Post on 25/12/2020

‘Klaus’ ซานต้าที่ไร้เวทมนตร์ แต่สร้างความสุขให้ผู้คนได้

หย่อนถุงเท้าไว้ใต้ปล่องไฟ ซานต้าจะนำของขวัญมาให้สำหรับเด็กดีเท่านั้น…

 

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินตำนานซานตาคลอสชวนฝันในวัยเด็ก บ้างก็เป็นเรื่องราวแสนมหัศจรรย์ บ้างก็เป็นเรื่องเล่าถึงนักบุญนิโคลัสแสนใจดี แต่สำหรับภาพยนตร์แอนิเมชันเรื่อง ‘Klaus’ ที่ฉายใน Netflix เมื่อปี 2019  ได้นำองค์ประกอบของคุณลุงซานต้ามาตีความใหม่ พร้อมเฉลยปริศนาเรื่องของขวัญในปล่องไฟ ชุดสีแดงของซานต้า แม้แต่เงาของซานต้าและกวางเรนเดียร์บนท้องฟ้ายามราตรี โดยไม่ได้มีเรื่องเวทมนตร์หรือพลังวิเศษเข้ามาเกี่ยว แต่กลับเป็นความบังเอิญและมุขตลกแสนละมุนที่สอดแทรกอยู่ในเรื่องอย่างแนบเนียน

‘Kluas’ เป็นแอนิเมชันที่เขียนบทและกำกับโดย เซอร์จิโอ พาโบลส์ (Sergio Pablos) แอนิเมเตอร์ ผู้กำกับและคนเขียนบทชาวสเปน และเป็นภาพยนตร์การ์ตูนเรื่องแรกจาก Netflix ที่ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ครั้งที่ 92 สาขาภาพยนตร์แอนิเมชันยอดเยี่ยม 

ความน่าสนใจของแอนิเมชันเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่เรื่องราวของซานต้า เพราะ เซอร์จิโอ พาโบลส์ นำองค์ประกอบและกลิ่นอายของซานต้าคลอสเข้ามาเสริมให้เรื่องกลมกล่อมขึ้นเท่านั้น ส่วนใจความสำคัญอยู่ที่เนื้อหาและความเปลี่ยนแปลงของแต่ละตัวละคร

สำหรับจุดเริ่มต้นของเรื่อง เกิดจาก ‘เจสเปอร์’ ชายหนุ่มลูกคุณหนูที่ทำตัวไม่เอาไหน จนพ่อผู้เป็นเจ้าของธุรกิจไปรษณีย์ ต้องส่งตัวไปดัดนิสัยที่เมืองสเมียเรนส์เบิร์ก (Smeerensburg) อันเหน็บหนาวและไกลโพ้น  พร้อมภารกิจส่งจดหมายให้ครบ 6,000 ฉบับภายในหนึ่งปี ไม่อย่างนั้นเจสเปอร์จะถูกตัดออกจากกองมรดก เขาจึงต้องจำใจเดินทางไปยังเมืองสเมียเรนส์เบิร์ก

แต่การส่งไปรษณีย์ให้ครบ 6,000 ฉบับในเมืองนี้ แทบจะกลายเป็นเรื่องเพ้อฝัน เพราะเมืองที่ขีดเส้นแบ่งฝ่ายและเต็มไปด้วยความเกลียดชัง เขาไม่ส่งจดหมายกันหรอก !

 

เพราะประวัติศาสตร์สอนให้เราเกลียดกัน

“ขอต้อนรับสู่เมืองสเมียเรนส์เบิร์ก เมืองแห่งการทะเลาะวิวาทที่ดีที่สุดในโลก”

เมืองสเมียเรนส์เบิร์กมี 2 ตระกูลใหญ่ คือครัมและเอลิงโบที่ส่งต่อมรดกความเกลียดชังกันมาหลายร้อยปี ‘การผูกมิตร’ ระหว่างสองตระกูลนี้ จึงกลายเป็นเรื่องผิดมหันต์ แม้แต่เด็ก ๆ เองก็เล่นด้วยกันไม่ได้

 

