Post on 26/10/2019

น้าค่อม ชวนชื่น : “ไอ้สั้ส!” ตลกจริงใจ ขวัญใจมหาชนที่ใคร ๆ ก็อยากให้เขาด่าทอ

“ไอ้สั้ส! ไอ้เหี้ย!! ไอ้ควาย!!!”

ถ้าได้ยินคำนี้หลุดออกจากปากใคร คนที่รับฟังคงไม่ดีใจและวินาทีหลังจากนั้นไอ้คนพูดคงได้รับเสียงชื่นชมจมกองตีนแน่ ๆ แต่ถ้าคนพูดคือตลกที่ชื่อ ค่อม ชวนชื่น นอกจากคุณจะไม่โมโหโกรธา ผลตอบรับที่ได้มาคงเข้าไปขอหอมหัวของแกอีก 1 ทีด้วยความรักใคร่ 

ทำไมผู้ชายคนนี้ที่พูดจามึงมาพาโวยตลอดการแสดงตลกถึงได้เป็นที่ต้องตาต้องใจใคร ๆ มีผู้กำกับมากมายอยากร่วมงานตั้งแต่หนังแมส ๆ ของ พชร์ อานนท์ ยันหนังอินดี้ของ เต๋อ นวพล มาทำความรู้จักผู้ชายคนนี้ แล้วจะรู้ว่าพรสวรรค์ระดับ “มันจ้าซะเหลือเกิน” ไม่ได้มาจากแสงที่กระทบหัวของแก แต่เป็นพรสวรรค์และพรแสวงของแกล้วน ๆ

 

“พี่บอกตรง ๆ นี่มันทางของพี่ชัด ๆ”

อาคม ปรีดากุล หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ ค่อม ชวนชื่น อาจไม่เป็นที่รู้จักมักคุ้นนักในยุคตลกคาเฟ่บูม ที่แต่ละคณะต่างมีตัวเด็ด ๆ อยู่ในทีม อย่าง โน้ต เชิญยิ้ม มีถั่วแระกับเต่า, เป็ด เชิญยิ้ม มีหนู เชิญยิ้ม, เทพ โพธิ์งาม มีหม่ำ แต่สำหรับคณะชวนชื่นของ พ่อดม ชวนชื่น ที่มีสมาชิกอยู่มากมาย แสงสปอตไลท์อาจจะฉายไม่ถึงตัวของค่อม ชวนชื่น ที่ขณะนั้นเล่นเป็นตัวสามตัวสี่ได้ชัดเจนนัก แม้คาแรคเตอร์ฟันเหยิน และการพูดจาโวยวายของแกจะเป็นที่จดจำของคอตลกคาเฟ่ แต่ก็มีคนที่คาแรคเตอร์ชัดเจนและรุนแรงกว่า ค่อม ชวนชื่น จึงเป็นเพียงตลกที่ทำหน้าที่เล่นตลกในฐานะตัวเสริมเท่านั้น ไม่ได้โดดเด่นอะไร คาแรคเตอร์ก็ยังไม่ชัดเจน ยังเน้นตลกแต่งตัวและทาหน้าขำ ๆ เท่านั้น มีเพียงการโวยวายและมุกขำ #หน้าเด้ด ที่เป็นท่าไม้ตายของค่อม…แต่ก็ยังไม่เป็นที่จดจำ แม้จะมีรายการโทรทัศน์อย่างชวนชื่นคาเฟ่มาขึ้นจอทีวี แต่ค่อม ชวนชื่น ก็ยังไม่เปล่งแสงเท่าไหร่นัก

จนกระทั่งตลกคาเฟ่ย้ายจากอัครสถานความบันเทิงมาอยู่บนจอหนังในยุคตลกครองจอเงิน พอดีกับที่มีกฏหมายจำกัดเวลาปิดของคาเฟ่และแหล่งอโคจรในช่วงต้น ๆ ยุคปี 2000s ทำให้วงการตลกเริ่มซบเซาเพราะทำรอบเดินสายได้น้อย ต้องย้ายสำมะโนครัวไปหาช่องทางอื่น ประจวบเหมาะเมื่อหนังอย่าง “มือปืน โลก/พระ/จัน” ของยุทธเลิศ สิปปภาค ที่เข้าฉายในปี 2544 ได้นำเหล่าตลกคาเฟ่มาอัพเกรดแสดงฝีมืออันเหนือชั้นจนขึ้นแท่นเป็นหนังร้อยล้าน ตลกหลายคนจึงได้ลืมตาอ้าปากอีกครั้ง 

