Post on 11/08/2020

เครา ฟารินี หญิงลาวที่ถูกอ้างเป็นจุดเชื่อมระหว่างลิงกับคน

เครา ฟารินี กับ ซินญอฟารินี

“เครา จุดเชื่อมโยงที่หายไป สิ่งมีชีวิตที่เป็นเครื่องพิสูจน์ทฤษฎีบรรพบุรุษของมนุษย์ ที่สุดแห่งความน่าพิศวง

“ทฤษฎีของดาร์วินที่ว่า คนและลิงต่างมีจุดกำเนิดร่วมกัน มักจะมีข้อโต้แย้งก็คือจนถึงปัจจุบันยังไม่เคยพบสัตว์ชนิดใดที่มีลักษณะของการเปลี่ยนผ่านจากลิงมาสู่คน

“เคราคือตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบของก้าวดังกล่าวระหว่างคนกับลิง คาร์ล บ็อค (Carl Bock) นักเดินทางชื่อดังไปพบเข้าที่ประเทศลาว เธอจะถูกนำมาแสดงในห้องบรรยายใหม่ระหว่างช่วงบ่ายถึงเย็น”

ข้อความในใบปลิวโฆษณาการจัดแสดง “เครา ฟารินี” (Krao Farini) หญิงชาวลาวที่มีภาวะขนดก (hypertrichosis) ที่ Royal Aquarium ในเวสต์มินสเตอร์ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ วันที่ 31 มีนาคม ปี 1887

เมื่อปี 1859 ชาลส์ ดาร์วิน นักธรรมชาติวิทยาชาวอังกฤษได้เผยแพร่ทฤษฎีวิวัฒนาการจากการคัดเลือกโดยธรรมชาติออกสู่สาธารณะ (หลังเริ่มตั้งทฤษฎีมากว่า 20 ปี) ทำให้สังคมวิกตอเรียที่ศาสนายังคงมีอิทธิพลสูงสั่นสะเทือน เพราะเป็นการปฏิเสธคำอธิบายสำคัญตามพระคัมภีร์ไบเบิลว่าด้วยการสร้างโลกและมนุษย์ที่ได้บันทึกไว้ว่า 

“พระเจ้าตรัสว่า ‘จงให้พวกเราสร้างมนุษย์ตามแบบฉายาของพวกเรา ตามอย่างพวกเรา และให้พวกเขาครอบครองฝูงปลาในทะเล ฝูงนกในอากาศ และสัตว์ใช้งาน ให้ครอบครองทั่วทั้งแผ่นดินโลก และบรรดาสัตว์เลื้อยคลานที่คลานไปมาบนแผ่นดินโลก'”

ทฤษฎีของเขาได้รับการยอมรับในแวดวงวิทยาศาสตร์มากขึ้นเป็นลำดับ จนแพร่หลายไปยังภาคอื่น ๆ และส่งอิทธิพลอย่างมากกับรากฐานความคิดของชาวตะวันตกยุคใหม่ ที่ถอยห่างจาการยึดถือคำอธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติโดยอาศัยถ้อยคำตามคัมภีร์ศาสนา

แต่ข้อเสนอของดาร์วินเป็นที่ขบขันของนักศาสนายุคนั้น ด้วย “ตรรกะ” ที่ว่า มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่สูงส่ง จะกำเนิดมาจากสิ่งมีชีวิตที่มีสถานะต่ำกว่าอย่าง “ลิง” ไม่ได้ หากต้องถือกำเนิดมาจากสิ่งที่สูงส่งยิ่งกว่าเช่น “พระเจ้า” (ซึ่งแม้แต่ปัจจุบันในกลุ่มผู้เคร่งศาสนา ก็ยังเชื่อในตรรกะเช่นว่านั้น) 

นอกจากนี้ ยังโจมตีว่า ทฤษฎีของดาร์วินไร้หลักฐานยืนยันเพราะขาด “The Missing Link” หรือจุดเชื่อมต่อระหว่างลิงกับมนุษย์ ที่หลายคนจินตนาการว่า คำว่าวิวัฒนาการมันก็ต้องเป็นการเปลี่ยนแปลงในลักษณะขั้นบันไดก้าวขึ้นไปเรื่อย ๆ สิ! (ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นความเข้าใจผิด) และสิ่งมีชีวิตนั้นจะต้องมีลักษณะที่ปนกันระหว่างลิงกับคนแบบครึ่งต่อครึ่ง 

