดผม แล้วถ่ายต่อ

วันนั้นไอ้เตมาหาผมที่กองถ่าย มือกลองมาหาผมที่กองถ่าย มานั่งคุยกันขำ ๆ ไอ้เตเจอผี ที่โรงพยาบาล ใช่ แบบมันก็ไม่รู้ว่าเป็นผี มันจะเป็นโถงทางเดินแล้วเป็นห้องพักนักแสดง แล้วเป็นเก้าอี้ใช่ไหม แล้วข้างในมันจะเป็นหน้าต่าง ข้างในมันไม่มีใคร แต่ไอ้เตบอกว่าเมื่อกี้มีคนเดินอยู่ข้างในไปมา ใช่ แล้วผมก็บอกมันไม่มีใคร เขาอยู่ตรงนู้นกันหมดเลย มันก็บอกเมื่อกี้มีคนเดินออกมามองพวกมึงแล้วก็เดินกลับเข้าไป มันก็เลยไม่มาอีกเลย

 

The People: ถ้าเอาเวลานอนไปทำอย่างอื่นได้จริง ๆ จะเอาไปทำอะไร

กิต: เอาไปดูหนัง ผมอยากดูหนังมาก ตอนนี้ไม่มีเวลาไปดูหนังเลย อยากฟังเพลงใหม่ ๆ ของโลก อยากเสพสิ่งที่ทุกวันนี้มันไปถึงไหนแล้ว อยากรู้ว่าในวงการภาพยนตร์ วงการเพลง วงการต่าง ๆ ตอนนี้เขากำลังพูดเรื่องอะไรอยู่ ไม่มีเวลาได้ทำแบบนั้นเลย มันทำให้รู้สึกน้อยใจมาก ๆ

คือเป็นคนที่ตามตลอด ตอนนี้วงการภาพยนตร์กำลังถ่ายเรื่องนี้นะ เพลงตอนนี้ในบิลบอร์ดใครติดชาร์ต คนนี้ปล่อยอัลบั้มใหม่ คนนั้นทำเพลงอยู่ ผมไม่รู้เลย สมมติว่าเปิดวิทยุมาเพลงอะไรขึ้นมาผมยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคือเพลงของวงอะไร ซึ่งมันทำให้เมื่อไหร่ที่เราหยุดเสพมันเท่ากับหยุดพัฒนา เราหยุดพัฒนามันก็ไม่เวิร์กแล้วครับ

The People: ถ้าให้พูดถึงตัวเอง คุณนิยามตัวเอง หรือคิดว่าตัวเองเป็นคนอย่างไร?

กิต: ผมอยากเป็นเด็กตลอดเวลา ถ้าเกิดว่ามีเวลามากน้อย ผมจะทำอะไรก็ได้ให้ตัวเองเป็นเด็ก เมื่อไหร่เราเป็นเด็ก เราจะมีพลังบางอย่างเอาไปทำความฝันหรือว่าเอาไปทำหน้าที่ของเราต่อ ผมเชื่อว่าทุกคนมีความเป็นเด็กในตัว ทุกคนแหละ แน่นอน บางคนชอบแม่มดน้อยโดเรมี ผมเชื่อว่าผู้หญิงเคยแปลงร่างท่าเซเลอร์มูนมาก่อน ทุกคนเคยโดดยาง แล้วพอเห็นสิ่งนั้นมันจะคิดถึงช่วงเวลาวัยเด็กแล้วมันจะทำให้เรามีพลังใจการทำงาน แต่ว่าประเทศของเราการเป็นเด็กนั้นมันดูไม่เวิร์ก ถ้าเกิดว่าผมอายุห้าสิบแล้วผมถือชินจังสักห้าเล่มออกมาอ่านข้างนอก ยืนอ่าน หลาย ๆ คนก็อาจจะมองว่าผู้ใหญ่ไร้สาระ ผู้ใหญ่ยังอ่านการ์ตูนอยู่เลยเหรอ แต่สำหรับบางประเทศอย่างญี่ปุ่นเขาให้ค่ากับเรื่องนี้นะ

 

The People: แล้วคุณอยากสื่อสารให้ผู้ใหญ่เขาเข้าใจและยอมรับในความเป็นเด็กหรือเปล่า