“น้าค่อม” ก็เป็นหนึ่งคนที่ได้โอกาสนั้น จากหนัง เจ็ดประจัญบาน(2545) ของ เฉลิม วงศ์พิมพ์ ที่นำน้าค่อมมารับบท จุก เบี้ยวสกุล มือระเบิดยอดกตัญญูที่รักแม่เหนือสิ่งอื่นใด มาดยียวนกวนบาทาของน้าค่อม เข้ากันได้ดีกับบทบาทที่พร้อมจะมึงมาพาโวยและเรียกตีนได้ตลอดเวลา แม้ว่าจะอยู่ท่ามกลางนักแสดงรุ่นใหญ่มากความสามารถอย่าง พงษ์พัฒน์, อ่ำ อัมรินทร์ หรือกระทั่งตลกด้วยกันที่ดังนำหน้าไปก่อนแล้วอย่าง เท่ง เถิดเทิง แต่ค่อม ก็แสดงร่วมได้อย่างไม่ขัดเขิน และเริ่มฉายแสงแห่งความเป็นซูเปอร์สตาร์ให้โลกได้ประจักษ์

“อย่างนี้มันต้องขยี้ให้หนัก”

แม้จะแจ้งเกิดในฐานะ “ดาราตลกรุ่นใหม่ไฟแรง” แต่ค่อม ชวนชื่น ก็ยังไม่ใช่ดาราตลกที่ดังระดับแถวหน้า เหมือนดังเช่น “หม่ำเท่งโหน่ง” เขายังคงรับบทเป็นตลกรับเชิญ เล่นหนังในบทตัวประกอบสายผ่านหน้ากล้องไม่กี่ซีนเช่นเดิม บทบาทที่รับก็ยังไม่พ้นตลกหนีผีลงตุ่ม ลูกน้องจอมซ่า ลูกพี่จอมเปิ่น เหมือนเดิม แต่เหมือนน้าค่อมจะเริ่มจับทางตัวเองถูก คาแรคเตอร์ขี้โวยวาย ตลกไปด่าไป กลายเป็นเครื่องหมายการค้าของแกไปแล้ว พร้อมกับการถือกำเนิดของค่ายหนังอย่าง พระนครฟิลม์ สตูดิโอที่สร้างหนัง ผีหัวขาด (2545) ที่รวมนักแสดงตลกทั่วฟ้าเมืองไทยจนทำรายได้งดงาม 73 ล้านบาท ก็ช่วยยืนยันสถานะ “นักแสดงทำเงิน” ของน้าค่อม ชวนชื่น ได้อีกขั้น แม้จะยังไม่ตูมตาม ชื่อของเขาบนเครดิตยังไม่ได้อยู่ต้น ๆ หรือใบหน้าในโปสเตอร์หนังจะยังใหญ่ไม่เท่าตลกชื่อดังคนอื่น ๆ แต่การสะสมชื่อเสียงของเขาก็เหมือนการหยอดกระปุกคือค่อย ๆ สะสมชื่อเสียงไปอย่างช้า ๆ แต่ชัวร์

แล้วหนังที่สร้างชื่อและสร้างตัวตนให้คนได้จดจำชื่อของน้าค่อมจนเรียกได้ว่าเป็นบทบาทที่คลาสสิกก็เกิดขึ้นในอีกไม่กี่ปีต่อมา… ในบทพระเอกเหรอ ? ก็ยังเป็นบทนักแสดงสมทบธรรมดา แต่ว่าชื่อชั้นของแกกลับค่อย ๆ ฝังอยู่ในความทรงจำของคนดูหนังอย่างเหลือเชื่อ

 

“พี่บอกแล้วไงว่าของพี่กำลังขึ้น” 