(ตอนนั้นเรายังไม่เจอมนุษย์วานรโบราณอย่าง ออสทราโลพิเทคัส ซึ่งมีลักษณะพึงประสงค์ตามจินตนาการ กว่าจะเจอก็ปี 1924)

หลายคนจึงออกแสวงหาสิ่งมีชีวิตเช่นว่านี้ จนกระทั่งวันหนึ่งมีนักเดินทางชาวตะวันตกเข้าไปในป่าของลาว ซึ่งสมัยนั้นยังอยู่ใต้อิทธิพลของสยาม และได้พบกับ “เครา” เข้า และเธอก็ถูกจับไปแห่โปรโมตว่าเป็น “The Missing Link” ในคณะละครสัตว์ 

ประวัติของเคราในหนังสือพิมพ์ The Owosso Times (หนังสือพิมพ์ในมิชิแกนที่ปิดตัวไปแล้ว) ฉบับวันที่ 7 พฤศจิกายน 1884 ตามปากคำของ จอร์จ เชลลี (George Shelley) ผู้ที่อ้างว่าเป็นเพื่อนร่วมทางของคาร์ล บ็อค ในการเดินทางไปสยาม เล่าว่า เคราถูกจับตัวได้พร้อมกับพ่อแม่เมื่อเดือนมกราคม 1881 จากป่าแห่งหนึ่งในลาว เธอเป็นหนึ่งในสมาชิกชาวเผ่าที่มีขนปกคลุมทั่วร่างกายรวมทั้งใบหน้า ใช้ชีวิตอยู่บนต้นไม้ ไม่มีภาษาพูด ยังชีพด้วยการหาของป่า รู้จักการใช้เครื่องมือเพียงเล็กน้อย ไม่รู้วิธีการจุดไฟ และคำว่า “เครา” ก็แปลว่า “ลิง” ในภาษาสยาม (มันใช่เหรอเชลลี?)

ส่วนข้อมูลใน The New York Times วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 1883 เล่าว่า หลังเคราถูกจับได้ไม่นาน พ่อของเธอก็ตายด้วยอหิวาต์ ส่วนแม่ถูกกรมการเมืองสยามควบคุมตัวไว้ เธอจึงถูกนำตัวมาอังกฤษเพียงคนเดียว และอยู่ใต้ความดูแลของ คุณฟารินี (Signor Farini – นามแฝงของ วิลเลียม ฮันต์ นักแสดงผาดโผน และโปรโมเตอร์จัดการแสดงชาวแคนาดา) ซึ่งเป็นที่มาของนามสกุลของเธอ

เครากลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า จุดเชื่อมต่อระหว่างลิงกับคนมีอยู่จริง ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดอย่างรุนแรง เนื่องจากเธอเป็นมนุษย์หรือ “โฮโม เซเปียนส์” ไม่ใช่เผ่าพันธุ์พิเศษที่เชื่อมโยงคนกับลิง หากเป็นกลุ่มอาการผิดปกติที่สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ และเธอก็มิได้มีสติปัญญาใกล้เคียงกับลิง อย่างที่นักจัดแสดงอ้างว่า เผ่าพันธุ์ของเธอด้อยพัฒนาไม่รู้จักใช้เครื่องมือ หรือไฟ และไม่มีภาษาพูด กลับกันเธอสามารถพูดได้ถึง 5 ภาษา ซึ่งเป็นทักษะที่เธอมีมาตั้งแต่เล็ก ๆ (ตอนที่เธอถูกนำมาอังกฤษ เธออายุได้ราว 8 ขวบ นักข่าวสังเกตได้ว่า เธอสามารถพูดภาษาอังกฤษได้หลายคำ ทั้งที่เพิ่งมาถึงอังกฤษไม่กี่สัปดาห์)