กิต: มาก ๆ ครับ ทุกวันนี้ผมพยายามทำสิ่งนั้นอยู่ โดยอ้อม ๆ หลาย ๆ คนก็อาจไม่รู้สึก หรือบางคนก็อาจรู้สึก เมื่อไหร่ที่เราไม่ได้ on stage moment ของ Three Man Down คืออยู่ใน twitter facebook instagram พวกนี้จะเป็น moment ที่เราอยากจะ push ออกไปว่า วงดนตรีมันไม่ต้องเท่ตลอดเวลาก็ได้ ไม่ต้อง act กันตลอดเวลาก็ได้ ผมก็สามารถเป็นติ่ง BLACKPINK ได้ ผมก็สามารถชอบลิซ่าได้ เราไม่ต้อง act art กันตลอดเวลา ผมอยากทำแบบนั้น อยากทำให้เรื่องนี้มันเป็นเรื่องปกติ ไม่มีใคร look down ความชอบของคนอื่น

 

The People: ในทัศนะของคนที่เรียนภาพยนตร์มา ถ้าให้คุณทำหนังสักเรื่อง อยากทำหนังแบบไหน

กิต: ผมอยากทำหนังครอบครัว อยากทำหนังครอบครัวคนจีน ที่บ้านมีปัญหา อาจจะครอบครัวแตกแยก พ่อแม่ทะเลาะกัน หรือลูกทะเลาะกับพ่อ ลูกทะเลาะกับอาม่า ให้มันเห็นความต่างระหว่างความคิดของเด็กรุ่นใหม่กับคนรุ่นเก่า และสุดท้ายเราจะหาจุดร่วมกันได้ยังไง ระหว่างเด็กยุคใหม่กับคนยุคเก่า เราจะอยู่ร่วมกันได้ยังไง เพราะว่ามันคือสิ่งที่มีปัญหากันในทุกวันนี้ แต่เราเริ่มที่สถาบันครอบครัวก่อน

 

The People: ฝากผลงาน ‘DEEP โปรเจกต์ลับ หลับเป็นตาย’ สักหน่อย

กิต: ‘DEEP โปรเจกต์ลับ หลับเป็นตาย’ หนังเรื่องแรกของผม ไม่รู้จะเป็นเรื่องเดียวในชีวิตหรือเปล่า หนังเรื่องแรกของผม ผมใส่เต็มนะครับ ต่อยกับเค (เค เลิศสิทธิชัย ) จนคออักเสบ ไปฉีดยาด้วย ฉายทาง Netflix วันที่ 16 กรกฎาคมนี้ ไปดูกันครับ

 

สัมภาษณ์: จิรภิญญา สมเทพ

ภาพ: ดำรงค์ฤทธิ์ สถิตดำรงธรรม


อ่านและเขียนเกี่ยวกับศิลปะ ดนตรี ชีวิต และแมว

Related

สัมภาษณ์ ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล พลังรักโรแมนติกของ LGBTQ ที่เปลี่ยนแปลงทัศนคติสังคม

สัมภาษณ์ วิชญะภัทร์ ภิรมย์ศานต์ (Sinergia Animal): ทำไมต้องต่อต้านการเลี้ยงไก่พันธุ์ไข่ในกรงตับ?

วิศรุต สินพงศพร: 5 ยอดผู้จัดการทีมกับแรงบันดาลใจในเพจ “วิเคราะห์บอลจริงจัง”

รรินทร์ ทองมา ผู้ปั้น O&B แบรนด์รองเท้าร้อยล้านจากความดื้อ

สัมภาษณ์ สรรพสิทธิ์ ฟุ้งเฟื่องเชวง ถอดรหัส “Make Living Great Again” ค้นหาความหมายของชีวิต และรู้ว่าวันนี้อยู่…เพื่ออะไร

ศุภลักษณ์ จันทร์พิทักษ์ แม่ทัพหญิงแห่งบ้านจัดสรร ‘Britania’ ผู้เชื่อว่าไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้

Jazz and the City: สนทนากับ ‘ปอ นอร์ทเกต’ ในเรื่องบาร์แจ๊ซ และสิ่งแวดล้อม

สัมภาษณ์ผู้บริหารโรงภาพยนตร์ House พื้นที่แห่งโอกาสของภาพยนตร์ทางเลือก บนพื้นที่แห่งโอกาสของตัวเอง