แม้การมาถึงของตลกคาเฟ่ที่มาแบบเกลื่อนจอ ที่ส่วนใหญ่ปริมาณจะสวนทางกับคุณภาพ แต่ก็มีผู้ที่เข้าใจในศักยภาพของนักแสดงตลก โดยผลักดันและสร้างหนังที่มีนักแสดงนำเป็นตลกอย่างแรงกล้า นั่นก็คือ ยอร์ช ฤกษ์ชัย พวงเพ็ชร ที่เปิดด้วยหนัง พยัคฆ์ร้ายส่ายหน้า (2548) โดยรวมนักแสดงตลกรุ่นใหญ่และรุ่นใหม่ โดยเฉพาะทีมตลกคณะชวนชื่นมาสร้างสีสัน แม้ก้าวแรกของยอร์ชจะเริ่มต้นไม่ได้ดีมากนัก แต่ก้าวต่อไป แม้ไฟจะไม่ไหม้สบง แต่กลับสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับหนังไทย ด้วย แสบสนิท ศิษย์ส่ายหน้า (2549) ที่นอกจากจะสะท้อนภาพของ loser ที่จริงใจ และเอาตลกมาทำเป็นตลกแบบไม่ขัดเขินแล้ว ยังสร้างชื่อให้กับผู้ชายอย่าง ค่อม ชวนชื่น อย่างงดงามอีกด้วย ในบทคู่หูคู่ฮาที่เคมีเข้ากับโก๊ะตี๋ แม้จะยังทำหน้าที่เพียงนักแสดงสมทบ แต่ในระยะยาว ผู้คนกลับนึกถึงคาแรคเตอร์คู่หูอ้วนเหยินคู่นี้มากกว่าพระเอกนางเอกเสียอีก

ชื่อเสียงของน้าค่อม สร้างความกระฉ่อนในยุคโซเชียลเริ่มก่อตัว เมื่อผู้สร้างหนังเห็นศักยภาพในตัวน้าค่อม แกเริ่มไต่อันดับขึ้นชาร์ตเรื่อย ๆ จนกลายเป็นนักแสดงที่งานชุกที่สุดในวงการ น้าค่อม เปลี่ยนสถานะตัวเองจากนักแสดงตัวประกอบ เป็นนักแสดงกิตติมศักดิ์ที่บทในหนังมีไม่มากแต่ก็เป็นที่จดจำ และผู้สร้างหนังก็อยากได้แค่ให้แกมาเล่นมุกตะโกนด่าในหนังเพียงซีนสองซีนเท่านั้น 

มีการบันทึกสถิติการแสดงของน้าค่อมไว้เมื่อปี 2553 ที่ทั้งปีมีผลงานการแสดงถึง 11 เรื่อง โดยเฉพาะเรื่อง น้ำ ผีนองสยองขวัญ ที่แกรับบทน้าจวบ คนตาบอดปากดีที่ขโมยซีนและคุมหนังได้อย่างน่ามหัศจรรย์ ประโยคเด็ดที่พรั่งพรูออกมา บ้างก็มาจากบทที่เขียน แต่ส่วนใหญ่มักมาจากการด้นสดของแก สิ่งที่น่ามหัศจรรย์ก็คือแม้น้าค่อมจะปล่อยวลีเด็ด ๆ ประโยคคม ๆ อยู่เสมอ แต่ไม่น่าเชื่อว่าแกอ่านไม่ออก สไตล์การทำงานจึงเป็นในลักษณะการจดจำและใส่ความซื่อในการแสดงซึ่งเป็นสไตล์เฉพาะตัว และยากที่จะหาใครเลียนแบบได้

เพราะชื่อเสียงไม่ได้มากันง่าย ๆ และการรักษาไว้ก็เป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก น้าค่อม มุเดินสายเข้ากองนี้ออกกองนั้น ด้วยความเป็นคนที่รักษาเวลา แกมักจะไปถึงโลเคชันถ่ายทำคนแรก ๆ อยู่เสมอ และด้วยวัยที่ค่อนข้างมาก ทำให้น้าค่อมต้องกระตุ้นตัวเองด้วยเครื่องดื่มชูกำลัง ซึ่งกินทีวันละเกือบ 10 ขวด จนร่างกายทรุดโทรมและเข้ารักษาตัวโรคเบาหวาน ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในตัวของน้าค่อมเช่นกัน

“วะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ไม่ได้แดกกูร้อกกกก”