“ครัมกับเอลิงโบไม่เผาผีกัน” 

“ทำไมล่ะฮะ” เด็กน้อยถาม

“ทำไม ? ดูถามเข้า”

“นี่คือประเพณี หลายศตวรรษแห่งความเกลียดชังอันรุ่งโรจน์ส่งต่อกันมารุ่นสู่รุ่น”

 

ความคิดและความเชื่อของผู้คน ส่งผลให้อุณหภูมิในเมืองสเมียเรนส์เบิร์กหนาวเหน็บมากขึ้นทุกวัน ไม่มีรอยยิ้ม ไม่มีการเฉลิมฉลอง ตู้ไปรษณีย์ว่างเปล่าจนเหมือนท่อนไม้ที่ปักอยู่หน้าบ้านอย่างเหงา ๆ ไม่มีแม้กระทั่งโรงเรียนเพราะกลัวว่าเด็ก ๆ จะผูกมิตรกัน

แม้แต่ตอนเจสเปอร์และเคลาส์เข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลงให้ทุกคนในเมืองเริ่มเป็นมิตรต่อกัน สองตระกูลนี้ถึงกับร่วมมือกันอย่างสันติ (เพื่อยุติความสันติที่เกิดขึ้น) เลยทีเดียว

 

เมื่อความเกลียดชังไม่ได้เป็นเรื่องของสองฝ่าย

ความน่าสนใจประเด็นหนึ่งของเรื่องนี้ คือ เรื่องการให้พื้นที่กลุ่มคนชายขอบหรือชนเผ่าที่อยู่นอกกลุ่มของตัวเอง 

“ตอนอยู่บ้านฉันมีแทบทุกอย่างเลย แต่ที่นี่ฉันก็เป็นแค่อีกคนที่ไร้ประโยชน์ ไร้ความหมาย…” – เจสเปอร์กล่าว

หากแบ่งเมืองนี้ออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ๆ คงแบ่งได้เป็นชาวเมืองตระกูลครัม ชาวเมืองตระกูลเอลิงโบ และกลุ่มคนอื่นๆ  ที่อาศัยอยู่ในเมืองนี้ ซึ่งคล้ายว่าถูกกีดกันออกจากเมืองทางอ้อมด้วยสภาพบ้านเมืองที่ไม่น่าอยู่และผู้คนที่ไม่ได้ยอมรับหรือใยดีต่อพวกเขา 

ไม่ว่าจะเป็น ‘เจสเปอร์’ บุรุษไปรษณีย์ที่ไม่มีจดหมายให้ส่งแถมยังถูกกลั่นแกล้งในช่วงแรก ‘เคลาส์’ ช่างทำของเล่นที่ปลีกวิเวกไปอยู่คนเดียวในป่า ‘อัลวา’ ที่ต้องละทิ้งความฝันการเป็นครูมาขายปลาเพื่อเก็บเงินไปเริ่มต้นชีวิตใหม่นอกเมืองนี้ รวมทั้ง ‘เด็กน้อยชนเผ่าซาวี’ ที่ส่งจดหมายให้เคลาส์ไม่ได้ เพราะไม่มีใครเข้าใจภาษาที่เธอพูด

ความรู้สึกที่ถูกกีดกันทางอ้อม ทำให้พวกเขาอยากจะปลีกวิเวกหรือหนีไปจากเมืองให้เร็วที่สุด แต่ตอนสุดท้าย เมื่อทุกคนมีพื้นที่ให้เป็นตัวของตัวเอง อัลวาได้สอนหนังสือ เจสเปอร์ได้ส่งจดหมาย เคลาส์ได้ทำของเล่นส่งต่อให้เด็ก ๆ และหนูน้อยซามีที่เริ่มสื่อสารกับคนอื่นได้ ความรู้สึกมีคุณค่า มีความสำคัญ ทำให้พวกเขาเริ่มรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของเมืองแห่งนี้  จน ‘การหนีไปให้ไกล’ กลายเป็นความคิดที่ถูกทิ้งไว้เพียงในอดีต

 