แต่ภาพจำของเธอในฐานะ “The Missing Link” และ “ตัวประหลาด” (freak) ก็คงอยู่ตั้งแต่วันที่เธอถูกจับได้จนถึงวันตาย (1926) เนื่องจากเธอต้องใช้ชีวิตในคณะละครสัตว์ที่ทำการแสดงหากำไรจากการโปรโมตเธอด้วยสถานะดังกล่าว ทั้งในอังกฤษและสหรัฐฯ และภาพของเธอยังกลายเป็นข้ออ้างในการเหยียดเผ่าพันธุ์อื่นของคนผิวขาวที่เชื่อว่าตัวเองมีวิวัฒนาการเหนือกว่า เพราะรูปลักษณ์ที่ห่างไกลจากความเป็นลิงมากกว่า 

“เคราไม่ใช่คนเดียว ยังมีคนขนดกและชนพื้นเมืองอีกมากที่ถูกนำมาจัดแสดง” ปีเตอร์ เคียร์การ์ด (Peter Kjærgaard) ศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์วิวัฒนาการจากมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกนกล่าว (The Missing Link and Human Origins: Understanding an Evolutionary Icon) ก่อนเสริมว่า

“ชาวแอฟริกันอเมริกันในรัฐทางใต้ของสหรัฐฯ ก็ถูกจับขึ้นแสดงในลักษณะเดียวกันตามงานวัดร่วมกับลิงไร้หางโดยเฉพาะชิมแปนซี โดยนำไปป่าวประกาศว่า คนเหล่านี้คือเครื่องพิสูจน์ทฤษฎีวิวัฒนาการ หรือเพียงเพี่อเรียกร้องความสนใจด้วยการเล่นกับความรู้สึก บวกกับทฤษฎีวิวัฒนาการ พ่วงด้วยความเชื่อเรื่องความสูงต่ำทางเชื้อชาติ จุดเชื่อมต่อที่สูญหายที่มีชีวิตเหล่านี้ถูกนำไปแสวงประโยชน์ด้วยการหาเงินจากความอยากรู้อยากเห็น อคติ และความเชื่อเรื่องเชื้อชาติที่สูงส่งของชาวยุโรป 

“มันเป็นการรวมเอาองค์ประกอบของการเหยียดเชื้อชาติและการข่มเหงทั้งหลายของยุคอาณานิคมเข้าไว้ด้วยกัน มันเป็นสิ่งที่ทั้งน่ากลัว ขณะเดียวกันก็ช่วยทำให้คนดูรู้สึกสบายใจ เนื่องจากมันทำให้พวกเขาระลึกถึงธรรมชาติของสัตว์และสิ่งที่น่าจะเป็นจุดกำเนิดของมนุษย์ ขณะเดียวกันมันก็ทำให้พวกเขามั่นใจได้ว่าตนเองได้วิวัฒนาการมาไกลแล้ว”

 


ผู้เขียนเนื้อหาด้านประวัติศาสตร์ สังคม และต่างประเทศ

Related

มามี ทิล ม็อบลีย์ แม่ที่สู้เพื่อลูกผู้ถูกฆ่าอย่างทารุณเพียงเพราะ “ผิวปาก” 

วิลเลียม จอห์น แบงคส์ ค้นพบวิธีอ่านอักษรเฮียโรกลิฟฟิก แต่ต้องเนรเทศตัวเองจากอังกฤษเพราะเป็นเกย์

พาเมลา โคลแมน สมิธ ศิลปินหญิงผู้ออกแบบไพ่ทาโรต์ฉบับยอดนิยม

อุจิยามะ กูโด พระสงฆ์นักปฏิรูปต้องโทษประหาร หลังถูกกล่าวหาหมิ่นจักรพรรดิ

เท็ด โซเรนเซน “อย่าถามว่าประเทศให้อะไรกับคุณ จงถามว่าคุณทำอะไรให้ประเทศได้บ้าง”

จอห์น เฮเวน อีเมอร์สัน พัฒนา “ปอดเหล็ก” ที่มาเครื่องช่วยหายใจ ช่วยชีวิตผู้ป่วยโควิด

ซัลลี เฮมิงส์ ทาสรักในเรือนเบี้ยของ โธมัส เจฟเฟอร์สัน ประธานาธิบดีคนที่ 3 ของอเมริกา

เบโทเฟน: 250 ปี คีตกวีโลกไม่ลืม บทเพลงจากนโปเลียนสู่ชัยชนะสงครามโลกครั้งที่สอง