แม้ข่าวการป่วยของน้าค่อมจะไม่ใช่ข่าวใหญ่ และผู้คนมารับทราบเอาหลังจากที่แกหายดีแล้วก็ตาม แต่ผลงานของน้าค่อมยังมีสม่ำเสมอ และยังคงสถานะนักแสดงกิตติมศักดิ์ที่ไปเจิมหนังมากมาย แม้กระทั่งหนังระบบปฏิบัติการอินดิเพนเดนท์อย่างของ เต๋อ นวพล ยังใช้บริการน้าค่อม และสื่ออื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นเกมออนไลน์ก็ใช้เสียงแกโวยวาย และใช้วลีเด็ด ๆ ของแกมาพากย์ใส่ กระทั่งคนทั่วไปเวลาเจอน้าค่อม สิ่งที่ต้องการร้องขอคือการถ่ายคลิปและให้แกด่าเพื่อเป็นของขวัญให้กับคนที่รัก ????

แน่นอนว่าชื่อเสียงมีเด่นมีดับ กระทั่งตัวน้าค่อมก็หนีสัจธรรมนี้ไม่พ้น หนังในยุคหลัง ๆ ค่อนข้างจะซ้ำซาก แต่น้าค่อมก็ยังคงรอดในวงการบันเทิง ด้วยการไปเข้าแก๊ง บริษัทฮาไม่จำกัด ที่เป็นตลกยุคใหม่ ที่เข้ากับเทรนด์ในยุคปัจจุบัน และมีให้ชมทั้งช่องฟรีทีวีและยูทูบ แม้กระทั่งเน็ตฟลิกซ์เองยังต้องบรรจุรายการนี้ไว้ในช่อง (แถมยังไม่เซ็นเซอร์คำหยาบด้วย) ด้วยการยัดคาแรคเตอร์ “พูดน้อย ต่อยหนัก และชอบซุกเงินเมีย” ทำให้น้าค่อมยังคงสถานะนักแสดงตลกอมตะไว้เช่นเดิม รวมไปถึงการลงคลิปเก่า ๆ ของแกสมัยวิดีโอคาเฟ่ยุครุ่งเรือง และตัดคลิปช็อตเด็ด ๆ ของหนังของน้าค่อมมาแชร์ ยิ่งช่วยเสริมสิ่งที่น้าค่อมทำอยู่สม่ำเสมอไม่เคยขาด นั่นคือการสะสมเสียงหัวเราะที่แม้เวลาจะล่วงเลยมากว่า 30 ปีแล้ว มุกตลกเหล่านี้ก็ยังคงมีประสิทธิภาพไม่ย่อยสลายไปตามกาลเวลา

 

“ไอ้สอง ให้พี่เดินสะดวกเถอะ”

แล้วการกลับมาของน้าค่อมบนจอภาพยนตร์ก็กระจ่างชัดขึ้นอีกครั้ง เมื่อบทบาทลุงปรีชา พ่อม่ายลูกติดที่แอบชอบแม่ของพระเอกในหนัง ไบค์แมน ได้ดำเนินมาถึงภาคที่ 2 ที่พิเศษยิ่งกว่าเมื่อบทเทมาให้น้าค่อมได้แสดงศักยภาพความเก๋าและความสดในการเล่นมุกอย่างมหัศจรรย์ การปะทะฝีปากคารมกับแบดบอยอย่างเต๋า สมชาย คือการแสดงระดับเทพที่น้าค่อมโอบอุ้มหนังที่ไม่มีอะไรใหม่ให้กลายเป็นความล้ำเลิศที่สาวกของน้าค่อมไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง ถือเป็นการคืนฟอร์มที่ยิ่งใหญ่ของน้าค่อมเลยจริง ๆ

มากกว่าการแสดงระดับเทพของน้าแล้ว ความสม่ำเสมอในการทำงาน วินัยและการตรงต่อเวลาและความนอบน้อมถ่อมตนของตัวน้าค่อมเอง คืออีกองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้น้าค่อม ชวนชื่น ยังคงสถานะนักแสดงตลกกิตติมศักดิ์ที่ทุกคนยังรักและอยากให้แกตะโกน “ไอ้สั้สสสส” ใส่หน้าจวบจนถึงทุกวันนี้


สกก์บงกช ขันทอง

ชายหนุ่มสมาธิสั้น ผู้กักเก็บความทรงจำไว้ให้กับ Pop Culture และชอบฝังใจกับอดีตจนกลายเป็นคนไม่มีอนาคต