ความมหัศจรรย์ไร้เวทมนตร์

จุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลงทั้งหมด เกิดจากของเล่นชิ้นแรกที่เคลาส์ส่งไปให้เด็กน้อยคนหนึ่งผ่านเจสเปอร์ในฐานะบุรุษไปรษณีย์ ก่อนจะเริ่มส่งของเล่นชิ้นต่อ ๆ ไปให้เด็กคนอื่น ๆ 

การให้ด้วยหัวใจของเคลาส์ ทำให้เจสเปอร์เริ่มหันมาทบทวนสิ่งที่ตัวเองทำและเป้าหมายแท้จริงของการส่งของขวัญทั้งหมด จนเจสเปอร์เริ่มเปลี่ยนจากคนไม่รู้จักโตและเห็นแก่ตัว กลายเป็นผู้ใหญ่และผู้ให้โดยไม่หวังผล ส่วนเคลาส์เองที่เคยเย็นชาโดดเดี่ยว ได้กลายเป็นคุณลุงใจดีแสนอบอุ่น อัลวา หญิงสาวห้วนห้าวไม่สนโลก ได้กลายเป็นคุณครูที่อ่อนหวานใจดี และชาวเมืองที่เคยสู้รบปรบมือกัน กลายเป็นผู้ให้และผู้รับที่ดีต่อกันไปซะอย่างนั้น ซึ่งหากติดตามไปตลอดทั้งเรื่อง จะเริ่มสัมผัสได้ว่า แต่ละตัวละครไม่ได้เปลี่ยนจากคนหนึ่งไปเป็นอีกคนหนึ่ง แต่เป็นการดึงแง่งามที่มีอยู่แล้วออกมาให้ผู้ชมได้สัมผัสและรู้สึกอิ่มใจไปตาม ๆ กัน

ท้ายที่สุด จากเมืองที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง กลับกลายเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยการเฉลิมฉลอง ความอบอุ่นและรอยยิ้มที่แต้มบนใบหน้าของผู้คน จนเหมือนโลกคู่ขนานของเมืองที่เจสเปอร์มาถึงในตอนแรกเลยทีเดียว

ดังนั้น ความมหัศจรรย์ของซานต้าในเรื่อง ‘Klaus’ อาจไม่ใช่เวทมนตร์หรือสิ่งที่อยู่เหนือธรรมชาติ แต่เป็นประโยคที่เคลาส์ มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งพูดไว้ในเรื่องนี้เสมอว่า

“การกระทำที่ปราศจากความเห็นแก่ตัวอย่างแท้จริง จุดประกายให้เกิดการทำความดีเสมอ (A true act of goodwill, always sparks another)”


มนุษย์ friendly introvert ที่มีสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ คือ ลาเต้เย็น การเดินเล่น และหนังสือมูราคามิ

Related

The Sound of Silence พลังเงียบอันทรงพลังแห่ง ’60 ของ Simon & Garfunkel

นิกกี ซิกซ์ มือเบสวง Motley Crue ร็อกสตาร์ที่เสพยาจนไม่หายใจและฟื้นจากความตายมาเขียนเพลง

Deep Purple – Smoke on the Water: เพลงจากเหตุการณ์ไฟไหม้และการพังทลายของอาคารมูลค่า 13 ล้านดอลลาร์

‘One Sweet Day’ เบื้องหลังที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตาของ มารายห์ แครี่ และ Boyz II Men

3 เบื้องหลังที่อาจยังไม่รู้เกี่ยวกับ ‘แม็กกี้ สมิธ’ ในฐานะ ‘ศาสตราจารย์มิเนอร์วา มักกอนนากัล’

สู้ต่อไป ทะเคะชิ! ทะเคะชิคือใคร? ทำไมต้องเป็นทะเคะชิ?

โดราเอมอน: ที่ญี่ปุ่นมี ‘โรคโนบิตะ-ไจแอนท์’ เป็นภาพแทนของ ‘โรคสมาธิสั้น’

ไมเคิล บูเบลย์ จากอดีตลูกชาวประมงจับปลา, นักร้องงานแต่ง สู่การเป็นเงาเสียงซินาทรา ที่เพราะตื๊อจนได้ดี